Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลังยอมรับรายได้ปี 68 จ่อต่ำเป้าหมื่นล้าน พิษเศรษฐกิจซบ-ภาษีรถยนต์วูบ

    คลังยอมรับรายได้ปี 68 จ่อต่ำเป้าหมื่นล้าน พิษเศรษฐกิจซบ-ภาษีรถยนต์วูบ

    เศรษฐกิจ

    19 ก.ย. 2025 เวลา 6:30 น.

    “คลัง” คาดการณ์จัดเก็บรายได้รัฐปีงบประมาณ 68 ส่อแววต่ำกว่าเป้าหลักหมื่นล้าน หลังเศรษฐกิจชะลอตัว คาดการณ์ GDP ทั้งปีโตต่ำที่ 2.2% ย้ำความจำเป็นปฏิรูปภาษี

    • กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่ารายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2568 จะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นจำนวนหลักหมื่นล้านบาท
    • สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลง และการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
    • การปฏิรูปโครงสร้างภาษีถูกยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

    แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในเอกสารงบประมาณที่ 2.88 ล้านล้านบาท เป็นจำนวนหลักหมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ชะลอตัวลง ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 2.2% ตลอดทั้งปี

    ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการจัดเก็บรายได้มาจากภาษีหลายประเภทที่จัดเก็บได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษีรถยนต์ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาล และปริมาณรถยนต์สันดาปที่ชำระภาษีมีจำนวนน้อยกว่าคาดการณ์

    รวมทั้ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการนำเข้า และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็เผชิญความท้าทายเช่นกัน เนื่องจากภาคธุรกิจหันไปใช้สิทธิประโยชน์ในเขตปลอดอากรมากขึ้น ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่เติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพตามภาวะเศรษฐกิจ

    เปิดตัวเลข 10 เดือนแรกยังห่างไกลเป้า

    รายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – ก.ค. 2568) ระบุว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิรวม 2,250,117 ล้านบาท แม้จะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.8% หรือ 40,827 ล้านบาท แต่ยังคงต่ำกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ถึง 37,637 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.6%

    เมื่อพิจารณาการจัดเก็บของ 3 กรมภาษีหลัก พบว่าทุกหน่วยงานจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งหมด ได้แก่

    • กรมสรรพากร จัดเก็บได้ 1,824,453 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 11,910 ล้านบาท (0.6%)
    • กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้ 446,728 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าถึง 56,260 ล้านบาท (11.2%)
    • กรมศุลกากร จัดเก็บได้ 95,261 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 6,339 ล้านบาท (6.2%)

    รัฐวิสาหกิจ-ส่วนราชการอื่น

    อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกจากการนำส่งรายได้ของ รัฐวิสาหกิจ ที่ทำผลงานได้โดดเด่น โดยนำส่งรายได้รวม 156,996 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการถึง 17,020 ล้านบาท (12.2%) เช่นเดียวกับ ส่วนราชการอื่น ที่จัดเก็บรายได้รวม 151,150 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 17,393 ล้านบาท (13.0%) ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล

    ทั้งนี้ แหล่งข่าวได้ให้ความเชื่อมั่นว่า แม้การจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่กระทรวงการคลังได้เตรียมแนวทางรองรับไว้แล้ว และจะสามารถบริหารจัดการเพื่อปิดหีบงบประมาณได้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2568 โดยอาศัยเครื่องมือทางการคลังและสภาพคล่องจากเงินคงคลังที่มีอยู่เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐบาลมีเงินคงคลังอยู่ที่ 4.05 แสนล้านบาท

    ดันปฏิรูปภาษี แก้ปัญหารายได้ระยะยาว

    จากความท้าทายในการจัดเก็บรายได้ดังกล่าว ทำให้ประเด็น การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยที่ผ่านมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยผลักดันเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการคลังและสร้างความเป็นธรรมในระบบ

    รายงานจาก สศค. ระบุว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยที่จัดเก็บในอัตรา 7% ยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ใช่ผู้ส่งออกพลังงาน ขณะที่ประสิทธิภาพการจัดเก็บ VAT ต่อการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 4.6% ในปี 2558 เหลือเพียง 4.0% ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลมาจากการรั่วไหลของฐานภาษีที่อยู่นอกระบบ และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการปรับขึ้นอัตราภาษี VAT จึงเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ถูกนำมาพิจารณา โดยมีการประเมินว่า การขึ้น VAT ทุก 1% จะสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้นถึง 70,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปใช้สนับสนุนกลุ่มเปราะบางและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นได้

    นอกจากนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยการจัดเก็บของไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มถึง 0.5% ของ GDP จากข้อมูลของ สศค. พบว่า ในประเทศไทยมีผู้ที่ยื่นแบบและมีภาระต้องจ่ายภาษีจริงเพียง 10% ของผู้ยื่นแบบทั้งหมด ขณะที่อีก 17% ยื่นแบบแต่ไม่ต้องเสียภาษี และน่ากังวลที่สุดคือ ประชากรในวัยทำงานที่มีรายได้ส่วนใหญ่ถึง 73% ยังคงไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ หรืออยู่นอกระบบภาษี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hSEu7ld7QgXL00aKjsqUr

  • ถกหอการค้า รับฟัง 7 ข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ถกหอการค้า รับฟัง 7 ข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36uGSNx2xc_rAQ7L_xxz5d

  • ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ปลอด Gluten ทำจากแป้งเมล็ดขนุน แป้งข้าว และแป้งมันสำปะหลัง

    ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ปลอด Gluten ทำจากแป้งเมล็ดขนุน แป้งข้าว และแป้งมันสำปะหลัง

    เมื่อผลการวิจัยพัฒนาเส้นพาสต้าชนิดเฟตตูชินี่แบบปลอดกลูเตน (Gluten-Free Fettucine -GFF)  ที่ผลิตจากการผสมผสานการใช้วัตถุดิบหลัก จากแป้งเมล็ดขนุน แป้งข้าว และแป้งมันสำปะหลัง  ระบุให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะใยอาหารที่มากกว่าพาสต้าปกติที่ทำจากแป้งสาลี (wheat)  อีกทั้งผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัส และรสชาติที่ใกล้เคียงกับพาสต้าทั่วไป ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่แพ้กลูเตน หรือผู้รักสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยลดของเสียจากเมล็ดขนุน  

    จากบทความในเว็บไซต์ celiac.com ได้ระบุว่า ปัจจุบันผู้ที่มีอาการแพ้ต่อการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเตน ทั้งจากผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค หรือผู้ที่ต้องการควบคุมการบริโภคกลูเตน หรือ ผู้ที่มีความต้องการด้านโภชนาการ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

    นักวิจัยจึงได้ทำการคิดค้นพัฒนาเส้นพาสต้าชนิดเฟตตูชินี่แบบปลอดกลูเตน (GFF) โดยใช้ส่วนผสมของแป้งเมล็ดขนุน แป้งข้าว และแป้งมันสำปะหลัง โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังคงรสชาติความอร่อย และมีเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกับพาสต้าที่ทำจากแป้งสาลี อีกทั้งสามารถดึงดูดใจผู้บริโภค พร้อมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น มีปริมาณใยอาหารที่สูงขึ้น  

    โดยบทบาทของแป้งหลัก 3 ชนิด ที่ใช้ในการผลิตพาสต้าปลอดกลูเตน มี:

    • แป้งเมล็ดขนุน อุดมไปด้วยใยอาหาร ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

    • แป้งข้าว ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของเส้นพาสต้า และให้เนื้อสัมผัสที่คุ้นเคยเสมือนพาสต้าทั่วไป

    • แป้งมันสำปะหลัง ช่วยเพิ่มความเหนียวและทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้ส่วนผสมจับตัวกัน

