Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มหกรรมกลองนานาชาติ ครั้งที่ 15 สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอ่างทอง

    มหกรรมกลองนานาชาติ ครั้งที่ 15 สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอ่างทอง

    เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ อาคารบริการนักท่องเที่ยว หมู่บ้านทำกลอง  ตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน มีนายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นายไพบูลย์ ศุภบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “มหกรรมกลองนานาชาติและพิธีไหว้ครูกลอง (ครั้งที่ 15) ประจำปี 2569”  ปลัดจังหวัดอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอป่าโมก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเอกราช ประธานกลุ่มทำกลองตำบลเอกราช ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มผู้มีอาชีพทำกลองตำบลเอกราช และประชาชนชาวตำบลเอกราช ร่วมพิธีเปิด

    จังหวัดอ่างทอง ร่วมกับอำเภอป่าโมก องค์การบริหารส่วนตำบลเอกราช และกลุ่มผู้มีอาชีพทำกลองตำบลเอกราช ได้จัดงานนี้ขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนตำบลเอกราช หมู่บ้านทำกลอง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่เป็นอัตลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของตำบลเอกราช

    หมู่บ้านทำกลอง ตำบลเอกราช  มีทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกสืบทอดการทำกลองที่สั่งสมความรู้มาจากบรรพบุรุษกว่า 80 ปี และทุนทางประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวกับกลอง เช่น การไหว้ครูกลอง มีการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขจนได้กลองที่ดีมีคุณภาพ สามารถผลิตกลองส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศและทั่วโลก เป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศและชุมชน  และยังต่อยอดเป็นชุมชนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สามารถเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวไปยังชุมชนอื่นในอำเภอป่าโมก แสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านทำกลองเอกราช และพี่น้องชาวตำบลเอกราช ได้ร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ซึ่งเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจ เผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาภายนอกอย่างเต็มภาคภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/142278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-hOyD1JuGB2rgzjzbSR8Q

  • “ภราดร” เผยพ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้าครม.เร็วๆ นี้ อยู่ในขั้นตอนรอครม.เศรษฐกิจกลั่นกรอง : อินโฟเควสท์

    “ภราดร” เผยพ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้าครม.เร็วๆ นี้ อยู่ในขั้นตอนรอครม.เศรษฐกิจกลั่นกรอง : อินโฟเควสท์

    ภราดร ปริศนานันทกุล (ภาพ: Thaigov)

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออกพ.ร.ก.กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาทเพื่อรองรับวิกฤตพลังงานว่า ยังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ แต่ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยจะต้องมีการประชุมครม.เศรษฐกิจก่อน ซึ่งรัฐบาลได้วางแผนว่า จะมีการประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน เพื่อเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมครม.ชุดใหญ่ ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

    ส่วนความคืบหน้าการออกโอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมครม.ก่อน ซึ่งคาดว่าจะเข้าในเดือนมิ.ย.นี้ โดยภารกิจแรกคือ ต้องชดเชยเงินคงคลังที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 67-68

    “ถ้าทำพ..ร.บ.โอนงบประมาณในขณะนี้ เงินที่โอนมาทั้งหมด 7 หมื่นล้านต้องไปใช้หนี้ก่อน”นายภราดร กล่าว

    ส่วนจะต้องใช้หนี้ทั้ง 70,000 ล้านบาท หรือ ชำระเพียงบางส่วนนั้น นายภราดร กล่าวว่า ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่กำลังพิจารณากันอยู่ แต่เชื่อว่า เป้าหมายการโอนงบประมาณมาใช้เพื่อภารกิจไทยช่วยไทยไม่สามารถทำได้ เพราะต้องนำไปใช้ชดเชยเงินคงคลังก่อน

    “ไทยช่วยไทย” เฟสแรก พ.ค.นี้ คาดใช้งบกลาง 2 หมื่นลบ.

