Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “แจม” จอมโจรจับคู่เคมีใหม่ “วิว” พร้อมปล้นใจใน “เหมันต์ตะวันรอน”

    “แจม” จอมโจรจับคู่เคมีใหม่ “วิว” พร้อมปล้นใจใน “เหมันต์ตะวันรอน”

    … ชื่อนักแสดงนำ · แจม รชต ยันไม่ได้เสียบละครแทน โตโน่ ภาคิน ดีใจได้เล่นละครกับ อิงฟ้า คนเก่ง · ฟิล์ม-แจม เสิร์ฟโมเมนต์หนุบหนับหัวใจ ในซีรีส์ Laws of Attraction กฎแห่งรักดึงดูด …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/novel/news/2934316&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YpXhtFUU-lOkocMQ6ViCa

  • กกร. เตือนวิกฤตแรงงานต่างด้าว เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย

    กกร. เตือนวิกฤตแรงงานต่างด้าว เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย

    กกร. เตือนวิกฤตแรงงานต่างด้าว ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เร่งรัฐปลดล็อกด่วนก่อนกระทบลงทุน-ส่งออก

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอลที่เริ่มส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ ภาคเอกชนไทยประเมินว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ค่าระวางเรือและประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่อีกหนึ่ง ‘โจทย์เร่งด่วน’ ที่ภาคธุรกิจมองว่าน่ากังวลไม่แพ้กัน คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ซึ่งกำลังกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบ GDP ไทยลดลงราว 0.1-0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง แต่ผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน การค้า และโลจิสติกส์ กำลังกลายเป็น ‘ระเบิดเวลา’ ทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งรับมือ

    labour-shortage-thailand-kkr-foreign-workers-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย แต่ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ให้กับภาคส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวยุโรปและกลุ่มนักลงทุนจากตะวันออกกลางที่มองหาพื้นที่ปลอดภัยและมีศักยภาพด้านสุขภาพและเวลเนส

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าไทยจะคว้าโอกาสดังกล่าวได้หรือไม่ คือ ‘กำลังแรงงาน’ เนื่องจากปัจจุบันหลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง จากทั้งอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงต่อเนื่อง และข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ส่งผลให้แรงงานทุกระดับทักษะ ทั้งไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และแรงงานฝีมือ เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ

    labour-shortage-thailand-kkr-foreign-workers-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ภาคเอกชนจำนวนมากได้ส่งหนังสือร้องเรียนมายัง กกร. สะท้อนปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม อาหาร เกษตร ส่งออก โลจิสติกส์ สิ่งทอ ไปจนถึงภาคท่าเรือและห้องเย็น โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง ตราด และสระแก้ว ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้และมีความต้องการแรงงานจำนวนมาก

    ด้าน สุชาติ จันทรานาคราช รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเร่งด่วน ทั้งระยะสั้นและระยะกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานหลุดออกนอกระบบและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคต

    labour-shortage-thailand-kkr-foreign-workers-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ข้อเสนอสำคัญของ กกร. ได้แก่ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย ภายใต้การตรวจสอบด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวด การลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนแรงงาน การเร่งแก้ปัญหาระบบ e-Work Permit ที่ยังขาดเสถียรภาพ รวมถึงการขยายความร่วมมือ MOU นำเข้าแรงงานจากประเทศใหม่ ๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

    กกร. ย้ำว่า ภาคเอกชนสนับสนุนการจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย และพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ แต่หากการแก้ไขปัญหายังล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME จำนวนมาก รวมถึงกระทบต่อการลงทุน การผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    labour-shortage-thailand-kkr-foreign-workers-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/labour-shortage-thailand-kkr-foreign-workers&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18hq_a8mBSa7MZ3VVyxaEg

  • 5 บริษัทเบี้ยว ‘หนี้แบงก์-หุ้นกู้’  ธปท.ห่วงกลุ่มเปราะบาง

    5 บริษัทเบี้ยว ‘หนี้แบงก์-หุ้นกู้’ ธปท.ห่วงกลุ่มเปราะบาง

    ในเดือนพ.ค.2569 “ตลาดทุนไทย” มีประเด็นที่กลับมาสร้าง “ความวิตกกังวล” ให้กับ “นักลงทุน” อีกครั้ง จากกรณี “บริษัทจดทะเบียนไทย” (บจ.) 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS, บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO, บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF, บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF และบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ที่แจ้งรายการผิดนัดชำระหนี้รวมมูลค่าประมาณ 546 ล้านบาท ทั้งในส่วนของสถาบันการเงิน และหุ้นกู้ ท่ามกลางแรงกดดันด้าน “สภาพคล่อง” และ “ภาวะเศรษฐกิจ” ที่ยังชะลอตัว 