    ผลปรากฎว่า สูตรที่ได้ผลรับดีที่สุด คือ การใช้แป้งเมล็ดขนุนร้อยละ 40 แป้งข้าวร้อยละ 5 และแป้งมันสำปะหลังร้อยละ 5 อีกร้อยละ 50 ที่เหลือประกอบด้วยสารช่วยยึดเกาะ เช่น xanthan gum และน้ำ

    นอกจากนี้ ผลการศึกษา เส้นพาสต้าปลอดกลูเตน ยังพบว่า

    • คุณค่าทางโภชนาการที่ดีขึ้น แป้งเมล็ดขนุนช่วยเพิ่มปริมาณใยอาหารในพาสต้าได้อย่างมาก โดยมี ใยอาหารสูงถึง 12.48 กรัมต่อ 100 กรัม สูงกว่าพาสต้าทั่วไปที่ทำจากแป้งสาลี หรือแป้งข้าว ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มใยอาหารในอาหารประจำวัน

    •  คุณภาพในการปรุงสุก เส้นพาสต้าเฟตตูชินี่ปลอดกลูเตนมีความทนทานระหว่างการปรุง ไม่สูญเสียแป้งออกมามากซึ่งเป็นปัญหาทั่วไปของพาสต้าปลอดกลูเตน แป้งมันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เส้นดูดซับน้ำได้ดี และไม่เละจนเกินไป

    • เนื้อสัมผัสและลักษณะภายนอก เส้นพาสต้ามีเนื้อสัมผัสเหนียวแน่น ใกล้เคียงกับเส้นเฟตตูชินี่แบบดั้งเดิม แม้สีจะเข้มขึ้นเล็กน้อยจากแป้งเมล็ดขนุน แต่ผู้ทดสอบรสชาติยังคงให้ความเห็นว่า เส้นน่ารับประทาน

    • ผลการทดสอบรสชาติ  จากการทดสอบทางประสาทสัมผัส ผู้ชิมให้คะแนนอยู่ในระดับ “เฉย ๆ” ถึง “ชอบในระดับปานกลาง” แม้จะยังไม่สามารถเอาชนะพาสต้าจากแป้งสาลีได้ แต่โดยรวมได้คะแนนใกล้เคียงกับพาสต้าปลอดกลูเตนที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแข่งขันในเชิงพาณิชย์

         การหาซื้อเส้นพาสต้าปลอดกลูเตนที่มีรสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ถือเป็นความท้าทายสำหรับ ผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า แป้งเมล็ดขนุน ซึ่งมักถูกทิ้งเป็นของเสีย สามารถนำไปแปรรูปเป็นเส้นพาสต้าปลอดกลูเตนที่อุดมไปด้วยใยอาหารได้สำเร็จ และมีประโยชน์สำคัญ ซึ่งได้แก่

    1. ด้านโภชนการที่ดีขึ้น ใยอาหารสูง ส่งเสริมสุขภาพระบบย่อยอาหาร ซึ่งมักบกพร่องในผู้ป่วยเซลิแอค
    2. เป็นทางเลือกใหม่: เป็นพาสต้าที่ไม่พึ่งแป้งข้าวโพดหรือแป้งมันฝรั่งซึ่งใช้กันแพร่หลาย
    3. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้เมล็ดขนุนช่วยลดของเสียจากอาหารและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน

    โดยสรุป งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ที่มีศักยภาพในการผลิตเส้นพาสต้าปลอดกลูเตน โดยใช้แป้งเมล็ดขนุน แป้งข้าว และแป้งมันสำปะหลัง แม้ว่าจะต้องมีการศึกษาต่อในเรื่องการย่อยและผลต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ผลลัพธ์ในปัจจุบัน บ่งชี้ให้เห็นว่า เป็นทางเลือกที่มีรสชาติอร่อย และมีใยอาหารสูงสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารปลอดกลูเตน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค

    ข้อคิดเห็น   

    •    สหรัฐอเมริกา มีผู้บริโภคที่หลีกเลี่ยงกลูเตนจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากปัญหาสุขภาพจากโรคเซลิแอค รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคของชาวอเมริกันที่หันมานิยมการบริโภคอาหารแนวสุขภาพ และการให้ความสำคัญกับสินค้า “clean label”, และ “sustainable” มากขึ้น ส่งผลให้พาสต้าที่ผลิตจากแป้งเมล็ดขนุนมีศักยภาพสูงในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และต้องการทางเลือกใหม่จากพืช
    •     ตลาดอาหารปลอดกลูเตนในสหรัฐฯ มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่แพ้กลูเตน ผู้รักสุขภาพ กลุ่ม Vegan ที่ต้องการโปรตีน หรือใยอาหารจากพืช
    •    ประเทศไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบ และนวัตกรรมการแปรรูป ไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก และความยั่งยืนในระยะยาว ขนุน ข้าว มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ประเทศไทยมีความชำนาญในการเพาะปลูกและแปรรูป ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบเหลือทิ้ง เช่น  การนำเมล็ดขนุนไปพัฒนาเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก 
    •    ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบเข้มงวดของ USFDA เช่น การจดทะเบียนโรงงานการผ่านการรับรองจาก FDA  การได้รับการรับรองจากองค์กรภายนอก เช่น Gluten-Free Certification Organization (GFCO) หรือ National Celiac Association (NCA)  
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/asyr7mdo14gu6q4nhfk0yelh&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ESNwUHirCYdJlIKyuq_w7

  • เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี

    เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี

    เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี

    สภาผู้บริโภคประกาศเดินหน้าฟ้องคดีกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หลังรื้อถอนอาคารสูง “ดิเอทัส” ซอยร่วมฤดีล่าช้ากว่ากำหนด ยาวนานกว่า 10 ปี สำนักงานเขตปทุมวันไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครอง ขณะที่กทม.ยังเงียบ

    จากกรณีที่สภาผู้บริโภคได้ส่งรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง ในการรื้อถอนโครงการ “ดิเอทัส” (The Aetas) อาคารสูงในซอยร่วมฤดี หลังศาลมีคำสั่งมานานกว่า 10 ปี  แต่ยังไม่มีการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน สภาผู้บริโภคจึงเตรียมศึกษาข้อกฎหมายเพื่อฟ้องคดีเพิ่ม

    เล็งฟ้อง ‘ละเลย’ กทม. ยื้อรื้อ “ดิเอทัส” นานกว่า 10 ปี : พรพรหม โอกุชิ

    พรพรหม โอกุชิ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า สำนักงานเขตปทุมวันมีหนังสือตอบกลับรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคมายังสภาผู้บริโภค ลงวันที่ 11 กันยายน 2568 โดยระบุว่า สำนักงานเขตฯ ได้นำบริษัทผู้รับจ้างที่จะรื้อถอนอาคาร เข้าพื้นที่สำรวจและกำหนดแนวกั้นรั้วมาตรการป้องกันรอบโครงการ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และจะรายงานแนวเขตรั้วให้ทราบอีกครั้ง โดยอ้างเหตุผลที่ล่าช้า เนื่องจากเจ้าของอาคารแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และต้องตรวจเอกสารและทรัพย์สินเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ หนังสือของสำนักงานเขตปทุมวันที่ตอบกลับมายังสภาผู้บริโภคนั้น มีเนื้อหาบางส่วนที่ขัดแย้งกับหนังสือของศาลปกครอง ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ที่ระบุว่า บริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด จัดทำบัญชีทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการจัดทำรูปเล่มรายงานบัญชีทรัพย์สิน แต่กลับอ้างว่าขอขยายเวลาตรวจสอบเอกสารและทรัพย์สินเพิ่มเติม แสดงว่าการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ ตามช่วงเวลาที่เคยแจ้งศาลปกครองไว้ก่อนหน้านี้

