Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไม่เปิดด่าน รมว.กลาโหม ลั่น กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงก่อนเจรจา

    ไม่เปิดด่าน รมว.กลาโหม ลั่น กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงก่อนเจรจา

    ไม่เปิดด่าน รมว.กลาโหม ลั่น กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงก่อนเจรจา

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.28 น.

    วันนี้ 24 เม.ย.69 ที่กระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า  ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ สถาบัน และพี่น้องประชาชน

    สำหรับนโยบายด้านความมั่นคง จะดำเนินการตามกรอบที่รัฐบาลได้แถลงไว้ โดยมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ควบคู่กับการผลักดันระบบทหารอาสา ซึ่งเชื่อว่าความสมัครใจจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน และเป็นโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาตนเอง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การศึกษา และทักษะอาชีพ รวมถึงการเปิดโอกาสเข้าสู่เส้นทางทหารอาชีพในอนาคต ซึ่งนโยบายของกองทัพเปิดกว้างอยู่แล้ว 

    พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    นอกจากนี้ ยังมีแนวทางผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ เช่น น้ำมัน เพราะเมื่อเกิดสงครามก็ส่งผลกระทบต่อประเทศ 

    สำหรับนโยบาระยะเร่งด่วน จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพลในพื้นที่ชายแดน ทั้งด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ น้ำ ไฟฟ้า ถนน และสัญญาณสื่อสาร พร้อมดูแลสวัสดิการครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดามารดา ซึ่งขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ

    พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว

    “ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่า ได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พลโท อดุลย์ กล่าว

    ในขณะที่ช่องทางการเจรจา ก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC ซึ่งเป็นการพูดคุยในระดับพื้นที่ แม่ทัพภาคต้องรับนโยบายนั้น 

    ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ซึ่งเป็นระดับกระทรวงกลาโหม ในขณะที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ก็เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ณ วันนี้จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าว ในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว เช่นเดียวกับพื้นที่ของกองทัพเรือ หลังมีการยกเลิกบันทึกข้อตกลง MOU 2544

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/960366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fRe7jsRSMxzcVvUt2aDSM

  • นิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษา

    นิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษา

    สพม.เชียงใหม่ ต้อนรับคณาจารย์มหาวิทยาลัยพายัพ และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น นิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพการบริหารการศึกษา

    วันที่ 24 เมษายน 2569 ดร.เทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ มอบหมายให้ นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ให้การต้อนรับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยพายัพ และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ในโอกาสเดินทางมานิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาการบริหารการศึกษา ระดับปริญญาเอก และระดับปริญญาตรี

    การนิเทศครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในอนาคต

    บรรยากาศการนิเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อบอุ่น และสร้างสรรค์ สะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการอันดีระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
    ทั้งนี้ การต้อนรับและนิเทศจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3923035/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BZjtpa7nvOdKNgdwoa5dH

  • รฟม. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ)

    รฟม. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ)

    รฟม. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม ออกแบบ และจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ

    วันนี้ (24 เมษายน พ.ศ. 2569) เวลา 09.00 น. นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสม ออกแบบ และจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ โดยได้รับเกียรติจากนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมเป็นประธานพิธีเปิด ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจรวมถึงสื่อมวลชน เข้าร่วมการประชุมกว่า 220 คน ณ ห้องประชุมเซนเตอร์ พอยต์ บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลการศึกษา การออกแบบรายละเอียดโครงการ แนวเส้นทาง รูปแบบและองค์ประกอบของโครงการ ผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการในการจัดการกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ให้ผู้มีส่วนได้เสียรับทราบข้อมูล พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการต่อไป

