Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดีพร้อม โชว์ความสำเร็จ SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วย BCG Model รับมาตรฐานใหม่โลก พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

    ดีพร้อม โชว์ความสำเร็จ SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วย BCG Model รับมาตรฐานใหม่โลก พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

     ดีพร้อม โชว์ความสำเร็จ SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วย BCG Model รับมาตรฐานใหม่โลก พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) โชว์ความสำเร็จการยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมทั้งส่งเสริมด้านการผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการผลิต การขนส่ง รวมถึงเกิดการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทน และทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจอย่างคุ้มค่า ตลอดจนเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงออกสู่ตลาดและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,385 ล้านบาท และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) มีแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในทุก ๆ มิติอย่างตรงจุด ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนีตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ ได้แก่ 1. ให้ทักษะใหม่ 2. ให้เครื่องมือทันสมัย 3. ให้โอกาสโตไกล และ 4. ให้ธุรกิจที่ดีคู่ชุมชน รวมถึงการดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่าน “โครงการยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG” ด้วยการส่งเสริม SMEs ให้เกิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ตามแนวคิด BCG Economy โดยใช้กลไกต่าง ๆ ดังนี้ 1) การถ่ายทอดองค์ความรู้การต่อยอดธุรกิจยุคใหม่สู่สังคมคาร์บอนต่ำและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3) การยกระดับสินค้าและบริการสู่สากลด้วยฉลาดสิ่งแวดล้อม (ECO-Certified) เพื่อขอรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก อาทิ CFO, CFP, ISO 14064 และ 4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการสร้างความยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวธุรกิจเท่านั้นแต่เพื่อสังคมและชุมชนรอบข้างที่เราอยู่ร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทันสมัย สะอาด สะดวก โปร่งใส” ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวและนำอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Industry 5.0 รวมทั้งเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่ไปในอนาคต

    Advertisements

    นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า โครงการ “ยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG”ถื อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ SMEs ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำให้ SMEs มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากต้นทุนลดลงทั้งจากการลดความสูญเสียจากการปรับปรุงกระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทนและการใช้ทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจอย่างคุ้มค่า ตลอดจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงออกสู่ตลาด ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,385 ล้านบาท และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 12 ล้านต้น ในพื้นที่ประมาณ 120,000 ไร่

    โดยการจัดงานในวันนี้ เป็นการแสดงศักยภาพของ SMEs ที่พร้อมปรับตัวเพื่อมองหาโอกาสใหม่ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างเข้มแข็ง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการ นิสิตนักศึกษา เกิดการตื่นตัวในการพัฒนาธุรกิจ โดยการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้สูงขึ้น ซึ่งภายในงานได้จัดแสดงต้นแบบผู้ประกอบการที่ใช้โมเดล BCG ในการดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดสู่ SMEs เพื่อนำไปต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการและผลงานจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ 1) บริษัท แบ็กส์ แอนด์ โกล์ฟ จำกัด ผู้ผลิต Upcycling Chair – Turtle Series “เก้าอี้ทรงเต่า” ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 2) บริษัท แอ็ดวานซ์ แมททีเรียล ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตอิฐ Low Carbon ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต 3) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิต Recycle Set เสื้อ Recycle จากขวดพลาสติก และ 4) บริษัท อารีเฮิร์บ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงรากผมและหนังศีรษะที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติโดยเฉพาะสารสกัดจากมะขามป้อม

    “สิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก ดังนั้น การปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะถือโอกาสใหม่ที่จะทำให้ธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/707658-2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mmhT5rxYExq_VW-RVZsSw

  • ด่วน! ตีกลับ ร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา ขัดระเบียบ-รัฐบาลรักษาการทำไม่ได้

    ด่วน! ตีกลับ ร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา ขัดระเบียบ-รัฐบาลรักษาการทำไม่ได้

    วันนี้(3 ก.ย. 68) แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ขึ้นทูลเกล้าฯ  เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเห็นต่างของหลายฝ่ายในข้อกฎหมายว่ามีอำนาจดำเนินการหรือไม่นั้น 

    ล่าสุด วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้รับแจ้งเป็นหนังสือตีกลับจากสำนักองคมนตรี ในฐานะหน่วยงานกลั่นกรอง และถวายความเห็นประกอบการกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และทรงลงพระปรมาภิไธย พร้อมกับส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา มายัง สลค.

