Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ” แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ” แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    46 ปี แห่งความสำเร็จ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศ ยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญของราษฎร ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต เกษตรกรยืนยันน้อมนำไปปฏิบัติใช้จริง ช่วยให้ครอบครัว
    “มีกินมีใช้เพียงพอ” แม้ 2 เดือนไม่ไปตลาดก็ไม่ขัดสน

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จัดงานนิทรรศการ “ปฐมบทแห่งศูนย์ศึกษาฯ ต้นแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 7- 12 สิงหาคม 2568 โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. และหน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมงาน

    นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิสังคมในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เป็นพื้นที่ในการศึกษา ทดลอง และจัดทำแปลงสาธิตผลสำเร็จด้านการปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และต่อยอดในพื้นที่ของตนอย่างจนประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
    “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้น้อมนําแนวพระราชดําริ ด้านต่าง ๆ มาปรับใช้ไปพร้อมกับการศึกษาทดลองในพื้นที่ จนประสบผลสําเร็จ เช่น การปรับปรุงสภาพดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ให้เพาะปลูกได้ จนปัจจุบันสามารถปลูกข้าว ที่ให้ผลผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย ข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค” นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย กล่าว

    นางสมรัตน์ อินทศรี เกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการขยายผลจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เผยว่า ได้นำแนวทางจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาปฏิบัติใช้ ทั้งการปรับปรุงดิน การปลูกข้าวปลอดสารเคมี พันธุ์หอมมะลิ 105 การปลูกพืชผักรอบบ้านควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงปลาและหอยเชอรี่สีทองในบ่อซีเมนต์ ผลผลิตที่ได้สามารถบริโภคเองและแปรรูปสร้างรายได้เสริม
    “สองเดือนอยู่บ้านไม่ต้องไปตลาดก็อยู่ได้สบาย ข้าว พืชผักที่ปลูก และสัตว์เลี้ยงทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ จะนำมาหมุนเวียนบริโภคภายในครัวเรือน เหลือกินก็นำมาแปรรูป เช่น ปลาดุกร้า ปลาแดดเดียว ไข่ไก่มีให้เก็บกินทุกวัน ส่วนไข่เป็ดนำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มสร้างรายได้อีกทาง โดยได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเหล่านี้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ช่วงที่ทางศูนย์เปิดอบรมเพิ่มเติมก็เข้าไปอบรมแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดทำให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น มีรายได้ให้ครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง” นางสมรัตน์ อินทศรี กล่าว

    เช่นเดียวกับ นางกิ่งกาญจน์ นามูล เจ้าของสวนยัยแมว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าว่า เดิมครอบครัวมีอาชีพทางการเกษตรที่อาศัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ รสชาติไม่ดี หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการปรับปรุงดินจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ฯ ทำให้ผลผลิตทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด มะนาว และกะท้อน มีคุณภาพและรสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

    “นับเป็นพระมาหมากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ขึ้น ทำให้ราษฎรมีที่พึ่งในการเรียนรู้ด้านการทำกิน ตั้งแต่การเพาะปลูก การพัฒนาคุณภาพและแปรรูปผลผลิต ตลอดจนการสนับสนุนการตลาดให้กแก่เกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีกินมีใช้ไม่ขัดสน”นางกิ่งกาญจน์ นามูล กล่าว

    ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 46 ปี และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ยังได้จัดแสดงองค์ความรู้ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว เช่น การเพาะเลี้ยงปลานิล การเลี้ยงชันโรง การทำปุ๋ยหมักเติมอากาศ การเพาะพันธุ์ไม้ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก รวมถึงสนับสนุนด้านการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์ฯ

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จึงไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นภารกิจที่สืบสานต่อด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/852394/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eFD4vaYOGkjJH1jpZpPB5

  • TDRI ชี้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จับตารัฐบาลใหม่ต้องมีฝีมือจริง

    TDRI ชี้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จับตารัฐบาลใหม่ต้องมีฝีมือจริง

    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน ถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง

    โดยระบุว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่มุมมองของภาคธุรกิจและตลาดว่าจะมองไปในทิศทางใด เช่น มองว่าเป็นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่หากสถานการณ์นี้นำไปสู่การยุบสภาและตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อ “ล้างไพ่” อาจทำให้ภาคเศรษฐกิจและสังคมมองในแง่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจอยู่ใน “ภาวะอึมครึม” การมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้นอาจเป็นผลบวก