    สำหรับผลการศึกษาโครงการ ได้ออกแบบระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์ – สถานีร่วมจอหอ เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit) มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลเทพรัตน์บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) โดยวิ่งในทิศทางขาเข้าเมืองนครราชสีมา ผ่านวิทยาลัยนาฎศิลป์ ชลประทาน โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ผ่านแยกปักธงชัย ข้ามทางรถไฟ ผ่านมิตรภาพซอย 8 วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา ผ่านแยกนครราชสีมา จากนั้นเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 224 (ถนนราชสีมา – โชคชัย) ผ่านโรงเรียนเมืองนครราชสีมา โรงเรียนสุรนารีวิทยา และเลี้ยวซ้ายบริเวณทางแยกประตูน้ำ และวิ่งไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205 (ถนนสุรนารายณ์) ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน บ้านนารีสวัสดิ์ และสิ้นสุดโครงการที่บริเวณทางแยกจอหอ มีระยะทางรวมประมาณ 24.60 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งหมด 26 สถานี ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ให้เป็นผู้ดำเนินศึกษารายละเอียดความเหมาะสมโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา โดยตามแผนการดำเนินงานโครงการ เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 และจะเปิดให้บริการในปี 2575 ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ และมาตรฐาน รวมถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย

    สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.korat-transitorangeline.com เพจ Facebook โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา หรือติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ
    Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70686&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PdiKQKkJcNwyeIzH2toRI

  • จีนจ่อทุ่มเงินอุดหนุน ‘การท่องเที่ยว’ กว่า 1 พันล้านหยวน

    จีนจ่อทุ่มเงินอุดหนุน ‘การท่องเที่ยว’ กว่า 1 พันล้านหยวน

    ปักกิ่ง, 24 เม.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันพฤหัสบดี (23 เม.ย.) กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนประกาศการลงทุนกว่า 1 พันล้านหยวน (ราว 4.76 พันล้านบาท) เพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในโครงการรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะ 1 เดือน (23 เม.ย.-31 พ.ค.) เนื่องในวันท่องเที่ยวจีน ครั้งที่ 16 ซึ่งตรงกับวันที่ 19 พ.ค. โดยสถานที่จัดงานหลักปีนี้จะจัดในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

    หน่วยงานภาครัฐจะร่วมมือกับองค์กรหุ้นส่วนมากกว่า 70 แห่ง และออกมาตรการกว่า 9,000 รายการที่มีเป้าหมายเอื้อประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยหลี่เสี่ยวหย่ง เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ กล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มความพยายามในการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของไกด์นำเที่ยว เสริมสร้างการป้องกันความเสี่ยง และปรับปรุงบริการเพื่อรับรองว่านักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและน่าพึงพอใจ

    เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าจะใช้นโยบายส่วนลดแบบ “ต้นขั้วตั๋ว” ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงโปรโมชันพิเศษทั่วทั้งมณฑลได้โดยการแสดงต้นขั้วตั๋วเดินทางหรือกิจกรรม เช่น ตั๋วเครื่องบินหรือตั๋วรถไฟความเร็วสูง หรือตั๋วเข้าชมการแข่งขันกีฬาและการแสดงสำคัญ

    ฮั้วเจี้ยนจวิน ประธานสมาคมแหล่งท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน คาดการณ์ว่ามูลค่ารวมของส่วนลดและสิทธิพิเศษที่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศมอบให้ตลอดทั้งปีนี้อาจสูงทะลุ 210 ล้านหยวน (ราว 999 ล้านบาท) และเอื้อประโยชน์การเดินทางของนักท่องเที่ยวกว่า 60 ล้านครั้ง

    จีนคาดว่าการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันแรงงาน ระยะ 5 วันที่กำลังจะมาถึงจะคึกคักเป็นอย่างมาก ขณะที่จำนวนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ในช่วงวันหยุดเทศกาลชิงหมิง (เชงเม้ง) ระยะ 3 วัน เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา รวมอยู่ที่ 135 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.8 ส่วนการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 เป็นเกือบ 6.13 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.92 แสนล้านบาท)

    นอกจากนั้น จำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้า-ออกจีนรวมอยู่ที่ 21.33 ล้านครั้ง ในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2026 ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากนโยบายฟรีวีซ่าที่ขยายวงกว้างของจีน

    (แฟ้มภาพซินหัว : ผู้โดยสารเดินอยู่ที่ชานชาลาของสถานีรถไฟหนานจิงในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 6 เม.ย. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3923195/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_BZbU6bTGrs7wyPDVHKLr

