Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 10.48 น.

    กลยุทธ์  :  รอย่อเพื่อเข้าซื้อ
    แนวรับ  :  $3,600  หรือ  54,400 บาท
    แนวต้าน  :  $3,660  หรือ  55,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวตามความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังตัวเลข PPI เดือนสิงหาคมออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้แรงเก็งกำไรต่อการปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น แม้ Jerome Powell จะย้ำว่ายังไม่เพียงพอต่อการผ่อนคลายทันที นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาตัวเลข Core CPI ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหภาพยุโรปเร่งเลิกนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย พร้อมพิจารณาเก็บภาษีน้ำมันจากจีนและอินเดีย อาจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและกระทบเงินเฟ้อ ส่วนฝั่งเอเชีย ดัชนี PPI ของจีนหดตัวน้อยที่สุดในรอบ 4 เดือน สะท้อนเงินฝืดเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ในไทย รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    แรงกดดันและแรงหนุนจากทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ และเอเชีย ยังคงสร้างความผันผวนต่อราคาทองคำ โดยในระยะสั้นทองคำได้รับอิทธิพลจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ราคาทองคำอาจได้แรงหนุนเพิ่ม แต่หากสูงกว่าคาดอาจถูกกดดันให้ปรับฐาน ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านพลังงานและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเอเชียมีแนวโน้มช่วยพยุงความต้องการทองคำ

    กลยุทธ์ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ทองคำมีแนวรับสำคัญที่ 3,600 ดอลลาร์ หรือ 54,400 บาท และแนวต้านที่ 3,660 ดอลลาร์ หรือ 55,000 บาท ขณะนี้เกิดสัญญาณ Bearish Divergent ใน Timeframe สั้น (1H และ 4H) จึงมีโอกาสย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังคงเป็นขาขึ้น นักลงทุนจึงควรรอย่อเพื่อเข้าสะสมสถานะซื้อใหม่ โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงและติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-11-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NoxShLSDKc9mVNX2yj1LK

  • สันติ รับปมการศึกษาส่อทำชวด ส่งลูกเสียบแทน : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 11 ก.ย.68

    สันติ รับปมการศึกษาส่อทำชวด ส่งลูกเสียบแทน : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 11 ก.ย.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ieZ0HfFQheU&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pyYjNxplWXmlXSbezpJkD

  • ศธ.ปักหมุดความร่วมมือรัฐ ขับเคลื่อนแผน ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก | เดลินิวส์

    ศธ.ปักหมุดความร่วมมือรัฐ ขับเคลื่อนแผน ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 ก.ย.นายพิเชฐ์ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ตนประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ของศธ. ซึ่งศธ.ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาหลักสูตร การเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ รวมทั้งเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือด้านการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ สิ่งสำคัญคือ “การจัดทำกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ

    รองปลัดศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ที่ประชุมจึงได้จัดทำร่างแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ฉบับนี้ขึ้น เพราะมองว่าการที่จะพัฒนาการศึกษาให้เท่าทันประเทศอื่นได้นั้น จำเป็นต้องเรียนรู้และติดตามทิศทางการดำเนินงานของนานาประเทศ เพราะประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก จึงต้องมีการเตรียมแผนเพื่อให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกและสอดคล้องกับเจตจำนงขององค์การ UNESCO ซึ่งได้กำหนดแนวทางการศึกษาไว้ 4 ประเด็น คือ 1.การเรียนเพื่อรู้ สั่งสมและรักษาความรู้ที่ทันสมัย 2. การเรียนเพื่อนำไปปฏิบัติ สามารถทำได้จริง 3. การเรียนเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ และ4.การเรียนเพื่อค้นพบตนเอง สามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และ “เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้การพัฒนาด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมจากนานาประเทศ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ครูต้องได้รับการพัฒนา

    นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเราต้องกำหนดกลยุทธ์ ขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นแนวปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลยุทธ์แรก คือการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่ 2 คือส่งเสริมการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันสมัย ควบคู่กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษา เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ที่ 4 คือการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความพร้อมสู่ความเป็นสากล และก้าวไปสู่กลยุทธ์ที่ 5 คือการขยายโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข

    กระทรวงศึกษาธิการ จำเป็นต้องร่วมมือกับทั้งหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานภายนอก เพื่อให้เกิดพลังการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยต้องมีการวางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในแผนระยะสั้น คือการมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของบุคลากร การส่งเสริมการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน และการทำวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน ยุโรป และอเมริกา รวมถึงประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และยังได้ร่วมมือกับกระทรวงอื่น ๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

    “ความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ จึงเป็นดั่งการเปิดประตูในการสร้างโอกาสให้บุคลากรของประเทศ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้เรียนรู้ ได้พัฒนา ได้เพิ่มพูนทักษะ จากเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งการศึกษาดูงาน การฝึกอบรม หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฯ เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น ตลอดจนเป็นการขยายเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในระดับสากล และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “ส่งเสริมคน พัฒนาคน เพื่อให้คนมีศักยภาพ พัฒนางาน และนำแผนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ทุกภาคส่วนได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ก้าวทันนานาอารยประเทศ” รองปลัดศธ.กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5102908/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bdj2cbOqsA6GaHvnEyo0W

  • จุฬาฯ ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันสมุทรศาสตร์ที่ 4 ของจีน

    จุฬาฯ ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันสมุทรศาสตร์ที่ 4 ของจีน

    Skip to content

    ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ พร้อมด้วย ศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับสถาบันสมุทรศาสตร์ที่ 4 แห่งประเทศจีน (Fourth Institute of Oceanography, Ministry of Natural Resources, P.R. China) ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน

    พิธีลงนามครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้เวที China–ASEAN Forum on Blue Economy Cooperation and Development (CAFBE 2025) โดยมีนายซุน ซูเซียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 14 (SDG 14: Life Below Water) และอยู่ภายใต้กรอบการดำเนินงานของทศวรรษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ทางมหาสมุทรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2564 – 2573 (UN Ocean Decade 2021–2030)

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสองสถาบันจะดำเนินการวิจัยร่วมกันและแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษา ตลอดจนพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรทางทะเล การอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการัง รวมถึงความหลากหลายทางทะเล ความร่วมมือดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายวิจัยระหว่างประเทศ และช่วยยกระดับบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวทีวิทยาศาสตร์ทางทะเลระดับโลกอีกด้วย

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/259813/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qyMy0bTpaYsValM1wTiQt

  • ฝรั่งเศสเสนอห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย พร้อม ‘เคอร์ฟิวดิจิทัล’ สำหรับวัยรุ่น

    ฝรั่งเศสเสนอห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย พร้อม ‘เคอร์ฟิวดิจิทัล’ สำหรับวัยรุ่น

    คณะกรรมการรัฐสภาฝรั่งเศสเสนอแนะให้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด และกำหนด ‘เคอร์ฟิวดิจิทัล’ สำหรับวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี หลังจากการศึกษาผลกระทบทางจิตใจจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok

    ข้อเสนอแนะดังกล่าวเกิดขึ้นจากรายงานของคณะกรรมการหลังรับฟังคำให้การจากครอบครัวผู้ประสบภัย ผู้บริหารโซเชียลมีเดีย และอินฟลูเอนเซอร์เป็นเวลาหลายเดือน สำนักงานประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แสดงจุดยืนสนับสนุนการห้ามใช้สำหรับเด็กและวัยรุ่น ตามแนวทางของออสเตรเลียที่เริ่มร่างกฎหมายห้ามผู้อายุต่ำกว่า 16 ปี

    จุดเริ่มต้นจากคดีครอบครัวฟ้อง TikTok

    คณะกรรมการก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม เพื่อตรวจสอบ TikTok และผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กและเยาวชน หลังจากคดีความปี 2024 ที่ครอบครัว 7 แห่งฟ้องร้องแพลตฟอร์มนี้ ในข้อหาเปิดเผยเนื้อหาที่ผลักดันให้เด็กของพวกเขาคิดฆ่าตัวตาย

    ลอร่า มิลเลอร์ หัวหน้านักเขียนรายงาน ระบุว่าการออกแบบที่ทำให้เสพติดของ TikTok และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มถูกคัดลอกโดยโซเชียลมีเดียอื่น TikTok เน้นย้ำว่าความปลอดภัยของผู้ใช้รุ่นเยาว์เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด

    คำให้การของแม่ผู้สูญเสียลูกสาว

    แม่ของหญิงสาววัย 18 ปีที่ฆ่าตัวตาย เล่าว่า หลังลูกสาวเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว เธอค้นพบวิดีโอทำร้ายตัวเองที่ลูกสาวเผยแพร่และดูใน TikTok

    TikTok ไม่ได้ฆ่าลูกสาวเรา เพราะเธอไม่สบายใจอยู่แล้ว เธอกล่าวหาว่า TikTok ล้มเหลวในการกำกับดูแลออนไลน์ และผลักดันให้ลูกสาวจมลึกลงไปในความคิดมืดมิดมากขึ้น

    TikTok อ้างประสิทธิภาพการกำกับดูแล

    ผู้บริหาร TikTok ซึ่งเป็นของบริษัท ByteDance จากจีน แจ้งต่อคณะกรรมการรัฐสภาว่า แอปพลิเคชันใช้การกำกับดูแลที่เสริมด้วย AI ซึ่งปีที่แล้วตรวจจับเนื้อหาที่ละเมิดข้อกำหนดการให้บริการในฝรั่งเศสได้ 98 เปอร์เซ็นต์

    อย่างไรก็ตาม สมาชิกรัฐสภาเห็นว่าความพยายามดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และกฎเกณฑ์ของ TikTok เลี่ยงได้ง่ายมาก รายงานยังพบว่าเนื้อหาที่เป็นอันตรายยังคงแพร่หลายในแอป และอัลกอริทึมของ TikTok มีประสิทธิภาพในการดึงดูดผู้ใช้รุ่นเยาว์เข้าสู่วงจรที่เสริมเนื้อหาเช่นนี้

    ข้อเสนอแนะ ‘เคอร์ฟิวดิจิทัล’

    รายงานของคณะกรรมการแนะนำว่า การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียอาจขยายไปยังทุกคนอายุต่ำกว่า 18 ปี หากในอีกสามปีข้างหน้าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่เคารพกฎหมายยุโรป

    เคอร์ฟิวดิจิทัล สำหรับผู้ใช้อายุ 15-18 ปี คือการห้ามใช้โซเชียลมีเดียในช่วงเวลา 22:00 น. ถึง 08:00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/france-proposes-social-media-ban-digital-curfew-teens&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NiaCBcIA7xg6rXSpcukW_

  • โอกาสการลงทุนท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    โอกาสการลงทุนท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจุดเปลี่ยนของวัฏจักรดอกเบี้ยอาจใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวเริ่มสะท้อนถึงการชะลอตัว ทั้งในภาคการผลิต การบริโภค และตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป ส่งผลให้ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในระยะถัดไปมีแนวโน้มที่จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ

    แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จนเริ่มมีการพูดกันถึงระดับราคาที่ค่อนข้างแพง หากพิจารณาจากตัวชี้วัดด้านมูลค่า (valuation) เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE ratio) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยไปพอสมควร แต่การเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงถือเป็นจังหวะสำคัญที่ควรจับตา เพราะมักเป็นช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเรามองว่าหุ้นกลุ่ม “Quality” ซึ่งหมายถึงบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ จะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง

    นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม “Defensives” เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมักมีรายได้ที่มั่นคงและไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง

    อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ควรจับตา คือ REITs (Real Estate Investment Trusts) ซึ่งมีลักษณะคล้ายพันธบัตรในแง่ของการจ่ายกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมักได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดดอกเบี้ย เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มความน่าสนใจของอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล

    โดยสรุป ช่วงดอกเบี้ยขาลงไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ยังเป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนในการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงและมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20250911-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lA2tkkmdF_GKIEVY-rftc

  • เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ว่า จากรายชื่อรัฐมนตรีโควตาคนนอกที่ปรากฏ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ โดยในอดีตก็เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร 

    ซึ่งได้มีการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดเยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และโปร่งใสให้กับผู้เสียภาษี อีกทั้งยังเป็นลูกหม้อจากระทรวงการคลัง แน่นอนว่าย่อมทมำงานได้ทันที