    ส่วนโครงการไทยช่วยไทย ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรกในเดือนพ.ค.นี้ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน และพอเดือนมิ.ย.พ.ร.บ.โอนงบประมาณอาจจะมาแล้ว ซึ่งอยู่ที่การบริหารงบประมาณ และเชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการได้อยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DjcB7QF6abAVjbS-Ho8co

  •  ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

     ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนทดสอบโซนแนวรับ 31.75 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 31.73-32.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสทางการอิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง ทำให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ) ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากท่าทีของทางการอิหร่านที่กลับมาปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้ล่าสุด ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาขู่ผ่าน Truthsocial ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีทุกโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน และทางการอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐฯ

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงตอบรับความหวัง สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ดีกว่าคาด

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจประเทศเศรษฐกิจหลัก และรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง จากท่าทีการเปิดช่องแคบ Hormuz ของฝั่งอิหร่านที่เปลี่ยนแปลงไปมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง โดยในฝั่งของผู้เล่นในตลาดพนัน มองว่า มีโอกาสราว 81% ที่ช่องแคบ Hormuz จะกลับมามีการเดินเรือในระดับปกติ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน นี้ (โอกาสดังกล่าวเคยสูงสุดถึง 91% ตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงรอบแรก)

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายนของทั้งอังกฤษและยูโรโซน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนเมษายน และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 53% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 92% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.75% ตามเดิม ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินรูเปียะห์ (IDR) จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกันกับฝั่ง ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง จะสะท้อนผ่าน ดุลการค้า (Trade Balance) เดือนมีนาคม ที่อาจขาดดุลมากขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวสูงของยอดการนำเข้า (Imports) ตามราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่ายอดการส่งออก (Exports) อาจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)

    ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นพฤษภาคม (จากงานวิจัยและบทวิเคราะห์ต่างๆ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลราว 1 แสนล้านบาท อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า 1%-4%) ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาทยอยคลี่คลายลง ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มอ่อนค่า เป็นแข็งค่า หลังเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอาจมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือมีโอกาสทยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down มากขึ้น

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงอีกครั้ง จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมีความหวังว่าสถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1013201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B6lZJNF6XYk4K7ErkPKQb

  • “ปกรณ์” รับรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ปกรณ์” รับรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันนี้ (20 เม.ย.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านข้อกฎหมายของรัฐบาล เพื่อหาแหล่งเงินทุนมารองรับวิกฤตเศรษฐกิจ ว่า เบื้องต้นเตรียมการพิจารณาข้อกฎหมายแล้วว่า หากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน จะสามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง โดยการออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินนั้น สามารถทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่า ด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐเสียก่อน โดยเฉพาะการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศขึ้นไปรองรับ เนื่องจากในขณะนี้สถานการณ์ทางการคลังของประเทศค่อนข้างตึงตัว และใกล้จะชนเพดานหนี้แล้ว ซึ่งในอดีตก็เคยมีการดำเนินการขยายเพดานหนี้ในลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อครั้งวิกฤตโควิด-19 โดยวงเงินกู้ในครั้งนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่า จะขยายเพดานหนี้สาธารณะไปเป็นเท่าใด

    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะขยายเป็น 75% หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจ หากขยายมากเกินไป อาจจะไม่ค่อยดี ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับเกือบ 67% และยืนยันว่าการขยายเพดานหนี้ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการตั้งกรอบวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาท

    การขออนุมัติกู้เงินจะเป็นลักษณะของการตั้งกรอบวงเงินกู้ไว้ สมมติว่าตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท เวลาไปกู้จริงอาจจะไม่ถึงกรอบที่ตั้งไว้ก็ได้ แต่เวลาขยายวงเงินก็ต้องขยายตามวงเงินกู้ให้สอดคล้องกัน และหลังจากออก พ.ร.ก.เรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสแรกที่สามารถทำได้

    นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากแนวทางการออก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว รัฐบาลยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยจะเป็นการรวบรวมเงินงบประมาณในส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย หรือยังไม่ได้ผูกพันสัญญาในโครงการต่าง ๆ นำมารวมกันเพื่อใช้ประโยชน์ก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้น่าจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องทำเป็น พ.ร.บ. และต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ รวมไปถึงอาจจะต้องพิจารณาตรวจสอบ “เงินนอกงบประมาณ” ว่าปัจจุบันมีเหลืออยู่เท่าใด และจะสามารถดึงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาเหตุความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเตรียมการกู้เงิน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่าไม่ปกติอย่างมาก และเงินที่อยู่ในคลังก็ค่อนข้างน้อย รัฐบาลจึงต้องเตรียมเงินทุนเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