  • จับทัวร์เถื่อนคาสนามบิน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อนคาสนามบิน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    วันนี้ ( 24 เม.ย.2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ กรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย จำนวน 31 ราย และแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวประจำจุด ท่าอากาศยานประจำสนามบิน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากซื้อรายการนำเที่ยว คุนหมิง – ฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 24 – 29 เม.ย.2569 แต่เมื่อถึงเวลาเดินทาง ปรากฏว่าไม่มีตั๋วโดยสารเครื่องบิน สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    สำนักงานทะเบียนฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงตรวจสอบเอกสารโปรแกรมนำเที่ยว และหลักฐานการชำระเงิน ปรากฏชื่อ น.ส.อ.(นามสมมุติ) หรือ หจก.เอ (นามสมมุติ) เมื่อตรวจสอบจากฐานข้อมูลในระบบ พบว่าไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงจับกุม น.ส.อ. และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    จับทัวร์เถื่อน กรมการท่องเที่ยว เผยหลอกขายทัวร์คุนหมิง-ฉงชิ่ง

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า นักท่องเที่ยวทุกท่านให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อทัวร์นำเที่ยว เบื้องต้นท่านสามารถตรวจสอบ บริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ที่เว็บไซต์ กรมการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวราบรื่น เชื่อถือได้ และได้รับการบริการจากทัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหากเกิดความเสียหาย สามารถรับความคุ้มครองจากกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้

    อ่านข่าว:

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    บวงสรวง “ปราสาทตาควาย” สดุดีทหารกล้า จ่อพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ความมั่นคง

    อุทยานฯ เอราวัณ ประกาศปิดท่องเที่ยว-พักแรมชั่วคราว เหตุไฟป่า-ฝุ่น PM2.5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505064&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nacqmHR9b-1rTcIcJcwLB

  • ประทับใจไทยแลนด์! ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ โชว์ตามคืนกระเป๋าเงินให้นักท่องเที่ยวสาวอิตาลี เจ้าตัวยิ้มแก้มปริ

    ประทับใจไทยแลนด์! ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ โชว์ตามคืนกระเป๋าเงินให้นักท่องเที่ยวสาวอิตาลี เจ้าตัวยิ้มแก้มปริ

    บ่ายวันนี้ (24 เมษายน 2569) ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวทางภาคเหนือกำลังคึกคัก เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากนักท่องเที่ยวสาวชาวอิตาลีรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอาการตระหนกหลังจากรู้ตัวว่าเผลอทำกระเป๋าเงินที่มีทรัพย์สินและเอกสารสำคัญหลายรายการหล่นหายบนรถบัสโดยสาร  

    ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เร่งประสานงานและดำเนินการตรวจสอบข้อมูลรถบัสคันที่นักท่องเที่ยวโดยสารมาอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งพบกระเป๋าเงินใบดังกล่าวตกอยู่บริเวณข้างเบาะที่นั่ง จากนั้นได้ประสานงานให้หัวหน้าชุดและสายตรวจอำนวยความสะดวก นำตัวนักท่องเที่ยวมาตรวจสอบและรับทรัพย์สินคืน ณ จุดบริการนักท่องเที่ยว ท่าอากาศยานเชียงใหม่

    และในวินาทีที่นักท่องเที่ยวสาว ได้รับกระเป๋าคืนและตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินทุกอย่างยังอยู่ครบ เธอได้แสดงความดีใจเป็นที่สุด พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างว่องไวและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับการท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KYN8AsGfcMIvPut2lC4R3

  • ชายเม็กซิโกกราดยิงบนพีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” พบเลียนแบบคดีดังสหรัฐฯ

    ชายเม็กซิโกกราดยิงบนพีระมิดโบราณ “เตโอติวากัน” พบเลียนแบบคดีดังสหรัฐฯ

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 สำนักข่าว BBC รายงาน เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ แหล่งโบราณคดี “เตโอติวากัน” (Teotihuacán) ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศเม็กซิโก

    ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม แห่งเม็กซิโก ได้แถลงยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นบนยอดพีระมิดแห่งดวงจันทร์ (Pyramid of the Moon) โดยระบุว่า ผู้ก่อเหตุคือ ฮูลิโอ เซซาร์ ยาสโซ รามิเรซ (Julio César Jasso Ramírez) สัญชาติเม็กซิกัน วัย 27 ปี ซึ่งมีพฤติกรรมบ่งชี้ถึงปัญหาทางจิตและได้รับแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวจากโศกนาฏกรรมการกราดยิงที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ

    จากการสืบสวนเบื้องต้นโดยสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งรัฐเม็กซิโก พบว่า ผู้ก่อเหตุได้พกพาอาวุธปืนพกพร้อมกระสุนจำนวนหลายสิบนัด อาวุธมีด และที่น่าตกใจคือการพบเอกสารและวรรณกรรมที่อ้างอิงถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต โดยเฉพาะเหตุสังหารหมู่ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ในสหรัฐฯ เมื่อเดือน เม.ย.2542

    พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ขณะที่คนร้ายกำลังสาดกระสุนลงมาจากแท่นบนพีระมิด เขาได้ตะโกนอ้างถึงเหตุการณ์โคลัมไบน์ดังกล่าว ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า คนร้ายเจตนาเลือกก่อเหตุในวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 เม.ย.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 27 ปีของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในสหรัฐฯ อย่างพอดิบพอดี

    เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวแคนาดา วัย 32 ปี ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 13 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 6 ปี ไปจนถึง 61 ปี โดยในจำนวนนี้มี 7 คนที่ถูกกระสุนปืนโดยตรง และรวมถึงผู้เยาว์จากประเทศโคลอมเบียและบราซิลที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

    อัยการสูงสุด โฆเซ ลุยส์ เซอร์วานเตส มาร์ติเนซ เปิดเผยว่าการกระทำครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณชั่ววูบ แต่มีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ เนื่องจากคนร้ายเคยแวะเวียนมาสำรวจพื้นที่บริเวณโบราณสถานแห่งนี้บ่อยครั้งก่อนตัดสินใจลงมือก่อเหตุในช่วงเที่ยงวันของวันที่ 20 เม.ย.

    ในระหว่างเหตุการณ์อันวุ่นวาย เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาดินแดนและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น ได้พยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการปีนขึ้นไปบนพีระมิดเพื่อกดดันคนร้าย คนร้ายได้ยิงปืนใส่ทั้งนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่รวมกว่า 14 นัด จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ยิงเข้าที่บริเวณขาเพื่อสยบความเคลื่อนไหว แต่ท้ายที่สุดรามิเรซได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตเพื่อหนีความผิด

    หลังจากการปะทะสิ้นสุดลง ทางการได้สั่งปิดแหล่งโบราณคดีเตโอติวากันซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโกทันทีเพื่อเก็บหลักฐานและตรวจสอบความเรียบร้อย

    ประธานาธิบดีเม็กซิโก กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย รัฐบาลได้ออกคำสั่งให้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ณ แหล่งท่องเที่ยวและโบราณสถานทุกแห่งทั่วประเทศ โดยจะมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะและเพิ่มจุดคัดกรองบริเวณทางเข้าเตโอติวากันและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ

    มาตรการนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเม็กซิโกกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup) ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ โดยผู้นำเม็กซิโกได้ยืนยันกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ว่าจะรับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและแฟนบอลทุกคน

    พร้อมทั้งให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังเม็กซิโกแล้วกว่า 16 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่าเม็กซิโกยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับคนทั่วโลก แม้จะเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจนี้ขึ้นก็ตาม

    อ่านข่าว :

    จับตาข่าวลือ! สื่ออิสราเอลเผย “กาลิบาฟ” วางมือทีมเจรจา สันติภาพส่อเค้าสะดุด

    ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล ลุ้น 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

    ทรัมป์ประกาศ “อิสราเอล-เลบานอน” ขยายเวลาหยุดยิง 3 สัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505024&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12BUgAx8_QbwDXCm8Ez6ie

  • อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

    อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

    กระทรวงการต่างประเทศอินเดียแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง ระบุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์ข้อความเหยียดเชื้อชาติที่เรียกอินเดียว่าเป็น “ขุมนรก” พร้อมกล่าวหาแรงงานฝีมือชาวอินเดียในสหรัฐฯ ว่ากีดกันคนผิวสีและขาดทักษะภาษาอังกฤษ ชี้เป็นการกระทำที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของความสัมพันธ์สองประเทศ

    รัฐบาลอินเดียออกมาตำหนิการกระทำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ กรณีการแชร์โพสต์บนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาเชิงลบและสร้างความเกลียดชังต่อชาวอินเดียและผู้อพยพ

