Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำปลาพิชัย 88 ปี ชู ‘ลด-ยก’ เกมใหม่ตลาดน้ำปลา!

    น้ำปลาพิชัย 88 ปี ชู ‘ลด-ยก’ เกมใหม่ตลาดน้ำปลา!

    ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษของ ‘น้ำปลาพิชัย’ แบรนด์น้ำปลาตราหอยนางรม ที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 88 ปี เพราะนอกจากจะเฉลิมฉลองความยาวนานของธุรกิจแล้ว ยังใช้โอกาสนี้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก นั่นคือ “น้ำปลาผง สูตรลดโซเดียม ชนิดซอง” ที่มีคุณสมบัติเด่นคือ โปรตีนสูง-โซเดียมต่ำ และสะดวกต่อการใช้งานและการพกพา

    เบื้องหลังความเคลื่อนไหวนี้ มาจากความตั้งใจของ พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิชัย จำกัด ที่มองว่าอนาคตของตลาดเครื่องปรุงรสจะต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความคุ้มค่า

    fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ตลอดครึ่งแรกของปี 2568 น้ำปลาพิชัยยังสร้างการเติบโตได้สวนทางตลาด โดยยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 22% สูงกว่าการเติบโตของตลาดรวมที่เพียง 5% ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวในช่องทางโมเดิร์นเทรดและออนไลน์ที่เติบโตมากกว่า 30% ขณะที่ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “ลดยกแบรนด์” เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าในราคาย่อมเยา

    ในมุมมองของพันธ์ชนะ การผลักดันให้แบรนด์แข็งแกร่งไม่ใช่เพียงเรื่องยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ทั้งการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การร่วมงานกับเชฟชื่อดังและอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก

    เป้าหมายต่อจากนี้ของน้ำปลาพิชัยคือการก้าวขึ้นเป็น Top 4 แบรนด์น้ำปลาของไทย และขยายตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนว่าการเดินทาง 88 ปีของแบรนด์นี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทย แต่กำลังก้าวไปสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ของน้ำปลาในระดับโลก

    fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tPhY8_SGQtOAzMmW5-BxL

  • ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    29 ส.ค. 2025 เวลา 15:57 น.

    วิกฤติการเมืองฉุดเศรษฐกิจ “ส.อ.ท.” ชี้ รัฐบาลไทยไร้เสถียรภาพ ซ้ำเติมปัจจัยเสี่ยง แนะรัฐ-เอกชนผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    นายเกรียงไกร ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก

    รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-G2pX-zfeLNRQtbNiEVZs

  • พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูฯ

    พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูฯ

    พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูและผลงานทางวิชาการนักเรียน หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี ๒๕๖๘

    เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. พระครูถาวรรัตนานุกิจ ประธานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต ๖ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูและผลงานทางวิชาการนักเรียน หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี ๒๕๖๘ โดยมี นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และผลการดำเนินงานโครงการฯ ในการนี้ นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นผู้แทนมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละรายการแข่งขัน โดยมี พระเถรานุเถระ ผู้บริหาร ครู สามเณรนักเรียน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีฯ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
    ในการนี้ นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย นายสุทนต์ ศุภนาม นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และนางสาวนราภัทร กอบกำ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ร่วมพิธีดังกล่าวฯ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3756677/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YlLRBEmsZI1fzRRSI7Osr

  • อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    การประท้วงรุนแรงปะทุขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซีย กลายเป็นวิกฤตทางการเมืองของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบิยันโต ในช่วง 10 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เผชิญกับความไม่พอใจที่สั่งสมมานานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ทางการเงินของสมาชิกสภา แต่เหตุการณ์ที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งเสียชีวิตได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน

    ความไม่พอใจที่ฝังลึกปะทุขึ้นบนถนนในจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสภาเมื่อวันจันทร์ โดยแสดงความโกรธเกี่ยวกับสวัสดิการฟุ่มเฟือยของสมาชิกสภา ซึ่งรวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การประท้วงใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนต่อต้านค่าจ้างที่ต่ำจนถึงเวลากลางคืน ตำรวจเข้าสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตาและปืนใหญ่ฉีดน้ำ