    หากดูหมวดธุรกิจที่มีปัญหาพบว่า 2 ใน 5 เป็น “กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์” ติดโผมากสุด รองลงมาเป็น กลุ่มพาณิชย์, มีเดีย และ สินค้าอุปโภคบริโภค ยิ่งตอกย้ำภาพ “เศรษฐกิจไทย” ในปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งปัจจัยภายใน และนอกประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยเฉพาะของไทยคือ “หนี้ครัวเรือนสูง” เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ด้วยสารพัดปัจจัยลบดังกล่าวล้วนเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า 

    ดังนั้น หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ต้องยกให้ “อสังหาริมทรัพย์” หลัง “กำลังซื้อหดตัว” และ “ศักยภาพการซื้ออสังหาฯ” ลดลง สะท้อนผ่านตัวเลขยอดปฏิเสธสินเชื่อสถาบันการเงินที่อยู่ระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มกลาง-เล็ก

    5 บจ. ผิดนัดชำระหนี้แบงก์-หุ้นกู้ 

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขึ้นเครื่องหมาย CB “หุ้น RS” เนื่องจากผิดนัดชำระหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย RS ชี้แจงว่า ไม่สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้กระแสเงินสดหมุนเวียนในกิจการของทั้งกลุ่มบริษัทขาดสภาพคล่องชั่วคราว จึงเป็นเหตุให้เกิดการผิดนัดชำระตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนรวม 317.37 ล้านบาท ซึ่งรายการดังกล่าวได้บันทึกเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน และดอกเบี้ยค้างจ่ายไว้ในงบฐานะการเงินรวม และเฉพาะบริษัทแล้ว

    ขณะที่ MONO แจงการผิดชำระหนี้กับสถาบันการเงิน โดยระบุนับตั้งแต่ปัญหาโควิด-19 ปี 2563 อุตสาหกรรมสื่อ และบันเทิงทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แผนการดำเนินธุรกิจ และการบริหารคอนเทนต์ของบริษัทย่อยได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการผิดนัดชำระหนี้จากสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการค้ำประกันจำนวนรวม 284 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผิดนัดในมูลหนี้อื่น และได้ผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร

    อย่างไรก็ตามได้ชำระคืนหนี้ดังกล่าวบางส่วนในระหว่างงวด ทำให้ ณ 31 มี.ค.69 มีภาระหนี้คงเหลือ 203 ล้านบาท (คิดเป็น 8% ของสินทรัพย์รวม) 

    เช่นเดียวกับ ECF ผิดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ซึ่งมีกำหนด 18 พ.ค.69 จำนวน 3 รุ่น ประกอบด้วย ECF255B จำนวน 6,657,328.78 บาท, ECF262A จำนวน 1,062,082.16 บาท และ ECF28NA จำนวน 1,963,726.06 บาท รวม 9,683,137 บาท ซึ่งหุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่น มีผู้ถือหุ้นกู้รวม 128 ราย ซึ่ง ECF ให้เหตุผลบริษัทประสบปัญหาขาดสภาพคล่องในทางการเงิน 

    ขณะที่ PF รายงานการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 5 รุ่น ซึ่งครบกำหนดชำระ 7-11 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย PF264A จำนวน 760,035.57 บาท, PF265B จำนวน 3,700692.85 บาท, PF268A จำนวน 4,389,040.75 บาท, PF25NA จำนวน 4,331983.19 บาท และ PF258B จำนวน 330,641.05 บาท รวม 10,182,757.41 บาท โดยให้เหตุผลว่า ขาดแคลนสภาพคล่อง หลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา รวมถึงแผนขายทรัพย์สิน และการจัดหาวงเงินสินเชื่อเพื่อชำระหนี้มีความล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้มีกระแสเงินสดไม่เพียงพอ

