Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    จะดีไหมถ้าการท่องเที่ยวสักทริปเป็นมากกว่าการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติสวย ๆ แต่เรายังได้สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ตัวน้อยที่เรียกว่า ‘แมลง’

    เมื่อพูดถึงแมลง คนเมืองอาจนึกถึงในฐานะตัวก่อความรำคาญ แต่แท้จริงแล้วแมลงนั้นมีหลากหลายมาก หากเราได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็จะพบกับความมหัศจรรย์ไม่รู้จบ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวบางชนิดมีรูปร่างและสีสันราวกับดอกกล้วยไม้ ด้วงบางชนิดมีสีทองแวววับราวกับกระดาษทองไหว้เจ้า แมลงน้ำบางชนิดมีท่อยาว ๆ ยื่นมาหายใจเหนือน้ำราวกับเป็นท่อสน็อกเกิลส่วนตัว ส่วนด้วงอีกชนิดก็มีลมตดพิฆาตที่อุณหภูมิสูงนับร้อยองศาเซลเซียส ส่วนตัวอ่อนแมลงน้ำบางชนิดก็ชอบทำท่าวิดพื้นเมื่อหายใจติดขัด

    ทั้งหมดนี้เป็นแค่เสี้ยวส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเมื่อพูดถึงจักรวาลแมลงอันกว้างใหญ่ที่เราได้เรียนรู้กันใน ‘The Cloud Journey : Butterfly Effect’ ที่ The Cloud จัดขึ้นจากการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อให้คนได้สัมผัสมุมใหม่ของการเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ซึ่งทริปนี้เราไปกันที่จังหวัดนครนายก

    หากใครพลาดไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่คือเส้นทางที่คุณตามรอยได้ และบทความนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นไกด์ ราวกับคุณได้เดินตามวิทยากรไปกับเรา

    หากพร้อมแล้ว หยิบไฟฉายย่อส่วนขึ้นมา แล้วท่องไปในแดนมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วกันเลย

    การเที่ยวน้ำตกให้สนุกไม่ได้มีเพียงการเล่นน้ำหรือกินไก่ย่างส้มตำริมลำธารเท่านั้น แต่เราได้นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติอย่าง ‘กลุ่มใบไม้’ เป็นผู้นำกิจกรรมที่จะทำให้เรามองสายน้ำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘นักสืบสายน้ำ’

    นี่เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เพียงแค่มีแว่นขยายสักอันกับคู่มือนักสืบสายน้ำสักเล่ม (หรือลายแทงแมลงน้ำสักแผ่น) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้ท่องไปในโลกไซซ์จิ๋วของแมลงน้ำราวกับอลิซในแดนมหัศจรรย์ (แต่ถ้าให้ดี อาจเพิ่มพู่กันและถ้วยน้ำจิ้มเล็ก ๆ ไปด้วย ก็จะทำให้เราสังเกตน้อง ๆ ได้ชัดและนานขึ้น)

    “เป้าหมายของกิจกรรมนี้คืออยากพาทุกคนไป Add Friend กับแมลงน้ำ เพราะกลุ่มใบไม้เชื่อว่าเราจะตัดสินใจปกป้องธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ถ้าหัวใจรู้สึกว่า ‘เราเป็นเพื่อนกัน’ ” เก่ง-โชคนิธิ คงชุ่ม แห่งกลุ่มใบไม้ กล่าวไว้ในช่วงแนะนำกิจกรรม

    สำหรับทริปนี้ เก่งและทีมพาเราไปที่น้ำตกกะอาง เดินแค่ราว ๆ 200 เมตรก็ถึงลำธารใส ๆ ความลึกประมาณครึ่งแข้ง จากนั้นเราก็เดินลุยน้ำ พลิกก้อนหินขึ้นมาส่องหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ หากเจอก็จะใช้พู่กันปัดน้องอย่างเบามือลงในถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำไว้ จะได้ใช้แว่นขยายส่องดูได้ถนัดตา โดยมีแผ่นพับลายแทงนักสืบสายน้ำที่จะช่วยจำแนกว่าน้องคือแมลงกลุ่มไหน

    “แมลงแต่ละกลุ่มมีคะแนนประจำตัวตั้งแต่ 1 – 10 ซึ่งเป็นคะแนนชี้วัดคุณภาพน้ำ เพราะแมลงแต่ละชนิดชอบแหล่งน้ำไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ได้แค่ในลำธารไหลแรงออกซิเจนสูงเท่านั้น ส่วนบางชนิดชอบน้ำนิ่ง ๆ มีใบไม้ผุ ๆ เน่า ๆ ยิ่งคะแนนสูงก็แปลว่าคุณภาพน้ำยิ่งดี” เก่งอธิบาย

    จากนั้นเหล่านักสืบก็จะต้องตามหาเหล่าน้อง ๆ แล้วจดชื่อชนิดที่เจอลงไปพร้อมระบุคะแนน พอจบก็จะนำคะแนนทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน

    “ตัวนี้มีหางยาว ๆ 3 เส้น น่าจะเป็นตัวนี้นะ” นักสืบคนหนึ่งชี้ไปที่รูปที่เขียนว่า ‘ตัวอ่อนชีปะขาว’ วิทยากรยืนยันว่าถูกต้อง 

    “ตัวนี้มีหางพอง ๆ 3 อัน เหมือนตัวอ่อนแมลงปอเข็มหางโป่งเลย” นักสืบอีกคนกล่าวถึงแมลงอีกตัว ซึ่งปรากฏว่าจำแนกชื่อได้ถูกต้อง แต่ที่ผิดไปเล็กน้อยคือส่วนที่ดูเหมือนหาง แท้จริงแล้วคือเหงือกสำหรับหายใจ

    ส่วนอีกตัวที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกน่าสนใจแล้ว นั่นคือ ‘ตัวอ่อนแมลงเกาะหินจั๊กกะแร้ฟู’ ที่มีเหงือกฟู ๆ เป็นกระจุกใต้โคนขา แถมพฤติกรรมของน้อง ๆ กลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อใดที่ออกซิเจนในน้ำเริ่มต่ำ บางชนิดจะทำท่าวิดพื้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำ

    หรืออีกชนิดที่เท่มากก็คือ ‘ด้วงสี่ตา’ ซึ่งน้องมี 4 ตาจริง ๆ โดยตาคู่บนใช้มองหาเหยื่อเหนือน้ำ ส่วนตาคู่ล่างมองหาเหยื่อใต้น้ำ เทพสุด ๆ

    ส่วนอีกกลุ่มก็เจ๋งไม่แพ้กัน นั่นคือตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำที่ปล่อยเส้นใยพิเศษเพื่อเชื่อมเม็ดทรายหรือวัสดุใต้น้ำให้เป็นปลอกหุ้มลำตัวเหมือนปลอกหมอนข้างได้ บางชนิดใช้เศษใบไม้ บางชนิดใช้เม็ดทราย หรือบางชนิดก็ใช้ก้านพืชมาสานจนดูเหมือนตะกร้าหวาย

    หลังจบกิจกรรม เรานำคะแนนของทั้ง 3 กลุ่มที่สำรวจ 3 จุดของลำธารมาเฉลี่ยกัน และได้ผลคะแนนอยู่ที่ 8.4 ซึ่งถือว่าคุณภาพน้ำดีทีเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การทำให้เราได้สัมผัสและมองเห็นด้วยสองตาตัวเองว่า ‘สายน้ำที่มีชีวิต’ เป็นอย่างไร

    แม้เราอาจจำชื่อน้องแต่ละตัวที่เจอไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะไม่ลืมแน่ ๆ ก็คือการได้ใช้แว่นขยายส่องดูน้องตัวจิ๋ว ได้เห็นเหงือกที่กำลังโบกสะพัด ขาเล็ก ๆ ขยับไปมา นี่คือภาพที่บอกเราอย่างชัดเจนว่า สายน้ำไม่ได้มีแค่ H2O แต่คือ ‘บ้าน’ ของชีวิตเล็ก ๆ มากมาย

    และเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าการไปเปลี่ยนระบบนิเวศลำธาร ไม่ว่าจะการสร้างฝาย การขุดลอก หรือการทำตลิ่งปูน ล้วนเป็นการทำลาย ‘บ้าน’ ของน้อง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้มองน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเองแบบใกล้ชิด มันก็มีความรู้สึกพิเศษบางอย่างในแบบที่การดูรูปภาพให้ไม่ได้… นี่อาจเป็นความรู้สึก ‘เป็นเพื่อน’ ที่เก่งพูดถึงตอนเริ่มกิจกรรมก็เป็นได้

    Holotype café คือคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และความหลงใหลของนักกีฏวิทยา ผู้ค้นพบตั๊กแตนตำข้าวชนิดใหม่ของโลกมาแล้วเกือบ 10 สปีชีส์ นั่นคือ ฟลุ๊ค-ธรณ์ธันย์ อุณหะโชติ

