Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อุทยานฯ แม่ตะไคร้ ประกาศปิดการท่องเที่ยว- พักแรมเป็นการชั่วคราว

    อุทยานฯ แม่ตะไคร้ ประกาศปิดการท่องเที่ยว- พักแรมเป็นการชั่วคราว

    อุทยานฯ แม่ตะไคร้ ประกาศปิดการท่องเที่ยว- พักแรมเป็นการชั่วคราว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ประกาศอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ เรื่อง ปิดการท่องเที่ยว พักแรมและการนันทนาการ ในอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ เป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามปกติ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ จังหวัดเชียงใหม่หมายเลขโทรศัพท์ 0 5200 0870

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000081227&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mw6o2_u2J4YsGJKNHcjPz

  • ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง  ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    ธุรกิจ

    ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    อุตสาหกรรม “ท่องเที่ยวไทย” เผชิญความท้าทายมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากการชะลอตัวของจำนวน “นักท่องเที่ยวจีน” ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และ “การแข่งขัน” จากประเทศคู่แข่งที่สูงขึ้น

    โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมปรับลดเป้าหมายจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยตลอดปี 2568 ให้เท่ากับปี 2567 ที่จำนวน 35.5 ล้านคน อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยบวกจากการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ในช่วงโลว์ซีซัน

    “ดิ เอราวัณ กรุ๊ป” ปรับเป้ารายได้ปี 68 โต 3-5%

    อภิญญา งามอภิชน รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย บริษัทฯปรับประมาณการเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมทั้งปี 2568 เป็น 3-5% จากเป้าหมายล่าสุดที่ 6-8% โดยกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวจนถึงระดับประหยัด เติบโตในระดับเดียวกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดจากเป้าหมายล่าสุดที่ 3-5% และกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ทปรับเป้าหมายจาก 23% เป็น 20% เมื่อเทียบกับปี 2567

    แม้ว่าจะมีความท้าทายดังกล่าว บริษัทฯยังคงดำเนินกลยุทธ์ผ่านการมุ่งเน้นการขยายพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว ระดับกลาง ระดับประหยัด และระดับบัดเจ็ท (ฮ็อปอินน์) และการขยายโรงแรมไปยังต่างประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติในแต่ละประเทศ รวมถึงกลยุทธ์การปรับราคาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแบบเชิงรุก การขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโต ได้แก่ กลุ่มประเทศยุโรป อินเดียและตะวันออกกลาง เป็นต้น และการควบคุมต้นทุนจากการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด

    ลุยลงทุนโรงแรมบัดเจ็ท หนุนโตระยะยาว

    บริษัทฯดำเนินการพัฒนาและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามแผนระยะยาวที่วางไว้ โดยมุ่งเน้นการลงทุนทั้งในโรงแรมระดับกลาง ผ่านแผนพัฒนาโรงแรมบริเวณรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีพร้อมพงษ์ที่บริษัทฯได้เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว และการปรับปรุงโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงชั้นประหยัดที่มีอยู่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและตลาดอย่างต่อเนื่อง

    “นอกจากนี้ยังลงทุนในโรงแรมระดับบัดเจ็ทเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้และกำไรที่เกิดจากฐานลูกค้าผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทฯมีโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาในประเทศไทยจำนวน 10 แห่ง”

    ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง  ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    ครึ่งปีหลังปัจจัยน่ากังวลอื้อ

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ยังคงมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เช่น อัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ปัญหาพิพาทระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา และปัจจัยความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ จากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ “ความต้องการเดินทาง” ปรับตัวลดลง รวมถึงปัจจัย “ความผันผวนของค่าเงิน” และ “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” บริษัทฯได้ติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยคำนึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของบริษัทฯเป็นสำคัญ

    ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง  ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    “ไมเนอร์” เตรียมพร้อมโรงแรมในยุโรป-เอเชียรับไฮซีซัน

    ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานต่อ ตลท.ว่า สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2568 ด้วยแผนงานชัดเจนที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ความแข็งแกร่งของงบดุล และความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์ บริษัทฯ จึงพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง

    เฉพาะ “ไมเนอร์ โฮเทลส์” เมื่อเข้าสู่ช่วง 6 เดือนหลังของปี 2568 กลุ่มโรงแรมของบริษัทในยุโรปและเอเชียอยู่ในสถานะที่พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไตรมาส 3-4 ปี 2568 โดยมียอดการจองห้องพักล่วงหน้าที่แข็งแกร่งรองรับไว้แล้ว

    ในภูมิภาค “ยุโรป” ความต้องการเดินทางยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง กลุ่มลูกค้าธุรกิจมีอัตราการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ข้อมูลการจองล่วงหน้าชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ในช่วง 6 เดือนหลังปี 2568 เทียบกับปีก่อนหน้าในระดับเลขหลักเดียวช่วงต่ำถึงกลาง โดยประมาณ 3 ใน 4 ของการเติบโตดังกล่าวมาจากอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา สะท้อนฐานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3 ปี 2567 ที่ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมและงานอีเวนต์จำนวนมาก ด้านผลการดำเนินงานตามภูมิภาค ทั้งกลุ่มลูกค้าเพื่อการพักผ่อนและกลุ่มลูกค้าธุรกิจต่างมีส่วนช่วยส่งเสริมผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับโรงแรมในสเปน และกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ส่วนในอิตาลี ผลประกอบการโรงแรมยังคงพึ่งพาความต้องการจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจเป็นหลัก

    ส่วนจุดหมายปลายทางอื่นๆ เช่น “มัลดีฟส์” ยังแสดงให้เห็นถึงยอดการจองล่วงหน้าที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ระดับพรีเมียม นอกเหนือจากรายได้จากห้องพักแล้ว รายได้จากอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงรายได้อื่นๆ ของโรงแรมยังมีส่วนช่วยส่งเสริมมุมมองเชิงบวกจากการนำเสนอประสบการณ์พิเศษเฉพาะของไมเนอร์ โฮเทลส์ สำหรับ “ประเทศไทย” การปรับปรุงโรงแรมหลักของบริษัทให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนอัตราค่าห้องเฉลี่ยที่สูงขึ้นได้ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจะชะลอตัวลงก็ตาม

    ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง  ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    “แอสเสท เวิรด์” เตรียมเปิด “ลานนาทีค กาแล”

    วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯ เดินหน้า “ขยายพอร์ตโฟลิโอ” สร้างความโดดเด่นให้การท่องเที่ยวของไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเตรียมเปิดตัวโครงการคุณภาพ ได้แก่ “ลานนาทีค กาแล” (Lannatique Kalare) จุดหมายปลายทางแห่งศิลปวัฒนธรรมล้านนารูปแบบใหม่ใจกลาง “เชียงใหม่” ควบคู่กับการบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างแข็งแกร่ง และการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีวินัย โดยคงความเป็นผู้นำด้านโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมรักษาวินัยทางการเงินในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดความเสี่ยง เสริมความยืดหยุ่นในการลงทุน และรองรับการเติบโตระยะยาวอย่างมั่นคง

    ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้รับแรงสนับสนุนเชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ “เที่ยวไทย คนละครึ่ง” ซึ่งช่วยกระตุ้นดีมานด์ของนักท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะโรงแรมในหัวหินและพัทยาที่ได้รับความนิยมสูงสุด

    ขณะเดียวกันความร่วมมือกับ “พันธมิตรระดับโลก” ที่มีเครือข่ายนักท่องเที่ยวคุณภาพกว่า 710 ล้านคนทั่วโลก ยังช่วยเพิ่มสัดส่วนการจองตรง (Direct Booking) สูงถึง 70% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับยอดจองของโรงแรมในเครือ AWC โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ สมุย กระบี่ และพัทยา ที่มียอดจองล่วงหน้าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    ‘บิ๊กโรงแรม’ จับชีพจรท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง  ฝ่าด่านหินยอดต่างชาติ ‘ติดลบ’ ค่าเงินผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1195811&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GZ4JOSQOltfsGFg6nV1wc