    และ GRAND รายงานการผิดนัดชำระเงินต้นงวดที่ 1 จำนวน 4,295,000 บาท (คิดเป็น 5% ของมูลค่าที่ตราไว้ต่อหน่วย) และดอกเบี้ย จำนวน 1,105,403.66 บาท ของหุ้นกู้รุ่น GRAND259B ซึ่งครบกำหนด 12 พ.ค.2569 โดยแจงว่า ขาดแคลนสภาพคล่อง หลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา รวมถึงแผนขายทรัพย์สิน และการจัดหาวงเงินสินเชื่อเพื่อชำระหนี้มีความล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้มีกระแสเงินสดไม่เพียงพอ   

    ธปท. ชี้ปม “หนี้ บจ.” กระทบจำกัด

    นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ ต้องแยกเป็นรายกลุ่ม เพราะบางธุรกิจมีความเปราะบางอยู่เดิมจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อมีแรงกระแทกเพิ่มอาจไปต่อไม่ไหว แต่ภาพรวมยังมองว่าผลกระทบจำกัดบางเซกเตอร์เท่านั้น

    ขณะที่ ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังดูแลตัวเองได้ สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีธนาคารเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งผ่อนผัน และการช่วยเหลือเรื่องชำระหนี้ แต่ทั้งนี้ความสามารถปรับตัวของแต่ละธุรกิจ รวมถึงความสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะทำให้ผลกระทบต่างกันไปไม่สามารถสรุปแบบเหมารวมได้ว่า ธุรกิจจำนวนมากจะล้มพร้อมกัน แต่ธุรกิจที่อ่อนแออยู่เดิมก็ย่อมเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในช่วงนี้

    จ่อออกแผนสกัดผิดนัดชำระหนี้ซ้ำซาก

    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ท่ามกลางความกังวลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เรื่องการผิดนัดชำระหนี้ว่า กลุ่มบริษัทที่มีปัญหาหุ้นกู้ดังกล่าวในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นรายเดิมๆ ที่เคยขอปรับโครงสร้างหนี้หรือยืดอายุหนี้ไปแล้วแต่ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้

    สำหรับการผิดนัดชำระหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้ช่วงนี้ มักเป็นกลุ่มที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังอยู่แล้ว เช่น EF, Grand, PF, EP, ECF และ APCS ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรมทั้งอสังหาริมทรัพย์ พลังงานทางเลือก และสื่อ สาเหตุหลักมาจากปัญหาที่ผสมผสานกัน ทั้งเรื่องการถูกดิสรัปชัน ปัญหาด้านธรรมาภิบาล และสภาพคล่องที่ตึงตัวจากสภาวะเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ยังมีกรณี บจ. บางแห่งอย่าง RS และ MONO ที่แม้จะมีการผิดนัดชำระหนี้สถาบันการเงิน แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นกู้โดยตรงเนื่องจากไม่มีการออกบอนด์ในระยะหลัง พร้อมกันนี้ สมาคมยังมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกิดการผิดนัด (Corrective Measure) ซึ่งกระบวนการทางกฎหมาย นั้นใช้เวลานาน และซับซ้อน ดังนั้น สมาคมเตรียมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เน้นไปที่ “มาตรการป้องกัน” แทน โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกู้เสี่ยงสูง (High Yield) คาดว่าจะมีความชัดเจนในปีนี้ 

    โดยมี 2 กลไกสำคัญที่จะเพิ่มในข้อกำหนดสิทธิ ได้แก่ 1. ข้อจำกัดในการก่อหนี้ ให้มีการทดสอบว่า กระแสเงินสดหลังก่อหนี้ใหม่ต้องเพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย และเงินต้นของหนี้เดิม 2.ข้อจำกัดการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้บริษัทนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้หุ้นกู้ เช่น การเร่งคืนหนี้ให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ การจ่ายปันผลเกินตัวให้บริษัทแม่ หรือการซื้อหุ้นคืน

    เสนอไกด์ไลน์ตัวกลางตรวจสอบ 

    นอกจากนี้ ยกระดับความเข้มข้นตัวกลาง และการมอนิเตอร์ ยังเตรียมเสนอ Guideline สำหรับตัวกลาง ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบความครบถ้วน ที่รัดกุมขึ้น เช่น การลงพื้นที่ตรวจสอบกิจการ และการสัมภาษณ์ผู้บริหารเชิงลึก