    ที่นี่มีตัวอย่างแมลงให้เราดูนับร้อยชนิด ทั้งตัวอย่างมีชีวิตและแมลงสตัฟฟ์ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ แถมเจ้าของคาเฟ่ยังเล่าเรื่องสนุกจนพาเราหลงเสน่ห์แมลงเข้าเต็ม ๆ

    มุมแรกมีตู้กระจกใบใหญ่ตั้งโดดเด่น มองแวบแรกเราไม่เห็นแมลงใด ๆ นอกจากต้นไม้ แต่พอตั้งใจมองดี ๆ เอ๊ะ นั่นไง แมลงที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ไม่มีผิด ส่วนอีกตัวก็ปลอมตัวแนบเนียนเป็นใบไม้นี่คือตั๊กแตนกิ่งไม้และตั๊กแตนใบไม้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ตั๊กแตน

    “บางทีชื่อภาษาไทยก็ทำให้สับสน ผมเลยมักเรียกว่าแมลงกิ่งไม้กับแมลงใบไม้ เพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรียกว่า Grasshopper แต่เรียกว่า Stick Insects กับ Leaf Insects” ฟลุ๊คเล่า

    ถัดมาอีกตู้ก็มีแมลงที่หน้าตาดูคล้ายใบไม้เช่นกัน แต่ตัวนี้ออกแนวใบไม้แห้งและเป็นคนละกลุ่มกับตัวแรก น้องคือตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่กำลังเกาะในท่าห้อยหัวและกัดกินเหยื่ออย่างสบายอารมณ์จากนั้น ฟลุ๊คก็หยิบแมลงอีกตัวจากกล่องอีกใบมาให้เราดู ตอนแรกเราเดาว่านี่คือ Stick Insects เหมือนในตู้แรก

    แต่ปรากฏว่าผิดจ้า!

    เฉลยคือน้องเป็นตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่บังเอิญเลือกเลียนแบบกิ่งไม้เหมือนกัน และที่พิเศษคือเป็นชนิดใหม่ของโลกที่ฟลุ๊คเป็นผู้ค้นพบ

    หลังจากได้เห็นพวกเลียนแบบกิ่งไม้และใบไม้แล้ว แน่นอนว่าถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องเจอพวกเลียนแบบดอกไม้ด้วย ซึ่งที่นี่ก็มีจริง ๆ นั่นคือ ‘ตั๊กแตนตำข้าวดอกกล้วยไม้’

    “แต่ผมไม่เคยเห็นมันอยู่บนดอกกล้วยไม้นะ พวกนี้เลียนแบบดอกไม้เพื่อล่อแมลงอื่นมาใกล้แล้วจับกิน” ฟลุ๊คเล่าถึงจุดประสงค์การพรางตัวที่หลากหลายของแมลง

    ความหลากหลายในจักรวาลตั๊กแตนตำข้าวยังไม่หมดแค่นั้น ฟลุ๊คยังพาเราไปรู้จักตั๊กแตนตำข้าวมอสส์ (Moss Mantis) ที่เลียนแบบมอสส์, ตั๊กแตนตำข้าวไวโอลิน (Violin Mantis) ที่รูปทรงเหมือนไวโอลินไม่มีผิด, ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง (Peacock Mantis) ที่เมื่อกางปีกจะเหมือนมีปีกผีเสื้อแปะอยู่กลางลำตัว ซึ่งน้องจะกางเมื่อต้องการขู่ศัตรู ไปจนถึงตั๊กแตนตำข้าวหน้ายิ้ม (Banded Flower Mantis) ที่เมื่อหุบปีกจะเห็นลาย 2 จุดพร้อมเส้นโค้งราวกับหน้ายิ้ม

    จากจักรวาลตั๊กแตนตำข้าว ฟลุ๊คพาเราว้าวต่อกับจักรวาลด้วง ซึ่งหมายถึงกลุ่มแมลงปีกแข็ง เริ่มตั้งแต่ ‘ด้วงกว่างสามเขาจันทร์’ ตัวเป็น ๆ ที่ยาวเกือบเท่าฝ่ามือและถือเป็นด้วงกว่างที่ใหญ่สุดในไทย ต่อด้วยคอลเลกชันแมลงทับ-แมลงกินูน-ด้วงดอกไม้ เจ้าของสีสันเมทาลิกแวววาวหลากหลายเฉด ตั้งแต่สีเขียว สีเงิน สีทอง

    “ถ้ามองด้วยสายตามนุษย์ พวกนี้อาจดูโดดเด่นสะดุดตา แต่มีงานวิจัยพบว่าในสายตาของนักล่า สีเมทาลิกพวกนี้จะทำให้มันเหมือนล่องหนกลมกลืนไปกับผืนป่า” ฟลุ๊คเล่าถึงอีกแง่มุมมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

    มาถึงกล่องเล็ก ๆ อีกใบที่มีด้วงสีดำหน้าตาธรรมดากำลังว่ายน้ำ ตอนแรกเราเกือบมองข้ามไป แต่ฟลุ๊คชวนให้เห็นความพิเศษด้วยการบอกว่า นี่คือด้วงดิ่งที่หายใจในอากาศ แต่ดำน้ำได้นาน ๆ ด้วยการเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกตรงรูหายใจราวกับเป็นถังสกูบาส่วนตัว

    มีนักดำน้ำสกูบาแล้ว ก็ต้องมีชาวสน็อกเกิล ซึ่งก็คือแมลงดานาที่อยู่ตู้ข้าง ๆ นั่นเอง นี่คือแมลงนักซุ่มที่อ้าขารอเหยื่ออยู่ใต้น้ำ พอจะหายใจก็ไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำให้เหนื่อย แต่แค่ยื่นท่อยาว ๆ เกือบ 2 นิ้วขึ้นมาเหนือน้ำ ดึงอากาศไปเก็บไว้ แล้วหดท่อกลับเข้าไปในลำตัว ยื่นท่อหนึ่งครั้ง เก็บอากาศไว้ใช้ได้นับชั่วโมง

    “มีอีกตัวหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นครับ เป็นแมลงจากอินเดีย” ฟลุ๊คกล่าวพร้อมเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาเปิดให้ดู ในนั้นมีเศษใบไม้ที่เป็นอาหารน้อง และเมื่อเขาปัดใบไม้ที่ทับน้องออก ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดกับความน่ารักของเจ้าแมลงดำลายจุดที่ลายเหมือนโดมิโน

    “จับได้นะครับ” เขาชวนให้เราลองสัมผัสน้องเบา ๆ ซึ่งปรากฏว่าขนน้องนิ่มราวกับกำมะหยี่ ความพีกอยู่ที่ตอนจบที่เขาเฉลยว่า นี่คือแมลงสาบชนิดหนึ่ง

    “ผมใช้ตัวนี้แหละเพื่อปลดล็อกความกลัวแมลงสาบของหลายคน” ฟลุ๊คเล่า พร้อมอธิบายว่าแมลงสาบไม่ได้สกปรกด้วยตัวของมันเอง แต่ความสกปรกมาจากสิ่งแวดล้อม ถ้าเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มันก็ไม่นำโรคอะไร

    เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้มาเยือน Holotype café เรารู้สึกเหมือนได้เปิดประตูทะลุมิติไปสู่โลกอีกใบที่มีอะไรอีกมากมายเหลือเกินให้เรียนรู้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากชวนทุกคนให้มาเยือนจริง ๆ เพราะการได้เห็นน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเอง มันพิเศษกว่าการเห็นจากภาพถ่ายแบบเทียบกันไม่ได้

    • Holotype café 101 หมู่ 5 ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก (แผนที่)
    • 08.30 – 17.00 น. (ปิดวันพฤหัสบดี)
    • Holotype café

    The Tropical Eco-Cafe & Tropical Camp Ground : มหัศจรรย์ธรรมชาติยามค่ำคืน

    หากคุณกำลังมองหาที่พักที่มีความสะดวกสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ และได้ช่วยสนับสนุนงานอนุรักษ์ไปในตัว เราก็ขอแนะนำที่พักสไตล์ Glamping ที่มีทั้งเต็นท์กระโจมติดแอร์และรถบ้านของ Tropical Camp Ground ที่นี่คือพื้นที่กิจกรรมของกลุ่มใบไม้ นักกิจกรรมที่เน้นด้านการเรียนรู้ธรรมชาติและงานอาสา เช่น งานปกป้องแม่ปลาในฤดูวางไข่ โครงการเขาใหญ่ดีจัง ฯลฯ