    โดยหนังสือนำส่งกลับคืนมา ระบุว่า การกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอเพื่อขอพระมหากรุณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีปัญหาข้อขัดแย้ง ว่ากระทำได้หรือไม่ 

    ประกอบกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำความเห็นประกอบว่า รัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ได้  จึงไม่สามารถกราบบังคมทูล เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ 
     

    ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำรายงานให้ นายภูมิธรรม ในฐานะผู้กราบบังคมทูล ทราบแล้ว โดยนำเสนอหนังสือของสำนักองคมนตรี ไปให้ทราบด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/637862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ReQ3x2GjdRYb64FelgW1l

  • เปิดแล้ว 5 ก.ย.นี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี โฉมใหม่ ขึ้นแท่น No.1 ศูนย์การค้าฯ

    เปิดแล้ว 5 ก.ย.นี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี โฉมใหม่ ขึ้นแท่น No.1 ศูนย์การค้าฯ

    ข่าวท่องเที่ยว Wednesday September 3, 2025 17:15 —ThaiPR.net

    เปิดแล้ว 5 ก.ย.นี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี โฉมใหม่ ขึ้นแท่น No.1 ศูนย์การค้าฯ แห่งไลฟ์สไตล์ครบที่สุดของสระบุรี

    ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยโฉม โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี โฉมใหม่ No.1 แห่งไลฟ์สไตล์ครบที่สุดของสระบุรี ด้วยคอนเซปต์ “ปลุกพลังเมืองสระบุรี Energize the Heart of Saraburi” เปิดประสบการณ์ใหม่ของการช้อป กิน เที่ยว ครบวงจร มุ่งเป็น “The Landmark of Your City” ของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่ยกระดับศูนย์การค้าทุกสาขาให้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจเมือง สร้างงาน สร้างรายได้ และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านการสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายย่อย และกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกๆ พื้นที่ที่เข้าไปดำเนินการ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ

    เปิดแล้ว 5 ก.ย.นี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี โฉมใหม่ ขึ้นแท่น No.1 ศูนย์การค้าฯ แห่งไลฟ์สไตล์ครบที่สุดของสระบุรี

    1. nergize the Space: เสริมความแข็งแกร่งศูนย์การค้าฯ ด้วยการปรับโซนนิ่งและรีโนเวตใหม่ มีจำนวนร้านค้าที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์มากขึ้นกว่า 50% อาทิ

    • ยกขบวนความอร่อยมาไว้ใน Food Haven โฉมใหม่ ที่อำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยการคัดสรรร้านเด็ดประจำท้องถิ่นมาไว้ในที่เดียว ได้แก่ ยศพลข้าวมันไก่ ข้าวมันไก่เจ้าดังสระบุรี, ราดหน้าเจ้าเก่าหลังห้อยเทียนเหลา (นายอ้วน) เชลล์ชวนชิม, ลูกชิ้นแม่ประณาม ลูกชิ้นน้ำจิ้มภูเขาไฟต้นตำรับจากสระบุรี, ร้านเนื้อแท้ Wok นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารแบรนด์ดังที่ห้ามพลาด เช่น Bonus Suki ซึ่งเปิดสาขาแรกของประเทศที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี และยังมีนี้ยังมี Tops Supermarket, Chester’s, Starbucks Coffee, Shabushi, MK Restaurants, Shinkanzen Sushi, Yayoi, The Pizza Company, KFC, S&P, BonChon, Sukishi Korean Charcoal Grill, Hachiban Ramen, แหลมเจริญ ซีฟู้ด, Tumour, Yamazaki, Olino Crepe & Tea, Bonjour, Chew Lounge Bun, Fuku Matcha, Potato Corner, Boost Juice Bars, Swensen’s, Sizzler, Fuji, Bar B Q Plaza, Cafe Amazon, Bonus Suki, Cola Tea, Yoguruto, Wagashi, Black Dragon, Sushi Ryujin และ Mixue
    • อัปเดตกองทัพอุปกรณ์ไอที เทคโนโลยีไฮเทคครบครัน อาทิ Power Buy, B2S, iCare, TG Fone, AIS, Advice computer, BNN, Samsung, Pay by P.A. Phone, J.I.B., IT City, OPPO, Studio 7, True Shop, Remax, Wise by IT City, BB Beyond, D-BOX, infinix, iGadget, Honor, Big Camera, Huawei, Jaymart, Mi, Vivo, Focus, Samsung, Hi-Shield, Energy และ MFour
    • เพลิดเพลินไปกับพื้นที่ช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่น ความงามและไลฟ์สไตล์ ภายใต้บรรยากาศสนุกสนาน กับแบรนด์ชั้นนำและแบรนด์ดังในพื้นที่ที่คัดสรรพิเศษ อาทิ Sunday Playland, Robinson Department Store, Montipa, Montip, Numsha brand, Dollar Boutique, Day Denim, Motta, Top Charoen, Hair @ Nail, Boots, Nitipon Clinic, L-plus Dental Clinic, Watsons, หอแว่น, Taywin, BATA, The Klinique, Moshi Moshi, Mc Class Music, ห้างทองเยาวราชกรุงเทพ,Aurora, M Gold, ห้างทองทองเซ่งเฮง, ห้างทองรุ่งทรัพย์, Tharnn, With.it Group, Penna, Zelyn Fashion Accessories, K Nine Cosmetic, Miss Sis และ Coway
    • ครบวงจรด้านบริการการเงิน ครอบคลุมทุกความต้องการ ทั้งการทำธุรกรรม ชำระค่าสินค้าและบริการ, จัดการบัญชี, ขอสินเชื่อ, หรือธุรกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ครบจบในที่เดียว ได้แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, AEON, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย,ธนาคารออมสิน, UOB Xpress, เงินติดล้อ, Krungsri First Choice, Umay Plus และสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส

    โดยการปรับโซนนิ่งภายในศูนย์การค้าฯ ใหม่นี้ ยังมีการบริการออโต้เซอร์วิสและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ B-Quik, Pro Clean ที่จอดรถพร้อมจุดชาร์จรถไฟฟ้า EV Station Pluz และ EA Anywhere สร้างบรรยากาศแห่งความสุขที่ชวนให้ลูกค้าใช้เวลาและเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งมากยิ่งขึ้น

    2.Energize the Experience: เติมเต็มความสุขความสนุกไปกับ กับแคมเปญฉลองใหญ่ ทั้ง แจกฟรี 7,000 รางวัล จากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Power Buy, Food Haven, KFC, Potato Corner, Mister Donut, Auntie Anne’s, The Pizza Company, Bonjour, Olino Crepe & Tea, BEAUTRIUM และ Aurora พร้อม ดูหนังฟรี 1,000 ที่นั่ง จาก Major Cineplex และดูหนังรอบพิเศษฟรี ถึง 2 รอบ เฉพาะวันที่ 5 ก.ย. 68 เท่านั้น เสิร์ฟดีลคุ้มบุฟเฟ่ต์ราคาเดียว 299 บาท จาก Sukishi Korean Charcoal Grill และ Shabushi โดยเดินหน้าจัดกิจกรรมและความบันเทิงพิเศษไปจนถึงสิ้นปี ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าและทุกเจเนอเรชัน

    3.Energize the People: ภายใต้แนวทางการบริหารโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่เน้น 3 หัวใจหลัก คือ “ลูกค้า – คู่ค้า – สังคม” โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี โฉมใหม่ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและแบรนด์ท้องถิ่น ด้วยการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานราชการ ภาครัฐ หอการค้าจังหวัด พันธมิตรทางการค้า และผู้ประกอบการรายใหญ่ ดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ อาทิ การจัดจำหน่ายสินค้า OTOP และตลาดชุมชน การบริจาคเลือด งานแสดงศิลปะและโชว์ผลงานจากโรงเรียนในพื้นที่ และกิจกรรมกีฬา เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มาใช้บริการทั้งจากในและนอกจังหวัด ซึ่งทางศูนย์การค้าฯ ได้จัดร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง รวมของดีจังหวัดสระบุรี รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคมโดยร่วมกับ Central Tham เช่น กิจกรรมรวมพลังทำดี บริจาคโลหิต เป็นต้น

    การปรับโฉมศูนย์การค้าฯ ในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวสระบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งโรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี เตรียมต่อยอดความสำเร็จด้วยแคมเปญการตลาด กิจกรรม และสิทธิพิเศษตลอดทั้งปี เพื่อให้โรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี เป็นเป้าหมายหลักของทุกครอบครัวอย่างแท้จริง ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัส โฉมใหม่ No.1 แห่งไลฟ์สไตล์ครบที่สุดของสระบุรี ปลุกพลังเมืองสระบุรี Energize the Heart of Saraburi ได้แล้ววันนี้


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12744697&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lO_a-QG5-7R9VuJK21157

  • เสนอสภาฯ สร้างนักการเมืองพันธุ์ใหม่ กู้ศรัทธา ชี้อาชีพนักการเมืองถูกดูแคลน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เสนอสภาฯ สร้างนักการเมืองพันธุ์ใหม่ กู้ศรัทธา ชี้อาชีพนักการเมืองถูกดูแคลน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109053&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LHVZBeHVPWm9FESBp7vPO

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 3 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 ก.ย. 2568

    | 30 view

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยจำนวน 30 ราย ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ของไทย โดยมีผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยร่วมกับกระทรวงฯ เข้าร่วมด้วย

    อธิบดีฯ ได้ย้ำบทบาทของกระทรวงฯ ในการสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานไทย โดยเฉพาะในกระบวนการจัดทำเอกสารประเมินตนเอง (Initial Memorandum) และการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของหน่วยงานตนเองและให้ข้อเสนอแนะสำหรับการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย นอกจากนี้ อธิบดีฯ ได้เป็นเจ้าภาพในกิจกรรม “OECD Network: Meet the Focal Points” เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายหน่วยงานไทยกับผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิก OECD ในไทยด้วย