    พรพรหม กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องเนื้อหาในหนังสือแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาการตอบกลับที่ล่าช้า โดยสภาผู้บริโภคได้ส่งรายงานการกระทำและละเลยการกระทำไปให้สำนักงานเขตปทุมวันและ กทม. เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 โดยแจ้งให้ตอบกลับหนังสือฉบับดังกล่าวภายใน 60 วันนับจากที่ได้รับหนังสือ ตามอำนาจมาตรา 14 (3) แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 แต่ก็ยังไม่มีหนังสือตอบกลับ จนกระทั่งวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือติดตามความคืบหน้าไปยังสำนักงานเขตปทุมวัน และกทม. อีกครั้งหนึ่ง สำนักงานเขตปทุมวันจึงมีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ขณะที่ กทม. ยังไม่มีหนังสือตอบกลับแต่อย่างใด

    สำหรับความคืบหน้ากรณีการรื้อถอนอาคารสูงในซอยร่วมฤดี โครงการดิเอทัสนั้น สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าฟ้องคดีกับหน่วยงานที่เกียวข้องเพิ่มเติม โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าจะประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้ทราบต่อไป

    กรณีโครงการดิเอทัส ถือเป็นมหากาพย์การต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมของผู้บริโภค นำโดยนายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ (ปัจจุบันเสียชีวิต) หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แม้ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2557 ผ่านมา 10 ปี โครงการนี้ยังยืนท้าทายคำพิพากษา ถือเป็นอีกกรณีที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

    เนื้อหาในหนังสือของสำนักงานเขตปทุมวัน มีใจความดังนี้

    สำนักงานเขตปทุมวันได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สินของอาคารทั้งสองแห่งที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งให้บริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด ตรวจสอบและส่งมอบพื้นที่ภายใน 30 วัน เพื่อให้ผู้รับจ้างเข้ารื้อถอนอาคารตามคำพิพากษา

    ต่อมาทั้ง 2 บริษัทได้ขอขยายเวลาการตรวจสอบเอกสาร เนื่องจากมีจำนวนมากและขาดบุคลากร อีกทั้งอาคารยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น สำนักงานเขตปทุมวันพิจารณาแล้วเห็นสมควร จึงอนุญาตให้ขยายเวลาการตรวจสอบให้เพียงพอและเหมาะสม

    นอกจากนี้ สำนักงานเขตปทุมวันได้แจ้งว่าได้นำผู้รับจ้างเข้าพื้นที่สำรวจและกำหนดแนวกั้นรั้วมาตรการป้องกันรอบโครงการ ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจแล้วเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 และจะรายงานแนวเขตรั้วให้ทราบภายหลัง ทั้งนี้ ความคืบหน้าทั้งหมดได้ถูกรายงานต่อสำนักงานบังคับคดีปกครองและสำนักงานศาลปกครองอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนเนื้อหาในหนังสือของศาลปกครองสูงสุด มีใจความดังนี้

    คดีนี้สำนักงานเขตปทุมวันในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน เคลื่อนย้ายอาคารตามมาตรา 40 (1) คำสั่งมีให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร หรือบริเวณอาคารตามมาตรา 40 (2) และคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร หรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กับบริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด

    แต่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าทั้ง 2 บริษัทไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นดังกล่าว สำนักงานเขตฯ จึงได้ออกคำสั่งให้ทั้ง 2 บริษัทรื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 แต่ทั้ง 2 บริษัทยังคงฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยไม่รื้อถอนอาคารพิพาท สำนักงานเขตจึงได้เข้าการรื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว

    โดยปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2567) บริษัทรื้อถอนได้เข้าพื้นที่เพื่อสำรวจทรัพย์สินภายในอาคารพิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำรูปเล่มบัญชีทรัพย์สินภายในอาคารพิพาทดังกล่าวเพื่อดำเนินการตามกระบวนการรื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    10 ปี คดีดิเอทัส ร่วมฤดี อาคารสูงผิดกฎหมาย ยังยืนท้าทายคำพิพากษา

    หลังคำพิพากษา 10 ปี จี้กทม. รื้อดิเอทัสขีดเส้นตาย 15 วัน ก่อนฟ้องคดี

    10 ปีไม่คืบหน้า!‘สภาผู้บริโภค’จี้‘กทม.’รื้อถอนอาคาร‘ดิเอทัส’ ตามคำพิพากษา‘ศาลปค.สูงสุด’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/18092568_theaetas_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kOqp95X4Sv1E_RaJ_h2kr

  • น้ำมัน WTI ปิดลบ 48 เซนต์ วิตกเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI ปิดลบ 48 เซนต์ วิตกเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (18 ก.ย.) ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยนักลงทุนมองว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันพุธและยังส่งสัญญาณว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง

    • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 48 เซนต์ หรือ 0.75% ปิดที่ 63.57 ดอลลาร์/บาร์เรล
    • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 51 เซนต์ หรือ 0.75% ปิดที่ 67.44 ดอลลาร์/บาร์เรล

    คณะกรรมการเฟดมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเมื่อวันพุธ เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของตลาดแรงงาน

    ส่วนในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวม 0.50% ภายสิ้นปีนี้ พร้อมกับส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้งในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% จำนวน 1 ครั้งในปี 2570

    นักวิเคราะห์จากบริษัท Onyx Capital Group กล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง และเฟดก็กำลังพยุงเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

    ขณะที่เดวิด เทปเปอร์ มหาเศรษฐีพันล้านและเจ้าของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ แสดงความเห็นว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง แต่หากปรับลดมากเกินไปก็เสี่ยงที่จะกระตุ้นเงินเฟ้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 33,000 ราย สู่ระดับ 231,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในภาพรวมแล้วตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอเนื่องจากทั้งอุปสงค์และอุปทานแรงงานปรับตัวลดลง

    นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากสัญญาณบ่งชี้ถึงอุปสงค์พลังงานที่อ่อนแอลงในสหรัฐฯ หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล พุ่งขึ้น 4.0 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530602&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UTz0iB47lnfLXzO4wiQLY

  • กยศ. แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญปี 2568 ปล่อยกู้แล้ว 5.8 แสนราย วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าคำนวณหนี้ใหม่ – ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กยศ. แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญปี 2568 ปล่อยกู้แล้ว 5.8 แสนราย วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าคำนวณหนี้ใหม่ – ปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยผลการดำเนินงานที่สำคัญปีงบประมาณ 2568 โดยปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 5.8 แสนราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้กับประเทศ รวมทั้งเร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์เพื่อแบ่งเบาภาระและอำนวยความสะดวกผู้กู้ยืมอย่างต่อเนื่อง

    ดร. นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า “การดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 กยศ. ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว โดย กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมโอกาสการมีงานทำให้แก่ประชาชนทั่วไปอายุ 18 – 60 ปี ด้วยหลักสูตรอาชีพ หรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill)

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ผู้กู้ยืมเงินสามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ กยศ. ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงิน ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับ กยศ. แล้วกว่า 720,783 ราย ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี และผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568) ทั้งนี้ กยศ. ยังคงยืนยันเดินหน้าสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยกระดับการบริหารจัดการ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้กู้ยืมและสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ”

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579348/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d6V40eyCJjoeRMmR2kLl-

  • “มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” แรงงานไทยถึงกรณีศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุก CEO คดีเบอร์รี – BBC News ไทย

    “มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” แรงงานไทยถึงกรณีศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุก CEO คดีเบอร์รี – BBC News ไทย

    “มันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์” เปิดคำพิพากษาศาลฟินแลนด์ จำคุกซีอีโอบริษัทเก็บเบอร์รี่

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, วศินี พบูประภาพ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    ศาลแขวงเขตลัปแลนด์ ประเทศฟินแลนด์ มีคำพิพากษาจำคุกกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผู้จัดหาเบอร์รี่และผู้ประสานงานชาวไทย ฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568

    ศาลแขวงลัปแลนด์มีคำพิพากษาในคดีหมายเลข R 24/187 โดยตัดสินจำคุก นายเวอร์นู วาซุนตา ประธานกรรมการบริหารของบริษัทเคียนตามา (Kiantama) ที่ประกอบการจัดหาเบอร์รี่ให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร เวชภัณฑ์และเครื่องสำอางค์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรงรวม 62 กระทง

