Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนลงนามเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนลงนามเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนลงนามเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนลงนามเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 27 ส.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 27 ส.ค. 2568

    | 114 view

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีระหว่างอาหารกลางวันกับนางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาศักยภาพ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ นวัตกรรม สตาร์ทอัพ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการขยายโอกาสการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย – อียู การสนับสนุนของสวีเดนในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าสู่เขตเชงเกนของผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศด้วย

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย – สวีเดน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกันในการส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีทางการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ การค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ การเปลี่ยนผ่านสีเขียว นวัตกรรม การศึกษา และความสัมพันธ์ระดับประชาชน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/thai-fm-and-sweden-sign-strategic-partnership%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rXr4FfhR3mfVQ_qkG0yQT

  • ‘ฮาวเวิร์ด ลัทนิค’ รมว.พาณิชย์ยืนยัน สหรัฐฯ เตรียมเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ บนบล็อกเชน 

    ‘ฮาวเวิร์ด ลัทนิค’ รมว.พาณิชย์ยืนยัน สหรัฐฯ เตรียมเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ บนบล็อกเชน 

    ‘ฮาวเวิร์ด ลัทนิค’ รมว.พาณิชย์ยืนยัน สหรัฐฯ เตรียมเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ บนบล็อกเชน 

    ฮาวเวิร์ด ลัทนิครัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ประกาศแผนการปฏิวัติการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะเป็นรัฐบาลแรกในโลกที่นำข้อมูล GDP ขึ้นเก็บบนระบบบล็อกเชน เแล้วค่อยๆ ขยายไปยังข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ ตามมา

    การประกาศนี้เกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาว เมื่อวานนี้ โดย ฮาวเวิร์ด ลัทนิค กล่าวต่อหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลอื่นๆ ว่า 

    “กระทรวงพาณิชย์จะเริ่มเผยแพร่สถิติต่างๆ บนบล็อกเชน เพราะท่านเป็นประธานาธิบดีสายคริปโต และเราจะนำ GDP ขึ้นไปไว้บนบล็อกเชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้”

    การนำ GDP และข้อมูลเศรษฐกิจอื่น ๆ ขึ้นบนบล็อกเชน หมายความว่า ประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่นั้นไม่ได้ถูกแก้ไขหลังจากการประกาศ และทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้อย่างโปร่งใส

    สหรัฐฯ ไม่ใช่ประเทศแรกที่คิดจะใช้บล็อกเชน ในภาครัฐ หลายประเทศได้เริ่มทดลองและใช้งานเทคโนโลยีนี้มาแล้วหลายปี

    ตั้งแต่ปี 2016 รัฐบาลเอสโตเนียได้นำบล็อกเชน มาใช้ในระบบสุขภาพของประเทศ เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยมากกว่า 1 ล้านราย และยังใช้บล็อกเชนในระบบบัตรประจำตัวดิจิทัลของประเทศด้วย ทำให้เอสโตเนียกลายเป็นประเทศผู้นำด้านการใช้บล็อกเชน ในภาครัฐ

    สหภาพยุโรปก็ไม่น้อยหน้า เมื่อปี 2018  คณะกรรมาธิการยุโรป และ European Blockchain Partnership ได้เปิดตัว European Blockchain Services Infrastructure (EBSI) ซึ่งเป็นเครือข่ายบล็อกเชน สร้างบน Hyperledger Besu  โดยใช้ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอย่าง ฝรั่งเศส สโลวีเนีย และเดนมาร์ก เพื่อให้บริการข้ามพรมแดนโปร่งใส ตรวจสอบได้และน่าเชื่อถือ

    ส่วนในปี 2021 สิงคโปร์และออสเตรเลียได้ทดลองใช้บล็อกเชน ในการออกและตรวจสอบเอกสารการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยลดงานด้านเอกสาร ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ 

    ส่วนปี 2024 กรมยานยนต์รัฐแคลิฟอร์เนียได้นำใบจดทะเบียนรถยนต์กว่า 42 ล้านฉบับขึ้นบนบล็อกเชน Avalanche เพื่อลดการปลอมแปลงและทำให้การโอนย้ายกรรมสิทธิ์รถยนต์ง่ายขึ้น

    แผนการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ตั้งคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่เป็นประจำ

    เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์รายงาน GDP ที่หดตัว 0.3% ว่า เป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากการปรับภาษีนำเข้า และเมื่อเดือนพฤษภาคม  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้วิจารณ์การคาดการณ์การเติบโต ของสำนักงานงบประมาณรัฐสภาที่ประเมินการเติบโตไว้ที่ 1.8%  ว่าลำเอียง พร้อมทั้งทำนายว่าเศรษฐกิจอาจเติบโตได้ถึง 9%

    อย่างไรก็ตาม บล็อกเชน สามารถช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่บันทึกไว้จะไม่ถูกแก้ไขหรือปลอมแปลง แต่หากข้อมูลที่ใส่เข้าไปบนบล็อกเชนผิดตั้งแต่แรก ข้อมูลนั้นก็จะผิดตลอดไป

    ที่มา : cointelegraph

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/08/27/commerce-secretary-howard-lutnick-confirms-us-plans-to-publish-economic-data-on-blockchain/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n5EjYONt-nDlOgBstwUHG

  • พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    พลิกมุมมองเครื่องปรุงรสใกล้ตัว ชวนสำรวจพลังของ “ซอสไทย” ในฐานะวัฒนธรรมกินได้ ต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่ามหาศาล

    ท่ามกลางกระแสความนิยมในอาหารไทยที่ขจรไกลไปทั่วโลก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้หยิบยก “ซอสปรุงรสท้องถิ่น” ซึ่งเป็นหัวใจของรสชาติอาหารไทย มานำเสนอในมุมมองใหม่

    ผ่านนิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าซอสทุกขวดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุง แต่คือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศได้อย่างทรงพลัง

    นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้” ที่จะพาผู้ชมไปสำรวจตั้งแต่รากเหง้าของรสชาติที่คุ้นเคย ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ซ่อนอยู่ในขวดซอส ไปจนถึงการมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่จะยกระดับซอสไทยให้กลายเป็นสินค้าส่งออกและแม่เหล็กดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    ซอสไทย: เครื่องปรุงรส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมื่นล้าน

    นางสาวมนต์นภา พานิชเกรียงไกร ภัณฑารักษ์จาก CEA เปิดเผยว่า ซอสและเครื่องปรุงรสคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยสอดคล้องกับข้อมูลมูลค่าการส่งออกในปี 2567

    ที่ประเทศไทยส่งออกซอสปรุงรสในหมวด HS CODE 2103 (เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสพริก) ไปยังตลาดโลกสูงถึง 37,000 ล้านบาท

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลของซอสไทย และเมื่อผนวกกับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของภาครัฐ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ‘เรื่องเล่าจากครัวไทย’ สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด

    ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบสำคัญของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่ CEA มุ่งมั่นผลักดัน

    นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” จึงเป็นเหมือนภาพจำลองที่แสดงให้เห็นว่า เราจะสามารถเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมที่อยู่ในครัวให้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    ไฮไลต์ 4 โซน สัมผัสรสชาติและโอกาสผ่าน ‘ตาดู หูฟัง ลิ้นรับรส’

    นิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก และ 1 โซนพิเศษ ที่จะพาผู้ชมเดินทางผ่านมิติของรสชาติอย่างครบทุกประสาทสัมผัส

    • โซนที่ 1: SAUCETALGIA รสชาติที่คิดถึง
      ชวนย้อนความทรงจำผ่านรสชาติอาหารคุ้นเคยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก โซนนี้จะทำให้คุณค้นพบว่าเบื้องหลังความอร่อยที่อุ่นใจนั้นมีซอสปรุงรสเป็นพระเอก พร้อมชมวิดีโอเคล็ดลับการปรุงอาหารจากแม่ครัวท้องถิ่น ที่จะปลุกความทรงจำใต้รสชาติให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    • โซนที่ 2: SAUCE, SOURCE รสเยอะ วัตถุดิบแยะ
      ตื่นตากับขบวนซอสปรุงรสพื้นบ้านกว่า 60 รายการจากทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เต้าหู้ยี้ใบไผ่ทางเหนือ น้ำบูดูจากแดนใต้ ไปจนถึงปลาร้านัว ๆ จากอีสาน แต่ละขวดยังบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบที่สร้างสรรค์ ทั้งโลโก้ ชื่อแบรนด์ และอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนให้เห็นว่าซอสทุกขวดคืองานออกแบบที่ส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    • โซนที่ 3: SAUCE พาวเวอร์
      สำรวจแผนที่ซอสทั่วประเทศและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ โซนนี้จะชี้ให้เห็นว่าซอสท้องถิ่นสามารถต่อยอดสู่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ได้อย่างไร เช่น การจัดทริปตามรอยปลาร้า หรือทัวร์เรียนรู้การทำน้ำบูดู ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร การท่องเที่ยว และการออกแบบ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับชุมชน

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    • โซนพิเศษ: นิทรรศการย่อย “อาหารตามสั่ง”
      ร่วมค้นหารสนิยมของคนไทยผ่านวัฒนธรรมอาหารตามสั่ง พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ ให้ Taste Local, Support Local ไม่ว่าจะเป็นการชิมไอศกรีม 4 รสซอสไทยสุดพิเศษ, ค้นหาตัวตนผ่านแบบทดสอบ MBTI (My Bottle Type Is) และเลือกซื้อซอสท้องถิ่นกว่า 15 รายการเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตโดยตรง

    นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” จึงไม่ใช่แค่การจัดแสดงซอส แต่คือการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย เชิญชวนทุกคนมาร่วมสำรวจพลังที่ซ่อนอยู่ในรสชาติที่คุ้นเคย ซึ่งอาจกลายเป็นอนาคตของอาหารไทยบนเวทีโลก

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    ข้อมูลนิทรรศการ:

    • ชื่องาน: นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ
    • วันจัดแสดง: วันนี้ – 23 พฤศจิกายน 2568
    • เวลา: 10.30–19.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์)
    • สถานที่: Front Lobby ชั้น 1, ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ
    • ค่าเข้าชม: ฟรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UcDM4gxmewCc_icKPNL-E

  • ธ.ก.ส. ร่วมงานคิกออฟ “30 บาทรักษาทุกที่”กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธ.ก.ส. ร่วมงานคิกออฟ “30 บาทรักษาทุกที่”กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าร่วมกิจกรรม kick off “ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนได้รับการดูแลและให้เกิดการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Care Giver : CG)  ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการต้นแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง

    โดยภายในงาน ธ.ก.ส. ได้ร่วมจัดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงิน การโอนเงินให้กับผู้ที่จ้างงานดูแลผู้ที่มี ภาวะพึ่งพิง เช่น กลุ่มติดบ้าน ที่ไม่สามารถออกนอกบ้านได้ตามลำพัง และกลุ่มติดเตียง ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สปสช. โดยมีผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. เข้าร่วมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/27/572808/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28P1lOTxdnuFQzTwik_rbZ

  • พท.มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลายค้าขายคึกคัก | TOPNEWS

    พท.มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลายค้าขายคึกคัก | TOPNEWS

    พท.มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลายค้าขายคึกคัก

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 10:00

    “เพื่อไทย” มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลาย ค้าขายคึกคัก ต่างกันลิบลับ “ยุคอุ๊งอิ๊ง” เงียบเป็นป่าช้า

    #topnewstv #แพทองธารชินวัตร #ประยุทธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1289879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m2Em5dLS3FNnJwUJJTcNz

  • “เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ” ทศกาลที่จะสร้างความสุข ผ่านเสียงดนตรี งานศิลปะ และแรงบันดาลใจ ในนิยามของ ความยั่งยืน 

    “เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ” ทศกาลที่จะสร้างความสุข ผ่านเสียงดนตรี งานศิลปะ และแรงบันดาลใจ ในนิยามของ ความยั่งยืน 

    “เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ” ทศกาลที่จะสร้างความสุข ผ่านเสียงดนตรี งานศิลปะ และแรงบันดาลใจ ในนิยามของ ความยั่งยืน 

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ขอส่งมอบความสุขผ่านงาน “LOVE on EARTH ” เทศกาลดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ ที่เน้นความยั่งยืนอย่างสร้างสรรค์

    เทศกาลซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Eco-Friendly Festival ที่มุ่งลดขยะ ใช้วัสดุรักษ์โลก และพลังงานสะอาด ไม่ว่าคุณจะเป็นสายกรีน สายเที่ยว สายฟังเพลง สายอาร์ต หรืออยากหามุมพักผ่อนกลางขุนเขา… ที่นี่มีครบ!

