Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กัมพูชาหวังศาลสั่งไทยจ่ายค่าชดเชยความเสียหายปราสาทพระวิหารต้องใช้เวลาซ่อม 20-30 ปี และเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ 

    กัมพูชาหวังศาลสั่งไทยจ่ายค่าชดเชยความเสียหายปราสาทพระวิหารต้องใช้เวลาซ่อม 20-30 ปี และเงินเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ 

    ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการที่กัมพูชาใช้บริเวณปราสาทเป็นฐานที่มั่นทางทหารและเป็นภัยคุกคามต่อไทยจนกระทั่งถูกไทยใช้ปฏิบัติการทางทหารโต้กลับ ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชาเผยว่าจะต้องใช้เวลา 20-30 ปี และงบประมาณประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการบูรณะและอนุรักษ์ ระยะเวลาและงบประมาณที่ประเมินไว้เป็นไปตามการศึกษาเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศกัมพูชาและต่างประเทศ

    สำนักข่าวกัมปูเจียทเมยรายงานว่า คง พุทธิการ (គង់ ពុទ្ធិការ) อธิบดีกรมอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร กล่าวในการแถลงข่าวเกี่ยวกับความเสียหายของปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 6 เมษายน ว่า หลังจากทีมศึกษาและประเมินเบื้องต้นแล้ว กัมพูชาจะต้องใช้เวลา 5-10 ปี สำหรับขั้นตอนการบูรณะเบื้องต้นเพื่อให้ปราสาทกลับคืนสู่สภาพเดิม ส่วนงานอนุรักษ์ระยะยาวอาจใช้เวลาถึง 20-30 ปี จึงจะบูรณะปราสาทให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างสมบูรณ์

    คง พุทธิการ เผยว่าเหตุผลที่การบูรณะและอนุรักษ์ใช้เวลานานและใช้งบประมาณมากนั้นเป็นเพราะว่าภายในบริเวณวัดมีวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดอยู่เป็นจำนวนมาก และจำเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมและเตรียมชิ้นส่วนหินเพื่อนำมาประกอบใหม่โดยใช้เทคนิคการอนุรักษ์

    ตามที่ คง พุทธิการ กล่าว ก่อนจะเกิดการปะทะกับไทย บริเวณโคปุระ (ซุ้มประตูทางเข้า) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากประเทศพันธมิตรของกัมพูชาเพื่อซ่อมแซมและอนุรักษ์แหล่งมรดกโลก โดยจีนและอินเดียเป็นประธานร่วมในการดำเนินงาน ในจำนวนนี้ งานอนุรักษ์ที่อินเดียรับผิดชอบคือการซ่อมแซมโคปุระที่ 5 ของปราสาทพระวิหาร จากการศึกษาพบว่า การซ่อมแซมจะใช้เวลา 8-10 ปี และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนรับผิดชอบการซ่อมแซมโคปุระที่ 1, 2 และ 3 จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า การซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงจะใช้เวลา 18-20 ปี และมีค่าใช้จ่าย 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะถูกทำลาย ส่วนสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2025 ได้ให้เงินทุนแก่องค์การอุทยานแห่งชาติพระวิหารเพื่อซ่อมแซมบันไดทางทิศเหนือเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยมีค่าใช้จ่ายเกือบ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าชดเชยจากประเทศไทยสำหรับการทำลายพระวิหาร คง พุทธิการ อธิบายว่า “ในส่วนของการเรียกร้องค่าชดเชยนั้น กระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลานาน เนื่องจากหลักฐานที่เราได้รวบรวมไว้ ดังนั้น เพื่อให้ได้รับค่าชดเชย มีเพียงศาลเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าใครผิดใครถูก ดังนั้น หากเราต้องการให้ประเทศไทยจ่ายค่าชดเชย มีเพียงศาลเท่านั้นที่จะตัดสินได้ว่าใครผิดและใครถูก และงานนี้ คือหน้าที่ของทนายความ”