    ประธานกรรมการบริหารวัย 51 ปีถูกสั่งห้ามประกอบธุรกิจเป็นเวลา 4 ปี และต้องชดใช้ค่าธรรมเนียมทนายความฝ่ายจำเลยและค่าใช้จ่ายในการนำเสนอพยานหลักฐานให้แก่รัฐ รวมถึงถูกถอดยศทางทหาร

    นอกจากนี้ บริษัทจำกัดที่ทำหน้าที่จัดหาคนเก็บเบอร์รี่ยังถูกสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 100,000 ยูโร (ราว 3.7 ล้านบาท)

    จำเลยทั้งหมดถูกสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการนำเสนอพยานหลักฐานให้แก่รัฐเป็นเงิน 30,000 ยูโร (ราว 1.1 ล้านบาท) และค่าธรรมเนียมของผู้ช่วยฝ่ายผู้เสียหายเกือบ 279,000 ยูโร (ราว 10 ล้านบาท) รวมถึงชดใช้ค่าเสียหายทางการเงินและความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้เสียหายรวมกว่า 600,000 ยูโร (ราว 22 ล้านบาท) รวมดอกเบี้ย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Black and white portrait of Albert Einstein with vivid square of light spectrum colours overlaying the image ///// HEADLINE Why we should thank Einstein for our smartphone cameras / OR / How Einstein's understanding of light changed technology forever

    • .

    • หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การนาซา กำลังสำรวจแอ่งหลุมเจเซโร (Jezero) บนดาวอังคาร เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินส่งกลับมายังโลก

    • Getty Images

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “คดีนี้มีผู้พิพากษา 3 คนร่วมกันตัดสินโดยเอกฉันท์” ข้อความประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ศาลแขวงลัปแลนด์ ระบุ

    สำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์รายงานว่า นายวาซุนตาประกาศลาออกจากตำแหน่งบริหารและคณะกรรมการของบริษัทเคียนตามาทันทีหลังมีคำพิพากษาดังกล่าว โดยบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการโดยมีครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของ ก่อนเขาเข้าบริหารในตำแหน่งผู้นำองค์กรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544

    ทำงานได้หนี้

    หลังจากศาลแขวงลัปแลนด์มีคำพิพากษา บีบีซีไทยติดต่อผู้เสียหายจากคดีดังกล่าว รวมถึง อ้อน (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) ชายชาวบุรีรัมย์ หนึ่งในผู้ที่เคยเดินทางไปทำงานเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์เมื่อปี 2565 เพื่อขายผลผลิตให้แก่บริษัทเคียนตามา

    อ้อน กล่าวว่า “ย่าน (กลัว)” พร้อมเล่าว่าเขาเดินทางไปกับบริษัทจำกัดที่มีหน้าที่จัดหาแรงงานในคดีนี้ และพักอยู่ในฟินแลนด์เป็นเวลาสามเดือนในช่วงฤดูเก็บเบอร์รี่ กรกฎาคม – ตุลาคม ของปีนั้น

    เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกต่อคำพิพากษาที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทถูกจำคุก เขาตอบว่า “ก็สมควรอยู่ครับ เพราะว่าเราก็ทำงานหนักเนาะ”

    เขาอธิบายต่อถึงสภาพการทำงานว่า การทำงานเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเที่ยงคืนของวันเดียวกัน

    “ไปตั้งแต่ตี 4 ตี 5 กลับมาก็นู่นแล้ว 5-6 ทุ่มครับผม กว่าจะชั่งผลไม้เสร็จก็ 5-6 ทุ่ม ตีหนึ่งนู่นแหละครับ บางวันกว่าจะได้นอน” อ้อนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

    นอกจากความเหนื่อยล้าทางร่างกายแล้ว เขายังต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่หนักหน่วง เนื่องจากมีการกู้หนี้ยืมสินเพื่อเข้ากระบวนการเดินทางไปทำงานต่างแดน ในกรณีของเขาอาศัยหยิบยืมญาติพี่น้องเป็นจำนวนเงิน 25,000 บาท

    คล้ายกับกรณีของอ้อน ในระยะเวลากว่าทศวรรษที่แรงงานไทยเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ตามคำเชื้อเชิญของบริษัทในฟินแลนด์และสวีเดน เป็นการเดินทางผ่านนายหน้าในประเทศไทยหลากบริษัท

    ข้อค้นพบในรายงานนี้ซึ่งชี้ว่าแรงงานเป็นผู้รับความเสี่ยงเองทั้งหมดถูกสะท้อนผ่านกรณีของอ้อน หนี้สินส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นจากการที่บริษัทนายหน้าหักค่าใช้จ่ายระหว่างการทำงานของเขาในระหว่างการทำงานเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์ ซ้ำเขายังต้องรับความเสี่ยงจากการเก็บผลไม้ป่าด้วยตนเอง

    “ไป[ที่]โน่นก็ไปหักที่โน่นอีกครับ แสนกว่าบาท” เขาบรรยาย “ไหนจะหักค่าที่พัก ค่ารถ ค่าอาหาร แล้วก็อะไรอีกนะ มันมี 3 อย่าง 4 อย่างเนี่ยแหละครับที่เขาหัก”

    เมื่อเก็บผลไม้ป่าขายไม่ได้จำนวนมากดังหวัง ซ้ำยังถูกหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนหมด เมื่อเขาเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2565 เขาจึงอยู่ในสถานะขาดรายได้ ทั้งยังมีหนี้กว่าแสนบาทกลับมา และเผชิญความยากลำบากในการตั้งตัวใหม่หลังกลับจากฟินแลนด์

    “มันก็เหมือนฝันสลาย เงินก็ไม่ได้ เป็นหนี้กลับมา ลำบากกว่าจะหางานได้ครับผม” อ้อนซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างเลี้ยงช้างในจังหวัดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งกล่าว

    ประสบการณ์ของ อ้อน สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงเขตลัปแลนด์รับฟังในการพิจารณาคดี ในข้อความประกาศของศาลฯ ระบุว่า ผู้เสียหายถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 50,000 บาท ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมที่ผิดกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่เกินจริง เช่น ค่าโดยสารเครื่องบินและค่าอาหาร

    ศาลฯ รับฟังว่าในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง ผู้เสียหายแต่ละคนเก็บเบอร์รี่เฉลี่ย 2,400–4,000 กิโลกรัม ทั้งนี้แม้จะทำงานเป็นเวลานาน ผู้เสียหายส่วนใหญ่กลับได้รับเงินเพียงไม่กี่ร้อยยูโร เนื่องจากบริษัทฯ หักค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก อาหาร และรถยนต์พร้อมพ่วงออกจากรายได้ก่อนการชำระเงิน

    ตอนหนึ่งของเอกสารที่ออกมาหลังคำพิพากษาระบุว่า “ในช่วงการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยผู้เสียหายได้รับข้อมูลรายได้จากการเก็บเบอร์รี่เกินจริง ขณะเดียวกันก็ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการทำงานไม่เพียงพอ ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่เข้าใจว่าหากทำงานหนักจะสามารถหารายได้จำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้ในประเทศไทย”

    กลุ่มแรงงานของอ้อนซึ่งมีเพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 62 ราย ไม่ใช่กลุ่มแรกและกลุ่มเดียว ไพรสันติ จุ้มอังวะ แรงงานชาวชัยภูมิที่เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ก่อนเขาเกือบ 9 ปี ก็เผชิญชะตากรรมคล้าย ๆ กัน

    “คนที่ไปก่อนช่วงแรกๆ มันก็อาจจะดีเนาะ เพราะมันคือกับว่า (เหมือนกับว่า) มันยังบ่ทันได้รู้จักคำว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ พอให้เขาได้ก็ให้ แต่ว่าหลัง ๆ มานี่มันหักเงินหลาย (หักเงินมาก)” ไพรสันติ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเป็นภาษาถิ่น พร้อมชี้ว่าในกลุ่มแรงงานที่ไปพร้อมกับเขา คนที่ถูกนำตัวไปอยู่แคมป์บางจุดถึงกับถูกยึดหนังสือเดินทาง