    ส่วนนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในระบบการเงิน การคลังคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นทีมงานที่ช่วยนายพิชัย ชุณหวชิระ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เพิ่งพ้นวาระไป ซึ่งถือว่าสามารถต่อติดได้ทันที

    “เชื่อว่า 2 แรงแข็งขันจากกระทรวงการคลังน่าจะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีทางด้านเศรษฐกิจ”

    ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยถือเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ มีประสบการณ์มาก ผ่านการรับหน้าที่สำคัญมา ขณะที่ตอนดำรงตำแหน่งก็อยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าจะมีเครือข่าย และมีความเข้าใจเชิงบริบทเป็นอย่างดี

    เอกชนชำแหละทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน หวังคนนอก-ในไปทางเดียวกัน

    ขณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีโปรไฟลืดีในแง่ของการผ่านงานจากบริษัทระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็ม (IBM) ,ไทยคม และดูแลดุสิตธานีในการขยายไปสู่ต่างประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่าทางด้านต่างประเทศก็คงไม่มีปัญหา เพียงแต่อาจจะติดตรงที่ไม่เคยผ่านการเป็นข้าราชการมาก่อน ดังนั้น จึงอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนเล็กน้อย 

    ด้านกระทรวงพลังงานซึ่งได้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือซีอีโอ ปตท. มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีในวงการพลังงาน และเป็นผู้ที่มีความเข้าใจทางด้านพลังงานดีคนหนึ่งของประเทศ เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็สามารถทำได้ทันที และเข้าใจโครงสร้าง ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงพลังงานที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจจะสามารถแก้ไขปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะต้นทุนต่างๆ และการจัดสรรพลังงานที่เหมาะสมตามสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหลังงานที่มาจากแหล่งใด เชื่อว่าจะทำได้ดี เพราะมีความเข้าใจ

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้กระทรวงเศรษฐกิจอื่นที่อยู่ต่างพรรคกันในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำงานประสานกันให้ไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ผู้นำที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจากภายนอก ซึ่งจะมีกลไกลรูปแบบใดที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจด้วยว่ากระทรวงเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดแค่เพียง 2-3 กระทรวงแต่ยังหมายถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ,กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ,กระทรวงเกษตร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทั้งหมดเป็นกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน 

    “ประเด็นสำคัญที่ต้องการฝากก็คือ โควตาคนนอกที่เป็นทีมเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างดี แต่โควตาคนในซึ่งต่างคนต่างมาจากคนละพรรค รัฐบาลจะทำอย่างไรให้มีการออกแบบไปในทิศทางเดียวกัน และมีผู้ที่มีบารมีคอยนำทาง และเคาะโต๊ะ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และรวดเร็ว เนื่องจากระยะเวลา 4 เดือนตาม MOA ที่ค่อนข้างสั้นแม้จะรวมกับระยะเวลารักษาการณ์ก็ยังถือว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้นทุกนาทีมีค่ามาก ต้องทำงานอย่างเต็มที่“

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคือจะทำอย่างไรเพื่อฟื้นกำลังซื้อให้กลับคืนมา รวมถึงลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน และลดหนี้ภาคครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อจำนวนมหาศาล 

    รวมถึงจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ การไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของทีมเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ปัยหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือเรื่องการเงิน หรือเงินกู้สำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเป็นอย่างมาก มีความต้องการมาตรการกระตุ้น การเติมเงิน การเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเฉพาะในหน่วยงานของธนาคารภาครัฐ และธนาคารพาณิชย์

    อีกทั้งยังต้องเร่งแก้ปัญหาบริเวณชายแดนให้กลับมา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันประมาณ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นไทยส่งออก 400 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา 100 ล้านบาท 

    “ภาคเอกชนต้องการทีมเศรษฐกิจที่เป็นนดีมีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ ทำงานได้ทันที”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ghgAPKxHpZndhVWCauLNq

  • เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ถือเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเร่งด่วนที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะเร่งแก้ไข โดยเตรียมปัดฝุ่น นำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อหวังช่วยประชาชนลดรายจ่ายและค่าครองชีพ พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ นี้อาจมีการปรับปรุงและอัปเกรดในรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเพิ่มสูตรการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ เป็นสูตร 60:40 (โดยรัฐช่วยอุดหนุนในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่าย 40%)