    🎶 ดนตรีสดจากศิลปินท้องถิ่นและศิลปินชื่อดัง เติมเต็มบรรยากาศด้วยพลังบวก
    🎨 งานศิลปะและคราฟต์จากวัสดุรีไซเคิลและภูมิปัญญาท้องถิ่น
    🌿 โซนอาหารรักษ์โลก จากวัตถุดิบชุมชนและบรรจุภัณฑ์ Eco-Friendly
    🌱 นิทรรศการและ Workshop สุดสนุกที่จะทำให้การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมง่ายและน่าสนใจ
    🏞️ ประสบการณ์ท่องเที่ยว Low Carbon ผสานธรรมชาติ ชุมชน และความยั่งยืน

    📅 6–7 กันยายน 2568
    ⏰ 11.00–22.00 น.
    📍 TAT Eco Park เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

    💚 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Gen Green” ที่จะส่งต่อความสุข ความยั่งยืน และพลังบวกให้โลกของเรา✨ แล้วเจอกันที่ Love on Earth เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ ✨

    #LoveOnEarth #ททท_ #AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย #GreenEvent #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #TATEcoPark #AmazingThailandGrandTourismAndSportsYear2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/951888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cK-tdHhrHOrgxbG_qi_YZ

  • ตำรวจ ทท.จัดโครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community (STC-ย่อย) | เดลินิวส์

    ตำรวจ ทท.จัดโครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community (STC-ย่อย) | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5055892/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04C12qGix5fax0P05k4-wA

  • รฟท. แจงติดตั้งโครงเหล็ก บริเวณสะพานถ้ำกระแซ ทำ “พื้นที่หลบรถ”

    รฟท. แจงติดตั้งโครงเหล็ก บริเวณสะพานถ้ำกระแซ ทำ “พื้นที่หลบรถ”

    รฟท. แจงติดตั้งโครงเหล็ก บริเวณสะพานถ้ำกระแซ ทำ “พื้นที่หลบรถ”

    การรถไฟฯ แจงติดตั้งโครงเหล็ก บริเวณสะพานถ้ำกระแซ จ.กาญจนบุรี ทำ “พื้นที่หลบรถ” เน้นความปลอดภัยนักท่องเที่ยว คู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร

    จากกรณีโลกโซเชียลมีการแชร์ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ขณะกำลังมีการก่อสร้างโครงเหล็ก บริเวณถ้ำกระแซ ทางรถไฟสายมรณะ ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ชื่อดังระดับโลก พร้อมตั้งคำถามว่าสร้างเพื่ออะไร มีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่

    ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (26 ส.ค. 68) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำหนังสือชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการติดตั้งโครงสร้างเหล็กบริเวณทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการก่อสร้างจุดชมวิวที่บดบังทัศนียภาพของสะพานถ้ำกระแซ ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ นั้น

    การรถไฟฯ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การก่อสร้างดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำ “พื้นที่หลบรถ” บริเวณด้านทิศใต้ของสะพาน เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากบริเวณสะพานถ้ำกระแซ เป็นทางรถไฟที่ลัดเลาะไปตามหน้าผา มีความยาวประมาณ 240 เมตร ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และมีชื่อเสียงระดับโลก นอกจากนี้ ยังเป็นจุดหมายที่มีผู้มาเยือนจำนวนมาก และเพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัยระหว่างที่รถไฟทำขบวนผ่าน จากเดิมที่หลายคนต้องยืนหลบอยู่บริเวณพื้นที่แคบ ซึ่งเสี่ยงต่อการพลัดตกจากสะพานที่มีความสูงได้

    ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้เลือกใช้รางรถไฟเก่ามาปรับเป็นโครงสร้างหลัก เพื่อให้เกิดความกลมกลืนและสอดคล้องกับรูปแบบดั้งเดิมของสะพานมากที่สุด สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเส้นทางรถไฟสายมรณะ ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ให้ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งโครงการก่อสร้างฯ ดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมบำรุงโครงสร้างหลักของสะพานถ้ำกระแซในการเปลี่ยนไม้เสาสะพานที่ผุพัง การเปลี่ยนหมอนรองรางที่ชำรุด รวมถึงการปรับปรุงทางเดินระหว่างรางบนสะพาน เพื่อให้สะพานยังคงความมั่นคงแข็งแรง และรองรับทั้งการเดินรถและการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย

    การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงขอยืนยันว่า การดำเนินงานที่สะพานถ้ำกระแซมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัย” และ “การอนุรักษ์” โดยยังคงให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์และบรรยากาศของเส้นทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อทั้งชาวไทยและประชาคมโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/central/2878896&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GO4IG0D84rY2fCUk1lIsU

  • ครม.ต่ออายุ หนุน นั่ง ผ.อ.กลางสลาก  เด้ง มารศรี พ้นเลขาฯประกันสังคม

    ครม.ต่ออายุ หนุน นั่ง ผ.อ.กลางสลาก เด้ง มารศรี พ้นเลขาฯประกันสังคม

    เศรษฐกิจ

    ครม.ต่ออายุ หนุน นั่ง ผ.อ.กลางสลาก เด้ง มารศรี พ้นเลขาฯประกันสังคม

    26 ส.ค. 2025 เวลา 15:14 น.

    ครม.ต่ออายุ ผ.อ.กองสลากฯอีก 1 สมัย ไฟเขียวโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง ตามข้อเสนอกระทรวงแรงงาน ศึกษาธิการ

    นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  เห็นชอบ ต่ออายุ พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ต่อไปอีกวาระ

    หลังจากครบกำหนดตามสัญญาจ้าง 26 ส.ค. 68  เพื่อให้สานต่อ โครงการเลขท้ายสลาก N3 เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองเปิดจำหน่ายสลากประเภทนี้

    นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบ การโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ตามที่กระทรวงต่างๆได้นำเสนอ ได้แก่ เห็นชอบให้นางมารศรี ใจรังสี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เป็นรองรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้นางบุปผา เรืองสุด ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน

    และนายพิเชฐร์ วันทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานเป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน

    และนายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน

    สำหรับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ครม.มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ได้แก่

    1. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2. นายธนสาร ธรรมสอน ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร

    และสหกรณ์ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอัครา พรหมเผ่า)]

     3.นายธัญญวัฒน์ พากเพียร ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอัครา พรหมเผ่า)

    ครม.ยังอนุมัติ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง  จำนวน 6 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

    1. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    2. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    4. นายนิยม ไผ่โสภา รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 3  สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    5. นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    6. นายภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

    โดยกรณีการแต่งตั้งข้าราชการลำดับที่ ที่ 1-3 และลำดับที่ 6 ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195925&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SWhot73QWutA2UsE4gRCe

  • ทั่วโลกเกาะเทรนด์ ‘เลย์ออฟ’ จับตา ‘ธุรกิจไทย’ ปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    ทั่วโลกเกาะเทรนด์ ‘เลย์ออฟ’ จับตา ‘ธุรกิจไทย’ ปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    ตลาดงานทั่วโลกเผชิญภาวะระส่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายธุรกิจทยอยประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ ในขณะที่สถานการณ์การจ้างงานในไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ทั่วโลกเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า ซึ่งทำให้ประเมินว่าการส่งออกไทยช่วงครึ่งหลังปี 2568 จะชะลอตัว

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนผ่านรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2568 ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในระยะที่ผ่านมาทำให้องค์กรและภาคธุรกิจปรับรูปแบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำเต็มเวลา เป็นรูปแบบของงานสัญญาจ้างและงานพาร์ทไทม์มากขึ้น

    ในขณะที่เริ่มเห็นองค์กรใหญ่บางแห่งเปิดโครงการเกษีญณอายุก่อนกำหนด โดยธนาคารกสิกรไทยเปิดโครงการเฉพาะคราวภายในปี 2568 ภายใต้โครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” เพื่อให้โอกาสพนักงานที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไปเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสมแก่ตนเองขึ้น