  • BeOnCloud ชี้แจงข้อเท็จจริง ดราม่าภาพยนตร์ “บุปผา” ย้ำ ไม่ใช่ภาดต่อ | คมชัดลึก

    BeOnCloud ชี้แจงข้อเท็จจริง ดราม่าภาพยนตร์ “บุปผา” ย้ำ ไม่ใช่ภาดต่อ | คมชัดลึก

    ฟิล์มรีพับบลิค จำกัด ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์. ข่าวล่าสุด. Previous. BeOnCloud …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/606591&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M9JqDNvjzFOB-sSUKGpdD

  • “รักจัดหนักอกหักจัดเต็ม” เพลงแดนซ์สุดสนุกของ “มินนี่ วศิตาภาวิ์” – TrueID Music

    “รักจัดหนักอกหักจัดเต็ม” เพลงแดนซ์สุดสนุกของ “มินนี่ วศิตาภาวิ์” – TrueID Music

    “มินนี่ วศิตาภาวิ์ สาระกุล” (ชื่อเดิมชื่อทอฟ้า) เป็นนักแสดงค่ายมหามงคลฟิล์ม ผลงานละครเรื่อง “มหัศจรรย์รักดอกซากุระ” แสดงเป็นนางเอกคู่กับ “ต้าวหยอง” ทางช่อง 9 mc.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/68LmD0ppGpBd&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38nVFfg6vLFe01sujB7-g6

  • ธงฟ้า ฉะเชิงเทรา พยุงเศรษฐกิจชายแดนซบ

    ธงฟ้า ฉะเชิงเทรา พยุงเศรษฐกิจชายแดนซบ

    กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2568 ณ วัดกลางบางปะกง อำเภอบางปะกง โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 800 รายการ จากผู้ผลิต ผู้ประกอบการท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกร มาลดราคาสูงสุด 60% มีสินค้าจำเป็น เช่น ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ข้าวหอมมะลิ และลำไยราคาพิเศษ เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

    สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอกย้ำ การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน แต่ยังเป็น กลไกเชื่อมโยงสินค้าเกษตร-สินค้า SMEs เข้าสู่ตลาด หลังจากผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการผ่านแดน ทำให้เศรษฐกิจซบเซาและการค้าชายแดนชะลอตัว

    moc-thongfah-chachoengsao-supports-sluggish-border-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ธงฟ้า’ จึงถูกใช้เป็น เครื่องมือรักษาสมดุล ทั้งฝั่งผู้บริโภคที่ได้สินค้าราคาย่อมเยา และฝั่งผู้ผลิตที่มีช่องทางระบายสินค้า เสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจท้องถิ่นหมุนต่อไปได้ ขณะเดียวกันยังสอดคล้องนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    บรรยากาศการจำหน่ายวันแรก (25 ส.ค.68) ได้รับความสนใจจากประชาชนในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างคึกคัก สะท้อนว่าโครงการธงฟ้ายังคงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

    moc-thongfah-chachoengsao-supports-sluggish-border-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างสภาพคล่องในระบบ รวมทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โดยกรมการค้าภายในได้ดำเนินการจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน งานี้ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้”

    — สุชาติ กล่าว

    moc-thongfah-chachoengsao-supports-sluggish-border-economy-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-thongfah-chachoengsao-supports-sluggish-border-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rn4glsXxFzTrE6FfYOPr4

  • วิกฤติแบรนด์นอกในจีน ยอดขายวูบ แห่ปิดสาขา สังเวยยุคเศรษฐกิจซบเซา

    วิกฤติแบรนด์นอกในจีน ยอดขายวูบ แห่ปิดสาขา สังเวยยุคเศรษฐกิจซบเซา

    ต่างประเทศ

    วิกฤติแบรนด์นอกในจีน ยอดขายวูบ แห่ปิดสาขา สังเวยยุคเศรษฐกิจซบเซา

    25 ส.ค. 2025 เวลา 11:45 น.