    ส่วนในช่วงกลางวัน ที่นี่มีโซนคาเฟ่สไตล์ Slow Bar มีทั้งกาแฟสเปเชียลตี้ น้ำผึ้งหมัก ขนมโฮมเมด และอาหารจานหลัก อีกทั้งยังมีมุมวาดรูปสีน้ำชิลล์ ๆ ซึ่งในทริปนี้ กลุ่มใบไม้ได้สอนเราสกัดสีธรรมชาติ ทั้งสีจากใบเตย ขมิ้น ผงถ่าน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้หินสีระบายบนกระดาษทราย เป็นศิลปะแบบง่าย ๆ ที่ทำตามเองได้ที่บ้าน

    แต่ความพิเศษของ The Cloud Journey : Butterfly Effect ยังไม่จบแค่นี้ เพราะในยามค่ำคืนเรามีแขกรับเชิญ 2 ท่านมาสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ คนแรกคือ ลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ แห่ง ‘ฟาร์มลุงรีย์’ ผู้เป็นทั้งนักเลี้ยงไส้เดือน นักปลูกผัก นักเพาะเห็ด และเชฟ ‘โอมากาเห็ด’ ที่วันนี้จะมารังสรรค์เมนูฟิวชันจากแมลง 3 ชนิด ผสานกับสารพัดหอยที่เสิร์ฟพร้อมแผ่นสาหร่ายที่เขาตั้งชื่อเมนูให้ว่า River Roll

    ส่วนทางครัว Tropical Canteen ก็มาเสริมทัพด้วยเมนู ‘แกงส้มตกน้ำ’ ที่ใช้ผักพื้นบ้าน เช่น สายบัว ไหลบัว ดอกโสน แกล้มด้วยปลาทอดและยำผักกูดกรอบ ๆ ที่เพิ่งเก็บมาตอนเช้า บวกด้วยน้ำพริก 3 อย่างที่มาพร้อมผักพื้นบ้านนับสิบชนิด

    “ทั้งหมดนี้คือความงดงามและความสมบูรณ์ของหน้าฝน ลองเปิดใจและลองกินดู ผมคิดว่าอาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีใหญ่โต แต่เป็นรากเหง้า เป็นการกลับมาหาอาหารท้องถิ่นแบบบ้าน ๆ ของเรา” เชฟลุงรีย์กล่าวปิดท้ายก่อนจะให้ทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อย

    เมื่อท้องอิ่มหนำ ฝนที่พรำ ๆ ก็เริ่มซา และนี่ก็ถึงเวลาของแขกรับเชิญคนที่ 2 ที่จะพาเราเดินสำรวจแมลงกลางคืน พร้อมขึงผ้าขาวหน้าหลอดไฟที่เรียกว่า Light Trap เพื่อล่อแมลงมาเกาะให้เราเห็นใกล้ ๆ วิทยากรคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฟลุ๊คแห่ง Holotype café นั่นเอง

    แมลงที่เป็นตัวเอกของ Light Trap คือกลุ่มผีเสื้อกลางคืนหรือมอธ ซึ่งคืนนี้เราได้เจอทั้งตัวใหญ่ ๆ อย่าง ‘มอธทองเฉียงพร้า’ ที่มีแถบสีเหลืองสดใส มอธขนาดกลางหลายชนิด เช่น ‘มอธเหยี่ยว’ ที่สีออกน้ำตาล ๆ ชนิดที่ถ้าเกาะบนต้นไม้คงมองไม่เห็น ไปจนถึงมอธตัวจิ๋วที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารจนเราไม่นึกว่านี่คือผีเสื้อ

    “ส่วนตัวนี้คือมอธลายเสือ” ฟลุ๊คชี้ให้ดูแมลงสีชมพูสลับดำที่เราก็คาดไม่ถึงว่าเป็นผีเสื้อเช่นกัน เพราะท่าเกาะของน้องคือการหุบปีกแนบชิดลำตัว

    “ผีเสื้อกลางคืนหลายชนิดในกลุ่ม Tiger Moth ปล่อยฟองเหม็น ๆ ออกมาจากอกเพื่อป้องกันตัวเวลาถูกคุกคามได้” ซึ่งเจ้ามอธสีชมพูดำตัวนี้คือหนึ่งในนั้น

    ส่วนอีกตัวที่น่าประทับใจก็คือ ‘แมลงเหนี่ยง’ หากดูเผิน ๆ ก็เป็นด้วงสีดำธรรมดา แต่เมื่อฟลุ๊คจับหงายท้องให้ดู เราทึ่งกับอวัยวะที่เป็นเข็มแหลม ๆ ติดอยู่ตรงท้อง

    “ด้วงชนิดนี้พิเศษตรงที่แผ่นแข็งใต้ท้องฟอร์มตัวเป็นเข็ม เป็นไปได้ว่าเพื่อการป้องกันตัว ทำให้ผู้ล่ากินมันลำบาก”

    นอกจากนั้น เรายังได้เจอตั๊กแตนหนวดยาว พร้อมความรู้ใหม่ที่ว่าหูของมันอยู่ที่ขาหน้า (จริง ๆ แล้วเป็นแค่อวัยวะรับแรงสั่นสะเทือน ไม่ใช่หูแบบคนเรา) ไปจนถึงตัวเต็มวัยของแมลงหนอนปลอกน้ำที่เราเจอที่น้ำตก ความน่าทึ่งคือวัยนี้มันกินอาหารไม่ได้เพราะปากไม่พัฒนา เป้าหมายเดียวของชีวิตช่วงนี้คือการสืบพันธุ์

    หลังจากปิดไฟ Light Trap เพื่อปล่อยให้น้อง ๆ ไปหากินต่อ ฟลุ๊คพาเราเดินสำรวจบริเวณที่พัก ซึ่งเพียงแค่ระยะทางสั้น ๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร เราได้เจอกับแง่มุมมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงเยอะมาก ซึ่งเราขอจัดเป็น 3 อันดับความพีกมาเล่าให้ฟัง 

    อันดับ 3 ตัวอ่อนหิ่งห้อย 

    โชคดีที่พื้นที่ข้าง ๆ แคมป์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เราเลยได้เห็นน้องคลานอยู่ริมตลิ่งพร้อมปล่อยแสงไฟวิบวับที่ก้น

    อันดับ 2 ด้วงตด (Bombardier Beetle) 

    แม้น้องจะมุดตัวหายไปก่อนที่วิทยากรจะจับมาให้ชาวทริปได้ดู แต่แค่ได้ฟังความสามารถพิเศษของเจ้าตัวนี้ก็ชวนให้เราตาลุกวาว นี่คือด้วงที่มี ‘ลมตดพิฆาต’ เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ น้องจะปล่อยสาร 2 ชนิดออกมาทางก้น สารทั้งสองนี้จะทำปฏิกิริยากันจนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส ขนาดผิวคนยังแสบไหม้ แมลงเล็ก ๆ คงไม่ต้องพูดถึง นี่มันมังกรที่พ่นไฟทางก้นชัด ๆ!

    อันดับ 1 ปลวกเรืองแสง

    เพียงแค่เปลี่ยนจากไฟฉายธรรมดาเป็นไฟฉายแบล็กไลต์ ก็ทำให้โลกค่ำคืนดูแฟนตาซีขึ้นมาอีกหลายเท่า การเรืองแสงแบบนี้ต่างจากหิ่งห้อยตรงที่มันไม่ได้ผลิตแสงเอง แต่เพียงแค่สะท้อนแสงยูวีออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ

    คืนนี้เราได้เจอทั้งแมงป่องจิ๋วที่เรืองแสงสีเขียวอมฟ้า ไลเคนบนต้นไม้ที่เป็นรอยด่างสีขาว ๆ เขียว ๆ ภายใต้แสงไฟธรรมดา แต่เมื่อส่องไฟแบล็กไลต์กลับกลายเป็นสีทองอร่าม และเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือปลวกสกุล Globitermes ที่ปลวกทหารมีสารประกอบกำมะถันในตัว ทำให้เราเห็นเป็นจุดเรืองแสงสีเขียวระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยบนผืนดิน

    นี่คืออีกครั้งที่อยากชวนทุกคนให้มาเห็นความวิเศษนี้ด้วยสองตาตนเอง

    สวนหนึ่งไร่พอ : ตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    ชีวิตของแมลงไม่เพียงมหัศจรรย์ แต่ยังสำคัญยิ่งต่อโลกใบนี้ รวมถึงชีวิตของคนเรา