    ระหว่างการประท้วงครั้งนั้น รถตู้สีดำของกองพลเคลื่อนที่ได้ชนและฆ่าอัฟฟาน เคอร์นียาวาน คนขับวัย 21 ปี คลิปวิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายไปทั่วและกระตุ้นความโกรธเกี่ยวกับกลยุทธ์ของตำรวจ

    การประท้วงขยายวงกว้าง

    การประท้วงบานปลายหลังจากการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยมีการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งหรือ ‘โอเจ็ก’ เป็นจำนวนมากเหมือนกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าที่ทำการกองพลเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงขว้างประทัด ระเบิดขวดน้ำมัน และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนจุดไฟเผา การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารัง ในเกาะชวา รวมถึงเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คนและบาดเจ็บ 4 คนในมากัสซาร์ เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมือง

    ปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้านการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโว เขากล่าวว่าได้ลดงบประมาณเพื่อให้เงินทุนแก่นโยบายประชานิยม รวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สำหรับเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าชาวอินโดนีเซียผิดหวังกับสถานการณ์เศรษฐกิจของตน ภีมะ ยุทธิษฐิระ อาธิเนการะ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า ยังมีปัญหาเรื่องภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง และการขาดโอกาสในการทำงาน

    กระทรวงแรงงานระบุว่ามีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เพิ่มขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว คนงานรับส่งเหมือนเคอร์นียาวานยังเผชิญกับการหักเงินที่มากขึ้นและชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจระเบิดขึ้นเพราะขาดความเห็นอกเห็นใจจากสมาชิกสภา ปัญหาสั่งสมเหมือนฟางแห้ง และสภาจุดไฟ นี่เป็นเพียงปลายเขาน้ำแข็ง

    การทดสอบปราโบโว

    การประท้วงเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องดำเนินการเพื่อระงับความโกรธของประชาชน

    เมด ซูปรียัตมะ นักวิจัยเยือนที่สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะถอดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง ประชาชนต้องการท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการแก้ไข

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน ตำรวจยังได้กักขังเจ้าหน้าที่บริโมบ 7 นาย โดยระบุว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    การประท้วงเพิ่มเติม

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มเติมขณะที่ความโกรธของประชาชนยังคงเดือด นักศึกษาหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจจาวาตะวันออกในสุราบายาเมื่อวันเสาร์

    คนขับโอเจ็กบางคนกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่าพวกเขาจะกลับมาลงถนนเร็วๆ นี้เพื่อประท้วงต่อต้านสมาชิกสภา มีการเรียกร้องออนไลน์ให้มีการประท้วงเพิ่มเติมหน้าสภาสัปดาหน้าเพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    เมดกล่าวว่า เชื่อว่าการประท้วงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-violent-protests-prabowo-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DVQ5oeAfhqBbpOQhIMZo4

  • เปิด 20 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุด 2025 ไทยอยู่อันดับไหน?

    เปิด 20 อันดับ ประเทศที่มีความสุขที่สุด 2025 ไทยอยู่อันดับไหน?

    ฟินแลนด์ ยังคงรักษาตำแหน่ง ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 จากรายงาน World Happiness Report 2025 ซึ่งเผยแพร่ในวันความสุขสากลแห่งสหประชาชาติ ขณะที่ ประเทศไทย มีอันดับอยู่ที่ อันดับ 49

    ฟินแลนด์

    ปัจจัยความสุขและมุมมองเชิงบวก

    CNN ระบุว่า รายงานดังกล่าวชี้ว่า ประเทศในกลุ่มนอร์ดิก อย่างฟินแลนด์ได้รับประโยชน์จากระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง การศึกษา และสาธารณสุขที่มีคุณภาพ 

    อีกทั้ง จอห์น เฮลลิเวลล์ ผู้จัดทำรายงานยังเน้นย้ำว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมชาติก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนมีความสุข

    นอกจากนี้รายงานยังพบว่า คอสตาริกา (อันดับ 6) และ เม็กซิโก (อันดับ 10) ติดอันดับท็อป 10 เป็นครั้งแรก เนื่องจากมีเครือข่ายทางสังคมที่แข็งแกร่งและมีความเชื่อมั่นในผู้นำ

    20 อันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในปี 2025

    1. ฟินแลนด์
    2. เดนมาร์ก
    3. ไอซ์แลนด์
    4. สวีเดน
    5. เนเธอร์แลนด์
    6. คอสตาริกา
    7. นอร์เวย์
    8. อิสราเอล
    9. ลักเซมเบิร์ก
    10. เม็กซิโก
    11. ออสเตรเลีย
    12. นิวซีแลนด์
    13. สวิตเซอร์แลนด์
    14. เบลเยียม
    15. ไอร์แลนด์
    16. ลิทัวเนีย
    17. ออสเตรีย
    18. แคนาดา
    19. สโลวีเนีย
    20. สาธารณรัฐเช็ก

    ประเทศที่อยู่อันดับสุดท้ายคือ อัฟกานิสถาน (อันดับ 147) ตามด้วย เซียร์ราลีโอน (อันดับ 146) และ เลบานอน (อันดับ 145)

    อ่านข่าวเพิ่มเตืม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9837202/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ElawgFbVrsz7mHczi-6fG

  • นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา

    นิด้าโพลชี้ เลือกตั้งใหม่ประชาชนไม่เอา

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.28 น.

    31 ส.ค. 68 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง และร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) และร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
    ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    .-008

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/910851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7fKKJMR4O5PCwPHQzLxs

  • หลุดแชทลับ ครูวัย 40 กับนักเรียนหญิงวัย 16 พ่อแม่เห็นบทสนทนาถึงกับใจสลาย

    หลุดแชทลับ ครูวัย 40 กับนักเรียนหญิงวัย 16 พ่อแม่เห็นบทสนทนาถึงกับใจสลาย

    ชายวัย 40 ปี ครูประจำโรงเรียน มีสัมพันธ์ลับกับนักเรียนหญิงวัย 16 ปี บทสนทนาล่อแหลมถูกเผยแพร่ พ่อแม่ถึงกับช็อก

    โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในเมืองเผิงไหล มณฑลซานตง ประเทศจีน เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อครูชายนามสกุลหลิว วัย 40 กว่าปี ซึ่งแต่งงานแล้ว มีสัมพันธ์ลับกับนักเรียนหญิงวัย 16 ปีในชั้นเรียน ทั้งคู่คบหากันหลายเดือนและมีบทสนทนาล่อแหลมในโทรศัพท์

    จนกระทั่งผู้ปกครองของนักเรียนหญิงค้นพบโดยบังเอิญ และบุกไปโรงเรียนรวมถึงบ้านของครูเพื่อทวงความยุติธรรม ทำให้เรื่องแดงขึ้นมา 

    ตามรายงานของสื่อจีน ครูชายนามสกุลหลิวมีสัมพันธ์ลับกับนักเรียนหญิงในชั้นเรียน จากบทสนทนาล่อแหลมที่ถูกเปิดเผย นักเรียนหญิงยังแสดงความหึงหวงเมื่อครูชายคุยกับนักเรียนหญิงคนอื่น แต่ครูชายดูเหมือนจะสนุกกับสถานการณ์นี้

    พ่อแม่ของนักเรียนหญิงสังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกผิดปกติ เมื่อตรวจโทรศัพท์ก็พบข้อความล่อแหลมชุดใหญ่ ทำให้ช็อกและรับไม่ได้ จึงรีบไปโรงเรียนและบ้านของครูชายเพื่อทวงความยุติธรรม คดีนี้จึงถูกเปิดโปง กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ของจีน

    ต่อมาโรงเรียนมัธยมออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ระบุว่า หลังการตรวจสอบพบว่าครูหลิวบางคนละเมิดกฎระเบียบของโรงเรียน และจรรยาบรรณวิชาชีพครูอย่างร้ายแรง จึงได้สั่งปลดออกจากงาน เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