    ในกรณีของไพรสันติ เขาเดินทางไปเก็บเบอร์รี่ผ่านคำเชิญชวนของบริษัทเบอร์เร็กซ์ (Ber-Ex Oy) ในฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ปี 2556 ทว่าเมื่อเกิดความไม่ลงรอยเกิดขึ้นระหว่างบริษัทรับซื้อเบอร์รี่และแรงงาน ทั้งเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ลักษณะการจ้างงานที่ไม่ได้ถูกจำกัดความว่าเป็นลูกจ้างแต่เป็นผู้ประกอบการเบอร์รี่ที่บริษัทรับซื้อเบอร์รี่มาเท่านั้น ทำให้พวกเขาพยายามค้นหาแนวทางช่วยเหลือ ก่อนพบว่าวีซ่าที่พาตนเดินทางข้ามโลกมาเป็นวีซ่านักท่องเที่ยว

    รายงานเรื่อง “การศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพื่อให้การส่งคนไทยไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” ระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลฟินแลนด์อนุญาตให้คนงานเก็บผลไม้สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตมีถิ่นพำนักของแรงงาน (worker residence permit) แต่การเก็บเกี่ยวผลเบอร์รี่จากป่าถือว่าเป็นสิทธิของใครก็ได้โดยสาธารณะ (Everyman’s Right) ซึ่งเป็นคุณค่าทางสังคมที่ชาวนอร์ดิกยึดถือ จึงไม่เคยมีการกำหนดในทางนโยบายให้จัดทำในรูปแบบการจ้างงาน เพื่อป้องกันมิให้รายได้จากการเก็บผลไม้ป่าถูกถือเป็น “ค่าจ้าง” และมิให้ตกอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ทั้งสำหรับพลเมืองในประเทศและบุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง

    ด้วยเหตุนี้ สถานะของแรงงานไทยที่เก็บผลไม้ดังกล่าว จึงไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้าง

    ไพรสันติ ย้อนนึกถึงการอบรมเตรียมความพร้อมแรงงานเก็บเบอร์รี่ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่เขาจะเดินทางไปฟินแลนด์ช่วงกลางฤดูร้อน พ.ศ. 2556 โดยเขามั่นใจว่ามีตัวแทนจากกรมการจัดหางานร่วมในการอบรมครั้งนั้นด้วย

    “เฮาถูกส่งไปโดยถูกต้อง ทางกระทรวงแรงงานรับทราบนะ แต่ว่าพอเฮาไป เฮาเป็นแค่นักท่องเที่ยว ตอนนั้นมีปัญหากันอยู่เรื่องระบบการจัดส่ง” เขาอธิบายว่าเมื่อไม่เข้าลักษณะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย เขาจึงได้แต่ดำเนินการทางกฎหมายเรื่องการโกงค่าเบอร์รี่เท่านั้น แต่ไม่สามารถฟ้องคดีค้ามนุษย์ได้

    อย่างไรก็ดี การที่มีคดีค้ามนุษย์อีกคดีซึ่งเขามองว่าข้อเท็จจริงคล้ายกัน ได้รับคำพิพากษาในเวลากว่าทศวรรษถัดมา จึงถือว่าสำคัญต่อเขาในทางจิตใจ

    “ก็ถือว่าดีใจครับ เพราะว่ามันสิได้เป็นบรรทัดฐานว่ามันมีจริงเรื่องคดีค้ามนุษย์ ทางฟินแลนด์เขาเอาจริงจั่งซี่ก็ถือว่าดีใจนำพี่น้องแรงงาน เพราะว่าเงินที่เขายึดทรัพย์สินหรือว่าที่เขาอายัดไว้คนงานก็ต่อสู้มาจากปี (25)65 เนาะ ก็ถือว่าเร็วอยู่” เขานับโดยเทียบกับกรณีของตนเองที่พยายามเรียกร้องมากว่า 12 ปี

    .

    ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการจัดหางาน

    สัญญาบังคับ

    ในการพิพากษาคดีของบริษัทเคียนตามา ศาลฟินแลนด์ชี้ว่าสาเหตุที่แรงงานถูกบังคับให้เก็บเบอร์รี่ตลอดทั้งฤดูกาลโดยไม่สามารถหยุดทำงานก่อนได้ มาจากการถูกบังคับโดยสัญญาและภาวการณ์หลายอย่าง

    หนึ่งในข้อเท็จจริงซึ่งปรากฎต่อศาลในคดีนี้ระบุว่าผู้เสียหายได้ลงนามในสัญญาระหว่างการฝึกอบรมขณะอยู่ในประเทศไทย เนื้อหาสัญญาชี้ว่าแรงงานจะต้องเก็บเบอร์รี่ให้ได้ถึงมูลค่าเฉลี่ย 90 ยูโรต่อวัน ขณะเดียวกันก็มีสัญญาที่ระบุว่าหากมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะตกเป็นหนี้ของแรงงานและจะต้องใช้คืน สัญญานี้ได้รับการรับรองโดยผู้เก็บเบอร์รี่คนอื่น ๆ ที่อยู่ในรถคันเดียวกันเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้นั้น

    นอกจากนี้ตามสัญญา ยังระบุว่าบริษัทมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายจากรายได้ที่เกิดจากการเก็บเบอร์รี่ รายได้ส่วนเกินจะจ่ายให้ผู้เสียหายเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลก่อนเดินทางออกจากประเทศเท่านั้น ส่วนระหว่างฤดูกาลผู้เสียหายจะได้รับเงินจากรายได้สะสมเพียงพอสำหรับเพื่อเติมน้ำมันรถยนต์สำหรับการเดินทางไปเก็บเบอร์รี่เท่านั้น

    อย่างไรก็ดี หลังเดินทางถึงฟินแลนด์ แรงงานต้องพึ่งพาการจัดหาที่พัก อาหาร และบริการอื่น ๆ จากบริษัท เนื่องจากมีทักษะทางภาษาต่ำ การศึกษาน้อย ทรัพยากรจำกัด เป็นชาวต่างชาติ ขาดความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น และไม่มีผู้ติดต่อภายนอก นอกจากนี้ หนังสือเดินทางของผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังถูกเก็บโดยผู้จัดการแคมป์หลังจากเดินทางไปถึงไม่นาน

    ตามการรายงานของสำนักข่าวเฮลซิงกิไทมส์ซึ่งรายงานบรรยากาศระหว่างการไต่สวนในศาลคดีเดียวกันในช่วงเดือนมกราคม 2568 อัยการให้การต่อศาลว่าแรงงานไทยถูกกดดันให้เซ็นสัญญาข้างต้นโดยไม่อาจเข้าใจเนื้อความทั้งหมดได้ ทั้งยังตกอยู่ในสภาพบังคับต้องหาผลไม้ให้ได้ตามเป้าหมายซึ่งไม่อาจทำได้จริง และต้องรับผิดชอบความเสียหายกรณีไม่อาจทำตามนั้นได้

    นอกจากนี้ ศาลยังกล่าวถึงราคาการซื้อขายเบอร์รี่ โดยกล่าวว่าผู้เสียหายยังถูกทำให้เข้าใจผิดโดยใช้ค่าน้ำหนักกล่องที่สูงเกินจริงเป็นน้ำหนักภาชนะ ทำให้รายได้จากการเก็บเบอร์รี่ลดลง ตลอดจนผู้เสียหายยังจำต้องขายเบอร์รี่ให้แก่บริษัทที่เชิญมาเท่านั้นในราคาที่บริษัทกำหนด เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งและไม่ครบถ้วนเกี่ยวว่าพวกเขาจะมีสิทธิในการขายเบอร์รี่ให้แก่บุคคลอื่นได้ด้วยเงื่อนไขใด