    โดยรายละเอียดคาดว่า จะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจาก ‘ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับโปรดเกล้าฯ

    ดังนั้น ระหว่างนี้ THE STANDARD WEALTH จึงได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยนำเสนอว่า รัฐบาลควรปรับปรุงโครงการ ‘คนละครึ่ง’ นี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน รวมไปถึงฐานะทางการคลังของไทยที่ไม่แข็งแกร่งเช่นเก่า

    จุดแข็งที่ต้องรักษา: คนคุ้นเคย-ช่วยร้านเล็ก

    รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ มีแนวคิดที่จะนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง โดยระบุว่า การฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีข้อดีคือ ทั้งร้านค้าและประชาชนมีความคุ้นเคยกับโครงการนี้ รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐาน อย่างแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ก็จะช่วยทำให้การดำเนินการและการลงทะเบียนร้านค้าใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า โครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการช่วยเหลือ ‘ร้านค้าขนาดเล็ก’  ดังนั้น หนึ่งในจุดแข็งของโครงการคือการ ‘ขยายฐานลูกค้า’ ให้กับร้านค้ารายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยร้านค้ามีลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้น และที่น่าสนใจคือ แม้โครงการจะสิ้นสุดลง ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากยังคงรักษายอดขายที่ดีไว้ได้ เนื่องจากลูกค้าใหม่ได้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ

    ข้อจำกัดที่อาจต้องแก้ไข: กระตุ้นการใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่ – Crowding Out Effect

    อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.อธิภัทร ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ รอบก่อน โดยจากการศึกษาที่ทำร่วมกับ LINE MAN Wongnai พบว่า แม้โครงการจะช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี แต่กลับมีประสิทธิผลในการกระตุ้นการบริโภคโดยรวมค่อนข้างน้อย จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Crowding Out Effect’

    “ตามการศึกษาพบว่า โครงการคนละครึ่งครั้งก่อน เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Crowding Out Effect ก็คือ ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการหันไปใช้เงินกับร้านที่เข้าร่วม แล้วลดการซื้อจากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือ เหมือนการเปลี่ยนที่ซื้อมากกว่าการเพิ่มยอดซื้อ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    นอกจากนี้ รศ. ดร.อธิภัทร เปิดเผยอีกว่า จากงานวิจัยพบว่า ค่าประสิทธิผลในการกระตุ้นการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Consume – MPC) จากโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน อยู่ที่ 0.4 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ 1 บาทที่รัฐอุดหนุน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียง 40 สตางค์ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับการแจกเงินสดโดยไม่มีเงื่อนไข

    ถอดบทเรียนจากจีน: ทำอย่างไรให้เงินที่รัฐจ่าย 1 บาท กระตุ้นการใช้จ่ายถึง 3 บาท

    รศ. ดร.อธิภัทร ได้ยกตัวอย่างมาตรการลักษณะเดียวกันในประเทศจีน ซึ่งสามารถสร้างค่า MPC ได้สูงถึง 3.0 หรือรัฐให้เงิน 1 บาท แต่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้ถึง 3 บาท 

    โดยปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การออกแบบเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง ได้แก่ 

    1. ‘กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ’ กล่าวคือ ผู้ใช้ต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดก่อนจึงจะได้รับส่วนลด
    2. ‘จำกัดเวลาการใช้งาน’ เนื่องจาก คูปองมีอายุสั้นแบบ ‘วันต่อวัน’ จะช่วยเร่งการตัดสินใจใช้จ่าย

    โดยแนวทางดังกล่าวคล้ายกับโปรโมชันของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่คนไทยคุ้นเคย เช่น “ลด 20% เมื่อซื้อขั้นต่ำ 200 บาท” ซึ่งแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งเดิมที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรกและสามารถทยอยใช้ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเขต

    “สิ่งที่จีนทำแตกต่างจากเราคือ เขากำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายปกติเล็กน้อย และที่สำคัญคือคูปองส่วนลดมีอายุแบบวันต่อวัน ถ้าไม่ใช้ในวันนั้นสิทธิ์ก็จะหายไป สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจให้คนเร่งใช้จ่าย ต่างจากของไทยที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรก และสามารถทยอยใช้สิทธิ์ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเฟส ทำให้ขาดแรงกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    เปิดข้อเสนอแนะ การทำ ‘คนละครึ่ง’ 2.0

