Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “กมลวรรณ” แท็กทีมเพื่อนชาวจีนซิวแชมป์หญิงคู่หวดจูเนียร์ไอทีเอฟที่สหรัฐฯ

    “กมลวรรณ” แท็กทีมเพื่อนชาวจีนซิวแชมป์หญิงคู่หวดจูเนียร์ไอทีเอฟที่สหรัฐฯ

    “กมลวรรณ” แท็กทีมเพื่อนชาวจีนซิวแชมป์หญิงคู่หวดจูเนียร์ไอทีเอฟที่สหรัฐฯ

    “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร จับคู่กับเพื่อนชาวจีน คว้าแชมป์ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส รายการ เจ300 คอลเลจ พาร์ก ที่สหรัฐฯ หลังรอบชิงฯ เฉือนคู่จากจีน 2-1 เซต ทำให้ กมลวรรณ คว้าแชมป์จูเนียร์ไอทีเอฟแรกในปีนี้ และเป็นรายการที่ 10 นับตั้งแต่ปี 2021

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส รายการระดับเจ300 “เจ300 คอลเลจ พาร์ก” ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ส.ค.68 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดยในประเภทหญิงคู่ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร นักเทนนิสเยาวชนไทย มือ 62 เยาวชนโลก จับคู่กับ จ้าง รุยเอิ้น มือ 18 เยาวชนโลกจากจีน กรุยทางเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศ

    ในรอบชิงชนะเลิศ กมลวรรณ กับ จ้าง รุยเอิ้น เป็นคู่มือวาง 4 ของรายการ งัดฟอร์มเก่งเอาชนะคู่มือวาง 3 จากจีน เซา ยู่ซาน มือ 33 เยาวชนโลก กับ ซุน ซินหราน มือ 48 เยาวชนโลก 2-1 เซต 7-5, 4-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-5 กมลวรรณ คว้าแชมป์หญิงคู่ เป็นรายการแรกในปีนี้ และเป็นรายการที่ 10 นับตั้งแต่ปี 2021 นอกจากนั้น กมลวรรณ กับ จ้าง รุยเอิ้น ได้รับคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลกอีกคนละ 56.25 คะแนน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/88603/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Btm57l-NMx6Wvxu9cN5ee

  • ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ของคนไทยยังคงเป็นปัญหาที่เข้ามากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยหนี้ครัวเรือนยังคงมีตัวเลขที่สูง จากการเร่งก่อหนี้มานานหลายปี ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ก็ถูกลดทอนลงด้วยภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ของผู้ที่เป็นหนี้ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีิวิตในแต่ละวัน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ที่ 87.4% ต่อจีดีพีแม้จะปรับลดลงมาจากระดับใกล้ 90% แต่ยังคงอยู่ระดับสูง และต่อเนื่องมายังไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 87% เนื่องจากสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มีการใช้หนี้คืนเข้ามา และธนาคารยังระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิต หรือคุณภาพหนี้ครัวเรือนค่อนข้างน่าเป็นห่วง และอีกด้านคือคนไม่ใช้จ่าย เก็บเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินและจำเป็น

    แต่! สถานการณ์หนี้ยังไม่สู้ดีนัก หากดูข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมากลัับเพิ่มขึ้นมาจนเกือบแตะ 5.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.91% ต่อสินเชื่อรวม สาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก โดยตามรายงานของ ธปท. ภาวะการเงินโดยรวมมีความตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางด้อยลง เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันมาจากเศรษฐกิจ

    เอ็นพีแอลปรับเพิ่ม

    แม้เอ็นพีแอลในภาพรวมได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่เอ็นพีแอลในกลุ่มอุปโภคบริโภคลดลงทุกประเภท เช่นเดียวกับหนี้ที่ใกล้เป็นเอ็นพีแอล หรือมียอดค้างชำระตั้งแต่ 30-90 วัน ที่เรียกว่าเอสเอ็ม โดยกลุ่มนี้ได้ปรับลดลงเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นการจัดชั้นหนี้ที่ดีขึ้นจากการกลับมาชำระหนี้ได้ โดยธปท.เชื่อว่าเอ็นพีแอลหลังจากนี้อาจเพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าบรรดานายแบงก์จะจัดการได้ รวมไปถึงการมีมาตรการคุณสู้เราช่วย ที่ช่วยเหลือหนี้ครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ทั้งลูกหนี้บ้าน รถ และบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ

    ขณะที่กลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ คือ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะสัญญาณกลุ่มนี้อ่อนแรง หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยิ่งเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐ เข้ามากระทบธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงเวลาข้างหน้า ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมความคิดว่าจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไรเพื่อให้ไปสู่การปรับตัว และอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง

    แนวโน้มผิดนัดชำระ

    หากดูข้อมูลของ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี” เปิดพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนและแนวโน้มการผิดนัดชำระ มีด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ กลุ่มเริ่มเข้าสู่วัยทำงานที่เริ่มต้นก่อหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก ๆ มักมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่ถือสินเชื่อประเภทอื่น ส่วนลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีขึ้นไปมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพเครดิตของลูกหนี้ที่ย่ำแย่ลง เป็นกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 15.2% อีกทั้งลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 17.3% เมื่อถือสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มเป็น 3 บัญชี และสุดท้ายเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีผสมผสานกันระหว่างผู้ให้กู้ที่มาจากทั้งธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มนอนแบงก์ มักมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้สูง

    ธุรกิจเล็กน่าห่วง

    ความน่ากังวลหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี สะท้อนจากข้อมูล “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านการใช้ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยในกลุ่มซูเปอร์ไมโครที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลมากถึง 14.81% ของสินเชื่อรวมตามมาด้วยกลุ่มไมโคร ยอดสินเชื่อ 5-20 ล้านบาท 12.11% และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 9.75% ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางอยู่ที่ 6.51% และขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.37%