    รวมถึงต้องเตรียมการรองรับวิกฤตการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถคาดเดาได้ เช่น ปัญหาซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ ที่แม้ฝนอาจจะไม่ตก แต่จะเกิดภัยแล้งและส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของสถานการณ์สงครามที่ผันผวน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ที่อาจต้องเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซไปใช้น้ำมันหรือลิกไนต์แทน

    เมื่อกู้เงินมาแล้ว ซึ่งถือเป็นหนี้สาธารณะของทุกคน รัฐบาลจะต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้พุ่งเป้าและตรงประเด็นมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อว่าทางกระทรวงการคลังเตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้วว่า จะนำเงินไปใช้ผลักดันผ่านโครงการใดบ้าง เพราะคงไม่มีใครกู้เงินมาเปล่า ๆ โดยที่ยังไม่ได้คิดแผนรองรับ

    ส่วนของปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับภาระหนี้จากการอุดหนุนราคาพลังงานนั้น รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า “กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือรักษาเสถียรภาพ เพื่อรองรับแรงเหวี่ยงของราคาในระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเดิมทีกำหนดกรอบวงเงินไว้เพียงหลักหมื่นล้านบาท การที่รัฐบาลนำเงินกองทุนฯ ไปใช้อุ้มราคาพลังงานเป็นเวลานานจนเกิดหนี้บานเบอะหลักแสนล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ อย่างยิ่ง”

    การที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เป็นการส่งสัญญาณเตือนประชาชนแล้วว่า ขณะนี้สถานการณ์ไม่ปกติ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์

    อ่านข่าว :

    “นายกฯ” มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เน้นลงทุนรับวิกฤตโลก-ดัน EV

    ​”ยศชนัน” พร้อมดึงงบฯ ทำห้องปลอดฝุ่น ยัน อว.หนุนทุกมิติแก้ปัญหา

    “ประเสริฐ” ถกปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.หารือแนวทางทำงานร่วมกันในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw098AXQegaRcYY8u3z7Owjg

  • วิกฤตโลก: รัฐบาลเดินหน้าออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมปรับเพดานหนี้

    วิกฤตโลก: รัฐบาลเดินหน้าออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมปรับเพดานหนี้

    วันนี้, 12:06น.

               รัฐบาลกับการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

              ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน สามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ

              อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

              ส่วนเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก.นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตึงตัว

              ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

              ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณนั้น สามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

              สำหรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้จะต้องดำเนินการ หลังจากขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไป ส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

              ด้านข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทนั้น ยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 – 40,000 ล้านบาท

              อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาท หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

    #สงครามตะวันออกกลาง 

    #วิกฤตเศรษฐกิจ

    #ไทยออกพระราชกำหนดเงินกู้ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LqDt_zrcB79RbE0cx4ph7

  • ร้อนแล้ง เศรษฐกิจทรุด กุ้งก้ามกรามขายไม่ออกลดราคา กก.ละ 200 บาท กระทบหนักรอบ 20 ปี

    ร้อนแล้ง เศรษฐกิจทรุด กุ้งก้ามกรามขายไม่ออกลดราคา กก.ละ 200 บาท กระทบหนักรอบ 20 ปี

    วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

    กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ โอดครวญระงมทุ่ง เหตุกุ้งก้ามกรามช่วงเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องถึงวันนี้ยังขายไม่ได้  กุ้งไซส์ขนาดใหญ่ 12-20 ตัวต่อ กก.ที่ตุนไว้จำหน่ายรายละ 2-3 ตันยังตกค้างในบ่อ  จำเป็นต้องย้ายขึ้นจากบ่อมาตั้งร้านขายริมถนน  ลดราคากระหน่ำต่ำสุดในรอบ 20 ปี กก.ละ 200 บาท เพราะต้องเร่งระบายกุ้งออก ลดความแออัด และสภาพอากาศร้อนจัด เผยหากปล่อยไปแบบนี้ กุ้งน็อคตายยกบ่อแน่  คนเลี้ยงตายแน่ วอนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขสถานการณ์