    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการภายใต้งบประมาณที่จำกัด รศ. ดร.อธิภัทร ได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้

    1. กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ: อาจมีการกำหนดว่าต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดจึงจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายปกติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง

    “สำหรับการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำอาจจะต้องดูว่า แล้วปกติค่าเฉลี่ยการซื้อคนในโครงการเนี่ยจะซื้อกันกี่บาท ถ้ามันกำหนดสูงเกินไปก็อาจจะไม่เวิร์ก แล้วคนก็รู้สึกว่า ถ้ากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสูงขนาดนั้น ไม่เอาดีกว่า ก็อาจจะต้องออกแบบให้ยังน่าดึงดูดอยู่”  รศ. ดร.อธิภัทร 

    1. จำกัดสิทธิ์การใช้แบบรายวัน: โดยแบ่งวงเงินรวมออกเป็นยอดใช้จ่ายรายวัน เช่น ให้วันละ 150 บาท หากไม่ใช้ภายในวันนั้น สิทธิ์ของวันนั้นจะถูกตัดไป ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ


    “สมมติให้วงเงินทั้งหมด 3,000 บาท เราอาจจะกำหนดว่า ประชาชนไม่สามารถทยอยใช้ได้ทั้งหมด แต่มีการกำหนดโควตารายวัน เช่น วันนี้ 150 บาท ถ้าไม่ใช้ สิทธิ์ของวันนี้ก็หมดไป วันถัดมาก็ได้อีก 150 บาท วิธีนี้จะทำให้คนเร่งใช้จ่ายมากขึ้น”

    ใช้งบอย่างฉลาด ในวันที่ ‘กระสุนการคลัง’ มีจำกัด

    รศ. ดร.อธิภัทร เน้นย้ำว่า สถานการณ์ทางการคลังในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยรัฐบาลก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการเพียงแค่ช่วยเหลือร้านค้า หรือต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากเป้าหมายคืออย่างหลัง การปรับปรุงเงื่อนไขตามที่เสนอจะเป็นโจทย์ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า 

    “ต้องยอมรับว่าตอนนี้กระสุนทางการคลังของเรามีไม่เยอะเหมือนเดิม โดยโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน มีการทำหลายเฟส ใช้งบประมาณเป็นหลักแสนล้าน แต่ปัจจุบันงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเหลือเพียงราว 25,000 ล้านบาท และยังต้องกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับมาตรการอื่นๆ อีก ดังนั้นการใช้งบประมาณที่จำกัดจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด”

    “หลายคนบ่นว่า เศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนก็เป็นปัญหาใหญ่ การนำเครื่องมือที่คนคุ้นเคยกลับมาใช้และทำให้มันเวิร์คขึ้น โดยทำให้มั่นใจว่าเงินที่ใส่ลงไปมันคุ้มค่า กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล และต้องไม่ลืมว่า โครงการนี้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    KResearch แนะรัฐพิจารณาลดเงินอุดหนุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ พร้อมมุ่งเป้าเฉพาะคนจ่ายภาษี

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า หากรัฐบาลอยากนำ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง อาจพิจารณาลดเงินอุดหนุนลง จาก 50% เป็น 20% หรือ 30%  เพื่อทำให้เงินหมุนเร็วขึ้น หรือกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น

    นอกจากนี้ บุรินทร์ ยังแนะว่า ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ก็ควรจำกัดเกณฑ์เฉพาะผู้ที่จ่ายหรือยื่นภาษีเงินได้เช่น ขณะที่ในฝั่งร้านค้าก็ควรเป็นร้านที่จ่ายภาษี หรือได้ยื่น VAT เนื่องจากมองว่า โครงการนี้เป็นจังหวะดีในการขยายฐานภาษี และเป็นหน้าที่ของประชาชนไทยทุกคน ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยื่นภาษี แต่ยังมีผู้คนอีกมากไม่ค่อยยื่นภาษี

    ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยล่าสุดของ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบัน มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาราว 11 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีเงินได้นี้ราว 4 ล้านคน