    อย่างไรก็ตาม หากยังคงพยายามตั้งรัฐบาลโดยใช้สภาชุดเดิม หรือมีการต่อรองจนออกมาเป็น “คณะรัฐมนตรีเก้าอี้ดนตรี” ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รัฐมนตรีที่ขาดความสามารถ ซึ่งจะสร้างภาพลบ เพราะขณะนี้ประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายด้านจึงจำเป็นต้องมีผู้นำและทีมงานที่มีฝีมือจริง ๆ เข้ามาบริหาร ไม่เพียงเเค่เศรษฐกิจ เเต่ยังรวมถึงความมั่นคง และการต่างประเทศ

    สิ่งสำคัญที่สุดคือประเทศไทยต้องได้รัฐบาลที่มีฝีมือ เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขอเพียงไม่ใช่รัฐบาลที่เกิดจากเก้าอี้ดนตรี หากได้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามา ก็อาจสร้างความรู้สึกที่ดีทางการเมืองได้

    ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่คือ ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านฝีมือการนำพาประเทศฝ่าวิกฤติ หากทำได้ ผลลัพธ์ย่อมเป็นบวก แต่หากไม่ ปัญหาก็จะยืดเยื้อต่อไปโดยไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    ปัญหาต่างๆ ก็จะลากยาวซึ่งมายถึง การไร้แนวทางแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน นำไปสูุ่การลงทุนที่ชะลอตัว

    สำหรับรัฐบาลใหม่ยังมีโจทย์สำคัญในการจัดการผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะกระทบหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกร รัฐบาลต้องทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มี “ความเจ็บปวดน้อยที่สุด” และสามารถนำไปสู่การปรับโครงสร้างในทิศทางที่ดี หากเกษตรกรได้รับการประคับประคองจนปรับตัวไปทำอย่างอื่นได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้จะต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องงบประมาณไม่น่ามีปัญหาเพราะผ่านความเห็นชอบแล้ว

    สำหรับประชาชน หากไม่มีความหวังจากรัฐบาล ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง โดยเฉพาะการใช้จ่ายและการออม เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มแย่กว่าครึ่งปีแรก ส่วนภาคเอกชน แม้ต้องการให้มีการตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด สิ่งที่ต้องทบทวนก็คือต้องการ “รัฐบาลแบบไหน” หากเร่งรีบแต่ได้รัฐบาลแบบเดิม ผลลัพธ์ก็อาจไม่ต่างจากที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nJkXJvdIogWogQkxQNafL

  • ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า  เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    การเงิน-การลงทุน

    ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    29 ส.ค. 2025 เวลา 19:10 น.

    “อมรเทพ”แนะเร่งตั้งนายกฯ ตั้งรัฐบาลใหม่ หวังลดความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ ชี้หากช้า เสี่ยงเศรษฐกิจไทยไตรมาส3สะดุดยาว ชี้รัฐบาลหมดเวลาฮันนีมูล เสี่ยงไทยถูกหั่นความเชื่อมั่นประเทศ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด โดยระบุว่า  หลังจากมีความชัดเจนจากประเด็นทางการเมือง หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ศาลมีมติให้หลุดเก้าอี้นายกฯ จากประเด็นคลิปเสียงหลุดคุยฮุน เซน

    โดยมองว่า หลังจากนี้สิ่งที่ต้องติดตามคือการตั้งชุดรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคเอกชนและนักลงทุนคือ ความชัดเจนและเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง

    ซึ่งคาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า ส.ส.จะประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคาดจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วๆนี้ ซึ่งหากแต่งตั้งได้โดยเร็วมองว่า จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างกรอบมุมมองทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นได้

    อย่างไรก็ตามมองว่า โจทย์หลักของรัฐบาลชุดต่อไปยากมาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนการชะลอตัวในหลายภาคส่วน ทั้งการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศ ภาคเอกชนจึงต้องการนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถสร้างความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นหากมีการแต่งตั้งล่าช้าอาจกระทบต่อ งบประมาณปี 2569 ได้  และอาจส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 อาจสะดุดได้  ซี่งอาจนำไปสู่ ความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยถูกหั่นแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating Downgrade)ได้ 