    แบรนด์ต่างชาติไม่รอด! ยอดขายวูบ – แห่ปิดสาขา สังเวยยุคเศรษฐกิจซบเซา ผู้บริโภคจีนเมินสินค้าหรู เน้นคุ้มค่า – ราคาประหยัด ดันแบรนด์ท้องถิ่นผงาดครองส่วนแบ่งตลาด 76%

    สำนักข่าวเซาท์ไชน่ามอนิ่งโพสต์ รายงานว่ากำลังเกิดปรากฏการณ์แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกกำลังปิดสาขาทั่วประเทศใน “จีน”  สะท้อนแนวโน้มของแบรนด์ต่างชาติที่กำลังถอนตัวจากตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนี้มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าที่ใช้งานได้จริง และคุ้มค่ามากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย ทำให้แบรนด์ท้องถิ่นจีนสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น

    Pandora จ่อปิด 100 สาขา

    Pandora แบรนด์เครื่องประดับชื่อดังจากเดนมาร์ก ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มียอดขายสูงถึง 100 ล้านชิ้นต่อปี กำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ โดยแบรนด์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 15 ส.ค.68 ที่ผ่านมาว่า จะเพิ่มแผนการปิดร้านค้าในจีน จากเดิม 50 สาขา เป็น 100 สาขา ภายในปีนี้

    การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยรายงานประจำปีของ Pandora ระบุว่า ยอดขายในจีนเคยพุ่งสูงสุดในปี 2562 ด้วยตัวเลข 1.97 พันล้านโครนเดนมาร์ก หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่หลังจากเกิดวิกฤติโรคระบาด ยอดขายก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    • ปี 2564 : ยอดขายลดลงเหลือ 5.71 พันล้านบาท
    • ปี 2565 : ลดลงอีกเหลือ 3.74 พันล้านบาท
    • ปี 2566 : ลดลงเหลือ 2.86 พันล้านบาท
    • ปี 2567 : ยอดขายเหลือเพียง 2.11 พันล้านบาท หรือลดลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 4 ของยอดขายสูงสุดในปี 2562

    Vicky Wang จากมณฑลเจียงซู หนึ่งในลูกค้าประจำของ Pandora เปรียบเทียบเครื่องประดับเหล่านี้ว่าเป็นสินค้าแฟชั่นที่ซื้อตามกระแสมากกว่าสินทรัพย์ที่สามารถเก็บสะสมเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้   สะท้อนความสนใจผู้บริโภครุ่นใหม่จำนวนมากกำลังเปลี่ยนไปสู่การลงทุนที่ปลอดภัย

    “ผมเริ่มหมดความสนใจแล้ว เพราะเมื่อเทียบมูลค่ากับทองคำแล้ว Pandora  ขายต่อไม่ได้เลย” Wang  กล่าว

    อย่างไรก็ดี  Pandora ซึ่งไม่ได้ตอบกลับทันทีต่อคำขอความคิดเห็นผ่านอีเมลของสำนักข่าว

    แบรนด์ต่างชาติแห่ถอนตัวจาก ‘จีน’

    นอกจากแบรนด์เครื่องประดับแล้ว ก่อนหน้านี้แบรนด์ไลฟ์สไตล์มินิมอลชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่าง มูจิ (MUJI) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในจีนเช่นเดียวกัน โดยมีรายงานว่าหลายสาขาในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซูโจว และฉางซา รวมถึงมณฑลเจ้อเจียงได้ทยอยปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

    โลกออนไลน์ของจีนกำลังพุ่งเป้าไปที่มูจิ โดยผู้บริโภคหลายรายวิพากษ์วิจารณ์ว่าสินค้าของแบรนด์นี้มีราคาแพงเกินไป และคุณภาพไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

    ทั้งนี้ทางมูจิจะยังไม่ได้ให้ความเห็นโดยตรงต่อเรื่องนี้ แต่สำนักข่าว China Business Network ได้รายงานว่าการปิดร้านค้าบางแห่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

    ขณะเดียวกัน หลายบริษัทต่างชาติก็กำลังทยอยปิดสาขาในจีนเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ธุรกิจเหล่านี้กำลังเผชิญอยู่ในตลาดจีน