    ขณะที่ ในส่วนของสมาคมยังมีทีมมอนิเตอร์ และจัดทำ Internal Watch List เพื่อติดตามบริษัทที่มีกำหนดชำระหนี้ล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบความพร้อมด้านสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด,

    ทางด้านภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทย แม้ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดออกหุ้นกู้จะลดลง 15% แต่ข้อมูลล่าสุด ณ 20 พ.ค.2569 พบว่า ยอดรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ 314,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ยังคงได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากนักลงทุน

    ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ย คาดว่า จะเป็นลักษณะ “Higher for Longer” ตามแนวโน้มตลาดโลก ซึ่งเป็นจังหวะที่บริษัทใหญ่เริ่มกลับมาระดมทุนเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยไว้ก่อน แนะนักลงทุน เป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสมหุ้นกู้คุณภาพดี หรือพิจารณาพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกมาเป็นทางเลือกในเดือนมิ.ย.นี้

    ชี้แบงก์คุมเข้มกู้เปิดจุดตายผิดนัดชำระหนี้

    นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่ง ทั้งในส่วนของตราสารหนี้เอกชนหรือหุ้นกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้จากสถาบันการเงิน มองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเฉพาะตัวในการบริหารจัดการด้าน “การเงินและสภาพคล่อง” ในแต่ละบริษัท

    โดยในจำนวนบริษัทที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาที่ส่วนใหญ่คล้ายๆ กันคือ ผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ดี หรือ “ไม่มีกำไร” และหลัก ๆ เป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กู้เงินมาทำธุรกิจในระยะยาว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เงินทุนในการพัฒนาโครงการ โดยหากโครงการดังกล่าวขายไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง และเพิ่มความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ให้มากขึ้น

    ขณะที่ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้เข้ามาเป็นปัจจัยส่งเสริม ทำให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันทางการเงินต่างๆ เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลต่อบริษัทมีต้นทุนที่สูงขึ้นในการกู้แต่ละครั้ง ดังนั้น หลายธุรกิจจึงหันมาใช้สิทธิการเป็น บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการออกหุ้นกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจแทน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า

    เชื่อเป็นปัญหาแบบรายธุรกิจไม่ใช่ภาพรวม

    “แม้เราเห็นแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่อาจช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดีขึ้นได้ แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวยังจำกัดอยู่กับเพียงบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม และสาธาณูปโภค ซึ่งกว่าประโยชน์ตรงนี้จะตกมาถึงกลุ่มอื่น ๆ อย่างกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ขนส่ง และค้าปลีกที่เป็นเอสเอ็มอี ธุรกิจที่มีสายป่านสั้นก็อาจไม่รอด”

    อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหานี้เป็นปัญหารายธุรกิจมากกว่าปัญหาของทั้งอุตสาหกรรม เนื่องจากหลายบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังสามารถควบคุมสัดส่วนหนี้ต่อทุนได้ดี รวมถึงบริหารหนี้ และภาระดอกเบี้ยได้มีประสิทธิภาพ ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงแม้บางธุรกิจจะไม่ทำกำไรหรือมีกำไรน้อยก็ยังมีบริษัทที่สามารถชำระได้ตรงตามกำหนดเวลา

    ทั้งนี้ หากมีการผิดนัดชำระแล้ว การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ในกรณีของตราสารหนี้ อาจต้องมีการเจรจายืดระยะเวลาการชำระหนี้ ผ่านการเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น หรือขายสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกัน รวมถึงอาจมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น และหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่เหมาะสม โดยต้องขึ้นอยู่กับมติผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1235130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZcuVvnl_VNf7gKykIVuok

  • กรมทางหลวงชนบท เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม/ขนส่งของภาคกลางตอนบน ขยายถนนสาย

    กรมทางหลวงชนบท เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม/ขนส่งของภาคกลางตอนบน ขยายถนนสาย

    อย.3046 จ.พระนครศรีอยุธยา เชื่อม อ.วังน้อย – อ.บางปะอิน เดินหน้าเร็วกว่าแผน มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคให้มีความคล่องตัว เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน คาดแล้วเสร็จในปี 2570