    ส่วนกลุ่มภาคธุรกิจที่มีหนี้และน่าเป็นห่วง คือ…ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ในระดับสูงที่สุด และส่วนที่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น แต่..จุดที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนจำนวนบัญชีที่จัดอยู่ในกลุ่มสถานะปกติ เริ่มทยอยลดลงในช่วงหลังโควิด ส่วนกลุ่มดีสลับแย่และกลุ่มที่มีปัญหารุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ที่เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจหลายระลอกที่กระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไทย โดยธุรกิจยิ่งเล็ก ยิ่งมีสัดส่วนของบัญชีสินเชื่อกลุ่มสถานะปกติลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

    แม้การปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยชะลอการไหลลงไปสู่ชั้นหนี้เสียเอ็นพีแอล แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีประสิทธิผลที่สุดในการช่วยฟื้นธุรกิจก็ต่อเมื่อเข้าไปดูแลตั้งแต่ธุรกิจเริ่มมีสัญญาณการค้างชำระ ไม่ใช่เข้าไปดูแลหลังจากที่กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เพราะโอกาสการฟื้นตัวของหนี้เอ็นพีแอลกลับมาสู่การจัดชั้นที่ดีขึ้น ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปีหลังจากปรับโครงสร้างหนี้ จะมีไม่ถึง 10%

    หนทางความอยู่รอด

    สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อให้หนี้ธุรกิจอยู่รอด ไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รอบใหม่ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

    เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น ขณะที่เมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น ก็จะช่วยลูกหนี้และเจ้าหนี้ เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

    เร่งหลุดพ้นวังวน

    ขณะเดียวกันควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน แต่แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

    เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน นอกจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือคุณสู้เราช่วยแล้วควรมีแนวทางอื่นเพื่อเข้ามาเสริมเพิ่มเติมให้ครัวเรือนหลุดพ้นวังวนหนี้ หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจ คือการรับซื้อหนี้ประชาชน ตามแนวคิด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ในไทยได้มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี ค่อนข้างมาก ถ้าหากจัดตั้งเอเอ็มซี เพื่อมารับซื้อหนี้ขึ้นอีก คงต้องดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ยังวนเวียนได้จริงหรือไม่

    ปัญหาหนี้ธุรกิจและครัวเรือนถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญต้องไม่ใช่เพียงแค่แก้หนี้ แต่ควรมาจากการสร้างทักษะใหม่และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ ก่อนที่จะบั่นทอนเศรษฐกิจไทยจนเรื้อรังไปมากกว่านี้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5048554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTI2aEwLGNw42WxYcCfTA

  • “นิด้าโพล”ชี้ กัมพูชา เป็น “เพื่อนบ้านไม่ควรคบด้วย”

    “นิด้าโพล”ชี้ กัมพูชา เป็น “เพื่อนบ้านไม่ควรคบด้วย”

    “นิด้าโพล”ชี้ กัมพูชา เป็น “เพื่อนบ้านไม่ควรคบด้วย”

    24 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ปกติ !” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามปกติ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.96 ระบุว่า เหตุการณ์ไม่ปกติเลย และน่ากังวล รองลงมา ร้อยละ 29.16 ระบุว่า เหตุการณ์ปกติ แต่ยังไม่น่าไว้วางใจ ร้อยละ 23.74 ระบุว่า เหตุการณ์ยังคงไม่ปกติเท่าไรนัก และร้อยละ 2.14 ระบุว่า เหตุการณ์ปกติจริง ไม่มีอะไรน่ากังวล

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.73 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการผลประโยชน์รองลงมา ร้อยละ 17.10 ระบุว่า ไทยควรปฏิเสธการเข้ามาแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ ร้อยละ 8.85 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการให้เกิดสันติภาพจริง ๆ ร้อยละ 6.11 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าประเทศมหาอำนาจจะเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง และร้อยละ 3.21 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อประเทศกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านของไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.12 ระบุว่า เป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ควรคบด้วย รองลงมา ร้อยละ 29.39 ระบุว่า เป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้ แต่ไม่ควรไว้วางใจ ร้อยละ 14.20 ระบุว่า เป็นฝั่งตรงข้าม ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ยังคงเป็นเพื่อบ้านที่คบกันได้เหมือนเดิม และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378965904&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02cvJuqdYqMDdXarKrb50k

  • ลุ้นโฮงยาไทยเปิด “Premium Clinic” ในห้างเซ็นทรัลเชียงราย ลดแออัด-ยกระดับบริการสุขภาพ

    ลุ้นโฮงยาไทยเปิด “Premium Clinic” ในห้างเซ็นทรัลเชียงราย ลดแออัด-ยกระดับบริการสุขภาพ

    โฮงยาไทย” สู่เมือง พา Premium Clinic ลงห้าง ทางเลือกใหม่เพื่อลดแออัด-ยกระดับประสบการณ์สุขภาพของชาวเชียงราย

    เชียงราย, 24 สิงหาคม 2568 — ภาพพื้นที่ “Premium Clinic” หรือที่คนเชียงรายคุ้นปากว่า “โฮงยาไทย” นอกเขตรพ.หลัก—คลินิกแนวคิดใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ เป้าหมายชัดเจน ทำให้การพบแพทย์ “ใกล้-ง่าย-เร็วขึ้น” และช่วยกระจายผู้ป่วยนอกจากโรงพยาบาลใหญ่

    แม้รายละเอียดบริการและกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ แต่โครงร่างภาพใหญ่เริ่มชัด โครงการเตรียมใช้พื้นที่ Unit 234 ชั้น 2 เซ็นทรัลเชียงราย ออกแบบสถาปัตยกรรมเสร็จแล้วและกำลังก้าวสู่ขั้นตอนปรับปรุง ภายใต้สาระสำคัญอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ช่วยลดความหนาแน่นของโรงพยาบาลหลัก และรองรับไลฟ์สไตล์เมืองท่องเที่ยวและชายแดนของเชียงราย ที่การเดินทาง การทำงาน และการจับจ่ายในศูนย์การค้ามักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

    ทำไม “คลินิกในห้าง” จึงเป็นคำตอบของเมือง?