    จากรายงานของ Kampuchea Thmey Daily รายงานต่อโดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – เหม สินาถ (ขวา) รองผู้อำนวยการองค์การพิทักษ์พระวิหาร เอีย ดาริท (กลาง) ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์และโบราณคดี องค์การพิทักษ์พระวิหาร และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์จากองค์การพิทักษ์พระวิหารแห่งชาติ ตรวจสอบความเสียหายที่ปราสาทพระวิหาร จังหวัดพระวิหาร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 เศษหินทรายแตกหักกระจัดกระจายอยู่ทั่วปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ผนังหินทรายอายุหลายศตวรรษของปราสาทเต็มไปด้วยร่องรอยสะเก็ดระเบิดใหม่ๆ หลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงตามแนวชายแดนกับประเทศไทยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมเขมรที่มองเห็นทิวทัศน์ของที่ราบทางตอนเหนือของกัมพูชา กลายเป็นเขตสงครามเมื่อข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานานปะทุขึ้นเป็นการสู้รบด้วยเครื่องบินรบ ปืนใหญ่ รถถัง และกองกำลังภาคพื้นดินเมื่อปีที่แล้ว (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41756&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjxMP7NGvG7UzIY_udDTB

  • วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว เชิญผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินเพื่อการรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2577 9052, 098 899 0914 (คุณจิราวรรณ,คุณกิตติวรรณ)

    อนึ่ง สำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. (Office of Certification Body : OCB) มีฐานะเป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) ที่มีมาตรฐานการทำงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1 : 2015 จากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (สก.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และได้รับการรับรองระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1 : 2015 และ ISO/TS 22003 : 2013 จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับการขึ้นบัญชีหน่วยรับรอง / หน่วยตรวจสอบกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตร และกรมปศุสัตว์ โดย สรร. ให้บริการด้านการตรวจประเมินและให้การรับรองระบบมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22000, GMP/GHPs (Codex), HACCP ให้บริการฝึกอบรมในรูปแบบ In-house Training และ Public Training เพื่อให้ความรู้เรื่องระบบคุณภาพและมาตรฐานสากลต่างๆ พร้อมใบประกาศนียบัตรจาก วว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1010398&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1siVZ8B_WKrwbsF80UAS-u

  • คณะรัฐมนตรี เห็นชอบผลศึกษาความเหมาะสมการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

    คณะรัฐมนตรี เห็นชอบผลศึกษาความเหมาะสมการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

    ครม. มีมติเห็นชอบผลศึกษา คกก.ศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เบื้องต้น) มอบ ก.พลังงาน ดำเนินการตามกฎหมาย มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ 

    วันที่ 6 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เบื้องต้น) และมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในการกำหนดค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสม ในช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ บรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจในภาพรวม

    ทั้งนี้ ผลการศึกษาครอบคลุม อาทิ ข้อมูลต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งได้ขอให้โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบ ได้แก่ ค่า Crude Premium, ค่า Product Premium, ค่า War Risk Premium, ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) โดยเป็นข้อมูลประมาณการตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2569 พบว่าหลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องมาจากต้นทุนดังกล่าวที่ปรับตัวสูงขึ้น

    กระทรวงพลังงานจะได้ไปดำเนินการ ดังนี้

    1. กรมธุรกิจพลังงาน

    (1) ปรับปรุงแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลจากโรงกลั่นน้ำมันให้มีมาตรฐาน (Data Standard) เพื่อให้สามารถคำนวณแยกรายละเอียด (Breakdown) ต้นทุนและค่าการกลั่น

    (2) จัดทำตารางแยกรายละเอียดต้นทุนในช่วงภาวะวิกฤต อาทิ ค่า Crude Premium ค่า Product Premium ค่า War Risk Premium ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย (Insurance) ให้เป็นปัจจุบัน

    (3) ประสานให้กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจัดส่งข้อมูลชนิดและแหล่งที่มาของน้ำมันดิบที่นำเข้าจริงในปัจจุบัน 

    (4) ศึกษาโครงสร้างและกำลังการผลิตของแต่ละโรงกลั่นน้ำมันเพื่อนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยสัดส่วนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้รวมของทั้งประเทศ

    2. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

    (1) ศึกษามาตรฐานสากลเพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานกลางของค่า Premium ต่าง ๆ สำหรับใช้อ้างอิง (Benchmark)

    (2) ทบทวนและปรับปรุงตารางโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

    3) กระทรวงพลังงานดำเนินการสื่อสารและสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925075&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zctUQ9QbIwGaIXW4XiSJD

  • 4 เมืองต้นแบบแก้โลกร้อน ลดมลพิษ-ความเสี่ยงสุขภาพ ดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    4 เมืองต้นแบบแก้โลกร้อน ลดมลพิษ-ความเสี่ยงสุขภาพ ดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    วันที่ 7 เมษายน 2569 เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่บางเมืองสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ผ่านนโยบายที่ลดมลพิษ ความร้อน และความเสี่ยงด้านสุขภาพ พร้อมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง กรณีศึกษาทั้ง 4 เมืองสะท้อนว่าการลงทุนด้าน climate resilience สามารถสร้างประโยชน์หลายมิติในต้นทุนที่คุ้มค่า

    เมืองเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลก 56% และสร้าง GDP โลกถึง 80% อย่างไรก็ตาม 83% ของเมืองรายงานว่ามีความเปราะบางอย่างมากต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยน้ำท่วม (58%) และความร้อนจัด (54%) เป็นความเสี่ยงหลัก

    เมื่อการขยายตัวของเมืองเร่งตัว อุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่เพียงคุกคามสุขภาพของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อรายได้ ผลิตภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม บางเมืองกำลังเปลี่ยนความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและสุขภาพให้เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับโซลูชันที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนและสามารถขยายผลได้

    แนวทางของเมืองเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศสามารถสร้างผลตอบแทนได้หลายมิติ ทั้งลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และปกป้องมูลค่าทรัพย์สิน พร้อมทั้งช่วยปกป้องชุมชนจากผลกระทบที่รุนแรงขึ้น

    สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน เมืองเหล่านี้นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการสนับสนุนโซลูชันที่ลดความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ ปกป้องสุขภาพ และเพิ่มผลตอบแทนจากเงินทุนที่มีจำกัด

    4 บทเรียนจากเมืองที่เป็นผู้นำด้านความยืดหยุ่นภูมิอากาศ-สุขภาพในเขตเมือง

    นโยบายสภาพภูมิอากาศและคุณภาพอากาศของลอนดอนลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการลาป่วย เขตปล่อยมลพิษต่ำและต่ำมาก (low- และ ultra-low-emission zones) ของลอนดอนถูกนำมาใช้เพื่อลดมลพิษจากการจราจรที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และปรับปรุงคุณภาพอากาศในใจกลางและเขตชั้นในของเมือง

    มาตรการดังกล่าวช่วยลดจำนวนรถที่ปล่อยมลพิษสูง ส่งผลให้การเข้ารักษาฉุกเฉินจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 9% ปัญหาระบบทางเดินหายใจลดลง 10.2% และการลาป่วยลดลง 18.5%

    โดยรวม นโยบายดังกล่าวช่วยประหยัดต้นทุนด้านสุขภาพและเพิ่มผลิตภาพมากกว่า 37 ล้านปอนด์ (49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี เมื่อเทียบกับพื้นที่ในอังกฤษที่ไม่มีเขตปล่อยมลพิษต่ำ

    สำหรับผู้นำด้านนโยบาย ลอนดอนแสดงให้เห็นว่ากฎจราจรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายด้านคุณภาพอากาศและภูมิอากาศสามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านสุขภาพได้ โดยลดการสัมผัสมลพิษ ลดภาระโรงพยาบาล และช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ถี่ขึ้น

    ฟิลาเดลเฟียชี้ให้เห็นว่าการรับมือน้ำท่วมช่วยยกระดับสุขภาพและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน

    เมืองฟิลาเดลเฟียในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าโซลูชันรับมือน้ำท่วมสามารถเปลี่ยนความเปราะบางด้านภูมิอากาศให้เป็นการเติบโตของสินทรัพย์ได้ ผ่านโครงการ Green City, Clean Waters ระยะเวลา 25 ปี (สิ้นสุดปี 2036) เมืองได้ติดตั้งสวนรับน้ำ (rain gardens) ร่องระบายน้ำชีวภาพ (bioswales) และพื้นผิวซึมน้ำได้ ซึ่งสามารถจัดการน้ำฝนได้ 3 พันล้านแกลลอนต่อปี ลดอุณหภูมิถนนได้สูงสุด 5 องศาเซลเซียส ในคืนที่ร้อน และกรองมลพิษที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ

    นอกจากนี้ โครงการยังมีแนวโน้มลดมลพิษที่ไหลลงสู่แม่น้ำ Delaware และ Schuylkill ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลัก ได้มากกว่า 2 พันล้านแกลลอนต่อปี ช่วยลดความเสี่ยงโรคที่เกิดจากน้ำสำหรับประชากร 1.5 ล้านคน