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา (22 เม.ย.) เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำการรีโพสต์วิดีโอและข้อความจากนักวิจารณ์ฝ่ายขวา ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยข้อความดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า “เด็กที่เกิดที่นี่กลายเป็นพลเมืองทันที จากนั้นพวกเขาก็ลากทั้งครอบครัวมาจากจีน อินเดีย หรือขุมนรก (Hellhole) แห่งอื่นๆ บนโลกนี้”

    นอกจากนี้ โพสต์ดังกล่าวยังพุ่งเป้าไปที่แรงงานชาวอินเดียในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าพวกเขาไม่ยอมจ้างงานคนอเมริกันผิวขาวที่เป็นเจ้าของประเทศ และยังอ้างข้อมูลที่บิดเบือนว่าผู้อพยพชาวอินเดียขาดทักษะความรู้ทางภาษาอังกฤษ

    นายรันธีร์ ไจสวาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้ออกมาตอบโต้ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และไร้มารยาท” พร้อมย้ำว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

    ขณะที่นายอามิ เบรา สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นบุตรของผู้อพยพชาวอินเดีย กล่าวว่าโพสต์ของทรัมป์นั้น “น่ารังเกียจ เขลา และลดทอนเกียรติของตำแหน่งประธานาธิบดี” โดยระบุว่าทรัมป์ซึ่งเกิดมาบนกองเงินกองทองไม่เคยเข้าใจความยากลำบากที่ครอบครัวผู้อพยพต้องเผชิญ

    ด้านมูลนิธิฮินดูอเมริกันได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังและเหยียดเชื้อชาติเช่นนี้ จะยิ่งสุมไฟแห่งความเกลียดชังและเป็นอันตรายต่อชุมชนชาวอินเดีย ในช่วงเวลาที่การเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

    ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนอินเดียในเดือนหน้าเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์

    อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออินเดีย โดยที่ผ่านมาเขาได้ดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานไอที และยังคงมาตรการกำแพงภาษีต่ออินเดียมานานหลายเดือน เนื่องจากความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นคนกลางของทรัมป์ในความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

    นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของทรัมป์สวนทางกับความพยายามหลายทศวรรษของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับอินเดียในฐานะ “ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เพื่อคานอำนาจกับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย.

    ที่มา AFP / SCMP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2928582&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19TuYOZp1gruJu6rEgUc1y

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 180.20 จุด เซ่นราคาน้ำมันพุ่ง-หุ้น Infosys ร่วง

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 180.20 จุด เซ่นราคาน้ำมันพุ่ง-หุ้น Infosys ร่วง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 เม.ย. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดในแดนลบวันนี้ (24 เม.ย.) และมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน เนื่องจากเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประกอบกับหุ้นกลุ่มไอทีปรับตัวลดลงหลังจากบริษัท Infosys ออกมาคาดการณ์รายได้ในระดับต่ำ

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 77,483.80 จุด ลดลง 180.20 จุด หรือ -0.23%

    หุ้น 8 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดลบ ส่วนดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    ปัจจัยลบสำคัญในกลุ่มไอทีคือการดิ่งลงของหุ้น Infosys ซึ่งเป็นบริษัทไอทีรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ โดยราคาหุ้นร่วงลง 3.3% ฉุดให้ดัชนีหุ้นกลุ่มไอทีลดลง 1.6% สาเหตุมาจากบริษัทคาดว่าการเติบโตของรายได้ประจำปีจะต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและการใช้จ่ายของลูกค้าที่ซบเซา ซึ่งปัจจัยลบดังกล่าวได้กลบข่าวดีเรื่องผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ออกมาดีกว่าคาด

    ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เคลื่อนไหวทรงตัวอยู่ที่ราว 106 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากอิหร่านแสดงแสนยานุภาพในการคุมช่องแคบฮอร์มุซ ผ่านการเผยแพร่วิดีโอขณะหน่วยคอมมานโดบุกยึดเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการเจรจาสันติภาพล้มเหลว และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนด

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFN0IQ0EAFIXRICA147HGG0CWLTUO8W&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20C6uYeQz8UTEB5AY78NzH

  • บิวตี้-ฟิตเนสโตสวนเศรษฐกิจ! KTC เผยยอดรูดบัตรโตพุ่ง 6-20% แต่ไตรมาส 2 ปี 69 ต้องลุ้นปัจจัยเสี่ยง