    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้เข้าร่วมหลักสูตรอบรม ‘Masterclass on Thailand’s OECD Accession’ ซึ่งจัดขึ้นโดยออสเตรเลีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-rujikorn-chairs-th-oecd-accession-discussion-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07oH7Q6T8cD9YS3jSD6Uci

  • ประชาชนกังวลหนี้สิน-ค่าใช้จ่าย ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง

    ประชาชนกังวลหนี้สิน-ค่าใช้จ่าย ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง

    วันนี้ ( 3 ก.ย.2568) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,717 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า จากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากประชาชนยังมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ ประกอบกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย อาทิ นโยบายการค้าและภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก สินค้าเกษตรไทยที่เผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 แม้จะปรับตัวลดลงจากระดับ 54.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในอนาคตคาดว่ามาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ ประกอบกับการส่งออกยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.15 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.89 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 10.93 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.50 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.05 การเมือง ร้อยละ 7.45 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.91 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.52 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.60 ตามลำดับ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.8 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 46.7 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 46.0 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือลดลง อยู่ที่ระดับ 45.8 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 52.0 ในขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 48.9 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 47.5 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 37.1 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยภายในประเทศเป็นแรงกดดันสำคัญ ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือช่วงปลายเดือนก.ค.ที่ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงเดือนส.ค.

    ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัวลงและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ยิ่งเพิ่มระดับความกังวลของประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจดังกล่าว

    ขณะที่ การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่ง อีกทั้งความชัดเจนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีส่วนช่วยลดความกังวลจากสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดในระยะที่ผ่านมาซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือและส่งเสริมการพัฒนาของภาคธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนภาคการค้าและภาคธุรกิจให้ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

    อ่านข่าว:

     ไทยส่งออกสัตว์น้ำได้ฉลุย หลังสหรัฐฯประกาศผ่านเกณฑ์ MMPA

    พณ.ดันอาเซียน–อินเดีย ทบทวนข้อตกลงการค้าเปิดทางสินค้าไทย

    “เนื้อโคขุน” สุรินทร์ ของดีเมืองไทย รสชาตินุ่ม อร่อยลิ้น ไร้กลิ่นสาบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02EWGdVa2bevlCDFcOqdsV

  • ต่อขยาย ‘สายสีเขียว’ บางหว้า-ตลิ่งชัน ดันทำเลทองย่านราชพฤกษ์บูม

    ต่อขยาย ‘สายสีเขียว’ บางหว้า-ตลิ่งชัน ดันทำเลทองย่านราชพฤกษ์บูม

    “โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน” เป็นส่วนหนึ่งในแผนการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 หรือ M-MAP 2 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนเพชรเกษมและถนนราชพฤกษ์ในปัจจุบัน

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา “กรุงเทพมหานคร” หรือกทม.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาโครงการดังกล่าวและเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนโครงการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน (Market Sounding Stakeholder Forum) ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ทั้งนี้จากผลการศึกษาเดิมมีมูลค่าทั้งโครงการฯรวม 33,937 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้างงานโยธา 11,050 ล้านบาท ค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณฯ 3,019 ล้านบาท ค่าบริการทางวิศวกรรม 734 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษา 15,029 ล้านบาท ค่าจัดหาขบวนรถไฟฟ้า 2,100 ล้านบาท ค่าจัดการค่าโดยสาร 752 ล้านบาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,252 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดีพบว่าโครงการการลงทุนดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้น จะไม่สามารถระดมเงินทุนได้เพียงพอ เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านการระดมทุนและการดำเนินนโยบายด้านการลงทุนที่ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังของประเทศด้วย นอกเหนือจากการใช้เงินกู้ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ

    นอกจากนี้ตามแผนจะกำหนดศึกษาและจัดทำรายงานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนภายในปี 2569 ก่อนเสนอไปยัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการ (บอร์ด) PPP จากนั้นจะเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการภายในปี 2570 โดยดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ในปี 2570 -2571 และดำเนินก่อสร้างโครงการระหว่าง ปี 2572 – 2575 และพร้อมเปิดให้บริการ ในปี 2576

    นายกษิดิ วิชิตอักษรพงศ์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า ศักยภาพทำเลที่ดินในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานีของโครงการนี้คาดว่าสามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะบริเวรที่มีจุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งทางบริษัทที่ปรึกษาจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาและหารือร่วมกับกทม.ต่อไป

    “บริษัทเชื่อว่าเมื่อมีรถไฟฟ้าเข้ามาถึงในพื้นที่ของโครงการฯจะทำให้เศรษฐกิจสามารถไปต่อได้ตามแนวเส้นทางของสถานีต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจบริเวณนี้มีความเจริญมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการที่สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวก” นายกษิดิ กล่าว