    แบรนด์ต่างชาติที่ถอนตัวจากตลาดจีน 

    • แบรนด์เสื้อผ้า และแฟชั่น คือ GU (ในเครือ Fast Retailing Group) จากญี่ปุ่น และ Zara จากสเปน
    • แบรนด์ความงาม และสกินแคร์ คือ Aesop จากออสเตรเลีย และ Decorte จากญี่ปุ่น
    • เครือร้านค้าปลีก คือ Walmart จากสหรัฐอเมริกา และAeon จากญี่ปุ่น

    การถอนตัวของแบรนด์ดังเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดจีนมีความรุนแรงมากขึ้น และผู้บริโภคชาวจีนมีทางเลือกที่หลากหลายจากแบรนด์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพและราคาที่คุ้มค่ากว่า

    แบรนด์จีนผงาด ชิงส่วนแบ่งตลาด

    จากการสำรวจ China Shopper Report 2025 ที่จัดทำโดย Bain & Company และ Worldpanel พบว่าแบรนด์ท้องถิ่นของจีนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์ต่างประเทศได้มากขึ้นเรื่อยๆ

    รายงานล่าสุดระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์ภายในประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 66% ในปี 2555 จนแตะ 76% ในปี 2567 ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา  

    • ปี 2555 : 66%
    • ปี  2564 : 73%
    • ปี  2565 : 74%
    • ปี  2566 : 75%
    • ปี   2567 : 76%

    ตลาดกำลังเข้าสู่ยุค ‘ราคาประหยัด’

    นักวิเคราะห์ชี้ว่าการที่แบรนด์ต่างชาติหลายแห่งต้องถอนตัวจากตลาดจีน มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 2 ประการคือ การลดลงของการใช้จ่ายของผู้บริโภคท่ามกลางภาวะเงินฝืด และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีน

    เฉิน ลี่ผิง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคปิตอลด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจให้ความเห็นว่า ในทศวรรษข้างหน้าจะเป็นยุคของ “การค้าปลีกราคาประหยัด” ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญที่กำลังจะมาถึงสำหรับหลายบริษัท สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความท้าทายในการดำเนินงาน แต่เป็นเรื่องของการอยู่รอดว่าบริษัทเหล่านั้นจะสามารถปรับตัวและเอาตัวรอดในตลาดจีนได้หรือไม่

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนเองก็สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายนี้เช่นกัน จากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนก.ค.ที่ยังทรงตัวจากปีก่อนหน้า และภาวะเงินฝืดของผู้ผลิตยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศของจีนยังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ

    อ้างอิง scmp 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1195695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S-PT3I3so97GUoaH1Au7X

  • ประธาน ECB เตือนเศรษฐกิจมีความเสี่ยงหากรัฐบาลแทรกแซงธนาคารกลาง : อินโฟเควสท์

    ประธาน ECB เตือนเศรษฐกิจมีความเสี่ยงหากรัฐบาลแทรกแซงธนาคารกลาง : อินโฟเควสท์

    คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเป็นองค์กรอิสระของธนาคารกลางและเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคารกลาง โดยเตือนว่ากลไกทางเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะทำงานอย่างผิดปกติ หากรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย

    ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ “Sunday Morning Futures” ของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ลาการ์ดเตือนถึงการตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางและเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคากลาง โดยกล่าวว่า “ความเป็นอิสระของธนาคารกลางทุกแห่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเราในฐานะธนาคารกลางต้องมีความรับผิดชอบ ต้องรายงานผลและตอบคำถามต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาคองเกรสในสหรัฐฯ หรือรัฐสภายุโรปในกรณีของดิฉันก็ตาม แต่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือธนาคารกลางต้องมีความเป็นอิสระ”

    ลาการ์ดยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นั้น เธอมีโอกาสได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางถูกคุกคาม

    “ธนาคารกลางจะเริ่มทำงานผิดปกติและทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ หลังจากนั้นจะเกิดการหยุดชะงัก และนำไปสู่ความไม่มั่นคง ดังนั้น ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกนำมาอภิปราย” ลาการ์ดกล่าว

    การแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงถูกโจมตีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากพาวเวลปฏิเสธที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    ส่วนในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการประชุมต่างก็แสดงการสนับสนุนพาวเวล ด้วยการลุกขึ้นปรบมือให้ก่อนที่เขาจะเริ่มกล่าวสุนทรพจน์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/523855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hu3ZFIEj4MS8vpPHszCPy

  • ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    โดย รศ.ดร.ณดา จันทร์สม
    ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม เพื่อสร้างผู้นำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Wisdom for Sustainable Development) ในบทความนี้ จะเจาะลึกถึงความสำคัญของ “ผลิตภาพแรงงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อน “การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย

    ผลิตภาพแรงงานคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร. ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ อธิบายว่า ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) คือผลผลิตที่ได้จากแรงงานหนึ่งหน่วย หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ถ้าเราใส่เงิน 1 บาท แล้วสร้างผลตอบแทนได้ 100 บาท ย่อมต่างจากใส่เงิน 1 บาท แต่สร้างผลตอบแทนได้ 500 บาท ซึ่งในกรณีหลังถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

    ในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญคู่กับทุน แรงงานจึงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อประเทศในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

    • รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานสร้างผลผลิตได้มากขึ้น รายได้ของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
    • ต้นทุนการผลิตลดลง: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
    • กำลังซื้อเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานมีรายได้สูงขึ้น การบริโภคในประเทศก็จะสูงขึ้นด้วย
    • รายได้รัฐเพิ่มขึ้น: เมื่อการผลิตและรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของประเทศโดยรวม

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมานานกว่า 35 ปี การจะก้าวข้ามไปสู่ประเทศรายได้สูง (รายได้ต่อหัวมากกว่า 13,895 ดอลลาร์สหรัฐ) จำเป็นต้องมุ่งพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

    วิเคราะห์โครงสร้างผลิตภาพแรงงานไทย

    รศ.ดร. ณดา ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างผลิตภาพแรงงานของไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลัก ได้แก่

    • ภาคเกษตร: มีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 30% แต่สร้างผลผลิต (GDP) ได้เพียง 8-10% ซึ่งถือว่ามีผลิตภาพต่ำที่สุด
    • ภาคอุตสาหกรรม: มีสัดส่วนแรงงานเพียง 14% แต่สร้างผลผลิตได้สูงถึง 46% เป็นภาคที่มีผลิตภาพสูงสุด
    • ภาคบริการ: มีสัดส่วนแรงงานประมาณ 46% และสร้างผลผลิตได้กว่า 50%

    ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศคือการยกระดับผลิตภาพแรงงานในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

    รศ.ดร. ณดา ระบุว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ดังนี้

    1. คุณภาพของแรงงาน: การเพิ่ม ความรู้และทักษะ (skill) ให้กับแรงงานผ่านการศึกษาและการอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการพัฒนา ทักษะใหม่ (reskill) และทักษะเพิ่มเติม (upskill) เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. เทคโนโลยี: การนำ เทคโนโลยี เช่น AI หรือระบบการจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เข้ามาใช้ จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น
    3. โครงสร้างพื้นฐาน: การมี โครงสร้างพื้นฐาน ที่ดีทั้งในด้านการคมนาคมขนส่งและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจะช่วยลดความเหนื่อยล้าและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับแรงงานได้
    4. สุขภาพ: สุขภาพกาย ที่แข็งแรงของแรงงานเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ หากเจ็บป่วยบ่อยประสิทธิภาพในการทำงานย่อมลดลง
    5. ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ: ผู้นำองค์กรที่ดีควรสามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้อย่างเต็มที่ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
    6. ระบบแรงจูงใจ: ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ที่เหมาะสมและเป็นธรรมถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอยากทำงานและพัฒนาตัวเอง

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนผลิตภาพแรงงานไทยเพื่อความยั่งยืน

    จากปัจจัยข้างต้น รศ.ดร. ณดา เสนอว่านโยบายภาครัฐไม่ควรจำกัดอยู่แค่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น