    ถ้า “โรงพยาบาล” คือฐานทัพหลักของระบบสุขภาพ “คลินิกนอกพื้นที่” ก็เปรียบเสมือนป้อมหน้าเมืองเข้าถึงง่าย คล่องตัว และตอบโจทย์บริการที่ไม่ซับซ้อน การดึงบริการบางส่วนไปไว้ในศูนย์การค้า มีข้อดีเชิงระบบอย่างน้อย 4 ประการ

    1. ลดการเดินทาง-เวลาเสียโอกาส
      ผู้ป่วยที่อาการไม่ฉุกเฉินเช่น ติดตามอาการโรคเรื้อรัง รับยา ตรวจสุขภาพประจำปี ฉีดวัคซีนไม่จำเป็นต้องฝ่ารถติดเข้ารพ.หลัก สามารถใช้เวลาว่างก่อน-หลังเลิกงาน หรือระหว่างทำธุระในห้างมารับบริการได้ทันที
    2. กระจายภาระงานบุคลากร
      เมื่อเคสเบาถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลใหญ่ ทีมแพทย์-พยาบาลสามารถโฟกัสกับเคสซับซ้อน ผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือการผ่าตัดได้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “ลดแออัดผู้ป่วยนอก (OPD congestion)” ที่กระทรวงสาธารณสุขผลักดันต่อเนื่อง ทั้งผ่านระบบนัดหมาย/หน้าต่างบริการเฉพาะกิจ และทางเลือกบริการที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
    3. ยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ (patient experience)
      ศูนย์การค้ามีที่จอดรถ ทางเดินสะดวก ห้องน้ำ ร้านค้า ร้านอาหาร โซนครอบครัว รวมถึงโรงแรมรอบข้าง เหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้ปกครองที่พาเด็กมาตรวจ หรือญาติที่ต้องรอผู้ป่วย
    4. เชื่อมเทคโนโลยีสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวัน
      การนัดหมายล่วงหน้า การจ่ายยาปลอดสัมผัส การชำระค่าบริการดิจิทัล หรือแม้แต่ Telemedicine สำหรับเคสติดตามผลทั้งหมดนี้ทำได้คล่องขึ้นในบรรยากาศ “บริการในเมือง” ซึ่งประเทศไทยมีบทเรียนการใช้เทเลเมดิซีนเพื่อลดการแออัดและเพิ่มการเข้าถึงมาต่อเนื่องตั้งแต่โควิด-19 และกำลังต่อยอดในระบบบริการปกติ

    โฮงยาไทย” ในความทรงจำของเมือง กับบทใหม่ที่กำลังจะเริ่ม

    คนเชียงรายเรียกโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ว่า “โฮงยาไทย” มาหลายทศวรรษ สถาบันแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลหลักของจังหวัดบทบาท “เสาหลัก” แห่งระบบสุขภาพที่รับส่งต่อจากอำเภอ พรมแดน และนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความหมายเชิงวัฒนธรรมของชื่อ “โฮงยาไทย” จึงมากกว่าสถานพยาบาล แต่คือความไว้ใจของชุมชนที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น การขยายบริการสู่ศูนย์การค้า จึงไม่ใช่การ “ออกจากชุมชน” แต่คือการ “เข้าไปใกล้ชุมชน” มากยิ่งขึ้น  

    เชื่อมโยงกับนโยบายชาติ “Premium Clinic” ของรัฐ—อีกเครื่องมือหนึ่งเพื่อลดแออัด

    ตลอดปี 2567–2568 กระทรวงสาธารณสุขสื่อสารแนวทาง คลินิกพรีเมียม (Premium Clinic)” ในโรงพยาบาลรัฐบางแห่ง—บริการทางเลือกที่เร็วขึ้น มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น และมีค่าบริการตามกรอบกฎหมาย โดยยืนยันควบคู่ว่า สิทธิพื้นฐานของประชาชน (เช่น บัตรทอง/ประกันสังคม/ข้าราชการ) ยังคงอยู่ครบถ้วน คลินิกพรีเมียมจึงเป็น “ช่องทางเสริม” ที่ช่วยแก้จุดปวดเรื่องคิวและเวลารอ โดยมีการรายงานความคืบหน้าและติดตามผลในระดับนโยบายอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อจับภาพรวม การตั้ง Premium Clinic ของ “โฮงยาไทย” ในศูนย์การค้าจึงสอดคล้องกับกรอบเชิงนโยบายของประเทศที่มุ่งให้ระบบบริการ “ยืดหยุ่น-ทันสมัย-เลือกได้” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    บริการที่คาดหวัง ไม่ฉุกเฉิน แต่สำคัญต่อคุณภาพชีวิต

    แม้โรงพยาบาลยัง ไม่ได้ประกาศ รายละเอียดรายการบริการและเวลาเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการ แต่จากธรรมชาติของคลินิกนอกเขตรพ.หลักในหลายพื้นที่ และแนวโน้มบริการผู้ป่วยนอกยุคใหม่ บริการที่ “มีแนวโน้ม” เหมาะสมกับรูปแบบ Premium Clinic ได้แก่

    • ตรวจติดตามโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันผิดปกติ (ผู้ป่วยอาการคงที่/ไม่มีภาวะฉุกเฉิน)
    • คลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว/เวชปฏิบัติทั่วไป ตรวจรักษาอาการไม่รุนแรง เจ็บคอ ไอ จาม แพ้อากาศ ผื่น คำปรึกษาพื้นฐาน
    • วัคซีนและส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสุขภาพประจำปี คัดกรองความเสี่ยง NCDs ให้คำปรึกษาโภชนาการ/การเลิกบุหรี่
    • บริการนัดติดตาม-รับยา ร่วมกับระบบนัดหมาย/รับยาแบบ Drive-thru หรือส่งยาถึงบ้านในบางกรณี (ขึ้นกับนโยบายของหน่วยบริการในพื้นที่)
    • Telemedicine/Teleconsult (เมื่ออนุญาต) สำหรับการติดตามผลที่ไม่ต้องตรวจร่างกายซับซ้อน

    ทั้งหมดนี้เป็น “ตัวอย่างแนวปฏิบัติทั่วไป” ของคลินิกเมืองยุคใหม่ทั่วโลกและสอดคล้องกับบทเรียนไทยด้าน Telemedicine ซึ่งช่วยลดเวลารอ ลดความหนาแน่น และคงคุณภาพการดูแลเมื่อคัดกรองผู้ป่วยอย่างเหมาะสม

    ข้อสำคัญ: ผู้ป่วยฉุกเฉิน (เจ็บหน้าอกรุนแรง หอบเหนื่อยเฉียบพลัน อัมพาตเฉียบพลัน อุบัติเหตุเลือดออกมาก ฯลฯ) ต้องไปโรงพยาบาลหลักหรือโทร 1669 ตามมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

    มองผ่านเลนส์ “เศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ” ใครได้ประโยชน์?

    ประชาชนทั่วไป
    ได้ทางเลือกบริการใกล้ตัว ลดเวลารอ ลดค่าโสหุ้ยจากการเดินทาง ช่วยให้คนทำงาน/ผู้ประกอบการรายย่อย/นักท่องเที่ยวได้รับการดูแลทันเวลา ไม่ปล่อยให้โรคเรื้อรังลุกลาม

    โรงพยาบาลจังหวัด (โฮงยาไทย)
    สามารถบริหารคิวงานดีขึ้น—แยก เคสเบา-เคสหนัก” อย่างสมเหตุผล เพิ่มความพึงพอใจผู้ป่วย และรักษาคุณภาพการดูแลเคสซับซ้อนได้มากขึ้น

    ระบบสุขภาพจังหวัด
    เสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายบริการ (PCC/รพ.สต./รพช.) ด้วยจุดรับบริการ “ดาวเทียม” ในเมือง เชื่อมข้อมูลกับรพ.หลักได้เร็วขึ้น สร้าง continuity of care ที่ดี

    เศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยว
    เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวและประตูการค้าชายแดน การมีบริการสุขภาพมาตรฐานในโลเคชันที่เข้าถึงง่ายอย่างศูนย์การค้า ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุน (ข้อมูลสถานที่ศูนย์การค้าจากแหล่งสาธารณะ)

    ความคืบหน้า-สิ่งที่ต้องติดตาม

    • ขั้นตอนก่อสร้าง/ตกแต่งภายใน: การออกแบบสถาปัตยกรรมเสร็จแล้ว กำลังเข้าสู่การปรับปรุงพื้นที่
    • กรอบบริการ/เวลาทำการ/ตารางแพทย์: รอประกาศอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาล
    • อัตราค่าบริการ/การใช้สิทธิ: หากอยู่ในกรอบ “คลินิกพรีเมียม” จะเป็น บริการทางเลือก ที่มีค่าธรรมเนียมชัดเจน แต่สิทธิพื้นฐานเดิมยังคงอยู่ (ตามกรอบนโยบายระดับประเทศ)
    • การเชื่อมระบบดิจิทัล: นัดหมายออนไลน์ ชำระเงินดิจิทัล Telemedicine/รับยาต่อเนื่อง—แนวทางที่ไทยมีบทเรียนและงานวิจัยสนับสนุนแล้ว

    เสียงสะท้อนจาก “แนวโน้มประเทศ” ลดแออัดให้ได้ผล ต้อง “หลายเครื่องมือพร้อมกัน”

    การลดความแออัดผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลรัฐ ไม่ใช่โจทย์ที่แก้ด้วยมาตรการเดียว ศูนย์กลางนโยบายไทยระบุแนวทางผสมผสาน ตั้งแต่ บริหารคิว/นัดหมายล่วงหน้า/ขยายชั่วโมงบริการบางคลินิก/ใช้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นด่านหน้า/เชื่อม Telemedicine/และกระจายบริการสู่จุดใกล้บ้านใกล้เมือง ซึ่งสะท้อนอยู่ในทั้งเอกสารวิชาการและการสื่อสารเชิงนโยบายของภาครัฐ

    การตั้ง Premium Clinic ในห้าง ของ “โฮงยาไทย” จึงควรอ่านควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ ไม่ใช่ตัวแทนของการ “แปรรูปบริการ” หากแต่เป็น ทางเลือกเสริม” ที่เติมช่องว่างประสบการณ์ผู้รับบริการ—โดยที่สิทธิพื้นฐานยังอยู่ครบถ้วนตามกฎหมายและนโยบาย

    ความคาดหวังที่สมเหตุผลคืออะไร?