    สำหรับที่ดินในบริเวณแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้ถือว่ามีศักยภาพสูงมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนเดิมที่สถานีบางหว้าและวิ่งไปตามแนวถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักในฝั่งธนบุรี และยังเป็นทำเลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกันศักยภาพทำเลที่ดินและโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (สีลม) ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน พบว่า พื้นที่บริเวณสถานีบางหว้าถือเป็นฮับการเดินทางสำคัญ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อ (Interchange) ที่สมบูรณ์แบบระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียวและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน โดยโครงการส่วนต่อขยายสายสีลมนี้ ทำให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญ ไม่เพียงเท่านี้ด้วยศักยภาพของทำเลนี้ดึงดูดการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายประเภท ทั้งคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบ รองรับความต้องการของคนทำงานและนักศึกษาที่ต้องการเข้าถึงใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก

    ขณะที่ถนนราชพฤกษ์ถือเป็นทำเลทองสำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งแนวเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนี้จะพาดผ่านถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อกับย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น โดยเฉพาะโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับกลางถึงบน ตลอดจนการมีรถไฟฟ้าพาดผ่านจะเพิ่มมูลค่าที่ดินและโครงการอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากช่วยลดระยะเวลาการเดินทางเข้าเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัดบนถนนราชพฤกษ์ได้ในระยะยาว

    ฟากพื้นที่บริเวณตลิ่งชันยังคงเป็นอีกหนึ่งทำเลแห่งอนาคต เนื่องสถานีตลิ่งชันเป็นปลายทางของโครงการจะเชื่อมต่อกับรถไฟสายสีแดงอ่อน ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมแห่งใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ และพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ด้วยศักยภาพของทำเลนี้ยังคงมีพื้นที่เปล่าและที่ดินแปลงใหญ่ให้พัฒนาอีกมาก เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ โครงการที่อยู่อาศัยผสมผสาน หรือศูนย์การค้า ซึ่งรองรับการขยายตัวของเมืองโดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งธนบุรี

    สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (สีลม) ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน มีระยะทาง 7.5 กม. จำนวน 6 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางแวก สถานีบางพรม สถานีบรมราชชนนี สถานีบางเชือกหนัง สถานีอินทราวาส และสถานีตลิ่งชัน สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟฟ้า 4 สาย ประกอบด้วย 

    1.รถไฟฟ้าสายสีเขียว (สีลม) ช่วงเวียนใหญ่-บางหว้า เชื่อมต่อที่สถานีตลิ่งชัน 2.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงเตาปูน-หลักสอง เชื่อมต่อที่สถานีบางหว้า 3.รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน เชื่อมต่อที่สถานีตลิ่งชัน และ 4.รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีแดง ช่วงศิริราช -ตลิ่งชัน-ศาลายา เชื่อมต่อที่สถานีตลิ่งชัน 

    ต่อขยาย ‘สายสีเขียว’ บางหว้า-ตลิ่งชัน ดันทำเลทองย่านราชพฤกษ์บูม

    อย่างไรก็ตามแนวเส้นทางของโครงการฯมีจุดเริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณสถานีบางหว้า โดยแนวเส้นทางจะวิ่งไปทางทิศเหนือ ตามแนวเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ผ่านทางแยกตัดถนนบางแวก ผ่านทางแยกถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 

    จากนั้นจะยกระดับข้ามทางแยกถนนบรมราชชนนี และทางด่วนสายกาญจนาภิเษก และมาสิ้นสุดโครงการที่บริเวณทางลาดลงของสะพานข้ามทางรถไฟสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน ระยะทางรวมประมาณ 7.5 กิโลเมตร รวมจำนวน 6 สถานี ได้แก่ สถานีบางแวก สถานีบางเชือกหนัง สถานีบางพรม สถานีอินทราวาส สถานีบรมราชชนนี และสถานีตลิ่งชัน 

    นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าจับตาถึงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว (สีลม) ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน หากเริ่มเดินเครื่องเปิดประมูลและก่อสร้างได้ตามแผนจะเป็นโครงการที่ช่วยดึงดูดความสนใจจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ทางบริษัทที่ปรึกษาของโครงการจะเชิญเข้าร่วมประชุมในการเปิดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนในครั้งถัดไป เช่น  บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัทซี.พี แลนด์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ,บริษัทธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด ,(มหาชน) 

    บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM,บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ,บริษัทซี.พี แลนด์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน),บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ,ฟู้ดวิลล่า ราชพฤกษ์,เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์,ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่,Dunlopillo Flagship Store ราชพฤกษ์ ฯลฯ

    หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,128 วันที่ 4 – 6 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/637725&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tbP-nJSqlO2Ba8Kek-pOg