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนในการลำเลียงสินค้า และเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ภาคเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 

    ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบัน ทช. อยู่ระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย อย.3046 แยก ทล.309 – บ้านตลิ่งชัน อำเภอวังน้อย, บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากถนน

    ทางหลวงชนบทสาย อย.3046 มีปริมาณการจราจรทั้งรถยนต์ รถโดยสาร รถบรรทุกขนาดใหญ่ สัญจรมากกว่า 12,000 คันต่อวัน ส่งผลให้ถนนมีสภาพชำรุดทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง ประกอบกับเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมกันระหว่างอำเภอวังน้อยกับอำเภอบางปะอินเข้าด้วยกัน โดยมีจุดเริ่มต้นของสายทางเชื่อมต่อกับ ทล.309 และจุดสิ้นสุดสายทางบรรจบ ทล.3056 ซึ่งปัจจุบันเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร มีช่องจราจรที่คับแคบ ทช. จึงได้ทำการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว

    โดยการก่อสร้างมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณ กม.ที่ 0+000 ถึง กม.ที่ 7+250 ระยะทาง 7.250 กิโลเมตร โดยทำการก่อสร้างขยายถนนจากเดิม 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร เป็นผิวจราจรแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก มีไหล่ทาง พร้อมก่อสร้างสะพานกลับรถ 4 แห่ง และสะพานข้ามคลอง 1 แห่ง มีการทำระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่าง ติดตั้งเครื่องหมายจราจรและสิ่งอำนวยความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้เส้นทาง ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 75 เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้

    ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างในส่วนของงานโครงสร้างทาง, งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก, งานขุดแต่ง/ดาดคอนกรีตคลองชลประทาน และงานไฟฟ้าแสงสว่าง 
    ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 619.600 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปิดใช้ถนนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2570 แล้ว จะมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนได้อีกทางหนึ่งด้วย

    อย่างไรก็ตาม ระหว่างการก่อสร้าง ทช. ยังคงเข้มงวดและกำชับให้ผู้รับจ้างติดตั้งป้ายเตือน สัญญาณไฟ และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยให้ครบถ้วน เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบ รวมทั้งได้ให้ความสำคัญในเรื่องมาตรการลดฝุ่น PM2.5 โดยให้เพิ่มรอบในการรดน้ำ จัดเก็บวัสดุก่อสร้างให้อยู่ในความเรียบร้อย พร้อมตรวจสอบรถ/เครื่องจักร อุปกรณ์การก่อสร้างให้มีความพร้อมต่อการใช้งาน เพื่อป้องกันมลภาวะที่อาจกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อีกด้วย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GFef07yBiHQ5heXCj018g

  • ศุลกากรเบตงสนธิกำลังเข้มชายแดน ยึดสินค้าหนีภาษี ปกป้องเศรษฐกิจไทย

    ศุลกากรเบตงสนธิกำลังเข้มชายแดน ยึดสินค้าหนีภาษี ปกป้องเศรษฐกิจไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/149278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zcJrXKCzvzdv_orZC-pMO

  • ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวกเล็กน้อย กังวลตะวันออกกลาง-ข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ

    ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวกเล็กน้อย กังวลตะวันออกกลาง-ข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 พ.ค. 69)

    ตลาดหุ้นลอนดอนปิดทรงตัวในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) โดยบรรยากาศการลงทุนยังผันผวน หลังข้อมูลเศรษฐกิจในประเทศออกมาต่ำกว่าคาด และความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีความคืบหน้ายังคงกดดันตลาด

    ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,443.47 จุด เพิ่มขึ้น 11.13 จุด หรือ +0.11%

    ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ออกคำสั่งว่า ยูเรเนียมระดับเกือบใช้ทำอาวุธจะต้องไม่ถูกส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นการย้ำจุดยืนของอิหร่านในประเด็นสำคัญข้อหนึ่งของสหรัฐฯ ในการเจรจาสันติภาพ

    ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

    ขณะเดียวกัน ผลสำรวจที่เปิดเผยในวันพฤหัสบดีพบว่า บริษัทในสหราชอาณาจักรเผชิญการหดตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในวงกว้างมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปี สืบเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้ช่วยสนับสนุนมุมมองเบื้องต้นว่า เงื่อนไขที่จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงยาวนานยังไม่น่าจะเกิดขึ้น