    พร้อมระบุว่า “เรารู้สึกเสียใจและขอโทษอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่ไม่ดีจากเหตุการณ์นี้” และจะเสริมสร้างการบริหารจัดการการศึกษา รวมถึงพัฒนากลไกยาวนานเพื่อยกระดับจรรยาบรรณและวินัยของครูต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9837158/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v1qAYtVuRHDL3P1MxywNu

  • เปิดประวัติ “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

    เปิดประวัติ “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

    เปิดประวัติ “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่

    ทำความรู้จัก “อุดมพร เอกเอี่ยม” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ ผู้หญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ดำรงตำแหน่งนี้

    จากกรณีเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 68 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นางอุดมพร เอกเอี่ยม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ทำให้หลายคนอยากรู้จักว่า ผอ.สำนักพุทธฯ หญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์นี้เป็นใครกัน

    นางอุดมพรเกิดเมื่อปี 2512 ปัจจุบันอายุ 56 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี บัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และสำเร็จการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต การจัดการองค์กร มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
    นางอุดมพร เอกเอี่ยม

    นางอุดมพรเป็นข้าราชการนโยบายกลาง มีประสบการณ์การทำงานในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยในปี 2557 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง

    จากนั้นในปี 2559 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก่อนที่ในปี 2560 จะได้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งข้าราชการบริหารระดับสูง (ระดับ 10)

    นางอุดมพรในฐานะ ผอ.สำนักพุทธฯ ถือเป็น ผอ. คนนอก ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าปลัดกระทรวง (ระดับ 11) แต่ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการในปัจจุบันเป็นข้าราชการระดับ 9 ทำให้จำเป็นต้องคัดเลือกข้าราชการจากองค์กรภายนอกสำนักพุทธฯ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาแทน

    จากการสำเร็จการศึกษาด้านบัญชีและการบริหาร ประกอบกับประสบการณ์ยาวนานในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำให้นางอุดมพรมีทักษะแข็งแกร่งในงานด้านการเงิน การบริหาร และนโยบาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบการใช้เงินบริจาคของวัด และประเด็นต่าง ๆ ในวงการสงฆ์ที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/255980&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kD3e6VgnbMGnMPX1TBnk-

  • อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    การประท้วงรุนแรงปะทุขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซีย กลายเป็นวิกฤตทางการเมืองของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบิยันโต ในช่วง 10 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เผชิญกับความไม่พอใจที่สั่งสมมานานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ทางการเงินของสมาชิกสภา แต่เหตุการณ์ที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งเสียชีวิตได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน

    ความไม่พอใจที่ฝังลึกปะทุขึ้นบนถนนในจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสภาเมื่อวันจันทร์ โดยแสดงความโกรธเกี่ยวกับสวัสดิการฟุ่มเฟือยของสมาชิกสภา ซึ่งรวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การประท้วงใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนต่อต้านค่าจ้างที่ต่ำจนถึงเวลากลางคืน ตำรวจเข้าสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตาและปืนใหญ่ฉีดน้ำ

    ระหว่างการประท้วงครั้งนั้น รถตู้สีดำของกองพลเคลื่อนที่ได้ชนและฆ่าอัฟฟาน เคอร์นียาวาน คนขับวัย 21 ปี คลิปวิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายไปทั่วและกระตุ้นความโกรธเกี่ยวกับกลยุทธ์ของตำรวจ

    การประท้วงขยายวงกว้าง

    การประท้วงบานปลายหลังจากการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยมีการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งหรือ ‘โอเจ็ก’ เป็นจำนวนมากเหมือนกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าที่ทำการกองพลเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงขว้างประทัด ระเบิดขวดน้ำมัน และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนจุดไฟเผา การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารัง ในเกาะชวา รวมถึงเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คนและบาดเจ็บ 4 คนในมากัสซาร์ เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมือง

    ปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้านการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโว เขากล่าวว่าได้ลดงบประมาณเพื่อให้เงินทุนแก่นโยบายประชานิยม รวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สำหรับเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าชาวอินโดนีเซียผิดหวังกับสถานการณ์เศรษฐกิจของตน ภีมะ ยุทธิษฐิระ อาธิเนการะ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า ยังมีปัญหาเรื่องภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง และการขาดโอกาสในการทำงาน

    กระทรวงแรงงานระบุว่ามีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เพิ่มขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว คนงานรับส่งเหมือนเคอร์นียาวานยังเผชิญกับการหักเงินที่มากขึ้นและชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจระเบิดขึ้นเพราะขาดความเห็นอกเห็นใจจากสมาชิกสภา ปัญหาสั่งสมเหมือนฟางแห้ง และสภาจุดไฟ นี่เป็นเพียงปลายเขาน้ำแข็ง

    การทดสอบปราโบโว

    การประท้วงเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องดำเนินการเพื่อระงับความโกรธของประชาชน

    เมด ซูปรียัตมะ นักวิจัยเยือนที่สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะถอดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง ประชาชนต้องการท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการแก้ไข

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน ตำรวจยังได้กักขังเจ้าหน้าที่บริโมบ 7 นาย โดยระบุว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    การประท้วงเพิ่มเติม

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มเติมขณะที่ความโกรธของประชาชนยังคงเดือด นักศึกษาหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจจาวาตะวันออกในสุราบายาเมื่อวันเสาร์

    คนขับโอเจ็กบางคนกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่าพวกเขาจะกลับมาลงถนนเร็วๆ นี้เพื่อประท้วงต่อต้านสมาชิกสภา มีการเรียกร้องออนไลน์ให้มีการประท้วงเพิ่มเติมหน้าสภาสัปดาหน้าเพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    เมดกล่าวว่า เชื่อว่าการประท้วงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-violent-protests-prabowo-crisis&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DVQ5oeAfhqBbpOQhIMZo4

  • อิชิบะ-โมดีเปิดวิสัยทัศน์ เสริมความร่วมมือเศรษฐกิจ-ความมั่นคง 10 ปี : อินโฟเควสท์

    อิชิบะ-โมดีเปิดวิสัยทัศน์ เสริมความร่วมมือเศรษฐกิจ-ความมั่นคง 10 ปี : อินโฟเควสท์

    ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ตกลงกันในวันศุกร์ (29 ส.ค.) ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากขึ้นกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอินเดียในเวทีโลกท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังการเจรจาที่กรุงโตเกียว อิชิบะและโมดีได้เปิดตัววิสัยทัศน์ร่วมที่ระบุเป้าหมายความร่วมมือของทั้งสองประเทศได้แก่ การเพิ่มการลงทุนของญี่ปุ่นในอินเดียให้ถึง 10 ล้านล้านเยน (6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเพิ่มการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันให้ถึง 5 แสนคนภายใน 5 ปี

    ทั้งสองประเทศยังแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ตามแถลงการณ์ร่วมฉบับแยกต่างหาก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นในน่านน้ำเหล่านี้

    อิชิบะกล่าวในการแถลงข่าวร่วมหลังการเจรจาว่า ญี่ปุ่นและอินเดียมีความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาและเสริมสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่เสรีและเปิดกว้างโดยยึดหลักนิติธรรม

    ทั้งสองประเทศได้ออกคำประกาศร่วมด้านความมั่นคง ซึ่งได้รับการปรับปรุงเพื่อสะท้อนถึงขั้นตอนใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนกัน โดยให้คำมั่นว่าจะขยายการฝึกซ้อมระหว่างกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นและกองทัพอินเดีย ซึ่งเอกสารฉบับนี้เป็นการปรับปรุงครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มใช้ในปี 2551

    ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอย่างลึกซึ้งกับอินเดีย โดยทั้งสองเป็นสมาชิกกลุ่มควอด (Quad) ร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลียด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZK58iHkJsTnb2x8wbGZZ3