    • พัฒนาทักษะแรงงาน: สนับสนุนการ upskill และ reskill อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แรงงานมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ๆ
    • ยกระดับผู้ประกอบการ: สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ให้นำเทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตและการบริหาร
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่: สร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว) เพื่อดึงดูดแรงงานให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสาร
    • สร้างแรงจูงใจ: ปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งหมดนี้ควรเป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาผลิตภาพแรงงานสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/labour-productivity-sustainable-economic-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eOWNlf-fW1fLMgKMnzT3s

  • ทำความรู้จัก “กาไล” หมู่บ้านในทิเบต หลุดพ้นความยากจน ด้วยเศรษฐกิจดอกพีช (คลิป) | เดลินิวส์

    ทำความรู้จัก “กาไล” หมู่บ้านในทิเบต หลุดพ้นความยากจน ด้วยเศรษฐกิจดอกพีช (คลิป) | เดลินิวส์

    นครหลินจือ เขตปกครองตนเองทิเบต มีหมู่บ้านห่างไกลชื่อ “กาไล” ที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช (Peach Blossom Economy)” 

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

    แม้จะมีประชากรเพียง 149 คน แต่ฤดูชมดอกพีชปีนี้ หมู่บ้านกาไลมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน สร้างรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมและการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวมากถึง 3.7 ล้านหยวน (ประมาณ 17 ล้านบาท)

    หมู่บ้านกาไล ในทิเบตที่มีประชากรเพียง 149 คน ได้รับฉายาว่า “หมู่บ้านดอกพีช”

    ในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้เคยเผชิญความยากจน ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่ถึง 2,000 หยวน (ประมาณ 9,200) จากการทำป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และปลูกข้าวบาร์เลย์

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2015 เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากมณฑลกวางตุ้ง จับคู่ความร่วมมือ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวดอกพีช ผลลัพธ์ที่ได้คือ รายได้ต่อหัวของชาวบ้านในปี 2024 พุ่งสูงเกิน 40,000 หยวน (ประมาณ 184,000 บาท) และรายได้รวมของทั้งหมู่บ้านแตะ 14 ล้านหยวน (ประมาณ 64.4 ล้านบาท)

    Nyima Doje ชาวบ้านกาไล เล่าว่า “ในอดีต รายได้จากการท่องเที่ยวแทบไม่มี เส้นทางในหมู่บ้านก็เป็นเพียงถนนดินโคลน ตอนอายุ 5-6 ขวบ ยังต้องใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง แต่วันนี้ หมู่บ้านสว่างไสวด้วยไฟฟ้า และเส้นทางก็สะอาดน่าเดิน

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ฤดูชมดอกพีชปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน

    เดือนกรกฎาคม ปี 2021 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนทิเบต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน

    ปีนี้ ชาวบ้านกาไลเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อรายงานความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในจดหมายตอบเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ประธานาธิบดีสีขอให้ชาวบ้านธำรงความสามัคคี มุ่งสร้างชีวิตที่ผาสุกงดงามยิ่งขึ้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติบนที่ราบสูง พัฒนาตราสินค้าการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน และร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ชายแดนที่มั่งคั่งและมั่นคง

    ทิเบตเคยเผชิญความยากจนอย่างรุนแรง และมีอัตราความยากจนสูงที่สุดในจีน สามารถยกเลิกสถานะความยากจนของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ 628,000 คน ภายในปี 2019 

    ในปี 2024 รายได้สุทธิเฉลี่ยต่อหัวของผู้ที่หลุดพ้นจากความยากจนในทิเบตเพิ่มขึ้นกว่า 12.5% สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5051703/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xu1ITtXZP68jIRW76pkYQ

  • ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผลิตภาพแรงงานกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    โดย รศ.ดร.ณดา จันทร์สม
    ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม เพื่อสร้างผู้นำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา “สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Wisdom for Sustainable Development) ในบทความนี้ จะเจาะลึกถึงความสำคัญของ “ผลิตภาพแรงงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อน “การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย

    ผลิตภาพแรงงานคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร. ณดา จันทร์สม ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ อธิบายว่า ผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) คือผลผลิตที่ได้จากแรงงานหนึ่งหน่วย หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ถ้าเราใส่เงิน 1 บาท แล้วสร้างผลตอบแทนได้ 100 บาท ย่อมต่างจากใส่เงิน 1 บาท แต่สร้างผลตอบแทนได้ 500 บาท ซึ่งในกรณีหลังถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า

    ในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญคู่กับทุน แรงงานจึงเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อประเทศในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

    • รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานสร้างผลผลิตได้มากขึ้น รายได้ของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
    • ต้นทุนการผลิตลดลง: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
    • กำลังซื้อเพิ่มขึ้น: เมื่อแรงงานมีรายได้สูงขึ้น การบริโภคในประเทศก็จะสูงขึ้นด้วย
    • รายได้รัฐเพิ่มขึ้น: เมื่อการผลิตและรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของประเทศโดยรวม

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมานานกว่า 35 ปี การจะก้าวข้ามไปสู่ประเทศรายได้สูง (รายได้ต่อหัวมากกว่า 13,895 ดอลลาร์สหรัฐ) จำเป็นต้องมุ่งพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

    วิเคราะห์โครงสร้างผลิตภาพแรงงานไทย

    รศ.ดร. ณดา ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างผลิตภาพแรงงานของไทยมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลัก ได้แก่

    • ภาคเกษตร: มีสัดส่วนแรงงานสูงถึง 30% แต่สร้างผลผลิต (GDP) ได้เพียง 8-10% ซึ่งถือว่ามีผลิตภาพต่ำที่สุด
    • ภาคอุตสาหกรรม: มีสัดส่วนแรงงานเพียง 14% แต่สร้างผลผลิตได้สูงถึง 46% เป็นภาคที่มีผลิตภาพสูงสุด
    • ภาคบริการ: มีสัดส่วนแรงงานประมาณ 46% และสร้างผลผลิตได้กว่า 50%

    ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศคือการยกระดับผลิตภาพแรงงานในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

    รศ.ดร. ณดา ระบุว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ดังนี้

    1. คุณภาพของแรงงาน: การเพิ่ม ความรู้และทักษะ (skill) ให้กับแรงงานผ่านการศึกษาและการอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการพัฒนา ทักษะใหม่ (reskill) และทักษะเพิ่มเติม (upskill) เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. เทคโนโลยี: การนำ เทคโนโลยี เช่น AI หรือระบบการจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เข้ามาใช้ จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น
    3. โครงสร้างพื้นฐาน: การมี โครงสร้างพื้นฐาน ที่ดีทั้งในด้านการคมนาคมขนส่งและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยจะช่วยลดความเหนื่อยล้าและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับแรงงานได้
    4. สุขภาพ: สุขภาพกาย ที่แข็งแรงของแรงงานเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ หากเจ็บป่วยบ่อยประสิทธิภาพในการทำงานย่อมลดลง
    5. ภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ: ผู้นำองค์กรที่ดีควรสามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้อย่างเต็มที่ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
    6. ระบบแรงจูงใจ: ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ที่เหมาะสมและเป็นธรรมถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอยากทำงานและพัฒนาตัวเอง

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนผลิตภาพแรงงานไทยเพื่อความยั่งยืน

    จากปัจจัยข้างต้น รศ.ดร. ณดา เสนอว่านโยบายภาครัฐไม่ควรจำกัดอยู่แค่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น

    • พัฒนาทักษะแรงงาน: สนับสนุนการ upskill และ reskill อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แรงงานมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ๆ
    • ยกระดับผู้ประกอบการ: สนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ให้นำเทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการผลิตและการบริหาร
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่: สร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว) เพื่อดึงดูดแรงงานให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง
    • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสาร
    • สร้างแรงจูงใจ: ปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งหมดนี้ควรเป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องและเป็นระบบ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุดก็ตาม เพื่อให้การพัฒนาผลิตภาพแรงงานสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/labour-productivity-sustainable-economic-growth/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eOWNlf-fW1fLMgKMnzT3s