    การเปิดเผยข้อมูลเมื่อต้นสัปดาห์นี้บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่อัตราการว่างงานขยับขึ้น

    ขณะเดียวกัน สภาอุตสาหกรรมอังกฤษ (CBI) ระบุว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานในเดือนพ.ค. หดตัวแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2563

    หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ตามมาด้วยหุ้นเหมืองแร่โลหะอุตสาหกรรม และกลุ่มค้าปลีก

    หุ้น Autotrader ร่วงลง 8.8% หลังรายงานยอดขายชะลอตัว โดยเป็นหุ้นที่กดดันดัชนี FTSE 100 มากที่สุด

    หุ้นกลุ่มอุปกรณ์และบริการทางการแพทย์ลดลง 1.6% โดยถูกกดดันจากหุ้น Convatec ที่ร่วงเกือบ 5% หลังเตือนถึงแรงกดดันต่ออัตรากำไร

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGK0IQ925OCUV4XTMYM80E5IHEL0ZBK&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hhyM8T1SrcYg3LfhGyEcC

  • ประธานวุฒิสภาหารืออุปทูตยูเครน เดินหน้าความร่วมมือรัฐสภา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม | TOPNEWS

    ประธานวุฒิสภาหารืออุปทูตยูเครน เดินหน้าความร่วมมือรัฐสภา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม | TOPNEWS

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรองนายวิกตอร์ เซเมนอฟ (Mr. Viktor Semenov) อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของทั้งสองประเทศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

    โดยมีนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ นางแดง กองมา รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่สาม นายสิทธิกร ธงยศ รองประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ คนที่สอง ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาทั้งสามท่านดำรงตำแหน่งสมาชิกกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย–ยูเครน พร้อมด้วยนางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา และนางนวนันทน์ เนติธนากูล รองเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมให้การรับรอง

    ประธานวุฒิสภากล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและยูเครนที่ดำเนินมาอย่างราบรื่นและใกล้ชิด ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะความร่วมมือด้านนิติบัญญัติผ่านกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย–ยูเครน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับสมัครสมาชิกกลุ่มฯ ในสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าเมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพฯ แล้ว จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือและดำเนินกิจกรรมร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฯ และรัฐสภายูเครนเพิ่มมากขึ้น

    นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความร่วมมือภายใต้กรอบสหภาพรัฐสภา (IPU) อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า กีฬา และวัฒนธรรม โดยประธานวุฒิสภากล่าวยินดีที่ได้ทราบว่ากีฬามวยไทยได้รับความนิยมในประเทศยูเครน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งยืนยันความพร้อมของวุฒิสภาไทยในการสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับยูเครนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

    ด้านอุปทูตรักษาการฯ กล่าวแสดงความยินดีที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในฐานะเสาหลักและพันธมิตรของยูเครนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวยูเครน โดยในปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมยูเครนในประเทศไทย อาทิ เทศกาลภาพยนตร์ยูเครน และโครงการ “ชั้นหนังสือยูเครน” ซึ่งดำเนินการร่วมกับกรุงเทพมหานคร อันมีส่วนในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ หวังว่าในปีนี้จะสามารถจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมดังกล่าวได้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยจะเพิ่มเติมกิจกรรมด้านแฟชั่นและอาหาร พร้อมทั้งได้เรียนเชิญประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวในโอกาสต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1580844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qy7DQEg7uDdmJrGqYoReU

  • เศรษฐกิจ EU แนวโน้มโตช้าลง-เสี่ยงเผชิญเงินเฟ้อ เหตุสงครามตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจ EU แนวโน้มโตช้าลง-เสี่ยงเผชิญเงินเฟ้อ เหตุสงครามตอ.กลางดันราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ผลิในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) โดยระบุว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ช้าลงพร้อมกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และคาดว่าแนวโน้มเชิงบวกในตลาดแรงงานอาจหยุดชะงักลง อันเนื่องมาจากผลกระทบของภาวะช็อกด้านพลังงานซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะกรรมการ EC คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ใน EU จะขยายตัว 1.1% ในปี 2569 ลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากที่ระบุไว้ในรายงานคาดการณ์ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีที่แล้ว ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 1.4% ในปี 2570 ส่วน GDP ในกลุ่มยูโรโซนนั้น คาดว่าจะขยายตัว 0.9% ในปี 2569 และ 1.2% ในปี 2570