    วันที่ 20 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการจับหน่ายกุ้งก้ามกราม สัตว์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของ จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่เลี้ยงกันมามากในเขต ต.บัวบาน ต.นาเชือก ต.เขาพระนอน ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด และ ต.ลำพาน ต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ โดยใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว

    ซึ่งการค้าขายกุ้งก้ามกรามสดจากบ่อจะขายดีมาก ราคากุ้งสดปากบ่อ กก.ละ 250 บาท ขายส่งราคากก.ละ 280-500 บาท ตามระยะทาง สร้างรายได้มวลรวมเข้าจังหวัดปีละกว่าพันล้านบาท แต่กับภาพการค้าขายที่เกิดขึ้นในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาถึงวันนี้  บรรยากาศการซื้อขายยังเงียบเหงา ผิดปกติมาก

    นางสาวสงกรานต์ ภูทะวัง อายุ 53 ปี แม่ค้าขายกุ้งก้ามกราม บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตลาดซื้อขายกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นกุ้งสดจากบ่อก็ประคองตัวมาเรื่อยๆ ปกติจะขายดีมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ หรือจะมีออร์เดอร์จากร้านตามย่านท่องเที่ยว และศูนย์จำหน่ายสินค้าทั่วไป ในช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดยาว สร้างอาชีพและรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีผู้เลี้ยงในกลุ่มแปลงใหญ่และเกษตรกรรายย่อยรวมกว่า 1,500 ราย การค้าขายที่ผ่านมาก็เป็นไปตามปกติ โดยจะมีทั้งพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าขาประจำ และพ่อค้าเร่ เข้ามารับกุ้งสดจาดบ่อไม่ขาดระยะ

    นางสาวสงกรานต์ กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ตั้งแต่เกิดวิกฤติน้ำมันขาดแคลน ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการซื้อขายกุ้งก้ามกรามเป็นอย่างมาก และอย่างเห็นชัดตั้งแต่ก่อนเทศกาลสงกรานต์ถึงวันนี้ เพราะลูกค้าทุกสาขาอาชีพได้รับผลกระทบจากภาวะค่าน้ำมัน ทำให้การการเดินทาง การจับจ่ายซื้อสินค้า รวมทั้งกุ้งก้ามกรามลดลง

    ทั้งนี้ ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี ตนเคยขายกุ้งสดได้ประมาณ 500 กก. แต่ปีนี้ขายได้ไม่ถึง 200 กก.เลย ทั้งๆที่จำหน่ายราคาเท่าเดิม ไซส์เล็กราคาปากบ่อ เท่าเดิม คือ กก.ละ 250 บาท หรือหากมีการคัดแยกไซส์ ก็จะอัพราคาขึ้นอีกตามความเหมาะสม และขายในราคาที่เป็นธรรม ลูกค้าพอใจ อย่างไรก็ตามก็อยากจะให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไขภาวะน้ำมันวิกฤติ ให้ราคาลดลงอีก และขอให้ทางภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้รีบเร่งกอบกู้สายสถานการณ์กุ้งก้ามกรามขายไม่ออกด้วย

    ด้านนายสมทรัพย์ ภูนาสูง อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแปลงใหญ่ และจำหน่ายกุ้งก้ามกราม-อาหารกุ้ง บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีนี้เตรียมกุ้งก้ามกรามไซส์ใหญ่ไว้ในบ่อ ขนาด 12-20 ตัวต่อ กก.ไว้ประมาณ 3 ตัน แต่กลับเกิดปัญหาขายไม่ได้ ขายได้แต่ 5% เท่านั้น เพราะไม่มีออร์เดอร์เจ้ามาเลย เมื่อกุ้งโต ได้อายุจับจำหน่าย ขายไม่ได้ ประกอบกับสภาพอากาศร้อนที่ร้อนจัด บางบ่อกุ้งเริ่มเริ่มทยอยตายลงเรื่อยๆ