    กิจกรรมช่วงนี้จึงเป็นการพาชาวคณะไปรู้จักกับความสำคัญของเหล่าแมลงที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์เรา ซึ่งทริปนี้เราเลือกไปกันที่ ‘สวนหนึ่งไร่พอ’ ใกล้ ๆ กับแคมป์ของกลุ่มใบไม้ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นสวนเกษตรอินทรีย์และปลูกพืชหลากหลายแล้ว ยังมีคาเฟ่น่ารักและร้านค้าเล็ก ๆ ที่ขายผักสดจากสวนและผ้าสีธรรมชาติลวดลาย Eco Print โดยเราได้ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อและแมลงอย่าง โจ-ภราดร ดอกจันทร์ มาเป็นผู้นำตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    “ระบบเกษตรอินทรีย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความสมดุล ในระบบที่สมดุลและสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีตัวอื่นที่มาควบคุม ทำให้ไม่มีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และวันนี้เราจะไปดูกันว่าระบบนิเวศแบบนี้จะมีตัวอะไรบ้าง” โจกล่าวเกริ่นนำก่อนพาทุกคนลุยสวน

    “ต้นนี้มีแมลงอยู่ 1 ตัว อยากให้ทุกคนลองหาดูครับ มีใครเจอไหม” เขาชี้ไปที่ไม้พุ่มข้างทาง ชาวทริปตาดีคนหนึ่งชี้ไปที่ปลายยอด

    ตั๊กแตนตำข้าวนั่นเอง

    “ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตัวห้ำ ซึ่งหมายถึงพวกที่กินตัวอื่น” โจอธิบายพร้อมบอกว่า ตั๊กแตนตำข้าวคือนักล่าขาโหดผู้ว่องไวที่กินเหยื่อไม่เลือกหน้า อะไรที่ขยับได้และขนาดพอเหมาะ นางจับกินหมด

    ความสวยงามหนึ่งของธรรมชาติอยู่ตรงที่ว่า สัตว์แต่ละกลุ่มล้วนมีหน้าที่ที่มาเติมเต็มกันในระบบนิเวศ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวมักล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหว ทำให้น้องไม่ค่อยได้ล่าหนอนที่ชอบนอนนิ่ง ๆ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของมวนเพชฌฆาตที่มีปากเป็นท่อดูด จึงต้องเลือกเหยื่อลำตัวอ่อนนิ่ม ใช้ปากเจาะลงไป ปล่อยน้ำย่อย แล้วดูดสารอาหารกลับมา ส่วนแมงมุม (ที่ไม่ใช่แมลง) ก็ดักใยรอเหยื่อที่บินไปบินมา เช่น เพลี้ย

    “พูดถึงตัวห้ำ ก็ต้องพูดถึงตัวเบียน พวกนี้จะวางไข่ในแมลงอื่น โดยมีความจำเพาะสูง เช่น แตนเบียน A จะวางไข่ในหนอน B เท่านั้น ไม่วางไข่ในหนอนอื่น ทำให้เกษตรกรใช้ตัวเบียนพวกนี้จัดการศัตรูพืชที่จำเพาะได้ ต่างจากตัวห้ำที่กินไม่เลือก”

    แน่นอนว่า เมื่อเจอผู้ช่วยชาวสวน ก็ต้องเจอศัตรูชาวสวนด้วย ตัวแรกที่เราเจอคือด้วงเต่าแตงที่กินพืชตระกูลแตง ต่อมาคือเจ้าหอยทากจอมตะกละ แต่การที่เรายังได้เห็นผลผลิตสวยงามอยู่ตรงหน้า ก็แปลว่าศัตรูพืชเหล่านี้ต้องมีผู้ล่าอยู่

    “หนึ่งในนักล่าหอยทากที่เก่งมากก็คือตัวอ่อนหิ่งห้อย พวกนี้จะมุดเปลือกหอยเข้าไปกินเนื้อข้างใน แล้วไม่ใช่แค่กินธรรมดา แต่มันจะปล่อยพิษที่ทำให้หอยเป็นอัมพาตและมีส่วนช่วยย่อยเนื้อให้นุ่มขึ้น กัดกินง่ายขึ้น”
    ตัวต่อไปคือแมลงวันแคคตัส ซึ่งไม่ใช่ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน แต่ระยะตัวหนอนของมันคือนักรีไซเคิลผู้กินเศษซากพืชเน่าเปื่อย เปลี่ยนเศษใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ย

    ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้เราไม่ได้เจอแมลงนักผสมเกสร แต่ก็มั่นใจว่าน้องต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนนี้แน่ ๆ

    “แมลงผสมเกสรที่สำคัญไม่ได้มีแค่ผึ้งแบบที่เรารู้จักที่อยู่รวมกันเป็นรังเท่านั้น แต่ในธรรมชาติยังมีผึ้งหลายชนิดที่อาศัยโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Solitary Bee เช่น แมลงภู่หรือผึ้งตัวสีฟ้า ๆ กลุ่มนี้สำคัญต่อการผสมเกสรของพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว เพราะดอกมีขนาดใหญ่ ต้องอาศัยแมลงตัวใหญ่ ๆ อย่างแมลงภู่ถึงจะเขย่าเกสรออกมาได้ แต่พวกนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมี”

    โจเล่าถึงแมลงเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจว่า เมื่อถึงฤดูวางไข่ ตัวเมียของผึ้งเดี่ยวเหล่านี้จะมาขุดรูหรือเจาะโพรงเพื่อวางไข่ไว้รวมกัน ผลัดเวรกันเฝ้าลูกของเพื่อน ๆ ในขณะที่ตัวอื่นออกไปหาอาหาร โดยไม่มีใครเป็นนางพญา พอลูกโตก็แยกย้าย

    แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเบื้องหลังผักผลไม้ปลอดภัยที่เรากิน มีแมลงและสัตว์ผู้อยู่เบื้องหลังมากมายที่แอบช่วยเราอยู่เงียบ ๆ ทุกวันโดยไม่คิดค่าตัว

    บ้านบิ๊กหรั่ง : อิ่มอร่อยกับอาหารไทยสไตล์บ้าน ๆ

    ทริปนี้ความรู้ว่าแน่นแล้ว แต่ท้องก็แน่นยิ่งกว่า

    มื้อสุดท้ายของเรามากันที่ร้านเด็ดแห่งอำเภอบ้านนา นั่นคือ ‘บ้านบิ๊กหรั่ง’ ร้านอาหารไทยที่บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ มีเมนูหลากหลาย แถมหลายเมนูหากินที่อื่นไม่ได้ เมนูเด็ดที่เราได้ลองและรับประกันความอร่อย ได้แก่ ปลาช่อนอบโอ่งมะเขือเผา (เสิร์ฟพร้อมน้ำพริก 3 อย่าง) แตงโมปลาแห้ง ปลาทอดน้ำปลากับน้ำยำผลไม้ ใบเหลียงผัดไข่แกงสับซี่โครงหมูใบยี่หร่า

    แนะนำสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    ภาคตะวันออกยังมีแหล่งท่องเที่ยวดูแมลงที่น่าสนใจอีกมากที่ทริปนี้ไม่ได้ไปเพราะอยู่นอกฤดูกาลและเวลาจำกัด หากคุณมีโอกาส เราก็ขอแนะนำ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว 

    ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ดินแดนผีเสื้อภาคตะวันออก’ ทั้งพบง่าย มากมาย และหลากหลาย ในทริปนี้ ผู้เชี่ยวชาญผีเสื้อเมืองไทยอย่าง อาจารย์สินธุยศ จันทรสาขา มาบรรยายถึงมรดกทางธรรมชาติของที่นี่ให้ฟัง พร้อมโชว์ภาพผีเสื้อสวย ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เช่น ‘ผีเสื้อหางติ่งปารีส’ ที่ลวดลายมีจุดสีเขียวแวววับราวกับขนนกยูง ‘มอธเหยี่ยวหัวกะโหลก’ ที่มีลายเหมือนหัวกะโหลกอยู่บนหลัง ‘ผีเสื้อหางพลิ้ว’ ที่หางพลิ้วตามชื่อเหมือนผูกริบบิ้นไว้ท้ายลำตัว ‘ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดีย’ ที่ตอนหุบปีกดูเหมือนใบไม้แห้ง แต่พอกางปีกมาเห็นสีน้ำเงินสดใส ฯลฯ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม (ขึ้นกับสภาพอากาศแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 09.00 – 11.00 น. และ 14.00 – 17.00 น. ในวันที่ฟ้าเปิด มีแดด
    • ดินแดนหิ่งห้อยนับแสน จ.ปราจีนบุรี

    แหล่งชมหิ่งห้อยขึ้นชื่อแห่งภาคตะวันออก ในค่ายพรหมโยธี กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ แต่ละปีมีให้ดูแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่เดือน

    • กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ 1 หมู่ที่ 5 ค่ายพรหมโยธี ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนกรกฎาคม (อาจต่างกันในแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 18.30 – 20.30 น.
    • ดินแดนหิ่งห้อย ปราจีนฯ
    • กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง จ.ปราจีนบุรี

    หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านสมุนไพรลำดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรวิถีอินทรีย์แหล่งใหญ่ที่ส่งให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้สมุนไพรแห่งแรกของไทย