    สภาวะดังกล่าวทำให้แรงงานต้องเก็บเบอร์รี่ทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นโดยไม่มีวันหยุด เพื่อชำระหนี้จากค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายประจำวัน

    ศาลชี้ชัดว่าเงื่อนไขหลายอย่างข้างต้นที่ได้กล่าวไป “ทำให้การดังกล่าวถือเป็นแรงงานบังคับ”

    อย่างไรก็ตาม ศาลแขวงลัปแลนด์ระบุว่าในคดีนี้ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยทำให้ผู้เสียหายต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำต้อยหรือไม่เหมาะสม สถานที่พักได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมักใช้เป็นที่พักของนักเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการพักก็ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพของที่พัก

    “แม้จะมีข้อบกพร่องในการจัดหาอาหาร แต่ศาลเห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของผู้เสียหายไม่ได้ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปัญหาหลักคือการแจกจ่ายอาหารเช้าและกลางวันในถังให้ผู้เก็บเบอร์รี่พกไปป่าในตอนเช้า ทำให้อาหารเย็นก่อนรับประทาน และมีโอกาสอุ่นอาหารเพียงบางครั้ง โดยเฉพาะซุป เช่น ซุปหัวปลาแซลมอน เมื่อเย็นแล้วจะมีลักษณะเป็นวุ้น ทำให้ผู้เสียหายหลายคนไม่รับประทาน” ข้อความในเว็บไซต์ศาลอธิบายเหตุผล

    ช่วงท้ายของเอกสารที่เผยแพร่ระบุว่า เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีลักษณะหลอกลวงและถือว่าร้ายแรงเมื่อพิจารณาโดยรวม ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยมีความผิดฐานค้ามนุษย์อย่างร้ายแรงต่อผู้เสียหายแต่ละราย

    “จากพยานหลักฐานจำนวนมาก ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ทำให้ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่ามีโอกาสในการหารายได้ โดยจัดหาพวกเขาให้มาเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์เพื่อขายให้แก่บริษัทที่เชิญมาเพื่อให้บริษัทนั้นใช้เป็นวัตถุดิบในการดำเนินธุรกิจ” สรุปคำพิพากษาในเว็บไซต์ของศาลเขียนเป็นภาษาฟินนิช โดยระบุเพิ่มเติมว่าคำพิพากษาฉบับเต็มมีความยาวประมาณ 200 หน้า

    ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังมีโอกาสขึ้นสู่ชั้นศาลอุทธรณ์ได้หากมีการร้องขอจากผู้เกี่ยวข้อง

    คดีต่อเนื่องจากการจับกุมปี 2565

    จรรยา ยิ้มประเสริฐ ตัวแทนองค์กรสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทยกล่าวว่า คดีบริษัทเคียนตามาเริ่มต้นมาจากความร่วมมือกันระหว่างชาวไทยที่ย้ายมามีครอบครัวที่ฟินแลนด์ประสานความช่วยเหลือกันจนแจ้งความได้สำเร็จ

    “เคียนตามาเป็นกลุ่มที่เกิดเหตุในปี พ.ศ. 2565 พอคนงานติดต่อมาเราก็ประสานกับหน่วยงานที่ชื่อว่า ริกกุ (Rikosuhripäivystys- RIKU) ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์”

    เธอกล่าวต่อว่า “[หน่วยงานริกกุ]จึงประสานงานกับตํารวจ แล้วก็ไปรับพวกเขาออกมาจากแคมป์ ตํารวจเริ่มสอบปากคำจนเห็นว่าสภาพมันเลวร้ายมาก ก็เลยได้ประสานต่อจนเข้ากระบวนการและมีคำตัดสิน”

    ลำดับเหตุการณ์ที่จรรยาเล่า สอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของรัฐบาลฟินแลนด์ ซึ่งเผยแพร่วันที่ 27 ตุลาคม 2565 ซึ่งระบุว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงของฟินแลนด์ รวมถึงสำนักงานสืบสวนแห่งชาติ (NBI), หน่วยพิทักษ์ชายแดน และตำรวจภูมิภาคเฮลซิงกิและลัปแลนด์ กำลังดำเนินการสอบสวนคดีค้ามนุษย์ครั้งใหญ่ โดยมีแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ระหว่างปี 2020–2022 ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่บริษัทเบอร์รี่แห่งหนึ่งในภาคเหนือของฟินแลนด์ และบริษัทจัดหางานในประเทศไทยที่มีบทบาทในการส่งแรงงานไปยังฟินแลนด์

    ข้อความจากทางการฟินแลนด์ยังระบุว่า ขณะนั้นมีผู้ต้องสงสัยสองคนถูกควบคุมตัวในระหว่างการสอบสวน และอีกหนึ่งคนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของฟินแลนด์ ซึ่งถูกจับกุมในข้อหายอมรับสินบนโดยมิชอบและใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดในระดับร้ายแรง

    จดหมายข่าวภาครัฐฟินแลนด์กล่าวอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโส เทมู แมนตินิเอมี จากสำนักงานสืบสวนแห่งชาติ ระบุว่า “เราสงสัยว่ามีการได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก และมีการอำนวยความสะดวกในกระบวนการทางราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเก็บเบอร์รี่ผ่านการให้สินบน”

    คดีนี้ถูกขยายผลในเวลาต่อมา และหนึ่งในคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลได้แก่คดีของเคียนตามา

    .

    ที่มาของภาพ, BBC Thai

    คำบรรยายภาพ, จรรยา ยิ้มประเสริฐ ฝ่ายต่างประเทศ สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

    ผู้ต้องหาชาวไทย

    แม้เอกสารเบื้องต้นจากศาลแขวงแลปแลนด์ไม่ได้ระบุชื่อผู้ประสานงานชาวไทยซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 3 ปีและต้องชดใช้ค่าธรรมเนียมทนายความบางส่วนให้แก่รัฐ แต่สำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์รายงานว่า บุคคลดังกล่าวคือ กัลยกร พงษ์พิศ หรือ “ทุเรียน” บุคคลสัญชาติไทยซึ่งถูกจับกุมด้วยข้อหาค้ามนุษย์แรงงานไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565

    สองเดือนหลังเจ้าหน้าที่ฟินแลนด์จับกุมตัวนายหน้าสัญชาติไทยครั้งนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่าได้เข้าค้น “บริษัทของผู้ต้องหาชาวไทยที่ถูกตำรวจฟินแลนด์จับกุมในข้อหาค้ามนุษย์ที่สาธารณรัฐฟินแลนด์” โดยไม่ได้ระบุชื่อชัด

    DSI ระบุว่า “ผลการตรวจค้นพบเอกสารการจัดตั้งบริษัท ข้อมูลแรงงานไทย เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หรือ berry processing ที่ผู้ต้องหาใช้ในการโกงน้ำหนักผลไม้ป่า ทำให้แรงงานไทยเป็นจำนวนมากตกเป็นหนี้สินกับทางบริษัทฯ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะนำหลักฐานดังกล่าวส่งมอบให้กับทางการฟินแลนด์ ตามคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา”

    ตามการรายงานของสำนักข่าวเฮลซิงกิไทม์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 กัลยกรให้การต่อศาลว่าแรงงานหลายคนอ้างว่ามีทักษะการเก็บเบอร์รี่ ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่เคยเก็บเบอร์รี่มาก่อน ทำให้ไม่สามารถเก็บได้ตามเป้า

    “ฉันเพิ่งทราบเมื่อขึ้นศาลนี่ล่ะ” กัลยกรกล่าวตามคำรายงานของสื่อของประเทศฟินแลนด์

    รายงานฉบับเดียวกันของหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ของฟินแลนด์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมายังระบุว่ากัลยกรยังตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์อีกหนึ่งคดีกับอีกหนึ่งบริษัทที่ชื่อว่า โพลาริกา (Polarica) อันเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าเบอร์รี่เช่นเดียวกับบริษัทเคียนตามา โดยอีกคดีหนึ่งนี้มีคนงานร้องเรียนเป็นผู้ได้รับความเสียหาย 78 ราย