    นอกจากนี้ สศช.ยังติดตามสถานการณ์การจ้างงานที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% รวมทั้งมีมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และจัดเก็บภาษีเฉพาะในสินค้าบางรายการ ซึ่งทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น และกระทบการจ้างงานหรือชั่วโมงการทำงานของแรงงาน

    ในขณะที่การจดทะเบียนเลิกธุรกิจในช่วง 7 เดือน แรกของปี 2568 มีจำนวน 8,069 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท รวม 8 บริษัท อาทิ บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,146 ล้านบาท , บริษัท ทรู ไลฟ์ พลัส จำกัด 2,575 ล้านบาท , บริษัท คิตากาว่า (ประเทศไทย) จำกัด 2,560 ล้านบาท , บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด 1,800 ล้านบาท , บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด 1,432 ล้านบาท

    ทิศทางปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า หลังบริษัทใหญ่ประกาศนโยบายลดอายุเกษียณทำงานวัย 45 ปีขึ้นไป สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงมี 3 มิติ ได้แก่ มิติของไทยต้องเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนสิงคโปร์เคยทำเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะเผชิญปัญหาคนทำงานอายุ 40-45 ปี ค่าตัวแพงเกินไปทำให้ไม่เกิดความต้องการจ้างงานส่งผลให้รายได้มนุษย์เงินเดือนไม่พอศักยภาพ

    “รัฐบาลต้องปรับทักษะหรือรีสกิลครั้งใหญ่เป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์ต่างๆ ขึ้นมาช่วยเหลือ เช่น คนขับแท็กซี่อายุ 51 ปี เคยมีทักษะเครื่องกล ต่อยอดการซ่อมไฟต่าง โปรแกรมเมอร์อายุ 52 ปี ให้ไปทำโปรเจกต์ต่างๆ ภาพรวมทำให้ระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็ว”

    ส่วนมิติองค์กร วันนี้ต้องมาคิดหากบริษัทไม่รับคนเพิ่มหรืออาจลดคนด้วย เพื่อนำ AI มาใช้ แล้วใครจะเป็นผู้บริโภคหรือซื้อสินค้าและบริการ ระยะสั้นอาจลดต้นทุน แต่หากกระทบโครงสร้างประชากร รายได้ จะมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งองค์กรใหญ่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ 

    ขณะที่มิติบุคคลหากต้องเกษียณอายุทำงานในวัย 45 ปี แล้วต้องมีชีวิตอยู่ร้อยปี การจะมีเงินใช้ช่วงเวลาที่เหลือเป็นไปได้ยากจึงมองว่าคนทำงานไม่ควรหยุดหรือเกษียณในวัย 60 ปีด้วยซ้ำ ไม่แค่ 45 ปี แต่หากต้องเกษียณ ถึงเวลาที่ต้องมองหาอาชีพที่ 1-2-3 วางแผนตัวเองให้พร้อม

    “เราต้องเปลี่ยน หากหวังพึ่งประเทศ คงเปลี่ยนไม่ทัน เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา มีจิตใจเป็นนักเรียน ต้องถ่อมตัวตลอด เราไม่รู้อะไรเลย เพื่อได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องวางหัวโขนเดิมลงให้ได้ บางคนตำแหน่งใหญ่ วางไม่ลง ไปต่อข้างหน้ายาก ที่สำคัญกำลังใจ ต้องสู้ ทั้งประเทศหากต้องการเปลี่ยนแปลง”

    ทั่วโลกเกาะเทรนด์ ‘เลย์ออฟ’ จับตา ‘ธุรกิจไทย’ ปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด (Show No Limit) หรือ BT Beartai กล่าวว่า เวลาที่รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงปรับอะไรใหม่หรือพาประชากรทุกคนเข้าสู่สิ่งใหม่มักมีประโยค “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ฟังดูดี แต่ชีวิตจริงทำไม่ได้ โดยเฉพาะไม่สามารถรอให้ทุกคนพร้อมจะไม่มีวันนั้น สุดท้ายประเทศต้องทิ้งใครสักคนไว้ข้างหลัง เพื่อการก้าวข้ามไปโลกใหม่