    1. ความโปร่งใสเรื่องค่าบริการและการใช้สิทธิ
      การสื่อสารชัดว่าบริการใดอยู่ในแพ็กเกจพรีเมียม/ค่าใช้จ่ายประมาณการเท่าไร/ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิอื่น ๆ มีทางเลือกอะไร—คือหัวใจของการยอมรับ
    2. มาตรฐานวิชาชีพและความต่อเนื่องของข้อมูล
      ระบบเวชระเบียนเดียวกัน/การส่งต่อระหว่างคลินิกกับรพ.หลักแบบไร้รอยต่อ/มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย—ยิ่งแน่น ยิ่งสร้างความเชื่อมั่น
    3. สมดุลระหว่าง “ความสะดวก” กับ “ความเป็นธรรม”
      คลินิกพรีเมียมเพิ่มทางเลือกความสะดวก แต่ต้องไม่ดึงทรัพยากรสำคัญออกจากการดูแลตามสิทธิพื้นฐาน—การจัดสรรกำลังคนและตารางแพทย์จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
    4. การประเมินผลอย่างเป็นระบบ
      วัดจริงว่าคิวรพ.หลักลดลงแค่ไหน เวลาเฉลี่ยผู้ป่วยนอกดีขึ้นเท่าไร ความพึงพอใจ-ความปลอดภัย-ผลลัพธ์สุขภาพของผู้ป่วยเป็นอย่างไร และรายได้-ค่าใช้จ่ายหน่วยบริการสมดุลหรือไม่

    ก้าวเล็กในแปลนก่อสร้าง แต่คือก้าวใหญ่ของการดูแลสุขภาพแบบใหม่

    จาก “โฮงยาไทย” ในความทรงจำของชาวเชียงราย สู่ Premium Clinic ในศูนย์การค้าใจกลางเมือง—นี่คือตัวอย่างการพลิกมุมมองว่า “การแพทย์ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาล” และ “ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียทั้งวันเพื่อพบแพทย์ 10 นาที” หากออกแบบประสบการณ์ที่ดี เชื่อมโยงเทคโนโลยีและระบบคิวให้ฉลาด การดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริง

    ในระยะสั้น โครงการนี้จะเป็น จุดทดสอบ” ว่าเชียงรายสามารถกระจายบริการ ลดแออัด และยกระดับความพึงพอใจของประชาชนได้จริงเพียงใด ในระยะยาว หากโมเดลนี้เดินได้ด้วยความโปร่งใส ยึดมาตรฐานวิชาชีพ และเคารพสิทธิพื้นฐาน—เชียงรายอาจกลายเป็นต้นแบบของ คลินิกเมือง” ที่เมืองอื่น ๆ น่าศึกษาและต่อยอด

    สิ่งที่ทุกฝ่ายรอคือ ประกาศอย่างเป็นทางการ เรื่องรายการบริการ เวลาเปิด-ปิด และเงื่อนไขการใช้สิทธิ/ค่าบริการ เมื่อถึงวันนั้น “คลินิกในห้าง” แห่งนี้อาจไม่ใช่เพียงโครงการสวย ๆ ในแปลน แต่จะกลายเป็น ประตูบานใหม่ของระบบสุขภาพ ที่เปิดออกสู่ผู้คนทุกวัน—ใกล้ขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นมิตรกับชีวิตมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/ho-ng-ya-thai-premium-clinic-central-chiang-rai-hospital-congestion/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l-HOk0qrZEs4MXJt1NAUz

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.67 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดต่างตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Symposium ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าประธานเฟดพร้อมสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า)

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole Symposium กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงท้ายสัปดาห์

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ในเดือนสิงหาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศตลาดการเงินและการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนสิงหาคม และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 25bps 1 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนสิงหาคม รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกรกฎาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนในฝั่งธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า BOK อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ขณะที่ ทางฝั่งธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) นักวิเคราะห์มองว่า BSP อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 25bps สู่ระดับ 5.00% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคม นี้ ซึ่งอาจสร้างนำไปสู่ความวุ่นวายของการเมืองไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกฯ ของนายกฯ แพทองธาร สิ้นสุดลง เนื่องจากจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ คนใหม่ พร้อมกันนั้นก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ได้ โดยเรามองว่ามีโอกาสราว 60% ที่พรรคเพื่อไทยยังสามารถรวบรวมเสียงจากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย (คุณชัยเกษม นิติสิริ) เป็นนายกฯ คนถัดไป และมีโอกาสราว 25% ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจกลับมาเป็นนายกฯ ส่วนอีก 15% นั้น เราประเมินเป็นโอกาสที่จะเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า รวมถึงรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ในเดือนกรกฎาคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรายอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทได้มีกำลังมากขึ้น ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ว่าอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมสนับสนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด (โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนกันยายน) อย่างไรก็ดี เรากลับมองว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณชี้ชัดต่อการลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดประเมินและตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง การจ้างงานเดือนสิงหาคม ซึ่งจะรับรู้ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้ทั้งด้านอ่อนค่าและแข็งค่า) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นับจากวันนี้ จนเข้าใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน (รับรู้วันที่ 18 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย)

    นอกเหนือจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรายังคงมองว่า การเคลื่อนไหวของทั้งเงินหยวนจีน (CNY) และราคาทองคำ จะเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินบาทพอสมควร เนื่องจากในช่วงนี้ ทั้งสองสินทรัพย์ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทมาก นอกจากนี้ ควรติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยความวุ่นวายของการเมืองไทย หลังรับรู้ผลการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้ อนึ่ง ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65-32.70)