    ส่วนเงินเฟ้อใน EU คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 3.1% ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.4% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อในยูโรโซนคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.0% ในปี 2569 และ 2.3% ในปี 2570 ทั้งนี้ แม้เงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาพลังงานอาจชะลอตัวลงในปี 2570 แต่คาดว่าราคาพลังงานจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามราว 20%

    ขณะเดียวกันคาดว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคใน EU จะลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อสูงและการจ้างงานที่ลดลง โดยคาดว่าการเติบโตของการจ้างงานใน EU ปี 2569 จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 0.3% จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.4% ในปี 2570 นอกจากนี้ คาดว่าการลดลงในระยะยาวของอัตราว่างงานมีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลง โดยคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 6% ในปี 2570

    นอกจากนี้ รายงานของ EC ยังระบุว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อสถานะการคลังของประเทศในกลุ่ม EU โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลในกลุ่ม EU จะเพิ่มขึ้นจาก 3.1% ของ GDP ในปี 2569 เป็น 3.6% ภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมทั้งการที่รัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนด้านพลังงาน และการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/595251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cugLbKNnrSlK0bVFpEl2c

  • ของขวัญจากชุมชน สานพลังสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจของทุกคน’ ส่งท้ายปี

    ของขวัญจากชุมชน สานพลังสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจของทุกคน’ ส่งท้ายปี

    ของขวัญจากชุมชน สานพลังสร้างสรรค์ ขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจของทุกคน’ ส่งท้ายปี


    21/05/2569 | 48 |

    เมื่อสายลมหนาวพัดมาเยือนในเดือนธันวาคม บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและการส่งมอบความสุขก็เริ่มต้นขึ้น สำหรับหลายคน ช่วงเวลานี้คือหมุดหมายของการพักผ่อนและการเลือกซื้อ “ของขวัญ” เพื่อแทนคำขอบคุณแก่คนสำคัญ แต่ในมิติของสังคมและประเทศชาติ นี่คือช่วงเวลาทองที่เราทุกคนสามารถร่วมกันส่งมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ นั่นคือการสร้าง “เศรษฐกิจของทุกคน” (Inclusive Economy) ให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการสนับสนุนผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากชุมชนและการท่องเที่ยวท้องถิ่น

    การกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพียงศูนย์การค้าขนาดใหญ่หรือสินค้าแบรนด์เนมเสมอไป แต่การหันกลับมามอง “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ในระดับฐานราก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

    1. การมีส่วนร่วมของประชาชน: เปลี่ยนผู้บริโภคเป็นผู้ขับเคลื่อน
    “เศรษฐกิจของทุกคน” จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ในฐานะผู้บริโภค ทุกการตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยคือการลงคะแนนเสียงให้กับรูปแบบเศรษฐกิจที่เราอยากเห็น

    การเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่เป็นสินค้าจากชุมชน งานคราฟต์ งานหัตถกรรม หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูป ไม่ใช่เพียงการได้ของขวัญที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แต่คือการกระจายเม็ดเงินลงสู่เส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจโดยตรง เมื่อประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้ เม็ดเงินเหล่านั้นจะหมุนเวียนเกิดการจ้างงาน การซื้อขายวัตถุดิบ และการบริโภคในระดับภูมิภาคต่อไป สร้างความเข้มแข็งจากฐานรากอย่างแท้จริง

    2. โอกาสและพื้นที่ของคนรุ่นใหม่: นักสร้างสรรค์ผู้เชื่อมโลก
    หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้สินค้าชุมชนในปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ คือ “คนรุ่นใหม่” (New Generation) ที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด หรือนำทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการออกแบบมาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    เยาวชนและคนทำงานรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการรีแบรนดิ้งแพ็กเกจจิ้งให้ดูทันสมัย การขยายตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือการใช้ Soft Power ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อเล่าเรื่องราว (Storytelling) ของผลิตภัณฑ์ การสนับสนุนสินค้าเหล่านี้จึงเท่ากับการ “สร้างโอกาสและงานให้คนรุ่นใหม่” ทำให้พวกเขาไม่ต้องกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่สามารถเติบโตและสร้างความมั่นคงในภูมิลำเนาของตนเองได้