    นอกจากนี้ราวปลายเดือน เม.ย.นี้ ทางเขื่อนลำปาวก็จะปิดการส่งน้ำ ตามปฏิทินปฏิบัติเพื่อซ่อมแซมคูคลอง  หากบรรยากาศการค้าขายกุ้งยังเงียบเหงาซบเซาแบบนี้  มีหวังกุ้งน็อคตายยกบ่อแน่ และคนเลี้ยงกุ้งจะต้องตายแน่ๆ เพราะแทนที่จะได้ขายกุ้งมีกำไร แต่กลับต้องขาดทุนไปหลายแสนบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นายสมทรัพย์กล่าวอีกว่า ในช่วงที่รอออเดอร์จับกุ้งจำหน่าย เกษตรกรก็จะต้องสิ้นเปลืองอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งมีการปรับขึ้นราคาตามกลไกค่าขนส่ง จึงเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น เพื่อลดทุนค่าอาหารและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้จับกุ้งมาพักขายที่ร้านริมถนน  ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงได้สะดวก ทั้งนี้ หวังขายไห้ลูกค้าทั่วไปและกำลังที่จะเดินทางกลับไปทำงาน  โดยจำเป็นต้องลดราคาลงจากภาวะปกติ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เริ่มต้นตั้งแต่ราคา กก.ละ 200-280 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดในรอบ 20 ปี 

    จึงขอเชิญชวนมาอุดหนุนซื้อกุ้งไซส์ใหญ่ ราคาถูก ที่ร้านตาสมทรัพย์บ้านตูม อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางจังหวัด ประมง พาณิชย์ ได้หามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามด้วย ก่อนที่เขื่อนจะปิดน้ำและกุ้งอาจจะน็อคตายยกบ่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KDzThrKMDb6kcr_8SuwWk

  • เปิดเหตุผล เงินเดือนข้าราชการ เดือนเมษายน 2569 ทำไมออกวันที่ 27 ทั้งที่มีแค่ 30 วัน

    เปิดเหตุผล เงินเดือนข้าราชการ เดือนเมษายน 2569 ทำไมออกวันที่ 27 ทั้งที่มีแค่ 30 วัน

     
              เปิดเหตุผล เงินเดือนข้าราชการ เดือนเมษายน 2569 ทำไมออกวันที่ 27 ทั้งที่มีแค่ 30 วัน จำนวนวันก็น้อย

    เงินเดือนข้าราชการ

              เงินเดือนข้าราชการ เดือนเมษายน 2569 ประกาศออกมาแล้วตั้งแต่ต้นปีว่า จะออกในวันที่ 27 เมษายน 2569 ซึ่งเป็น 4 วันสุดท้ายก่อนที่จะหมดเดือน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ทำไมเดือนนี้เงินออกเกือบจะหมดเดือน ทั้งที่จำนวนวันก็มีน้อย มีเพียง 30 วันเท่านั้น

              วันที่ 20 เมษายน 2569 กระปุกดอทคอม ได้วิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้พอคาดการณ์ได้ว่า ทำไมเดือนนี้เงินเดือนข้าราชการ ออกวันที่ 27 เมษายน

     เงินเดือนข้าราชการ

            โดยปกตินั้น เงินเดือนข้าราชการในแต่ละเดือน มักจะออกช่วงระหว่างวันที่ 24-27 ไม่พ้น 1 ใน 4 วันนี้ แต่ว่า เดือนเมษายน 2569 วันที่ 25-26 เมษายน ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์พอดี ทำให้เงินเดือนออกไม่ได้ 100%

              เท่ากับว่า ตัวเลือกเงินเดือนออกจะเหลือ 2 วัน คือ วันที่ 24 (วันศุกร์) หรือ 27 (วันจันทร์)

              ถ้าหากวิเคราะห์ดูแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาคำนวณกับวันเงินเดือนข้าราชการออกได้อีก นั่นคือ วันที่เงินบำนาญข้าราชการออก มักจะไม่อยู่ติดกับวันที่เงินเดือนข้าราชการออก ซึ่งในเดือนเมษายนนี้ เงินบำนาญข้าราชการออกวันที่ 23 เมษายน