  • ธุรกิจโรงแรมปี 68 รายได้หดตัวรอบ 5 ปี เผชิญความท้าทายรอบด้าน

    ธุรกิจโรงแรมปี 68 รายได้หดตัวรอบ 5 ปี เผชิญความท้าทายรอบด้าน

    ธุรกิจโรงแรมปี 2568: ภาพรวมที่น่ากังวลและแนวทางปรับตัว

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 รายได้ของธุรกิจโรงแรมและที่พักจะหดตัวลง 4.5% จากปี 2567 ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี การลดลงนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 
     

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง: คาดว่าในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยจะลดลง 9% จากปีที่ผ่านมา เหลือประมาณ 32.2 ล้านคน นอกจากนี้ วันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ลดลงด้วย 

    อัตราการเข้าพักและราคาห้องพักที่ลดลง: ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 อัตราการเข้าพักทั่วประเทศอยู่ที่ 71.66% ซึ่งลดลง 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดทั้งปีอัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ประมาณ 69.83% หรือลดลง 2.3% ส่วนราคาห้องพักเฉลี่ยก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดย 7 เดือนแรกของปี ดัชนีราคาห้องพักเฉลี่ยลดลง 5% และคาดว่าตลอดทั้งปีจะลดลง 4% 

    รายได้จากบริการอื่น ๆ ที่หดตัว: รายได้จากการจัดงานประชุมและสัมมนาลดลง เนื่องจากมีการจัดงานระดับนานาชาติและคอนเสิร์ตน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การจัดงานประชุมและสัมมนาทั้งในและต่างประเทศลดลงถึง 13% 

    ความท้าทายจากต้นทุน: ธุรกิจโรงแรมเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไม่สามารถผลักภาระต้นทุนนี้ไปที่ลูกค้าได้เต็มที่ เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวและการแข่งขันที่รุนแรง 

    กลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง

    สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการแตกต่างกันไป  โดยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

    • โรงแรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง: โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก ที่อยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ชลบุรี สงขลา และเชียงใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันสูงเนื่องจากจำนวนห้องพักในพื้นที่มีมาก 
       
    • โรงแรมในพื้นที่ชายแดน: เช่น จังหวัดสระแก้วและอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 

    ในทางตรงกันข้าม บางจังหวัดที่คาดว่าจะยังคงเติบโตได้ส่วนใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวไทย เช่น กาญจนบุรี พังงา นครศรีธรรมราช นครราชสีมา และนครพนม 

    แนวโน้มและความเสี่ยงในอนาคต
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจโรงแรมยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง โดยมีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกและในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังมีหนี้สินต่อรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ทำให้สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล 

    ธุรกิจโรงแรมปี 68 รายได้หดตัวรอบ 5 ปี เผชิญความท้าทายรอบด้าน

    จากความท้าทายทั้งหมดนี้ การปรับตัวสู่การเป็น 

    “โรงแรมยั่งยืน” จึงมีความจำเป็นมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจที่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729825&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28bSHH1fJKFJurhhlo5EgJ

  • กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อคลองสามเสน หนึ่งในสายน้ำเก่าแก่ที่ผูกพันกับชีวิตคนเมืองหลวงมายาวนาน โดยมีแผนพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองตลอดเส้นทางกว่า 4.3 กิโลเมตร ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับโครงการสกายวอล์กราชวิถีที่กำลังก่อสร้าง เพื่อสร้างโครงข่ายทางสัญจรที่ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางและคุณภาพชีวิตคนกรุง

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    “คลองสามเสน” จากเส้นทางประวัติศาสตร์สู่การฟื้นฟูในเมืองสมัยใหม่

    คลองสามเสนถือกำเนิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็นคลองสายสำคัญสำหรับขนส่งสินค้าและใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำเข้าสู่กรุงเทพฯ หลังจากสร้างพระนครใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 คลองสามเสนยังคงมีความสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การค้า และการอยู่อาศัย ย่านริมคลองเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าแก่ มีวัดและศาสนสถานหลายแห่ง เช่น วัดโบสถ์ (สามเสน) ที่เป็นศูนย์รวมชุมชนมาแต่โบราณ

    ในช่วงเวลาต่อมา คลองสามเสนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งตลาดสด บ้านเรือนริมน้ำ และเส้นทางเชื่อมต่อไปยังย่านการค้าและราชการ แต่ด้วยการขยายตัวของเมืองและระบบคมนาคมทางบก ความสำคัญของคลองค่อย ๆ ลดลง กลายเป็นพื้นที่ถูกละเลยในบางช่วงเวลา โครงการฟื้นฟูในปัจจุบันจึงมีเป้าหมายชัดเจน คือ “ปลุกชีวิตคลองสามเสน” ให้กลับมาเป็นเส้นเลือดสำคัญของเมืองอีกครั้ง