    ขณะที่ ตามการคำนวณ ‘ล่าสุด’ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2564 คาดว่า มีแรงงานที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบจำนวนกว่า 19 ล้านคน จากกำลังแรงงานในระบบทั้งหมดราว 40 ล้านคน

    KResearch มองควรออกแบบใหม่ให้ตรงจุด-สร้างประโยชน์ระยะยาว

    ขณะที่ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า เนื่องจาก มีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต โดยเสนอให้ต่อยอดจากโครงการเดิม แต่ยกเลิกแนวคิด ‘One Size Fits All’ หรือการอุดหนุนในสัดส่วน 50:50 เท่ากันทุกคน

    พร้อมทั้งแนะว่า รัฐบาลอาจจะออกโครงการเพิ่ม คล้ายการแจกบัตรกำนัล (Voucher)ให้กับคนที่มีรายได้ อย่างที่เคยทำ ช่วงปี 2564 ที่มีเงื่อนไขยิ่งจ่ายยิ่งได้ เพื่อกระตุ้นให้คนที่มีรายได้ไปเพิ่มการใช้จ่าย

    อีกประเด็นสำคัญที่ ณัฐพรเน้นย้ำ คือการสร้างและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (Database) ของผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งประชาชนและร้านค้า เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่าย และนำไปออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

    “ในระยะข้างหน้า ไทยจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจะมีมากขึ้น ดังนั้น จึงต้อง Target แบบยิงนัดเดียวต้องตรงเป้าเลย” ณัฐพร กล่าว

    ขณะที่ เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในมิติของการกระจายประโยชน์ โดยเสนอว่ารัฐบาลควรมีกลไกสนับสนุนให้โครงการกระจายตัวไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเขตเมืองหรือ Modern Trade เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างแท้จริง

    ตรวจสอบประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’

    หลังจากเกิดโควิด รัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’ ออกมาทั้งหมด 5 ระยะ ระหว่างปี 2563 – 2565 โดยใช้เม็ดเงินกว่า 2.3 แสนล้าน ดังนี้ 

    เฟส 1: วงเงิน 30,000 ล้านบาท เป้าหมาย 10 ล้านสิทธิ

    เฟส 2: วงเงิน 22,500 ล้านบาท เป้าหมาย 15 ล้านสิทธิ

    เฟส 3: วงเงินรวม 126,000 ล้านบาท เป้าหมาย 28 ล้านสิทธิ

    เฟส 4: วงเงิน 34,800 ล้านบาท เป้าหมาย 29 ล้านสิทธิ

    เฟส 5: วงเงิน 21,200 ล้านบาท เป้าหมาย 26.5 ล้านสิทธิ

    โดยตามข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้ ซึ่งอ้างอิงจากผล การศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในอดีต เคยประเมินว่า โครงการคนละครึ่งในระยะที่ 1-3 ซึ่งมีต้นทุนคิดเป็นราว 1.3% ของ GDP สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ GDP ได้ ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.5% ของ GDP โดยสามารถเพิ่มกำลังซื้อ และช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้าและประชาชนในระดับภูมิภาคได้

    นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังได้มีการประเมินผลของโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-3 ซึ่งใช้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม

    โดย รายงานการประเมินผลโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม   ระบุว่า “ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 และ 2 มีการอนุมัติเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ตั้งแต่เดือนตุลาคมและธันวาคม 2563 หรือไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 21,367.19 และ 1,444.50 ล้านบาทตามลำดับ และเริ่มลดลงในปีถัดไป เพราะมีการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เกือบทั้งหมดแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 โดยทั้งระยะที่ 1 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8938 และระยะที่ 2 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8921” 

    “โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด เนื่องจาก วงเงินอนุมัติโครงการสูงที่สุดและมีการเบิกจ่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการระยะดังกล่าว เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2564 หรือไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ดังนั้น ในระหว่างปี 2563 จึงยังไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการนี้ โดยมีค่าตัวทวีคูณ คือ 0.8975 เท่า” รายงาน ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-project-2-assessment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YM_WeH8b2hWN9Qf520vOM

  • คลังชง “คนละครึ่ง” ต.ค.นี้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% หวังฟื้นเศรษฐกิจ