    3. ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง: สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
    ภาพของ “เศรษฐกิจไทย = เศรษฐกิจของทุกคน” จะสมบูรณ์ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (Public-Private-People Partnership)

    ภาครัฐ: มีบทบาทในการปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย สนับสนุนแหล่งเงินทุน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

    ภาคเอกชน: สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentorship) ช่วยพัฒนาทักษะทางธุรกิจ หรือเปิดพื้นที่ช่องทางการจัดจำหน่ายให้สินค้าชุมชนเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น

    ภาคประชาชนและสังคม: คือแรงสนับสนุนหลักที่ช่วยอุดหนุนและส่งต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์

    เมื่อทุกภาคส่วนสอดประสานกัน เศรษฐกิจไทยก็จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น เพราะรากฐานของเราหยั่งลึกและมั่นคงจากภายใน

    บทสรุป
    เดือนธันวาคมนี้ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะร่วมกันกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย การส่งมอบ “ของขวัญจากชุมชน” คือการส่งต่อรอยยิ้มที่ไม่หยุดอยู่แค่ผู้รับ แต่ยังทอดยาวไปถึงเกษตรกร ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในทุกภูมิภาค

    เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือพลังของพวกเราทุกคนที่ช่วยกันพิสูจน์ให้เห็นว่า “เศรษฐกิจไทย คือ เศรษฐกิจของทุกคน” อย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/505552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AI3TTLxDF6jdza7rDcyyf

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.24 น.

    กลยุทธ์ : เพดานล่องหน ชนแล้วร่วง

    แนวรับ : $4,500 , 69,700 บาท

    แนวต้าน : $4,600 , 70,700 บาท

    .

    ทองคำพักฐานเพราะอะไร? จับตาเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน, Bond Yield และทิศทางดอกเบี้ย Fed กดดันตลาดทอง

    .
    ทำไมราคาทองคำยังไม่กลับเป็นขาขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง และนักลงทุนควรจับตาปัจจัยใดต่อจากนี้? ราคาทองคำยังถูกกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความคืบหน้าเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ความกังวลว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย และความเสี่ยง Bond Yield โลกสูงขึ้นจากนโยบาย BOJ แม้ Bond Yield สหรัฐฯ ที่ย่อตัวลงยังช่วยพยุงราคาไว้ ทำให้ทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway สะสมพลังอยู่ในตอนนี้
    .
    ราคาทองคำช่วงนี้ยังถูกกดดันจากสัญญาณบวกของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลและลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ร่วงลงยังสะท้อนว่าตลาดเริ่มมองความเสี่ยงด้านพลังงานลดลงด้วย
    .
    อย่างไรก็ตาม การย่อตัวของ Bond Yield สหรัฐฯ ยังช่วยพยุงราคาทองคำไว้ได้บางส่วน เพราะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองก็ลดลงตาม แต่ตลาดยังต้องจับตาความเสี่ยงใหม่จากฝั่งญี่ปุ่น หลัง BOJ มีแนวโน้มลด QE ซึ่งอาจดัน Bond Yield โลกให้ปรับตัวสูงขึ้น และกลับมากดดันทองคำในระยะกลาง
    .
    อีกปัจจัยสำคัญคือความกังวลว่า Fed อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากปัญหาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อทองคำโดยตรง เพราะทำให้สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่า ในเชิงเทคนิค ราคาทองยังอยู่ในกรอบ Sideway โดยมีแนวรับสำคัญที่ $4,500 และแนวต้านสำคัญที่ $4,600 ที่ตลาดกำลังรอการเลือกทางรอบใหม่
    .
    ทำไมสถานการณ์ตะวันออกกลางถึงมีผลต่อราคาทองคำ? เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียด นักลงทุนมักซื้อทองเพื่อลดความเสี่ยง
    Bond Yield สูงขึ้น ส่งผลลบต่อทองคำเสมอหรือไม่? ส่วนใหญ่มักกดดันทองคำ เพราะนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน แต่หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ทองคำก็ยังอาจได้แรงซื้อ Safe Haven ได้เช่นกัน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-22-5-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rqu8MCd-BEJ21XENCSj37