    ชื่อของกัลยกรถูกร้องเรียนอย่างน้อยที่สุดตั้งแต่ พ.ศ. 2562 โดยปรากฎในเว็บไซต์ของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งระบุว่ามีแรงงาน 36 รายที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานที่สวีเดนเข้าร้องเรียนให้ตรวจสอบ บริษัท เนชั่น เบอร์รี่ จำกัด ซึ่งมีเธอเป็นกรรมการผู้จัดการ

    แรงงานในขณะนั้นร้องเรียนว่า “นายจ้างยังค้างจ่ายค่าจ้างบางส่วน ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์หักค่าจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยกเลิกลูกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า”

    ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว

    นายยาโก โคพาริเนน ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของกัลยกร เปิดเผยว่ากัลยกร ซึ่งเป็นลูกความของเขา “รู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา และเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม”

    เขาตอบกลับบีบีซีไทยทางจดหมายอีเล็กทรอนิกว่า กัลยกรจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์และยืนยันว่าจะไม่ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อสื่อมวลชนในประเด็นคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    หลายคดียังไม่ถึงชั้นศาล

    คดีของบริษัทเคียนตามาไม่ใช่คดีแรกและคดีเดียวที่แรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รี่ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกตกเป็นผู้เสียหาย

    ห้าปีก่อนหน้าคดีนี้ ในปี 2560 สื่อ Keskisuomalainen ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของฟินแลนด์รายงานว่าศาลแขวงไคนู ประเทศฟินแลนด์ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคำร้องขอค่าชดเชยจากแรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในช่วงฤดูร้อนปี 2556 โดยแรงงานแต่ละคนเรียกร้องค่าชดเชยระหว่าง 5,000 -7,000 ยูโร (ราว 1.8-2.6 แสนบาท) จากบริษัทเบอร์รี่ Ber-Ex Oy ซึ่งเป็นผู้ประสานให้แรงงานไทยกลุ่มดังกล่าวไปทำงานในฟินแลนด์

    สื่อในฟินแลนด์แห่งนี้รายงานว่าแรงงานไทยจำนวน 50 คนได้หยุดเก็บผลไม้เนื่องจากผิดหวังกับราคาผลไม้ที่ตกต่ำและการดำเนินงานของบริษัท ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับบริษัทตึงเครียดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าบริษัทดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการหยุดเก็บผลไม้กลางคัน และราคาที่บริษัทแจ้งไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรับซื้อผลไม้ก็ไม่ถือเป็นสัญญาผูกพันตามกฎหมาย ขณะที่แรงงานซึ่งหยุดงานประท้วงต้องเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความผิดหวัง

    กรณีนี้คือกรณีของไพรสันติ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษา โดยศาลมีคำสั่งให้แรงงานไทยชดใช้ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายของฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนประมาณ 30,000 ยูโร (ราว 1.1 ล้านบาท)

    ลี แอนเดอร์สัน นักการเมืองชาวฟินแลนด์ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังศาลมีคำพิพากษาในครั้งนั้น ระบุว่า กรณีข้างต้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลฟินแลนด์ยังคงตีความว่าแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ใช่ลูกจ้าง ส่งผลให้ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างขั้นต่ำหรือสวัสดิการแรงงาน

    “แรงงานไทยกลุ่มนี้เคยพยายามดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์กับบริษัทรับซื้อผลไม้ในปี 2556 แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับตัดสินใจไม่สอบสวน โดยไม่ได้รับฟังคำให้การจากแรงงานแม้แต่ครั้งเดียว” เธอระบุ

    อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป แนวทางการรับคำฟ้องของทางการฟินแลนด์เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเป็นคุณต่อแรงงานไทยมากขึ้น สอดคล้องกับการปฏิรูปกฎหมายในปี 2564 ซึ่งได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยสถานะทางกฎหมายของชาวต่างชาติที่เก็บผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Act 487/2021) ต่อมาถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า พ.ร.บ.เบอร์รี่ (Berry Act) อันมีเนื้อหาส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน และส่งเสริมศักดิ์ศรีในสถานที่ทำงาน โดยออกข้อบังคับให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้สามารถตรวจพบสัญญาณของการถูกเอาเปรียบระหว่างกระบวนการขอวีซ่าได้ดีขึ้น และสร้างระบบประสานหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปกป้องแรงงานที่อยู่ในสถานะเปราะบาง

    ปี 2565 ศาลฎีกาสูงสุดฟินแลนด์ตัดสินคดีหมายเลข R2020/297 พิพากษาลงโทษจำคุกเจ้าของธุรกิจจัดหาเบอร์รี่รายหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน ในข้อหาค้ามนุษย์แรงงานเก็บเบอร์รี่และเห็ดจากประเทศไทยจำนวน 26 ราย แม้วีซ่าของแรงงานเหล่านี้จะเป็นวีซ่าชนิดเดียวกันกับคดีก่อนหน้า

    ในกรณีนี้ ศาลพบว่าแม้การดำเนินการของจำเลยจะไม่ได้เป็นการควบคุมทางกายภาพ แต่ก็เป็นการใช้ประโยชน์จากความเปราะบางและสร้างภาวะพึ่งพิง เช่น ทำให้ผู้ร้องเรียนมีสถานะเป็นหนี้ ทำให้รู้สึกว่าตนไม่สามารถหยุดทำงานหรือออกจากพื้นที่ได้อย่างอิสระ ส่งผลให้บุคคลหลายรายถูกลิดรอนเสรีภาพในการตัดสินใจอย่างแท้จริง

    “จากสาเหตุข้างต้น ศาลฎีกาลงมติว่าเอ (จำเลย) ได้กระทำการค้ามนุษย์รวม 26 กรรม” คำพิพากษาที่มี ณ วันที่วันที่ 26 มกราคม 2565 ระบุ

    ศาลฎีกาฟินแลนด์ไม่ได้เอ่ยชื่อจำเลยในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ดีปี 2561 สำนักข่าวอิลตาเลห์ติซึ่งเป็นสื่อแทปลอยด์ภาษาฟินนิชเคยรายงานกรณีศาลชั้นต้น ตัดสินคดีนายมัตตี ฮานโคเนน ผู้ประกอบการเบอร์รี่ว่ามีความผิดฐานเดียวกันจากการร้องเรียนของคนงานชาวไทย 26 ราย โดยจำเลยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา บีบีซีไทยสอบทานกับสหภาพแรงงานไทยในต่างแดน พบว่าเป็นคดีเดียวกันที่ผ่านกระบวนการไปจนถึงชั้นศาลฎีกา

    ย้อนอ่าน

    ควบคู่ไปกับคดีของบริษัทเคียนตามา อีกคดีหนึ่งซึ่งมีการพิจารณาขนานกันไปเนื่องจากมีกัลยกรเป็นผู้ต้องหาคนเดียวกันทั้งสองคดีได้แก่คดีบริษัทโพลาริกา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบคดีในศาลชั้นต้น

    เดือนตุลาคม ปี 2566 สำนักข่าว Yle ของฟินแลนด์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย รวมถึงประธานกรรมการบริษัทของบริษัท Arctic Group ซึ่งเป็นผู้ประกอบการด้านเบอร์รี่และเห็ด

    ในเวลาใกล้เคียงกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ใจความว่าจากปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนบริษัทที่ประกอบการเบอร์รี่อีกสองแห่ง พบว่าอาจมีแรงงานที่ได้รับความเสียหายกว่า 170 ราย

    ทั้งนี้ประกาศจากองค์กรตำรวจของฟินแลนด์ไม่ระบุว่าเป็นบริษัทใดบ้าง

    จรรยา ยิ้มประเสริฐ ระบุว่าขณะนี้มีการดำเนินการเพื่อดำเนินคดีต่อบริษัทเบอร์รี่ในฟินแลนด์จำนวน 5 บริษัทโดยบางส่วนยังไม่เริ่มกระบวนการ ขณะที่มีการดำเนินการในลักษณะคล้ายกันในประเทศสวีเดนควบคู่ไปด้วยอีกจำนวน 5 บริษัท รวมยอดผู้เสียหายชาวไทยในทั้งสองประเทศราว 700 คน