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองสามเสน ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ กรุงเทพฯ ระยะทาง 4.3 กม. พร้อมเชื่อมกับโครงการสกายวอล์กราชวิถี ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้โดยเปิดเผย

    แผนแม่บทการพัฒนา 4 โครงการนำร่อง

    การปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองสามเสนครั้งนี้ดำเนินการโดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ฟื้นฟูคลองสามเสน ขยายฐานประวัติศาสตร์สู่โอกาสการเดินทางและการท่องเที่ยว สร้างระบบนิเวศคลองต้นแบบ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 โครงการนำร่อง ได้แก่

    1. พัฒนาพื้นที่ปากคลองสามเสน – เสริมสร้างประตูสู่คลองและแม่น้ำเจ้าพระยา

    2. ปรับปรุงภูมิทัศน์และลานกิจกรรมวัดโบสถ์ (สามเสน) – คืนพื้นที่สาธารณะให้ชุมชนและวัฒนธรรม

    3. ก่อสร้างทางเดินเท้าและสะพานเชื่อมสวนพญาไทภิรมย์และพระราชวังพญาไท – เปิดเส้นทางใหม่ด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน

    4. ปรับปรุงพื้นที่ริมคลองบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – จุดเชื่อมต่อกับโครงการสกายวอล์กราชวิถี เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทาง

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    “สกายวอล์กราชวิถี”โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมเมือง

    สกายวอล์กราชวิถีเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของกรุงเทพฯ มีเป้าหมายเชื่อมโยงพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมหลักของเมือง เข้ากับโรงพยาบาล สถานศึกษา และย่านการค้าสำคัญตลอดเส้นราชวิถี โครงข่ายทางเดินลอยฟ้านี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดการใช้รถยนต์ และส่งเสริมการเดินเท้าและระบบขนส่งสาธารณะ เมื่อผนวกเข้ากับโครงการฟื้นฟูคลองสามเสน จึงเกิดการเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางน้ำในเชิงบูรณาการ

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    เมืองที่คนมีส่วนร่วม การออกแบบเพื่อทุกคน

    สิ่งที่โดดเด่นของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน กรุงเทพมหานครได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการและจ้างที่ปรึกษาสำรวจ-ออกแบบโดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเสนอแนวคิด ปัญหา และความต้องการ เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตจริงของคนเมือง การออกแบบที่ได้จึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมเชิงกายภาพ แต่ยังเป็นการออกแบบเมืองที่ตอบสนองต่อหัวใจของผู้คนที่มีความหลากหลาย

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    ก้าวต่อไปของคลองสามเสน

    การฟื้นฟูคลองสามเสนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่เป็นก้าวสำคัญในการคืนชีวิตให้กับสายน้ำประวัติศาสตร์ สร้างพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของเมืองที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ผ่านการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการเดินทางที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ

    คลองสามเสนในวันข้างหน้า จึงไม่ได้เป็นเพียงสายน้ำเก่าแก่ แต่จะกลับมาเป็น “คลองต้นแบบ” ที่มีชีวิตชีวาอีกครั้งในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ

    กทม.เดินหน้าปลุกชีวิตคลองสามเสน เชื่อมสกายวอล์กราชวิถี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729827&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YIUB365_W_HqrDDEc8l4M

  • ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 จุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย

    ‘เขาใหญ่’ คว้าอันดับ 2 จุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวประกาศอันดับจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมในเอเชีย เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักเดินทางที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ โดยคาเมรอน ไฮแลนด์ (มาเลเซีย) คว้าอันดับหนึ่งในฐานะจุดหมายปลายทางชนบทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาค ตามด้วยเขาใหญ่ (ไทย) และปุนจัก (อินโดนีเซีย) ในอันดับสองและสามตามลำดับ

    3 ก.ค. 2568 – อโกด้า ระบุว่า จุดหมายปลายทางในชนบท โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาและเนินเขา กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและความงดงามของธรรมชาติ จุดหมายปลายทางเหล่านี้เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์สบายตาและวิถีเรียบง่ายแบบชนบท เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้ปล่อยใจไปกับธรรมชาติ ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน และหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่

    ข้อมูลของอโกด้า จัดอันดับจุดหมายปลายทางในพื้นที่ชนบทที่มีประชากรไม่เกิน 50,000 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย โดยอ้างอิงจากการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 สิงหาคม 2568 พบว่า เมืองฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น), เขิ่นติง (ไต้หวัน), ซาปา (เวียดนาม), มุนนาร์ (อินเดีย) และพย็องชัง (เกาหลีใต้) ต่างติดอันดับจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชียในปีนี้ด้วย ไม่ว่าเป็นผืนป่าเขียวขจีของคาเมรอน ไฮแลนด์ ในมาเลเซีย ไปจนถึงความงดงามของเมืองฟูจิคาวากุจิโกะในญี่ปุ่น จุดหมายปลายทางเหล่านี้ล้วนสะท้อนเสน่ห์เฉพาะตัวของชนบทรอให้นักเดินทางได้มาสัมผัส