    “ผมว่าใครจะมาก็คงไม่หนีไปกว่าที่หลายคนเคยประเมินไว้ แต่โจทย์ขณะนี้ ท้าทายมาก เพราะวันนี้เราไม่มีเวลารอแล้ว รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่คงไม่มีเวลาฮันนีมูน กลับกันยิ่งต้องเร่งทำงานตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งด้วยซ้ำ ไม่เช่นกันเศรษฐกิจไทยอาจเสี่ยงสะดุดไปมากกว่านี้ และเราจะวิ่งตามประเทศอื่นๆไม่ทันไปอีก”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1196522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pLUTVF2vZSAQyROhhJ8pm

  • “พิชัย” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบดีลสหรัฐฯ

    “พิชัย” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบดีลสหรัฐฯ

    “พิชัย ชุณหวชิร” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ผู้เกี่ยวข้องยังทำงานปกติ ไม่กระทบดีลภาษีสหรัฐฯ แม้ “แพทองธาร” หลุดตำแหน่ง

    วันที่ 30 ส.ค. 68 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ หลังกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า แม้จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง แต่เชื่อว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ เพราะไม่ว่าใครจะรับผิดชอบก็ยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลต่อไป

    เมื่อถูกถามว่าจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหรือไม่ นายพิชัยระบุว่า ทุกอย่างยังสามารถตอบโจทย์ได้ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงทำงานดูแลตามปกติ

    ส่วนความกังวลว่าการเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐอเมริกาอาจสะดุดหรือไม่ นายพิชัยยืนยันชัดว่า “ไม่สะดุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32dXuHTMe6lzSiIyj8ImVO

  • เศรษฐกิจไทยปี 68 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุสุญญากาศการเมือง

    เศรษฐกิจไทยปี 68 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุสุญญากาศการเมือง

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สูงขึ้น หลังจากที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องเข้าสู่รัฐบาลรักษาการ ทำให้การบริหารประเทศติดข้อจำกัด โดยเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.2–1.8% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    อัทธ์ พิศาลวานิช
    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    4 ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญ

    1. การบริโภคชะลอ – ไตรมาส 1–2 ของปีนี้การบริโภคชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อเจอสถานการณ์การเมืองยิ่งกดดันกำลังซื้อ ขณะที่รายได้ลดและหนี้ครัวเรือนสูง
    2. การลงทุนเอกชนรอนโยบายใหม่ – แม้ไตรมาส 2/2568 การลงทุนเอกชนขยายตัว แต่หากรัฐบาลยังอยู่ในสถานะรักษาการ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยังรอดูท่าที ทำให้ Q4 มีแนวโน้มชะลอตัว
    3. ท่องเที่ยวไม่แน่นอน – ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ส่วนปี 2568 ณ สิ้นเดือนสิงหาคมมีเพียง 21 ล้านคน ต้องการอีก 14 ล้านคนในเวลา 4 เดือนเพื่อเทียบเท่าเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ยากภายใต้รัฐบาลรักษาการ
    4. ภาษีทรัมป์กระทบหนัก – มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ Q4/2568 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกเก็บภาษีถึง 19% ขณะที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เสรี กระทบการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจขึ้นกับการได้รัฐบาลใหม่

    ดร.อัทธ์ ประเมินว่า หากได้รัฐบาลใหม่เร็ว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวสูงขึ้น แต่หากอยู่ในสภาพ “สุญญากาศทางนโยบาย” นานเกินไป GDP ไทยทั้งปีอาจลดเหลือเพียง 1.2%
        •    รักษาการสั้นเพียง 1 เดือน: GDP ปี 2568 โต 1.8%
        •    รักษาการ 3–4 เดือน: GDP โต 1.5%
        •    รักษาการมากกว่า 5 เดือน: GDP หดเหลือ 1.2%

    สูตรรัฐบาลใหม่ยังไม่หนุนเศรษฐกิจ

    สำหรับทางเลือกนายกรัฐมนตรีและสูตรการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าสูตรใดก็ยังมีข้อจำกัดและไม่สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    1. นายชัยเกษม นิติสิริ (เพื่อไทย+พรรคร่วมเดิม) – ขาดความเชื่อมั่น
    2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย+ประชาชน) – เน้นแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้โฟกัสเศรษฐกิจ
    3. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรคร่วมเดิม) – ยังขาดความเชื่อมั่นเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์ ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวเพียง 1.5% ตามฉากทัศน์ที่ 2 พร้อมเสนอว่า