    นอกเหนือจากประโยชน์ด้านภูมิอากาศและสุขภาพ โครงการยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ โดยอสังหาริมทรัพย์ใกล้พื้นที่ติดตั้งมีราคาขายสูงขึ้น 10% สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย โมเดลของฟิลาเดลเฟียแสดงให้เห็นว่าความยืดหยุ่นด้านสุขภาพสามารถสร้างผลตอบแทนสองทาง ทั้งลดวิกฤตและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    อาห์เมดาบัดพิสูจน์ว่าการรับมือความร้อนที่คุ้มค่าทำได้จริง

    ในปี 2013 เมืองในอินเดียแห่งนี้เริ่มใช้แผน Heat Action Plan เพื่อปกป้องประชาชนและแรงงานจากความร้อนจัด ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากความร้อนลดลงประมาณ 25% ภายใน 3 ปี ผ่านมาตรการต้นทุนต่ำ เช่น หลังคาสะท้อนความร้อน จุดให้น้ำดื่ม พื้นที่พักร่ม และระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS

    ขณะที่ความร้อนจัดทำให้สูญเสียผลิตภาพถึง 10% ต่อปี แนวทางของอาห์เมดาบัดจึงเป็นต้นแบบที่มีศักยภาพสำหรับภาคธุรกิจ

    หลังคาเย็นและการปรับเวลาทำงานให้ผลตอบแทน 3:1 ขณะที่ระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ผลตอบแทนสูงถึง 50:1 และสามารถนำไปใช้ในองค์กรผ่าน SMS เพื่อให้แรงงานพักก่อนเกิดภาวะเครียดจากความร้อน

    เมเดยินพิสูจน์ว่าโซลูชันธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ

    เมืองเมเดยินในโคลอมเบียเปลี่ยนพื้นที่เกาะความร้อนให้เป็นพื้นที่ทดลองโซลูชันจากธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2016 โครงการ Green Corridors ได้พัฒนา 18 ถนนและ 12 ทางน้ำ ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวเชื่อมต่อกันยาว 20 กิโลเมตร พร้อมฝึกอบรมประชาชนด้อยโอกาส 75 คน ปลูกพืช 2.5 ล้านต้น และต้นไม้ 880,000 ต้น

    ด้วยงบลงทุน 16.3 ล้านดอลลาร์ (6.50 ดอลลาร์ต่อคน) โครงการนี้ช่วยลดอุณหภูมิเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส ลด PM2.5 ลง 8% และลดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันกว่า 40% ภายใน 3 ปี โมเดลนี้เป็นต้นแบบให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถลดความเครียดจากความร้อน ปรับปรุงคุณภาพอากาศ และลดภาระระบบสาธารณสุขได้พร้อมกัน

    อ้างอิง

    • weforum 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/655951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y3QmilB1-jm2XZbmBo-rn

  • ครม.นัดพิเศษ เคาะร่างนโยบายอนุทิน2 ชูบริหารคลัสเตอร์5เสาหลักแถลงสภา

    ครม.นัดพิเศษ เคาะร่างนโยบายอนุทิน2 ชูบริหารคลัสเตอร์5เสาหลักแถลงสภา

    ครม.นัดพิเศษเห็นชอบร่างนโยบายพร้อมแถลงต่อรัฐสภา

    เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งมีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” เพื่อเตรียมแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 7 เมษายนนี้เป็นต้นไป โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน

    ชูระบบคลัสเตอร์รวมพลังเอกชนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 

    กลยุทธ์สำคัญคือการปรับรูปแบบบริหารราชการแผ่นดินเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์” หรือ Cluster เพื่อดึงภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยรัฐบาลจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก พร้อมเร่งพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐให้ทันสมัย การทำงานจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจมหภาคและการลงทุน ด้านการผลิตและบริการ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสังคม และด้านความมั่นคง

    รับมือวิกฤตพลังงานโลกเร่งสร้างเสถียรภาพทุกมิติ 

    นโยบายนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อการขนส่งน้ำมันและราคาพลังงาน รวมถึงปัญหาภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งนี้หลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐบาลจะจัดทำคำแปลภาคภาษาอังกฤษและเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใสและร่วมติดตามการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14fOTKywp-TAFdxaV_dxye

  • พาตะลุยกิน เที่ยวกรุงเทพฯ 1 วัน 2026 ที่เที่ยวไปเช้าเย็นกลับ

    พาตะลุยกิน เที่ยวกรุงเทพฯ 1 วัน 2026 ที่เที่ยวไปเช้าเย็นกลับ

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/jM8b7PxpqOwo&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FILd48VCc4wbAW1M-HBA1