    คลังชง “คนละครึ่ง” ต.ค.นี้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% หวังฟื้นเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังเตรียมเปิดโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ตุลาคมนี้ ปรับเกณฑ์จูงใจผู้เสียภาษี 11 ล้านคน รัฐช่วย 60% ส่วนประชาชนทั่วไปและบัตรสวัสดิการรัฐช่วย 50% คาดกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บางส่วนห่วงภาระงบประมาณและปัญหาการเข้าร่วมของร้านค้า

    วันนี้ (10 ก.ย.2568) กระทรวงการคลังเผยแผนเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อลดลง โดยปรับเกณฑ์ใหม่เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งรัฐจะอุดหนุนร้อยละ 60 ส่วนประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐจะช่วยจ่ายร้อยละ 50

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจ่ายเองร้อยละ 40 และรัฐสนับสนุนร้อยละ 60

    ส่วนกลุ่มที่ 2 คือประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่ายเองร้อยละ 50 และรัฐสนับสนุนร้อยละ 50 ผู้อยู่ในระบบภาษีบางรายเห็นด้วยว่าการสนับสนุนร้อยละ 60 เป็นการคืนกำไรให้ผู้เสียภาษี และอาจจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทั้งค่าอาหารและการเดินทาง

    นายชนกันต์ เกตุแก้ว ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี กล่าวว่า การที่รัฐช่วยร้อยละ 60 นั้นดีกว่าการช่วยร้อยละ 50 ในอดีต และเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ อย่างไรก็ตาม วงเงินใช้จ่ายต่อวันอยู่ที่ 150 บาทถือว่าเหมาะสม แต่หากเพิ่มเป็น 200 บาท อาจเพิ่มภาระงบประมาณ ส่วนผู้ไม่อยู่ในระบบภาษีเห็นว่า การช่วยร้อยละ 50 เท่ากับรอบก่อนหน้าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

    ด้านร้านค้าบางแห่ง เช่น น.ส.อัยย์รดา มหารัฐธิตินนท์ ผู้จัดการร้านอาหารในเขตธนบุรี กรุงเทพฯ ระบุว่า เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ลูกค้าลดการใช้จ่าย ร้านจึงปรับราคาให้สมเหตุสมผลเพื่อรักษาฐานลูกค้า และเชื่อว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยทั้งผู้บริโภคและร้านค้า

    อย่างไรก็ตาม น.ส.ผจงรักษ์ นาคทน เจ้าของร้านอาหารในเขตเดียวกัน ระบุว่าไม่เคยเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ระบบที่ไม่เสถียร และการได้รับเงินคืนล่าช้า ทำให้ยังลังเลที่จะเข้าร่วม

    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะช่วยขยายฐานภาษี แต่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการคนละครึ่งเป็นเหมือนรัฐสวัสดิการมากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และควรจำกัดวงช่วยกลุ่มเปราะบางเท่านั้น เนื่องจากไม่ส่งเสริมการลงทุนและอาจเป็นภาระงบประมาณ

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ ระบุว่า การปรับเกณฑ์คนละครึ่งไม่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นจิตวิทยาการใช้จ่าย สะท้อนจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การยุบสภาตามข้อตกลง MOA ใน 4 เดือนอาจสร้างแรงกดดันทางการเมือง กระทบการลงทุนและการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว

    อ่านข่าวอื่น :

    “วิเชียร” ยื่นฉบับ 2 ขอระงับประกาศผลเลือกนายกสภาทนายความ อ้างพบหลักฐานซื้อเสียง-บัตรเขย่ง

    ภูมิใจไทยตั้งทีมศึกษาทำประชามติแก้ รธน. “ไชยชนก” หัวหน้าคณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HZAjlntMm34m_fnB3yd0U

  • การเมือง เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 32 เดือน

    การเมือง เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 32 เดือน

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา

    ทั้งนี้ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ได้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงจาก 36% มาเหลือ 19% และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

    อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 44.1 48.3 และ 58 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคม ที่อยู่ในระดับ 45.6 49.8 และ 59.6 ตามลำดับ

    ขณะเดียวกัน การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ และค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง  รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.7 เป็น 50.1 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 36.7 เป็น 36

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/913465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i8FYz93r96806A0Lk4Hjm