    1. ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อลดข้อจำกัดเชิงนโยบาย
    2. เร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย รับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์
    3. นโยบายการลดดอกเบี้ยยังมีความจำเป็น เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/255936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iTTladS6ffOhib9XifLXa

  • ผู้แทนการค้าจีนเยือนสหรัฐฯ หารือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้า : อินโฟเควสท์

    ผู้แทนการค้าจีนเยือนสหรัฐฯ หารือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้า : อินโฟเควสท์

    กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยในวันนี้ (30 ส.ค.) ว่า หลี่ เฉิงกัง ผู้แทนการค้าของจีนเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค. เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

    ระหว่างการเยือน หลี่ได้พบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนหน้านี้

    หลี่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรบริหารจัดการความแตกต่าง และขยายความร่วมมือผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียม

    ทั้งนี้ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่ แม้มีการขยายเวลาการพักรบด้านภาษีออกไปจนถึงต้นเดือนพ.ย. โดยเมื่อต้นเดือนนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งซื้อจากผลผลิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือนก.ย. ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เตรียมเพิ่มความเข้มงวดต่อการนำเข้าสินค้าจากจีนในกลุ่มเหล็ก ทองแดง และลิเทียม เพื่อบังคับใช้มาตรการห้ามสินค้าที่เชื่อว่าผลิตด้วยแรงงานบังคับจากซินเจียง และเพื่อลดการขาดดุลการค้าตามเป้าหมายของทรัมป์

    การเดินทางของหลี่เกิดขึ้นหลังจากสองประเทศบรรลุข้อตกลงเลื่อนการขึ้นภาษีและผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น แม่เหล็กแร่หายากจากจีนและสินค้าเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อจีนก็ปรับเปลี่ยนเป็นเชิงบวกมากขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดข้อตกลงเศรษฐกิจที่จะเปิดตลาดจีนให้ธุรกิจและเทคโนโลยีอเมริกันมากขึ้น อีกทั้งยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s_U2RIn_4u8j17t2l9KFa

  • นักวิชาการอิสระ  คาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเหลือ 1.2-1.8% ต่ำสุดรอบ 5 ปี หลัง”อิ๊ง”หลุดนายกฯ

    นักวิชาการอิสระ คาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเหลือ 1.2-1.8% ต่ำสุดรอบ 5 ปี หลัง”อิ๊ง”หลุดนายกฯ

    เศรษฐกิจ

    30 ส.ค. 2025 เวลา 9:00 น.

    นักวิชาการอิสระ  คาด เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเหลือ 1.2-1.8% ต่ำสุดรอบ 5 ปี หลัง”อิ๊ง”หลุดนายกฯ

    “อัทธ์  พิศาลวานิช  ” ประเมินเศรษฐกิจไทยหลัง”อิ๊ง”หลุดนายกฯ ไทยกำลังอยู่ในสุูญญากาศทางการเมืองและนโยบาย เปิด 3 ฉากทัศน์ เศรษฐกิจไทย  คาดปีนี้จีดีพีไทยปรับตัวลดลงเหลือ 1.2-1.8% ซึ่งต่ำสุดในรอบ  5 ปี  

    นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ ปี 2025  จากกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร  ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและส่งผลให้ครม.หลุดจากคลิปเสียงฮุนเซน ทำให้มีข้อจำกัดในการบริหารประเทศ และการผลักดันนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่เหลืออยู่อีก 4 เดือนหลังจากนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงเหลือ 1.2-1.8% ซึ่งต่ำสุดในรอบ  5 ปีนับจากปี 2020 เป็นต้นมา  

    หลังจากนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 4 ประเด็นสำคัญคือ

    1.ซ้ำเติมการบริโภค โดยตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2025 การบริโภคโดยรวมของไทยชะลอตัวอยู่แล้ว สถานการณ์การเมืองที่มีรัฐบาลรักษาการ ยิ่งทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นจากรายได้ที่ลดลง และหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น

    2.ลงทุนเอกชนรอนโยบายเศรษฐกิจ เพราะ การมีรัฐบาลรักษาการไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะไม่สามารถทำโครงการเศรษฐกิจใหม่ หรือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ได้ แม้ว่าอัตราการขยายตัวการลงทุนเอกชนใน Q2/2025 จะเพิ่มขึ้นจาก Q1/2025 ก็ตาม ประเมินอัตราการขยายตัวชะลอลงใน Q4 เป็นไป จากการขาดความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