    กิจกรรมแนะนำ : ชมสวนสมุนไพร เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงแปรรูป ทำลูกประคบสมุนไพร ทำน้ำสมุนไพร เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ชิมอาหารพื้นถิ่นจากสมุนไพร บริการสปา นวด ประคบสมุนไพร และที่นี่มีที่พักแบบโฮมสเตย์

    • ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่
    • 09 1425 8924

    หากต้องการข้อมูลท่องเที่ยวภาคตะวันออกเพิ่มเติม หาข้อมูลได้ที่
    Facebook : เที่ยวตะวันออก
    Facebook : ททท. สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)

    Write on The Cloud

    Travelogue

    ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/butterfly-effect-journey-nakhon-nayok/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ni146OOYB0qvgFms91FyG

  • กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

               #ANAMAINEWS วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย มอบหมายให้ ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนและเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว พร้อมด้วย นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ แพร้อมทั้งเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ร่วมงาน ณ โรงแรมที เค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

               ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพราะการส่งเสริมสุขภาพคนพิการถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งมีความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายและซับซ้อน ทั้งในด้านการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายวัยทำงาน จึงเป็นกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่งไม่เพียงตอบสนองต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การมีสุขภาพที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงโอกาสในการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

               นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัยได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนพิการอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Promotion) ที่เน้นมิติทางกายภาพ (Physical Dimension) การดูแลร่างกาย การออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ และการป้องกันโรค มิติทางจิตใจ (Mental/Emotional Dimension) ครอบคลุมสุขภาพจิต การจัดการความเครียด มิติทางสังคม (Social Dimension) เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การมีเครือข่ายทางสังคม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในชุมชน มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Dimension) รวมถึงความหมายของชีวิต และการมีจุดหมายปลายทางในการดำรงอยู่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้กรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยมีเครื่องมือหลักสูตร ” 13 ชม. สุขภาพดี มี.ไว้.ใช้.” เพื่อให้คนพิการมีความรู้ ทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม

               นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่ดีของบุคคลและองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน หรือความสัมพันธ์เชิงสุขภาพที่เข้มแข็งระหว่างระบบสุขภาพ ชุมชน และคนพิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ กรมอนามัยยังให้ความสำคัญในการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลและองค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพคนพิการ ประกอบด้วย 8 หน่วยงานต้นแบบ 1) สมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 2) ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป เพื่อชมรมคนพิการจังหวัดยโสธร 3) ศูนย์บริการคนพิการตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 4) ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง 5) สมาคมคนพิการจังหวัดตรัง 6) สมาคมผู้ปกครองและผู้ดูแลคนพิการไทยจังหวัดเชียงใหม่ 7) สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดสิงห์บุรี และ
    8) มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จังหวัดชลบุรี และมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ 2 รางวัล ได้แก่ 1) นางพิมพ์ปวีณ์ วงษ์ธนะปัด จากสมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน และ 2) นายชำนาญ ทรัพย์แก้ว จากสมาคมคนพิการจังหวัดตรัง

    ***

    กรมอนามัย /29 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/290868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5T7FljebnjJtv2QC_cni

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักชนิดนี้” วิจัยชี้ลดความเสี่ยงโรค ประโยชน์ราคาไม่แพง

    มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักชนิดนี้” วิจัยชี้ลดความเสี่ยงโรค ประโยชน์ราคาไม่แพง

    มะเร็งลำไส้ใหญ่กลัวมาก “ผักตระกูลนี้” วิจัยชี้ช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันโรค หากินได้ง่ายราคาไม่แพง

    การศึกษาล่าสุดพบว่า การรับประทานผักในตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous vegetables) เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำบรัสเซลส์ อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 20% ตามรายงานของ The Sun สื่ออังกฤษ

    แม้การบริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปจะถูกระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ แต่ทีมนักวิจัยพบว่าการกินผักตระกูลกะหล่ำมีผลชัดเจนต่อการช่วยป้องกันโรคนี้

    ผลการศึกษา

    • วิเคราะห์ข้อมูลจาก 17 งานวิจัย รวมผู้เข้าร่วม 639,539 คน

    • ในจำนวนนี้ มี 97,595 คน เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

    • พบว่าการรับประทานผักตระกูลกะหล่ำ วันละ 20-40 กรัม ให้ผลป้องกันดีที่สุด

    • การกินเกิน 40 กรัม/วัน ไม่ได้เพิ่มผลการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลคงที่ในช่วง 40-60 กรัม/วัน

    ทำไมผักตระกูลกะหล่ำช่วยต้านมะเร็ง?

    • อุดมด้วย ฟลาโวนอยด์ ใยอาหาร วิตามิน C แคโรทีนอยด์ และกลูโคซิโนเลต (glucosinolate)

    • เมื่อเคี้ยว กลูโคซิโนเลตจะสลายเป็น isothiocyanate ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

    • Isothiocyanate ทำงานโดย:

      • ยับยั้งเอนไซม์ที่กระตุ้นสารก่อมะเร็ง

      • กระตุ้นกระบวนการ apoptosis (ทำให้เซลล์มะเร็งตายเอง)

      • ขัดขวางการสร้างเส้นเลือดใหม่ในก้อนมะเร็ง

    ประโยชน์อื่น ๆ ของผักตระกูลกะหล่ำ

    • ลดความดันโลหิต และชะลอการเกิดคราบพลัคในหลอดเลือด

    • มีวิตามิน K สูง ช่วยลดการแข็งตัวของแคลเซียมในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

    • ราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายในเวียดนาม รวมถึงในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กะหล่ำปลี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836458/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VQ80Oet2VrB68CxciGHsz

  • “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    “จิราพร” เปิด “เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้“ ดันเศรษฐกิจ 14 จว.ใต้ ผ่านโมเดล ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ เชื่อมโยงท่องเที่ยว-คุณภาพชีวิต

    สงขลา, วันที่ 28 สิงหาคม – นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รมต.นร.) เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดสงขลา จังหวัดในภาคใต้ และเครือข่ายพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ลาน Creative Market (ลานจอดรถเทศบาลฯ) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา โดยมี ผวจ.สงขลา นายกเทศมนตรีนครสงขลา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทุนวัฒนธรรมอันโดดเด่น ธรรมชาติที่งดงาม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้หลากหลาย ทั้งการออกแบบ สถาปัตยกรรม แฟชั่น ดนตรี อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สงขลาและเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ชั้นนำบนเวทีโลก โดยเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาเซียนและนานาชาติอย่างเต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้ การจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในชื่องาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 (PTDW2025) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ เมืองเก่าสงขลาและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการจัดเทศกาลดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของภาคใต้ แต่ยังต่อยอดแนวคิด “South Paradise  มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ที่นำเสนอโมเดล “De-Stress Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” เปลี่ยนความสุขให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความสงบ ความผ่อนคลาย และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียดและความท้าทายรอบด้าน

    “รัฐบาลมีนโยบายในการกระจายโอกาสและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงทุกภูมิภาค ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกเสริมศักยภาพนักออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยในภาคใต้จะมี TCDC แห่งใหม่ 2 จังหวัด ได้แก่ TCDC ภูเก็ต และ TCDC ปัตตานี คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 นี้“ นางสาวจิราพร กล่าว

    ปัจจุบัน CEA จัดเทศกาลงานออกแบบประจำปีใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ 1) เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) 2) เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) 3) เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) และ 4) เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ซึ่งทุกเทศกาลล้วนเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ โดยเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยว การลงทุน และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับปี 2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) และเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) มีมูลค่าสูงถึง 2,913.2 ล้านบาท และคาดว่าการจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 และเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ในระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,469.2 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O6pHTlETiPpzK0mAjck7y

  • คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    คาร์บอน-14 “นาฬิกาที่เริ่มเดินหลังความตาย” ช่วยไขคดีอาชญากรรมและความลับในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร – BBC News ไทย

    Montage showing a frog on a bamboo stick, a separate frog skeleton, and a countdown clock

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

      • Author, คริส บารานิวก์
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1940 วิลลาร์ด ลิบบี นักเคมีชาวอเมริกัน มั่นใจว่าเขาจะต้องพบสารเคมีสำคัญบางอย่างที่มีประโยชน์มหาศาล ในน้ำเสียที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ซึ่งรวมถึงปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์

    เป้าหมายในการค้นหาท่ามกลางสิ่งโสโครกน่ารังเกียจดังกล่าว คือคาร์บอนในรูปแบบที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี หรือ “คาร์บอน-14” (carbon-14) ที่อยู่ในธรรมชาตินั่นเอง เนื่องจากลิบบีเกิดความคิดที่ว่า หากมีคาร์บอน-14 อยู่ในสิ่งมีชีวิตและในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจริง มันจะทิ้งร่องรอยของการสลายตัวช้า ๆ เอาไว้ในพืชและสัตว์ที่ตายลง ดังนั้นหากทราบว่ายังมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากพืชซากสัตว์เท่าไหร่ ก็จะสามารถคำนวณและประมาณการได้ว่า พืชและสัตว์นั้นตายลงเมื่อใดกันแน่