              เท่ากับว่า เงื่อนไขที่เงินเดือนข้าราชการจะออกวันที่ 24 เมษายน ก็ตัดทิ้งไปได้ จึงเหลือวันที่ 27 เมษายน เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น

    เงินเดือนข้าราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300404.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nc9ocJ5yVE5v3UMJqei0-

  • ฟิล์ม ธนภัทร เจอหญิงปริศนาพุ่งหอมแก้ม ระยะประชิดแฟนคลับ – Tnews

    ฟิล์ม ธนภัทร เจอหญิงปริศนาพุ่งหอมแก้ม ระยะประชิดแฟนคลับ – Tnews

    ระทึกกลางงานแฟนคลับ! ฟิล์ม ธนภัทร ถูกหญิงสูงวัยพุ่งเข้าประชิดตัวหวังหอมแก้ม ขณะกำลังเป่าเค้ก โชคดีตั้งสติทันยกแขนกันไว้ได้ทัน ทำเอาทั้งงานตกใจ.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/entertainment/thai-entertainment/648735&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sldxK4R11xGHsMvzzQTqP

  • ทั่วโลกจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านส่อสะดุด กระทบเศรษฐกิจยาว

    ทั่วโลกจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านส่อสะดุด กระทบเศรษฐกิจยาว

    ทั่วโลกจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านส่อสะดุด กระทบเศรษฐกิจยาว

    สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดต่อ หลังสหรัฐยึดเรืออิหร่าน-เตหะรานขู่ตอบโต้ กระทบเจรจาสันติภาพ ราคาน้ำมันผันผวน ตลาดโลกกังวลเศรษฐกิจกระทบยาว

    สถานการณ์หยุดยิงระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น หลังฝ่ายสหรัฐประกาศยึดเรือสินค้าสัญชาติอิหร่านที่พยายามฝ่ามาตรการปิดล้อมทางทะเล ขณะที่อิหร่านประกาศเตรียมตอบโต้ ส่งผลให้ความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางสั่นคลอน

    กองทัพสหรัฐระบุว่าได้เปิดฉากยิงใส่เรือสินค้าติดธงอิหร่าน ก่อนเข้าควบคุมเรือดังกล่าว ขณะแล่นมุ่งหน้าไปยังท่าเรือบันดาร์อับบาส โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบสิ่งของบนเรือ

    ด้านกองทัพอิหร่านระบุว่า เรือดังกล่าวเดินทางมาจาก จีน พร้อมเตือนว่าจะดำเนินการตอบโต้สิ่งที่เรียกว่า “การกระทำอันเป็นโจรสลัดทางอาวุธ” ของสหรัฐในเร็ววัน

    ความตึงเครียดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพ โดยอิหร่านประกาศไม่เข้าร่วมการเจรจารอบใหม่ที่สหรัฐพยายามผลักดันก่อนข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้โอกาสในการยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืนยิ่งเลือนราง

    ขณะเดียวกัน สหรัฐยังคงใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ขณะที่อิหร่านมีการสลับใช้มาตรการจำกัดการเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลก

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที ขณะที่ตลาดหุ้นผันผวน ท่ามกลางความกังวลว่าการขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียอาจหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง

    ทั่วโลกจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านส่อสะดุด กระทบเศรษฐกิจยาว

    โมฮัมหมัดเรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า โลกต้องเลือกระหว่าง “ตลาดน้ำมันเสรีสำหรับทุกฝ่าย” หรือ “ความเสี่ยงต้นทุนมหาศาลสำหรับทุกประเทศ” พร้อมวิจารณ์มาตรการของสหรัฐที่จำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังได้ขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน หากปฏิเสธเงื่อนไขของสหรัฐ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวที่เพิ่มแรงกดดันต่อสถานการณ์

    ขณะที่ ปากีสถาน ในฐานะคนกลางหลัก ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจา โดยมีรายงานว่าเครื่องบินลำเลียงทางทหารของสหรัฐได้ขนอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเข้าสู่กรุงอิสลามาบัด และมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แม้ยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นหรือไม่

    ทั่วโลกจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านส่อสะดุด กระทบเศรษฐกิจยาว

    ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งในภูมิภาค

    ทั้งนี้ ความรุนแรงจากการโจมตีทางอากาศและการสู้รบในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนไปยังเป้าหมายในอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพสหรัฐ

    ด้าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ระบุว่า แม้มีความคืบหน้าในบางประเด็น แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์และเส้นทางเดินเรือ

    ขณะที่พันธมิตรยุโรปของสหรัฐแสดงความกังวลว่า แนวทางการเจรจาของวอชิงตันอาจเร่งรัดข้อตกลงระยะสั้น โดยยังต้องใช้เวลานานในการแก้ไขประเด็นทางเทคนิคที่ซับซ้อนในระยะต่อไป

    ทั่วโลกจับตาเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านส่อสะดุด กระทบเศรษฐกิจยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/741138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tAw3DZhfzyTzdcSxOBMII

  • รัฐจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงินแสนล้าน รื้องบปี 69 ขยับเพดานหนี้ 75% ตุนกระสุนสู้วิกฤติ

    รัฐจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงินแสนล้าน รื้องบปี 69 ขยับเพดานหนี้ 75% ตุนกระสุนสู้วิกฤติ

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้พิจารณาปรับแผนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ครั้งใหญ่

    เพื่อเตรียมหน้าตักไว้รับแรงกระแทกจากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่วิกฤติพลังงานและการคลัง หรือที่รัฐบาลประเมินว่าเป็นภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยเตรียมผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ช่วยเหลือค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน ตลอดจนสานต่อโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อจำกัดสำคัญเรื่อง งบประมาณ และเพดานการก่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลเหลือวงเงินงบกลางเพียง 2.5 หมื่นล้านบาท และมีเพดานกู้เงินเหลืออีกเพียง 7 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาระรายจ่ายก้อนโต โดยเฉพาะการเตรียมวงเงินค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท รวมถึงเม็ดเงินอัดฉีดโครงการเร่งด่วนต่างๆ อีกหลายหมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องงัดเครื่องมือทางการคลังหลายรูปแบบมาผสมผสานกัน

    ดังนั้น แนวทางเบื้องต้นที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งดำเนินการเป็นอันดับแรก คือการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 โดยจะดึงเม็ดเงินจากโครงการที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันไม่ทัน โอนกลับเข้ามาเติมในงบกลางซึ่งคาดว่าจะได้เม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาท ควบคู่ไปกับการดึงเงินทุนสำรองจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 อีกวงเงิน 50,000 ล้านบาท มาใช้ประคองสถานการณ์ 

    อย่างไรก็ตาม หากเม็ดเงินรวมกันแล้วยังไม่เพียงพอ รัฐบาลเตรียมพิจารณาไพ่ใบสุดท้ายคือการออกพระราชกำหนดกู้เงิน หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน ในลักษณะเดียวกับช่วงวิกฤติโควิด แต่วงเงินจะลดหลั่นลงมาอยู่ในระดับหลักแสนล้านบาท โดยไม่สูงถึง 1 ล้านล้านบาทเหมือนในอดีต

    พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการทลายข้อจำกัดในการก่อหนี้ รัฐบาลเตรียมพิจารณาขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะควบคู่กันไปด้วย จากข้อมูล ณ เดือน ก.พ. 2569 ประเทศไทยมียอดหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.59 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของจีดีพี ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ 70% ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 75% เพื่อเปิดช่องว่างให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกเกือบ 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้เป็นกันชนทางเศรษฐกิจ

    เรื่องนี้สอดรับกับท่าทีของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาระบุชัดเจนว่า กระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาเรื่องการปรับเพดานหนี้สาธารณะ เนื่องจากเมื่อเทียบกับหลายประเทศแล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า

    อย่างไรก็ตาม การขยายเพดานหนี้จะต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณชนว่าจะนำเม็ดเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง และต้องคำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

    โดยล่าสุดนายเอกนิติ ได้นำประเด็นการขยายเพดานหนี้เข้าหารือนอกรอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ในระหว่างการเข้าร่วมประชุมธนาคารโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติโลกในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw031aY_-LVWQpfJc8pQ-FJN