    3.นักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังต้องลุ้น โดย ปี 2024 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 35 ล้านคน ปี 2025 ณ เดือนสิงหาคม นักท่องเที่ยวสะสม 21 ล้านคน ขาดอีก 14 ล้านคน กับเวลาที่เหลืออีก 4 เดือน หากต้องการ 35 ล้านคนเท่ากับปี 2024 “น่าจะเป็นโจทย์ยาก ภายใต้รัฐบาลรักษาการ” 

    4.ภาษีทรัมป์ Q4/2025 กระทบ “ของแท้” ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ไทยทั้งส่งออกที่ต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19% และการนำเข้าเปิดสินค้าสหรัฐฯ เข้าไทย 0% กระทบการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในQ4/2025

    นายอัทธ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ขึ้นกับการได้รัฐบาลใหม่เร็วแค่ไหน เร็วมากจะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยมากเท่านั้น เพราะสามารถทำนโยบายหรือโครงการใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้

    โดยประเมินเป็น 3 ฉากทัศน์ เศรษฐกิจไทย คือ

    1.ฉากทัศน์ หากรัฐบาลรักษาการ 1 เดือน จีดีพีโต 1.8 % จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว 

    2.ฉากทัศน์   หากรัฐบาลอยู่ 3-4 เดือน จีดีพีโต 1.5 % จากงบประมาณรายจ่ายล่าช้า นักลงทุนรอดู

    3.ฉากทัศน์ รัฐบาล อยู่มากกว่า 5 เดือน จีดีพีขยายตัว 1.2 % จากสุญญากาศทางนโยบาย

    ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และพรรครัฐบาลไทยหลังจากนี้ มี 3 สูตร ซึ่งแต่ละสูตรยังไม่ได้ส่งบวกต่อเศรษฐกิจไทย แต่ละสูตรมีข้อจำกัดทั้งสิ้น

    หากเป็นนายชัยเกษม นิติสิริ  เป็นนายกฯพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เศรษฐกิจขาดความเชื่อมั่น

    กรณีนายอนุทิน ชาญวีรีกูล เป็นนายก มีพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ก็จะเน้นแต่แก้รัฐธรรมนูญไม่เน้นเศรษฐกิจ

    แต่หากเป็นนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  พรรคร่วมเดิม แต่จะขาดความเชื่อมั่นเหมือนกรณีแรก

    “ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสูญญากาศทางการเมืองและนโยบาย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ฉากทัศน์ที่โอกาสความเป็นไปได้ต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ใน ฉากทัศน์  มีอัตราการขยายตัวที่ 1.5% “นายอัทธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ควรเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพราะรัฐบาลรักษาการมีอำนาจการบริหารประเทศจำกัด เร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย จากภาษีทรัมป์ เป็นเรื่องเร่งด่วนและพิจารณานโยบายลดดอกเบี้ยมีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fd0wMdw7obpPN4UWtHiZ

  • ‘พิชัย’ เผยสถานการณ์เศรษฐกิจแก้ไขได้ หลัง ‘แพทองธาร’ หลุดตำแหน่ง ‘นายกฯ’ | เดลินิวส์

    ‘พิชัย’ เผยสถานการณ์เศรษฐกิจแก้ไขได้ หลัง ‘แพทองธาร’ หลุดตำแหน่ง ‘นายกฯ’ | เดลินิวส์

    ‘พิชัย’ เผยสถานการณ์เศรษฐกิจแก้ไขได้ หลัง ‘แพทองธาร’ หลุดตำแหน่ง ‘นายกฯ’

    ‘พิชัย’ เผยสถานการณ์เศรษฐกิจแก้ไขได้ หลัง ‘แพทองธาร’ หลุดตำแหน่ง ‘นายกฯ’ ชี้ในเรื่องเศรษฐกิจเรา ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่ มั่นใจเจรจาสหรัฐไม่สะดุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5067330/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-SfB4yyvHNdBbRlAO6j4I

  • “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจไม่สะดุด หลัง “แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อได้ : อินโฟเควสท์

    “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจไม่สะดุด หลัง “แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อได้ : อินโฟเควสท์

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองว่า ตนว่าทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ในเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนการเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า ไม่สะดุด ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CHjNQW5tn8c7NSArdi73-