  • ‘ม.เกษมบัณฑิต’ เดินหน้าพัฒนา-ยกระดับ การท่องเที่ยวชุมชนริมคลองประเวศฝั่งเหนือ | เดลินิวส์

    ‘ม.เกษมบัณฑิต’ เดินหน้าพัฒนา-ยกระดับ การท่องเที่ยวชุมชนริมคลองประเวศฝั่งเหนือ | เดลินิวส์

    ดร.เสนีย์ สุวรรณดี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่า ตามที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตภายได้มีบันทึกความร่วมมือทางวิชาการกับธนาคารออมสินเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนตามโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่นนั้น สำหรับในปี 2569 ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ในฐานะผู้ประสานงานพร้อมด้วยนักศึกษาและอาจารย์โดยการสนับสนุนของธนาคารออมสิน ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมกับชุมชนริมคลองประเวศฝั่งเหนือ เขตประเวศ กรุงเทพฯ

    ดร.เสนีย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนริมคลองประเวศฝั่งเหนือนั้น เนื่องจากชุมชนดังกล่าวมีภูมิทัศน์และผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปสู่การสร้างรายได้และแข่งขันในท้องตลาดได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในมิติที่เป็นจุดแข็งและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้าไปสัมผัสกับวิถีชุมชนที่มีความพร้อม ทั้งทางด้านธรรมชาติและอัตลักษณ์ที่หาได้ยากและที่สำคัญโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่นก็เป็นโครงการที่มีส่วนในการบ่มเพาะและปั้นวิศวกรทางสังคมควบคู่กันไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5759338/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NRvhFnnpCC4d09C5m9Puw

  • รวมพิกัดเล่นน้ำสงกรานต์ 2569 (ภาคกลาง)

    รวมพิกัดเล่นน้ำสงกรานต์ 2569 (ภาคกลาง)

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/4R8jVEdxDjx0&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L2CuMYpQGskx8vbZwRg9Z

  • ทูตอินเดีย พบนายกฯ สานต่อความร่วมมือการลงทุน – ท่องเที่ยว พร้อมหารือมาตรการพลังงาน รับมือสถานการณ์ ตอ.กลาง

    ทูตอินเดีย พบนายกฯ สานต่อความร่วมมือการลงทุน – ท่องเที่ยว พร้อมหารือมาตรการพลังงาน รับมือสถานการณ์ ตอ.กลาง

    ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 7 เม.ย. – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับนายนาเคศ สิงห์ (H.E. Mr. Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ ยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของเอกอัครราชทูตอินเดียฯ คนใหม่ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

    ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นการค้า-การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเห็นพ้องผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน และขยายความร่วมมือสู่สาขาใหม่ ๆ มากขึ้น รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงข้อตกลงด้านการบินระหว่างกัน เพื่อรองรับชาวอินเดียที่มีแนวโน้มเดินทางมาไทยมากขึ้น

    พร้อมกันนี้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการบริหารจัดการพลังงานในช่วงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนายกฯ เน้นย้ำว่า สถานการณ์ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดหาแหล่งน้ำมันสำรอง และออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/288437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iqXC6b9D9i4vczOxXjY30

  • วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    วว. จับมือกรมการท่องเที่ยว เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ฟรี!

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว เชิญผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมสมัคร โครงการตรวจประเมินเพื่อการรับรองมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2577 9052, 098 899 0914 (คุณจิราวรรณ,คุณกิตติวรรณ)

    อนึ่ง สำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. (Office of Certification Body : OCB) มีฐานะเป็นหน่วยรับรอง (Certification Body) ที่มีมาตรฐานการทำงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1 : 2015 จากสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ (สก.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และได้รับการรับรองระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1 : 2015 และ ISO/TS 22003 : 2013 จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับการขึ้นบัญชีหน่วยรับรอง / หน่วยตรวจสอบกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตร และกรมปศุสัตว์ โดย สรร. ให้บริการด้านการตรวจประเมินและให้การรับรองระบบมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 9001, ISO 14001, ISO 45001, ISO 22000, GMP/GHPs (Codex), HACCP ให้บริการฝึกอบรมในรูปแบบ In-house Training และ Public Training เพื่อให้ความรู้เรื่องระบบคุณภาพและมาตรฐานสากลต่างๆ พร้อมใบประกาศนียบัตรจาก วว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1010398&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1siVZ8B_WKrwbsF80UAS-u