    เทรนด์ทั่วโลกมุ่งลดจำนวนพนักงาน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นทุนแรงงานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30% ขึ้นกับแต่ละบริษัท แต่มีต้นทุนอื่น เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าไฟและค่าแม่บ้าน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ลดลงได้มาก 

    ดังนั้น การปรับตัวเช่นนี้เป็นการลดไขมันส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ซึ่งทั่วโลกกำลังมุ่งไปทิศทางนี้ ประกอบกับกฎระเบียบโลกในเรื่องภาษีสหรัฐเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ทุกประเทศต้องรีบปรับตัวเพื่อลดต้นทุน ซึ่ง AI ทดแทนคนได้มาก โดยเฉพาะงานบริหารจัดการ เช่น เลขานุการ หรืองาน Admin ที่เป็นงานซ้ำซากที่ในอดีตต้องใช้คนจำนวนมาก”

    ขณะนี้ผู้ประกอบการในไทยกำลังปรับตัวและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่เพื่อประหยัดต้นทุน โดยหันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น AI หรืออุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการใช้แรงงานลงอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สอดคล้องคำทำนายของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่าในอนาคต AI จะทำให้คนหลาย 100 ล้านคน ต้องตกงาน เพราะกระแสนี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐที่บริษัทใหญ่ลดจำนวนพนักงานลงและนำ AI มาทำงานทดแทนแห่งละหลักพันหลักหมื่นคน

    นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้นตั้งแต่ยุคโควิด-19 เช่น การทำงานจากที่บ้านและการจ้างงานแบบเป็นกรณีไป (Project-based) ยิ่งทำให้บริษัทลดต้นทุนได้ ส่งผลให้ในอนาคตอาคารสำนักงานจะมีขนาดเล็กลง เพราะเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนได้มากขึ้น 

    รวมทั้งตรวจสอบการทำงานทางออนไลน์ได้ว่าพนักงานทำงานจริงหรือไม่ ไม่ต้องเสียค่าเช่าออฟฟิศและค่าโอที ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงขึ้น การลดต้นทุนจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

    สังคมสูงวัย-เทรนด์คนรุ่นใหม่ ทำขาดแรงงาน

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทย 7 เดือนแรกยังแกร่งกว่าคาด โดยตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อนภาคส่งออกยังแข็งแรง แต่เตือนให้จับตาเดือน ก.ย. เป็นต้นไป หลังสต็อกสินค้าสหรัฐฯ หมด คาดตัวเลขส่งออกจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า

    “7 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังคงทรงตัวไม่ต่างจากต้นปี โดยมีภาคการส่งออกเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยพยุงการจ้างงานไว้ การส่งออกเติบโตถึง 14% และตัวเลขการว่างงานล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติอยู่ที่เพียง 0.7% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าและปีที่แล้วทั้งปีที่อยู่ที่ 1%”

    ดังนั้น ภาพของไทยตอนนี้ไม่ใช่คนว่างงาน แต่เป็นภาพของการขาดแคลนแรงงานมากกว่า โดยกระทรวงแรงงาน จะต้องเตรียมดึงแรงงานต่างชาติเข้ามาเพิ่ม ทั้งจากกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และยังเปิดให้แรงงานผิดกฎหมายมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจต้องการคนทำงานจริง ไม่ใช่มีคนตกงานตามที่หลายฝ่ายกังวล

    นอกจากนี้ การที่บางส่วนมองว่านายจ้างเปลี่ยนไปจ้างงานแบบพาร์ทไทม์มากขึ้นนั้น ไม่ใช่ความจริง เพราะนายจ้างยังคงต้องการจ้างพนักงานแบบเต็มเวลาอยู่ แต่หาคนได้ยาก เนื่องจากทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่นิยมทำงานอิสระมากกว่าการทำงานประจำ

    “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของไทยก็ยังคงเป็นทุนเดิมอยู่ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จำนวนเด็กจบใหม่ลดลงทุกปี และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบทำงานประจำจะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงขึ้นในอนาคต ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างงาน แต่เป็นการหาคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ยังคงว่างอยู่”