    บิวตี้-ฟิตเนสโตสวนเศรษฐกิจ! KTC เผยยอดรูดบัตรโตพุ่ง 6-20% แต่ไตรมาส 2 ปี 69 ต้องลุ้นปัจจัยเสี่ยง

    ใครๆ ก็คิดว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนไทยต้องรัดเข็มขัดใช้จ่ายน้อยลง แต่ไม่เลย… โดยเฉพาะหมวดการออกกำลังกาย ความสวยความงาม กลับยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ปี 2569 นี้แต่ขยายตัวมา 3-4 ปีแล้ว พฤติกรรมคนไทยกำลังเปลี่ยนไปทางไหน?

    สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า ปัจจุบันยอดใช้จ่ายใน 3 หมวดหลัก ได้แก่ โรงพยาบาล, สุขภาพและความงาม และฟิตเนส มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยมียอดใช้จ่ายรวมกันสูงถึง 27,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 5 ของยอดการใช้จ่ายสูงสุดทั้งหมด (อันดับ 1 หมวดประกันภัย อันดับ 2 น้ำมัน)

    ทั้งนี้ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดฟิตเนส เติบโตสูง 20% ในปี 2568 ที่ผ่านมา แต่นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น การเติบโตสูงแบบนี้ต่อเนื่อง 3-4 ปี แล้ว ขณะที่หมวดความสวยงาม (เช่น ออนเซ็น, คลินิกเสริมความงาม) และโรงพยาบาล เติบโต 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแม้ว่าจะเกิดสงครามหรือเศรษฐกิจมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น 

    ไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรหมวดฟิตเนสยังเติบโต 20% สุขภาพและความงามยังเติบโตที่ 6% โดยฐานลูกค้าที่ยังปรับพฤติกรรมมาใช้จ่ายหมวดนี้มากขึ้นคือ First Jobber (อายุ 20-30 ปี) แม้จะมีสัดส่วนในพอร์ตน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ยอดใช้จ่ายด้านสุขภาพกลับเติบโตกระโดดถึง 38% ขณะที่กลุ่มวัยทำงานยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักในหมวดการใช้จ่ายด้านสุขภาพ (คิดเป็น 40% ของพอร์ตสุขภาพ)

    สิรีรัตน์ มองว่าพฤติกรรมคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกิด Covid-19 ที่ผ่านมา การออกกำลังกาย การพักผ่อน การดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อให้ดูแลสุขภาพแข็งแรง ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ปี 69 ที่ผ่านมา การใช้จ่ายผ่านบัตรกลุ่มสุขภาพยังเติบโต สถานะของลูกหนี้และการจ่ายหนี้ยังทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงก่อนหน้า

    ขณะเดียวกัน ยังต้องรอติดตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่าการใช้หมวดโรงพยาบาลซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตสุขภาพ การเติบโตชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 1% ซึ่งมีปัจจัยเฉพาะที่ต้องติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด เช่น จากต้นปีที่เกณฑ์เปิดให้โรงพยาบาลออกใบสั่งยาให้ประชาชนซื้อจากภายนอกได้ รวมถึงการเริ่มใช้ระบบ Copayment

    ส่วนในไตรมาส 2 ปี 2569 มองว่า เศรษฐกิจยังไม่ได้มีสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจน แต่ด้วยสถานการณ์และข่าวต่างๆ อาจทำให้ลังเลที่จะตัดสินใจ (เช่น การวางแผนทริปเที่ยว) ดังนั้น กลยุทธ์หลังจากนี้ KTC จะเจาะลึกพฤติกรรมรายภูมิภาคและรายจังหวัด เพื่อปรับแผนทำโปรโมชันให้ตรงจุดตามเซกเมนต์ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในส่วนของการชำระหนี้ของลูกหนี้ KTC ปัจจุบันยังทรงตัวอยู่ในภาวะปกติ แต่ทางบริษัทยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบในอนาคตอย่างใกล้ชิด และยังตั้งเป้าหมายการเติบโตในหมวดสุขภาพที่ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    ข้อมูลล่าสุดจากงบการเงินของ KTC ไตรมาส 1/2569 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 76,800 ล้านบาท ขยายตัว 3.7%YoY โดยบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ไว้ที่ 5%YoY 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2928560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xnQ09yek-ftqjfQBm27YE