    อนึ่ง เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน (หรืออ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ รายงายข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใสและอัตราเงินเฟ้อ PCE ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/951333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gG0Ss03TPLQ55iIH2Mkiq

  • ม.แม่โจ้ เจ้าภาพจัดประชุม ปอมท.ครั้งที่ 8/2568 สร้างความสัมพันธ์เครือข่ายสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

    ม.แม่โจ้ เจ้าภาพจัดประชุม ปอมท.ครั้งที่ 8/2568 สร้างความสัมพันธ์เครือข่ายสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

    ภูมิภาค

    ม.แม่โจ้ เจ้าภาพจัดประชุม ปอมท.ครั้งที่ 8/2568 สร้างความสัมพันธ์เครือข่ายสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

    วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568  สภาพนักงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประธานสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) สมัยสามัญ ครั้งที่ 8/2568 โดยได้รับเกียรติจาก  รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล  ทองมา  อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมและเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม และ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ชนก สังข์แก้ว ประธานสภาพนักงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวรายงาน ณ โรงแรมกรีนเลครีสอร์ท  จ.เชียงใหม่

    การประชุม ปอมท. สมัยสามัญได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ 8/2568  มีประธานสภาอาจารย์ ประธานสภาพนักงาน  และคณะกรรมการ สมาชิก ปอมท. จาก 27 มหาวิทยาลัยในเครือข่ายเข้าร่วมการประชุม โดยมีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับในการจัดสวัสดิการของมหาวิทยาลัยในเครือข่าย และการเตรียมจัดการเสวนา “บทบาทของประธาน ปอมท.ในการสะท้อนเสียงของมหาวิทยาลัยสู่สาธารณชน”  จากนั้นมีกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนวัดล้านตอง   และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องสวัสติการต่าง ๆ ของแต่ละมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาตนเองของบุคลากรซึ่งจะส่งผลดีต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/443507&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09tsXlRl7ySfNjKE1X4vm5

  • รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังของปี 2568 รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเสริมกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด โดยจะออกมา 2 มาตรการคือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียดให้ทันไตรมาส 4 เพื่อหนุนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน ส่วนอีกมาตรการคือ มาตรการลดหย่อนภาษี

    รมช.คลัง ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเคยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีมาแล้ว หากยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น กระทรวงการคลังจึงพร้อมพิจารณามาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดสมดุล ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน ซึ่งทุกมาตรการเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า

    สำหรับเงินงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่ยังเหลืออีกประมาณ 26,000 ล้านบาท จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโตสูงกว่าร้อยละ 2

    อ่านข่าว

    เริ่มวันนี้! ลงทะเบียนผ่าน “ทางรัฐ” รับสิทธิ์รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    ครบ 1 เดือนหยุดยิงตลาดชายแดนเริ่มคึกคัก ผู้ค้าปรับตัวลดลงทุน

    18 ก.ย.นี้ จับสลากโครงการบ้านเพื่อคนไทย รวมกว่า 1 หมื่นยูนิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cLUQ8YV8eUbVGqHMXh8-D

  • เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    ต่างประเทศ

    เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    ความเสี่ยงฟองสบู่หุ้นจีนสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนทะยานขึ้นสวนทางกับความกังวลด้านเศรษฐกิจทรุดจากกำแพงภาษีศุลกากรของทรัมป์ และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ

    บลูมเบิร์ก รายงานวานนี้และอัปเดตวันนี้ (25 ส.ค. 68) ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังทรุดตัวลงจากแรงกดดันด้านภาษีศุลกากรสหรัฐและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่หยั่งรากลึก แต่ตลาดหุ้นกลับยังคงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความไม่สอดคล้องกันที่ก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวของราคาหุ้น

    เพียงเดือนที่ผ่านมา หุ้นในประเทศมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเกือบล้านล้านดอลลาร์ ดัชนี Shanghai Composite พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ และดัชนี CSI 300 พุ่งขึ้นจากจุดต่ำสุดของปีนี้ไปมากกว่า 20% ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเกือบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการบริโภค ราคาบ้าน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับนักลงทุน

    การฟื้นตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนที่มีเงินสดจำนวนมากที่หันไปลงทุนในหุ้นท่ามกลางภาวะที่ตลาดไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการลงทุน

    แม้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการปรับฐานกะทันหันนั้นยังคงต่ำ แต่นักวิเคราะห์บางคนก็เตือนว่ากำลังเกิดภาวะฟองสบู่ Nomura Holdings Inc กำลังเตือนถึง “การเข้าซื้ออย่างบ้าคลั่ง” ขณะที่ TS Lombard เรียกความไม่สอดคล้องกันนี้ว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ตลาดกระทิงและตลาดหมี”

    “ตลาดอาจคาดการณ์ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคจะดีขึ้น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม” Homin Lee นักนักยุทธ์มหภาคอาวุโสของ Lombard Odier Ltd ในสิงคโปร์กล่าว “แต่ตลาดกระทิงจะไม่สามารถยั่งยืนได้หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 0% และอำนาจในการตั้งราคาสินค้าของบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ”

    กังวลภาวะเงินฝืด

    ภาวะเงินฝืดที่กัดกร่อนอำนาจในการตั้งราคาสินค้าในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความสงสัยในความยั่งยืนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ราคาผู้บริโภคทรงตัวในเดือนกรกฎาคม ราคาผู้ผลิตลดลงเป็นเดือนที่ 34 และGDP deflator ซึ่งเป็นตัววัดระดับราคาสินค้าทั้งเศรษฐกิจ ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง 

    แม้ว่าปักกิ่งจะเริ่มต้นการรณรงค์เพื่อควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและควบคุมสงครามราคา แต่จนถึงขณะนี้ยังส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย

    การเติบโตชะลอตัวลงทั่วกระดานในเดือนกรกฎาคม โดยกิจกรรมในโรงงาน การลงทุน และยอดขายปลีกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งบ่งชี้ว่าการขับเคลื่อนที่เรียกว่า “ต่อต้านการแข่งขันกันมากเกินไป” รวมทั้งผลกระทบจากการเก็บภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ 

    ประมาณการกำไรล่วงหน้า 12 เดือนสำหรับบริษัทในดัชนี CSI 300 ลดลง 2.5% จากระดับสูงสุดของปีนี้ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทต่างๆ เช่น JD.com Inc และ Geely Automobile Holdings Ltd

    ภาพที่น่าวิตกกังวลนี้กระตุ้นให้เกิดความคาดหวังว่ารัฐบาลปักกิ่งจะเพิ่มการสนับสนุน แต่การดำเนินนโยบายจนถึงขณะนี้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กำลังละทิ้งแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และหันไปใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่า

    โนมูระ กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นยังทำให้การตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น

    หวั่นซ้ำรอยฟองสบู่หุ้นแตกปี 2015

    ผู้สังเกตการณ์ตลาดยังเปรียบเทียบสถานการณ์กับช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้น-ขาลงในปี 2015  การซื้อขายหุ้นแบบมาร์จิ้นที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น ก่อนที่การปราบปรามกิจกรรมการกู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อหุ้นจะก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่

    แม้ว่าระดับการปรับตัวขึ้นปัจจุบันจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทศวรรษที่แล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและดัชนีราคาผู้ผลิตที่ตกต่ำก็ทำให้เกิดความคล้ายคลึงกันที่น่าอึดอัดใจ เช่นเดียวกับกระแส AI ที่กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่โครงการ “Internet Plus” ไปจนถึงบิ๊กดาต้า ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ตลาดคึกคักขึ้นในสมัยนั้น

    ยอดหนี้มาร์จิ้นคงค้างอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านหยวน (2.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับ 2.3 ล้านล้านหยวนในช่วงสูงสุดปี 2015 การปรับตัวขึ้นของหุ้นในจีนมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์อย่างมากกับสภาพคล่องและยอดคงค้างของบัญชีมาร์จิ้น

    “สภาพคล่องที่ล้นเหลือในตลาดและการตื่นตัวของสัญชาติญาณสัตว์ที่ค่อยๆ เตือนให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่บ้าคลั่งเมื่อทศวรรษที่แล้ว” เฮา หง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Lotus Asset Management Ltd กล่าว “แน่นอนว่ามันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น”

    กระทิงช้าลง

    มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องสามารถรักษาไว้ได้ อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเป็นไปอย่างระมัดระวังกว่าวัฏจักรที่ผ่านมา และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การฟื้นตัวได้ขยายวงกว้างออกไปครอบคลุมตลาดในวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่ยั่งยืนมากขึ้น

    “ฐานเงินฝากที่ใหญ่ขึ้น บริษัทเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งขึ้น และนโยบายช่วยเหลือตลาดโดยตรงที่มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วมาก” จู เจิ้นซิน หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุน Asymptote ประจำกรุงปักกิ่งกล่าว

    แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่ไม่แน่นอนของจีนกำลังทำให้นักวิเคราะห์บางคนมีการเลือกซื้อหุ้นบางตัวมากขึ้น จัสมิน ต้วน นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสประจำ RBC Wealth Management Asia กล่าวว่า เธอกำลังหลีกเลี่ยงภาคธุรกิจที่กำไรของบริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเงินฝืด หรือภาคส่วนที่มีการแข่งขันสูงซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น

    ตลาดกระทิงของจีน “เป็นเหมือนกล่องปริศนามากกว่าเรื่องราวการเติบโตแบบปกติ” เหอเป่ย์ เฉิน นักวิเคราะห์จาก Vantage Markets ในเมลเบิร์นกล่าว “ความเสี่ยงคือเมื่อความเชื่อมั่นจางหายไป นักลงทุนจะหนีออกไปในไม่ช้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1195657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NTBh0Cdt8oshmk6rx-koZ

  • สัมพันธ์ไทย-กัมพูชาร้าวลึก ห่วงเหตุสู้รบปะทุ-มองมหาอำนาจแทรกแซง-ไม่เชื่อใจ : อินโฟเควสท์

    สัมพันธ์ไทย-กัมพูชาร้าวลึก ห่วงเหตุสู้รบปะทุ-มองมหาอำนาจแทรกแซง-ไม่เชื่อใจ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจเรื่อง “สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ปกติ!” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

    โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 44.96% เห็นว่าเหตุการณ์ไม่ปกติเลย และน่ากังวล กลุ่มตัวอย่างรองลงมา 29.16% เห็นว่าเหตุการณ์ปกติ แต่ยังไม่น่าไว้วางใจ ตามมาด้วย 23.74% เห็นว่าเหตุการณ์ยังคงไม่ปกติเท่าไรนัก และ 2.14% เห็นว่าเหตุการณ์ปกติจริง ไม่มีอะไรน่ากังวล

    กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 64.73% ยังเห็นว่าประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เพราะต้องการผลประโยชน์ กลุ่มตัวอย่างรองลงมา 17.10% เห็นว่าไทยควรปฏิเสธการเข้ามาแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ ตามมาด้วย 8.85% เห็นว่าประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการให้เกิดสันติภาพจริง ๆ 6.11% ระบุไม่เชื่อว่าประเทศมหาอำนาจจะเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง ส่วนที่เหลืออีก 3.21% ไม่สนใจ

    กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 54.12% มีความคิดเห็นต่อประเทศกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านที่ไม่ควรคบด้วย รองลงมา 29.39% ระบุว่าเป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้ แต่ไม่ควรไว้วางใจ ตามมาด้วย 14.20% ระบุว่าเป็นฝั่งตรงข้าม, 1.91% ระบุว่ายังคงเป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้เหมือนเดิม ส่วนที่เหลือ 0.38% ไม่สนใจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/523730&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jU-ogqCbDeI55clZzR777

  • พัทลุงเปล่งประกาย เมืองทุ่งไม่ปรุงแต่ง ‘เขา ป่า นา เล’

    พัทลุงเปล่งประกาย เมืองทุ่งไม่ปรุงแต่ง ‘เขา ป่า นา เล’

    พัทลุงประกาศศักดิ์ศรี กวาดรายได้ต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชูเสน่ห์ธรรมชาติ เขา ป่า นา เล “SME ฉลุย”  สวนทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมศาสนา ดีตลอดปี

    24 ส.ค.2568 – นายกิตติพิชญ์ กลับคุณ ประธานหอการค้าจังหวัดพัทลุง  เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการ SME จ.พัทลุง ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทั้งภาคสินค้าบริการ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และเป็นกลุ่มจะค่อนข้างที่ดี  ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค รับเหมาก่อสร้าง งานในส่วนของเอกชนไปได้ แต่ในส่วนภาครัฐงบประมาณจะเบิกค่าจ่ายค่อนข้างจะช้าไป และอสังหาริมทรัพย์ก็ค่อนข้างจะไม่ดี เพราะมาตรการเข้มข้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่สถาบันการเงินจะรักษามาตรฐาน NPL

    นายกิตติพิญช์ กล่าวต่อว่า แต่ที่ค่อนข้างจะแผ่วไปมากจะเป็นกลุ่มสินค้าการเกษตรผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ส่วนในกลุ่มยางพาราส่วนปาล์มน้ำมันราคาไปได้แต่ถึงอย่างไรกลับมีกลุ่ม SME ที่สวนทางภาวะเศรษฐกิจคือกลุ่ม SME สินค้าบริการรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และตลาดรถยนต์กลับเติบโตขยายตัวทุกเดือน โดยกลุ่ม SME สมาชิกหอการค้ายอดขายประมาณ 20 คัน / เดือน และ 30 คัน / เดือน ต่อเนื่องตลอดมา ที่มาแรงทั้งโตโยต้า  มาสด้า โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 20 คัน / เดือน

    “SME พัทลุงในฐานะเมืองรองที่ถือว่าเศรษฐกิจภาพยังอยู่ในเกณฑ์ถึง 60 – 70 % อยู่ปัจจัยสำคัญเพราะพัทลุงการลงทุนประกอบการจะลงทุนกหลาบช่องทาง และเดินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปรอบคอบจะไม่หวือหวา จึงไปได้ท่ามกลางเศรษฐกิจภาพรวมที่อ่อนตัว” นายกิตติพิญช์ กล่าว

    นางขวัญใจ กลับสุกใส เจ้าของ ผู้จัดการ สวนไผ่ขวัญใจและตลาดป่าไผ่สร้างสุข อ.ควนขนุน จ.พัทลุง  เปิดเผยว่า ภาวะธุรกิจการค้าการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในกลุ่มท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติพัทลุง ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และกลุ่มแอดเวนเจอร์  จะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่องตลอดมาและในปี 2568 จะดีมาตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงขณะนี้

    “เฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินตลาด พักผ่อน ช็อปปิ้ง ดื่มกิน วันสุดสัปดาห์เสาร์อาทิตย์ เฉพาะตลาดป่าไผ่สร้างสุข จะแทบแตกในวันหยุดสุดสัปดาห์บางช่วง จะเฉลี่ยเป็นเดือนจะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 20,000 – 30,000 คน” นางขวัญใจ ระบุ

    นางขวัญใจ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อในหลักพันบาท และในกลุ่มเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจะเป็นชาวต่างวชาติชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ประมาณ 80 % ที่เข้ามาชมช๊อปปิ้ง ซื้อประเภทของกินของฝาก และดื่มกิน นอกนั้นประมาณ 20 % จะเป็นท่องเที่ยวชาวไทยภายในประเทศต่างจังหวัด

    “ปัจจัยที่หนุน จ.เมืองรองพัทลุงอยู่ในเกณฑ์ดีมาตลอด เพราะ เพราะไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวพัทลุงเมืองทุ่งไม่ปรุงแต่ง เขา ป่า นา เล บรรยากาศธรรมชาติ  อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมีกำลังซื้อที่ไม่สูง จึงเป็นกลุ่มท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีอาหารกินสินค้า 15-30 บาท” นางขวัญใจ ระบุ

    รายงานข่าวจากสำนักงาน จ.พัทลุงว่า การท่องเที่ยว จ.พัทลุง ได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในระยะครึ่งปีแรก 2568  ตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม 2568  โดยประมาณกว่า 796,316 คน โดยมีผู้เข้าพักใน จ.พัทลุง ประมาณกว่า 278,000 คน อัตราเข้าพักถึงร้อยละกว่า 70  ซึ่งเป็นคนภายในประเทศกว่า 762,000 คน และเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ประมาณกว่า 33,000 คน ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจการค้าการท่องเที่ยวได้ได้ขยายตัวเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 3.50  ซึ่งได้ส่งผลให้ จ.พัทลุง มีรายได้จากธุรกิจการค้าการการท่องเที่ยวกว่า  1,800 ล้านบาท. 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/849355/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33vr7qIkpiMkXFkPnny9bH