    อย่างไรก็ตาม ลิบบีจะต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ทั่วไปในธรรมชาติจริง และต้องมีความเข้มข้นตรงกับที่เขาได้ประมาณการไว้ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นนักวิทยาศาสตร์จะพบคาร์บอน-14 ได้ ก็แต่ในสารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

    ลิบบีคาดว่าสิ่งมีชีวิตจะขับถ่ายคาร์บอน-14 ที่สะสมในร่างกายออกมา เขาจึงเริ่มค้นหาร่องรอยของมันจากท่อน้ำทิ้งในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ซึ่งตอนนั้นเต็มไปด้วยของเสียที่ชาวเมืองได้ขับถ่ายออกมาในทุกวัน

    ในที่สุดลิบบีก็ได้พบสารกัมมันตรังสีคาร์บอน-14 ในธรรมชาติ สมดังใจปรารถนา แต่ในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่า ในอนาคตคาร์บอน-14 หรือ “คาร์บอนกัมมันตรังสี” (radioactive carbon) ซึ่งเบื้องต้นมีประโยชน์ในการเป็นเครื่องมือตรวจหาอายุของวัตถุ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ได้อีกอย่างมากมายมหาศาล

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • แพทองธาร ชินวัตร เดินทางออกจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ หลังการฟังการอ่านคำวินิจฉัย

    • พระองค์ภา

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิลลาร์ด ลิบบี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อปี 1960

    ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา คาร์บอนกัมมันตรังสีได้นำมนุษยชาติเข้าสู่ “ยุคทอง” แห่งการค้นพบความลับเบื้องหลังวัตถุโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งยังช่วยไขคดีอาชญากรรมเช่นการค้นหาบุคคลสูญหาย และติดตามจับกุมผู้ลักลอบค้างาช้างเพื่อนำตัวมาลงโทษ นอกจากนี้ คาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้น ถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลก จนอาจจะกล่าวได้ว่า การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยไขปริศนาต่าง ๆ ของมนุษยชาติ

    ลิบบีได้อธิบายถึงต้นกำเนิดของคาร์บอน-14 ไว้ว่า คาร์บอนกัมมันตรังสีถูกผลิตขึ้น เมื่อรังสีคอสมิกจากห้วงอวกาศ ชนเข้ากับอะตอมของธาตุไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศโลก จนโครงสร้างของอะตอมไนโตรเจนเปลี่ยนไป กลายเป็นอะตอมคาร์บอน-14 ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสารกัมมันตรังสีขึ้นในอากาศ

    พืชและสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน ได้ดูดซับและกลืนกินคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย โดยมีการสะสมเพิ่มพูนเอาไว้ภายในตลอดระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อพืชและสัตว์ซึ่งรวมถึงมนุษย์หมดลมหายใจ กระบวนการดังกล่าวจะหยุดลงทันที

    เนื่องจากเรารู้ถึงอัตราเร็วในการสลายตัวของคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างแน่ชัด การตรวจวัดว่ายังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่ในซากอินทรีย์ในปริมาณเท่าใด จะช่วยบอกได้ว่าซากศพหรือวัตถุโบราณมีอายุเก่าแก่แค่ไหนกันแน่ จะว่าไปแล้ววิธีการนี้ก็เหมือนกับนาฬิกาพิเศษ ที่จะเริ่มเดินเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงเท่านั้น

    “จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ ตามลำดับเวลา”

    เมื่อลิบบีสามารถพิสูจน์ยืนยันได้แล้วว่า มีคาร์บอน-14 อยู่ในก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสียของเมืองบัลติมอร์จริง เขาก็เริ่มออกค้นหาคาร์บอนกัมมันตรังสีจากแหล่งอื่นในธรรมชาติต่อไป ซึ่งการตรวจหาปริมาณของคาร์บอน-14 ในสิ่งต่าง ๆ ทำให้เขาสามารถตรวจวัดอายุหรือความเก่าแก่ของวัตถุโบราณ อย่างเช่นผ้าลินินที่ใช้ห่อม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) และชิ้นไม้ที่มาจากเรือลำหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสุสานของฟาโรห์เซซอสตริสที่สาม (Sesostris III) ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อเกือบ 4,000 ปีก่อน

    ลิบบีเคยเล่าถึงการทำงานของเขาว่า “งานของผมมีปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณไม่อาจจะเที่ยวไปบอกใคร ๆ ได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันฟังดูเหมือนผมบ้าหรือกำลังเพี้ยนมากเกินไป คุณไม่อาจบอกใครได้ว่า รังสีคอสมิกสามารถบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้ ไม่มีทางที่จะอธิบายให้ใครฟังได้เลย ดังนั้นผมจึงเก็บมันไว้เป็นความลับ”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า คาร์บอน-14 มีประโยชน์ต่อการไขปริศนาจากอดีตได้จริง ลิบบีก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาของเขาให้โลกรู้ ซึ่งต่อมาทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 1960

    อย่างไรก็ตาม เทคนิคการตรวจหาอายุของวัสดุอินทรีย์ด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ก็มีข้อจำกัดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่แค่ไม่เกิน 50,000 ปีเท่านั้น เพราะสิ่งของที่มีอายุเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะมีปริมาณของคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนไม่อาจนำมาคำนวณหาอายุได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

    Fragment of the Dead Sea Scrolls showing ancient Hebrew text

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, ชิ้นส่วนของม้วนหนังสือเดดซี (Dead Sea Scroll) เป็นโบราณวัตถุชิ้นแรก ๆ ที่ได้รับการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14

    ปัจจุบันการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ถือเป็นวิธีหลักในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ โดยดร.ราเชล วูด จากหน่วยเครื่องเร่งอนุภาคคาร์บอนกัมมันตรังสีของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลก ในด้านการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 บอกว่า

    “ในแง่ของการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ตามลำดับเวลา และในแง่ของการที่เราจะสามารถเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งเข้าใจจังหวะย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีนี้ มีความสำคัญมากจริง ๆ”

    ดร.วูดและคณะ เคยตรวจหาอายุของวัสดุต่าง ๆ มาแล้วหลายสิ่ง ทั้งกระดูกมนุษย์, ถ่าน, เปลือกหอย, เมล็ดพืช, เส้นผม, ฝ้าย, เซรามิก, และแผ่นหนังที่ใช้เขียนหนังสือของคนโบราณ (parchment) นอกจากนี้ยังเคยตรวจวิเคราะห์ของแปลก ๆ อย่างเช่นปัสสาวะของค้างคาวที่แข็งตัวจนกลายเป็นหินฟอสซิลด้วย

    ห้องปฏิบัติการของดร.วูด ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอายุที่ล้ำสมัย ซึ่งเรียกว่า “เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบในโมเลกุลของสาร” (accelerator mass spectrometer) เพื่อนับจำนวนของอะตอมคาร์บอน-14 ในตัวอย่างวัสดุที่นำมาตรวจได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการโดยอ้อมแบบดั้งเดิมของลิบบี ที่วัดการแผ่รังสีแล้วนำไปคำนวณเพื่อกะประมาณว่า ยังคงมีคาร์บอน-14 หลงเหลืออยู่เท่าใด

    เครื่องเร่งอนุภาคในห้องปฏิบัติการของดร.วูด สามารถตรวจวัดอายุของวัสดุที่มีขนาดเล็กจิ๋วมาก ๆ ได้ แม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่มิลลิกรัมเดียว ก็สามารถนำมาตรวจวัดอายุได้เช่นกัน ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมของลิบบี จะต้องใช้ตัวอย่างวัสดุในปริมาณที่มากกว่านั้นหลายเท่า

    การตรวจหาอายุกระดูก

    ตามปกติแล้ว การแยกสารปนเปื้อนที่มีคาร์บอนกัมมันตรังสีออกมา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แต่ในตอนที่เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารทำขั้นตอนนี้สำเร็จ ก็จะทราบถึงอายุโดยประมาณของวัตถุได้ทันที “มันน่าตื่นเต้นมากที่ได้ทราบผลการวิเคราะห์อย่างรวดเร็วทันใจ” ดร.วูดกล่าว