    คาเมรอน ไฮแลนด์ (มาเลเซีย) เป็นเมืองชนบทใจกลางมาเลเซีย มีความโดดเด่นด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดปี มีไร่ชาที่สวยงามตระการตา นักเดินทางสามารถชื่นชมวิวทิวทัศน์เขียวขจี เพลิดเพลินกับสวนดอกไม้สีสันสดใส ลิ้มรสผลไม้สดใหม่จากฟาร์มท้องถิ่น และยังสามารถออกเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของหมู่บ้านเล็ก ๆ อันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย

    เขาใหญ่ (ไทย) เขาใหญ่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงใหลในธรรมชาติ โดยเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย โดดเด่นด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ น้ำตกน้อยใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งการเดินป่าชมธรรมชาติ ซาฟารีส่องสัตว์ และชมวิวทิวทัศน์อันงดงามจากจุดชมวิวต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับการผจญภัยไว้อย่างลงตัว

    ปุนจัก (อินโดนีเซีย) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะชวา ขึ้นชื่อเรื่องวิวภูเขาอันงดงามและไร่ชาที่เรียงรายอย่างสวยงามตามแนวเนินเขา ด้วยอากาศเย็นสบายตลอดปี นักเดินทางสามารถพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ หรือสนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการเดินป่า กีฬาร่มร่อน และเดินเล่นชมตลาดท้องถิ่น ปุนจักจึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของผู้ที่มองหาการพักผ่อนใกล้ธรรมชาติในช่วงวันหยุดสั้น ๆ จากเมืองใหญ่

    ฟูจิคาวากุจิโกะ (ญี่ปุ่น) เมืองฟูจิคาวากุจิโกะ ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ มอบทัศนียภาพอันงดงามของภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการแช่ออนเซ็น ผ่อนคลายกลางธรรมชาติ ชมสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และร่วมกิจกรรมเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ ความใกล้ชิดกับภูเขาไฟฟูจิทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวรอบภูเขาไฟฟูจิ

    เขิ่นติง (ไต้หวัน) เป็นแหล่งท่องเที่ยวงดงามริมชายฝั่งที่นักเดินทางยังไม่ค่อยรู้จัก ขึ้นชื่อด้วยชายหาดทรายขาวสะอาดและท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสีสันสดใส นักเดินทางสามารถสนุกกับกีฬาทางน้ำ ดำน้ำชมปะการัง หรือพักผ่อนบนชายหาดอย่างสบายใจ ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติในพื้นที่ยังมีเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและต้องการการผจญภัย

    ซาปา (เวียดนาม) เป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขาที่โด่งดังด้วยนาขั้นบันไดและหมู่บ้านชาวพื้นเมือง นักเดินทางสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมชมวิวพาโนรามาของเทือกเขาฮวงเหลียงซาน เสน่ห์เฉพาะตัวของซาปาทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้รักการผจญภัย

    มุนนาร์ (อินเดีย) เป็นเมืองบนเนินเขาในรัฐเกรละของอินเดีย ขึ้นชื่อด้วยไร่ชาเขียวขจีและขุนเขาที่โอบล้อมด้วยสายหมอก นักเดินทางสามารถเดินชมทิวเขาอันเขียวชอุ่ม แวะเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ชา และสำรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บรรยากาศเย็นสบายและธรรมชาติอันสวยงามของที่นี่มอบความเงียบสงบให้กับนักเดินทางได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่

    พย็องชัง (เกาหลีใต้) เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับผู้ที่ชอบสัมผัสอากาศหนาว ได้รับความสนใจจากทั่วโลกในฐานะเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2561 นักเดินทางสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมกลางหิมะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี สโนว์บอร์ด หรือสนุกไปกับลานหิมะต่าง ๆ ท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม พร้อมแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้พย็องชังเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะทั้งสำหรับสายผจญภัยและผู้ที่ต้องการพักผ่อนตลอดทั้งปี

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เขาใหญ่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชนบทยอดนิยมของเอเชีย เขาใหญ่เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของชาวไทยมายาวนาน และตอนนี้นักเดินทางจากทั่วทั้งเอเชียก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ อุทยานแห่งชาติ หรือบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อโกด้ามุ่งมั่นในการทำให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน และเราภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยให้นักเดินทางได้ออกไปสัมผัสจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่งอย่างเขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้น ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในระยะยาว”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855079/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XkqFgzNYXl1RYaEGMJCEf