    ทั่วโลกจับตาครึ่งปีหลังระวัง AI แย่งงาน

    ตลาดงานทั่วโลกเผชิญภาวะระส่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายธุรกิจทยอยประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ รับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการดิสรัปหลายอุตสาหกรรม เช่น “โฟล์คสวาเกน” บริษัทรถยนต์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมเยอรมนี ประกาศแผนเมื่อปลายปี 2567 และเริ่มปรับโครงสร้างปีนี้ กับแผนเลิกจ้าง 35,000 คนภายใน 5 ปี

    ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น “นิสสัน มอเตอร์” ต้องปรับโครงสร้างใหญ่เช่นกันพร้อมแผนเลิกจ้างพนักงานถึงราว 20,000 คน

    ส่วน “งานราชการ” ที่เคยเป็นงานที่มั่นคงกลายเป็นฝันร้ายในสหรัฐ เมื่อกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) ซึ่งเป็นหนึ่งหน่วยงานในการกำกับของอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอดีตที่ปรึกษาคนสนิทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเลิกจ้างในหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐทั่วประเทศ 

    ทั้งนี้ เพื่อลดรายจ่ายลดการขาดดุลงบประมาณให้สหรัฐ โดยเดอะนิวยอร์กไทม์ส รายงานเมื่อปลายเดือน ก.ค.ว่า มีข้าราชการและลูกจ้างของรัฐถึง 150,000 คนทั่วสหรัฐ ที่ยอมรับข้อเสนอให้ออกจากงาน

    สำหรับครึ่งหลังปี 2568 ตลาดงานโดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งผ่านความตึงเครียดจากสงครามการค้าโลกมาแล้ว กำลังแสดงสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่แรงงานกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ การเข้ามาแทนที่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    จับตาAIแย่งงานสายเทค-เจนZ

    บริษัทจัดหางานชาเลนเจอร์ เกรย์ แอนด์ คริสต์มาส เปิดเผยรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 การนำ AI เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI มาใช้จ้างภาคเอกชน เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10,000 ตำแหน่งงาน และ AI ยังเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเลิกจ้างในปี 2568 นี้ด้วย

    ตลอดเดือน ก.ค.บริษัทในสหรัฐประกาศลดตำแหน่งงานภาคเอกชนมากกว่า 806,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในช่วงดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 2563 ตามข้อมูลของบริษัทฯ 

    ทั้งนี้ บรรดาการเลิกจ้างเหล่านี้ “ภาคเทคโนโลยี” เป็นกลุ่มได้รับผลกระทบรุนแรงสุด โดยบริษัทเอกชนลดตำแหน่งงานมากกว่า 89,000 ตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน และตั้งแต่ปี 2566 ลดตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI ไปแล้ววากกว่า 27,000 ตำแหน่ง

    “อุตสาหกรรมนี้กำลังถูกเปลี่ยนโฉมใหม่ด้วยความก้าวหน้าของเอไอและความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวีซ่าทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงาน” รายงานของชาลเลนเจอร์ฯ ระบุ

    ขณะที่แฮนด์เชก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการจ้างงานที่มุ่งเน้นกลุ่มเจน Z เปิดเผยว่า ผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานน่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยรายชื่อตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่ปกติแล้วจะเป็นของบัณฑิตจบใหม่ มีจำนวนลดลงถึง 15% ในปีที่ผ่านมา และมีนายจ้างที่ใช้คำว่า “AI” ในคำอธิบายตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 400%

    ชี้ปัจจัยตกงานไม่ได้มีแค่ AI

    ทั้งนี้ แม้ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาวอเมริกัน แต่มีปัจจัยอื่นที่กระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานมากกว่า ชาลเลนเจอร์รบุว่า มีตำแหน่งงานมากกว่า 292,000 ตำแหน่งที่ถูกปลดออกปีนี้ เพราะการตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง DOGE ของอีลอน มัสก์

    นอกจากนี้ การเลิกจ้างยังเร่งตัวขึ้นในภาคค้าปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากภาษีศุลกากรทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น โดยภาคค้าปลีกได้ประกาศลดตำแหน่งงานมากกว่า 80,000 ตำแหน่งจนถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U-LRqTiZVnjyacVDr65yP