    เทคนิคนี้ยังช่วยให้คำตอบที่แน่ชัด เพื่อตัดสินข้อถกเถียงที่โต้แย้งกันมานานถึงหนึ่งศตวรรษได้ด้วย เช่นในกรณีของโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่วิลเลียม บักแลนด์ นักภูมิศาสตร์และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ค้นพบในแคว้นเวลส์เมื่อปี 1823 เขายืนกรานหนักแน่นมาโดยตลอดถึงความเชื่อของตนเองว่า โครงกระดูกนี้มีอายุเก่าแก่อย่างมากก็ราว 2,000 ปีเท่านั้น แต่การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กลับชี้ชัดว่าแท้จริงแล้ว โครงกระดูกดังกล่าวมีอายุเก่าแก่ประมาณ 33,000 – 34,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้มันครองตำแหน่งโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมาในสหราชอาณาจักร

    เมื่อช่วงต้นปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เทคนิคตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยไขคดีอาชญากรรมค้างเก่า ที่ตำรวจอเมริกันยังสะสางไม่สำเร็จ ของเด็กหญิงลอรา แอน โอมอลลีย์ วัย 13 ปี ที่หายสาบสูญไปจากบ้านในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1975

    ในช่วงทศวรรษ 1990 มีผู้พบศพนิรนามที่ก้นแม่น้ำสายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นศพจากสุสานเก่าแก่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนพังลงและถูกพัดพามา ทว่าผลการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ที่มีขึ้นในปีนี้ ชี้ว่าศพดังกล่าวเป็นของคนที่เกิดระหว่างปี 1964-1967 และน่าจะเสียชีวิตลงในช่วงปี 1977-1984 ซึ่งตรงกับข้อมูลประวัติของเด็กหญิงโอมอลลีย์พอดี ต่อมาผลตรวจดีเอ็นเอยังยืนยันว่า ศพนิรนามดังกล่าวคือเธออย่างไม่ต้องสงสัย

    ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังอาศัยวิธีวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีแบบ “บอมบ์พัลซ์” (bomb pulse) หรือการค้นหาปีที่บุคคลเสียชีวิต จากการวัดความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในเนื้อเยื่อ โดยเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างสูงของปริมาณคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นผลมาจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศหลายร้อยครั้ง ระหว่างช่วงทศวรรษ 1950 – 1960

    การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้ปลดปล่อยคาร์บอน-14 ปริมาณมหาศาล ซึ่งต่อมาได้ปนเปื้อนในอากาศและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถตรวจหาอายุของซากอินทรีย์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ได้อย่างแม่นยำ โดยในหลายกรณีมีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น

    ดร.แซม วาสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า “ผมไม่รู้จักเทคนิควิธีอื่น ที่สามารถตรวจหาอายุได้ใกล้เคียงความจริงขนาดนั้น นับว่ามันเป็นวิธีการที่มีประโยชน์แบบไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”

    ควันหลงจากการล่าช้างเอางา

    ดร.วาสเซอร์ ใช้การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี มาตรวจสอบตัวอย่างงาช้างเพื่อค้นหาว่า งาช้างกิ่งใดมาจากการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย หากพบว่าเป็นงาจากช้างที่ตายลงหลังปี 1989 ซึ่งคำสั่งห้ามการค้างาช้างทั่วโลกมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ครอบครองงาช้างนั้นจะมีความผิดทันที

    นายเอโดอูโอดจี เอมิล อึนบูเก เป็นหนึ่งในอาชญากรที่ต้องโทษจำคุก จากการลักลอบล่าและค้างาช้าง โดยเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาดังกล่าวที่ประเทศโตโก เมื่อปี 2014 หลังผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันถึงแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของงาช้างในครอบครอง และการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ช้างป่าตัวดังกล่าวถูกล่าเพื่อเอางามาเมื่อใดกันแน่

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงถึงคดีดังกล่าวว่า “หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบ ล้วนเป็นควันหลงที่ทิ้งร่องรอยสำคัญ ให้สามารถนำตัวนายอึนบูเกมาดำเนินคดีได้”

    Man writing a date on ivory

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, วิธีการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่า งาช้างมาจากการล่าอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

    เทคนิคแบบเดียวกันยังช่วยเปิดโปงการปลอมแปลงผลงานศิลปะ อย่างเช่นภาพทิวทัศน์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่จิตรกรหัวใสทำปลอมขึ้นด้วยการวาดเลียนแบบ แต่อ้างว่าเป็นของจริงที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี 1866 กลับได้รับการเปิดเผยในภายหลังด้วยเทคนิคคาร์บอนกัมมันตรังสีว่า แท้จริงแล้วเป็นของปลอมที่เพิ่งวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีการจงใจตกแต่งให้ภาพดูเก่ากว่าความเป็นจริงมาก

    การตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ลึกซึ้งขึ้น โดยเข้าใจถึงผลกระทบของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านการตรวจหาคาร์บอน-14 ในธารน้ำแข็งและระบบนิเวศเก่าแก่

    ผลการศึกษาวิจัยข้างต้น ถูกนำมาเผยแพร่ในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2007 ร่วมกับนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากผลงานการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    “การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอน-14 ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล สำหรับผู้ที่ต้องการใช้แบบจำลองภูมิอากาศในอดีต มาทำนายถึงแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ในอนาคต” ดร.ทิม ฮีตัน จากมหาวิทยาลัยลีดส์ของสหราชอาณาจักรกล่าว

    นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ข้อมูลสถิติของคาร์บอนกัมมันตรังสีในอดีต ติดตามตรวจสอบว่าที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แล้วนำข้อมูลนั้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่แบบจำลองภูมิอากาศได้ทำนายไว้ ก็จะทราบได้ว่าแบบจำลองภูมิอากาศที่ใช้กันอยู่ มีความแม่นยำเพียงพอหรือไม่

    การเจือจางของคาร์บอน-14

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน กำลังส่งผลกระทบต่อเทคนิคการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอย่างมาก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ปลดปล่อยคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่ในจำนวนนั้นไม่มีคาร์บอน-14 รวมอยู่ด้วยเลย

    เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้ตายลงในยุคบรรพกาลเมื่อหลายล้านปีก่อน จนคาร์บอน-14 ในซากอินทรีย์เหล่านี้ สลายตัวหมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการปล่อยคาร์บอนชนิดธรรมดาสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในอากาศเจือจางลง

    ฮีเธอร์ เกรเวน จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน หรือไอซีแอล (ICL) บอกว่าในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เทคนิคการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป หากมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงมากในช่วงศตวรรษหน้า “สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ หรือสารอินทรีย์ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่ จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนกัมมันตรังสี ไม่แตกต่างจากของโบราณที่มีอายุเก่าแก่ถึงสองพันปี”

    Smoke rising from chimneys burning coal or fossil fuels

    ที่มาของภาพ, Getty Images/BBC

    คำบรรยายภาพ, การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเจือจางความเข้มข้นของคาร์บอน-14 ในบรรยากาศโลกได้

    แม้ดร.ราเชล วูด จะเห็นแย้งว่า ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ศาสตราจารย์กิตติคุณ พอลา ไรเมอร์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์ยูนิเวอร์ซิตีเบลฟาสต์ (QUB) เห็นว่าการปล่อยคาร์บอนในทุกวันนี้ ทำให้เทคนิคการตรวจวัดอายุด้วยคาร์บอน-14 ทำได้ยากขึ้น และจะส่งผลบั่นทอนความแม่นยำของวิธีนี้อย่างรุนแรงในที่สุด

    ศ.ไรเมอร์ เคยทำการศึกษาวิจัยนานหลายปี เพื่อหาวิธีเพิ่มความแม่นยำของเทคนิคดังกล่าว เช่นการตรวจหาสัญลักษณ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ของปริมาณคาร์บอนกัมมันตรังสีในวงปีของต้นไม้ ซึ่งจะเผยให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายพันปีได้

    กราฟเส้นโค้งที่แสดงถึงการเพิ่มขึ้นและลดลงของคาร์บอน-14 ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ สามารถตรวจหาอายุของวัตถุที่มีความเก่าแก่ได้สูงสุดถึงราว 14,000 ปี แต่น่าเสียดายว่าการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์ยุคปัจจุบัน อาจทำให้ยุคทองของเทคนิคการตรวจวัดอายุที่ยอดเยี่ยมนี้ต้องสิ้นสุดลง

    บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างบีบีซี กับฝ่ายประชาสัมพันธ์รางวัลโนเบล (Nobel Prize Outreach)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cvgn04ll8xjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s93xpc1smBpzNlAQ4MPDU

  • 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐานการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล”

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/729566&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2siqydLEmozwCv_UEQPaxh

  • กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่ “ราชการดิจิทัล” ครบปีที่ 23 พร้อมให้บริการประชาชน

    ครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชน ยกระดับการทำงานและการให้บริการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล

    วันนี้ (28 ส.ค. 68) กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐาน การอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย

    กรมการท่องเที่ยว ก้าวสู่

    ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย

    ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวัง ที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/859524&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hbZpZPzygWiZ7y6nQLmYo

  • อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เยี่ยมชมเทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ | TOPNEWS

    วันที่ 29 ส.ค. 2568 นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก คุณประพัชร์สร มีปา ผู้ก่อตั้งเทวาลัยฯ ในโอกาสนี้ คณะฯ ได้ร่วมสักการะ องค์พระพิฆเนศ ปางดั๊กดูเศรษฐ์ เนื่องในเทศกาล คเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 สิงหาคม 2568 โดย บริษัท ภูเก็ตไนน์ จำกัดนายยุทธศักดิ์ สุภสร ได้กล่าวชื่นชมความงดงามของสถานที่ พร้อมแสดงความยินดีกับภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตและแสดงความเชื่อมั่นว่า เทวาลัยพระพิฆเนศศรีมันต์คณปติ จะกลายเป็น แลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรม ที่สำคัญอีกแห่งของภูเก็ต ซึ่งไม่เพียงแต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศ แต่ยังสามารถสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อีกด้วย

    นอกจากนี้ เทวาลัยแห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่ง สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย ซึ่งมีรากฐานความเชื่อและศรัทธาในองค์พระพิฆเนศร่วมกัน โดยกิจกรรมในเทศกาลคเณศจตุรถีครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญ ในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ ผ่าน พลังแห่งความศรัทธา ที่มีร่วมกันอย่างลึกซึ้งจิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293204&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Khrwf8Xpppwx44j1JYXZh

  • การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามอาจมีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    image.png

    ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับการรักษาพยาบาล ทั้งการผ่าตัด (Surgery) และไม่ผ่าตัด (Non-surgery) จากการสำรวจของบริษัท Grand View Research พบว่ามูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วโลกอาจสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 15 – 25 สำหรับเวียดนาม มูลค่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อยู่ที่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจสูงถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2576 ในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 18

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health: MOH) และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (Ministry of Culture, Sports and Tourism: MOCST) ได้ร่วมกันจัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่จังหวัด Lam Dong ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. Tran Van Thuan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเวียดนามเป็นแนวโน้มการพัฒนาใหม่ที่ผสานระหว่างบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงกับประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้รัฐบาลและชื่อเสียงของประเทศในภูมิภาคและระดับโลก 

    เวียดนามมีข้อได้เปรียบหลายประการในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดความสนใจบนแผนที่การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โลก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าหลายประเทศ รวมถึงความสามารถด้านเทคนิคทางการแพทย์สูง อาทิ การทำหัตถการหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ การปฏิสนธินอกร่างกาย (In Vitro Fertilization: IVF) และทันตกรรมเพื่อความงาม ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ นอกจากนี้ การแพทย์แผนโบราณของเวียดนามที่มีวิธีการบำบัดและการพักฟื้นสุขภาพ ถือเป็นจุดแข็งอีกหนึ่งด้าน นักท่องเที่ยวสามารถรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในเมืองใหญ่ จากนั้นเดินทางไปพักผ่อนที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลหรือภูเขาที่ราบสูงได้

    ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (Viet Nam National Authority of Tourism) ให้ความเห็นว่า เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดความสนใจ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการรับรองจากองค์กรนานาชาติ อาทิอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) ถ้ำฟองญา–แก๋บ่าง (Phong Nha – Ke Bang Cave) ชายหาดดานัง (Da Nang Beach) เมืองทะเลญาจาง (Nha Trang) รวมถึงแหล่งโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่เมืองหลวง กรุงฮานอย (Ha Noi) และ เมืองเว้ (Hue) เป็นต้น ขณะที่ เสถียรภาพทางการเมืองและสังคมถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพ 

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เนื่องจากทั้งประเทศยังมีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากล อาทิ การรับรองคุณภาพ Joint Commission International (JCI) จึงยังไม่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมได้ นอกจากนี้ กฎระเบียบบางประการเกี่ยวกับการร่วมทุน ความร่วมมือทางธุรกิจ และรูปแบบการจัดการทางการเงิน ยังไม่เอื้อให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถพัฒนาบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงได้

    ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องศึกษาต้นแบบความสำเร็จจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศไทยและเกาหลีใต้ โดยประเทศไทยสร้างรายได้ถึงปีละ 600–700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคหัวใจ ขณะที่เกาหลีใต้สร้างรายได้ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการศัลยกรรมเพื่อความงามและการรักษาโรคมะเร็ง

    ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีแผนจัดทำ “โครงการพัฒนาบริการตรวจรักษาพยาบาลคุณภาพสูงและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ระยะปี 2568 – 2573มีเป้าหมายมุ่งสู่การยกระดับเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำของภูมิภาค ด้วยคุณภาพบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งพัฒนาสถานพยาบาลที่ทันสมัย มีศักยภาพเพียงพอในการรองรับและให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การเร่งดำเนินนโยบายต่างๆ ในโครงการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้โรงพยาบาลในเวียดนามสามารถดึงดูดทั้งผู้ป่วยภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการ

    (จาก https://vnexpress.net/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    ปัจจุบันมีรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์พื้นฐานอยู่ ประเภท ได้แก่ (1) การท่องเที่ยวเพื่อการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ (2) การท่องเที่ยวเพื่อการรักษาโรคร้ายแรงหรือโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น (3) การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ และ (4) การท่องเที่ยวเพื่อรักษาพยาบาลแบบแผนโบราณและสมัยใหม่

    ดร. Vu Nam จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติ (National Economic University: NEU) ยอมรับว่า ในบรรดารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ดังกล่าว เวียดนามยังไม่สามารถแข่งขันกับไทยและเกาหลีใต้ในด้านการท่องเที่ยวควบคู่กับการทำศัลยกรรมความงามและการดูแลรูปลักษณ์ อย่างไรก็ตาม สำหรับอีก รูปแบบที่เหลือ เวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากมีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ อาทิ สภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรสมุนไพรที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของแพทย์เวียดนาม ในความเป็นจริง ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศเวียดนามส่วนใหญ่เน้นใช้บริการด้านทันตกรรม การรักษาภาวะมีบุตรยาก การตรวจคัดกรองโรคด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การตรวจสุขภาพทั่วไป การแพทย์แผนโบราณ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ศัลยกรรมเสริมความงาม รวมถึงการพักผ่อนเพื่อการดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบการแพทย์เวียดนามที่ผสมผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แผนโบราณ

    จากข้อมูลสถิติของกระทรวงสาธารณสุข นาย Duong Huy Luong รองอธิบดีกรมการบริการทางการแพทย์ (Department of Medical Service Administration) ให้ข้อมูลว่าชาวเวียดนามใช้จ่ายถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี เพื่อเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรับการรักษาพยาบาล และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3,000–4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ ค่ารักษาพยาบาลในเวียดนามถูกกว่าหลายประเทศ เช่น ค่าบริการทันตกรรมในเวียดนามถูกกว่าสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลียถึง 6–10 เท่า และยังถูกกว่าประเทศไทยและมาเลเซียร้อยละ 30–50

    ดังนั้น เพื่อต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เวียดนามอาจต้องมุ่งเน้นการพัฒนาในหลายประการ ได้แก่ (1) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ให้มีคุณภาพสูง (2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย (3) การต่อยอดบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง (4) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ผสานระหว่างการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์แผนโบราณ (5) การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) (6) การปรับปรุงขั้นตอนและเอกสารทางการปกครองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wfcfi2d0d7r5hy70bpkbtih8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Qfh9HKaTMuBUKlknc6zK

  • ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    ไฟเขียวเพิ่ม 5 เขตเศรษฐกิจใหม่ 3 จังหวัดตะวันออก เตรียมจ้างงานกว่าหมื่นคน…

    บอร์ด EEC ไฟเขียวตั้ง 5 เขตส่งเสริมพิเศษ 3 จังหวัดภาคตะวันออก พื้นที่ EEC หวังดึงลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ‘กกร.’ เสนอดึง จ.ปราจีนบุรี ลุ้นร่วมพื้นที่ EEC

    จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ บอร์ด EEC ไฟเขียวประกาศเพิ่มเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท พร้อมพัฒนาชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง

    เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง

    เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับ
    พรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานี LNG มาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดย LNG ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า ใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพ LNG จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอว์เบอร์รี เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4’ และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ‘นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอระยอง 36’ และขอขยาย เนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่

    โดยจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหารพัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ยัง เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง

    อีกทั้ง ได้รับทราบ การศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่ EEC

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน สกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 แล้วเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ภาพ: kampee patisena / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/5-new-eastern-economic-zones/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUR1pjCZhjF9mK56X3dpI