    “คดีที่สวีเดนช้ามาก เพิ่งสอบปากคําไปแค่บริษัทเดียว” ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานไทยในต่างประเทศเปิดเผยกับบีบีซีไทย

    เธอชี้ว่ารัฐบาลต้นทางมักอ้างว่าไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการดำเนินการสอบสวน และเรียกร้องการผลักดันให้สวีเดนและฟินแลนด์เพิ่มทรัพยากรในการสอบสวนทุกคดี

    “อยากให้ทั้งฟินแลนด์และสวีเดนตระหนักว่าเมื่ออนุญาตให้มาเก็บเบอร์รี่ได้ ก็ต้องจริงจังกับศักยภาพในการที่จะรับรองว่าทุกคนที่ร้องเรียนจะได้รับความยุติธรรมและต้องจริงจังในการกำกับด้วย” จรรยาระบุ

    .

    คดีไทยยังไม่เห็นปลายทาง

    แรงงานไทยที่กลับจากการเก็บเบอร์รี่ที่ฟินแลนด์และสวีเดน มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินคดี โดยเฉพาะการเรียกร้องให้บริษัทนายหน้าซึ่งอยู่ในประเทศไทยรับผิดชอบต่อความเสียหาย

    ปี 2556 หลังกลุ่มแรงงานของไพรสันติกลับถึงประเทศไทย ก็ได้เข้าร้องเรียนสิทธิกับ DSI เพื่อร้องขอให้บังคับใช้กฎหมายในฐานะคดีค้ามนุษย์ อย่างไรก็ดี DSI มีมติไม่รับคดีดังกล่าวเป็นคดีค้ามนุษย์

    ในด้านการดำเนินคดีทางสิทธิแรงงาน มีตัวอย่างกลุ่มแรงงานที่เรียกร้องจนสำเร็จ ได้แก่กลุ่มแรงงาน 104 คนที่เดินทางไปเก็บเบอรีที่ประเทศสวีเดนปี 2565 ยื่นฟ้องบริษัทบริษัทสตาร์โรยัล เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้า ต่อมาศาลแรงงานกลางพิพากษาให้บริษัทสตาร์โรยัล เซอร์วิส จ่ายเงินค่าจ้าง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567

    อ่านกรณีนี้ได้ที่ :

    ต่อมาฝ่ายนายจ้างได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาล อ้างว่าเป็นเพียงบริษัทประกอบกิจการให้บริการอำนวยความสะดวกจัดทำเอกสารให้ผู้เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าขายให้แก่ผู้รับซื้อในประเทศสวีเดน ไม่ใช่นายจ้างของแรงงานทั้ง 104 คน ทำให้คดีเข้าสู่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ซึ่งได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

    ความคืบหน้าในการดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์กลับมาอีกครั้งพร้อมความเคลื่อนไหวจากทางการฟินแลนด์ หลังการจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2565 DSI ได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ กรณีแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์

    “คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป และอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน” ข่าวประชาสัมพันธ์ DSI ซึ่งเผยแพร่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 พร้อมกันนี้ยังลงหมายเลขคดีเป็นคดีพิเศษที่ 81/2566

    เนื้อความประกาศดังกล่าวเชิญชวนผู้ได้รับความเสียหายซึ่งเคยเดินทางไปเก็บผลไม้ป่ากับ บริษัท เรอบัน จำกัด ระหว่างปี 2563 – 2565 จำนวน 2,389 คน ให้ลงทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ DSI เพื่อสอบสวนประเด็นดังกล่าว

    บีบีซีไทยพบว่า บริษัท เรอบัน จำกัด มีที่อยู่ตามการจดทะเบียนบริษัทที่เดียวกับที่อยู่ซึ่งสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ เคยเผยแพร่ว่าเป็นที่อยู่ของบริษัท เนชั่น เบอร์รี่ จำกัดซึ่งมีกัลยกรเป็นกรรมการผู้จัดการ และถูกร้องเรียนในปี 2562 ขณะที่ฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชื่อกัลยกรเป็นกรรมการ และสถานะนิติบุคคลระบุว่ายังดำเนินการอยู่

    เอกสารคดีจากฟินแลนด์สู่ไทยแลนด์: เครือข่ายเบอร์รี่ตกเป็นประเด็นการเมือง

    ต่อมาเดือนมกราคม 2567 DSI แถลงว่าได้รับพยานหลักฐานสำคัญจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ นำไปสู่การชี้มูลความผิดอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงานอีก 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน

    “ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นค่า “หัวคิว”(DOE MAMAGEMENT) [สะกดตามต้นทาง] หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทยได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริงโดยในปี พ.ศ. 2563 – 2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท”

    เอกสารสรุปต่อมาว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และได้นำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าว ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

    แม้ DSI ไม่ได้ระบุชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง แต่โพสต์ดังกล่าวส่งผลให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตัดสินใจยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมฯ 3 ราย ได้แก่ อธิบดีที่เซ็นเอกสารในขณะนั้น รักษาการอธิบดีขณะที่ยื่นฟ้อง และ ผอ.กองคดีค้ามนุษย์ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยกล่าวหาในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และกลั่นแกล้งให้รับโทษทางคดีอาญา รวมถึงมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    “แม้ว่าครั้งนั้นจะไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่พูดได้ว่ารัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่ ทำให้ประชาชนและหลายคนเข้าใจว่าเป็นผม” อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

    สุชาติ เชื่อว่าการแถลงข่าวของ DSI เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง และเขายังระบุด้วยว่าหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมไม่เคยเรียกตัวเขาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไปสอบถามก่อนการแถลงข่าว ทั้งที่เขาเป็นข้าราชการระดับสูง ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    เขายังโพสต์ยืนยันว่า “การส่งแรงงานไปทำงานที่ฟินแลนด์ เป็นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง มีหน่วยงานในประเทศไทยรองรับ ทั้งธนาคารซึ่งแรงงานทุกคนเมื่อกลับมาก็จะได้เงินชดเชยแม้จะไม่ได้ไปทำงานก็ตาม “

    ประเด็นคำถามว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการหักหัวคิวแรงงานหรือไม่ ยังถูกหยิบยกขึ้นพูดถึงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวหาโดยอ้างเอกสารสำนวนคดีที่ระบุว่าเป็นฉบับเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์ส่งถึง DSI

    สหัสวัตอ้างว่านายสุชาติ ชมกลิ่น เรียกรับผลประโยชน์จำนวน 3 ล้านบาทจากกัลยกรแลกกับการยอมให้แรงงานจำนวนกว่า 1,600 รายได้เดินทางไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ พร้อมทั้งแสดงภาพขณะอดีตรัฐมนตรีแรงงานถ่ายภาพร่วมกับกัลยกร และ นายยุกกา คริสโต กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทโพลาริกา ซึ่งได้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจฟินแลนด์ในช่วงปลายปี 2566 ขณะที่อดีตรัฐมนตรีแรงงานเดินทางเยือนประเทศฟินแลนด์พร้อมคณะทำงานจากกระทรวงแรงงาน

    นายสุชาติปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวในที่ประชุมสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากัลยกรซัดทอดเพื่อให้ประโยชน์ของรูปความในคดีตกแก่ตัวเธอเอง และกล่าวว่าตนเดินทางไปยังฟินแลนด์เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นจากแรงงานไทยซึ่งสะสมมาหลายปี

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    แรงงานไทยต้องการอะไร

    แม้จะดีใจที่มีความคืบหน้าคดีที่ประเทศฟินแลนด์ แต่ความดีใจของอ้อนยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เต็มที่ เขายังรอสังเกตการณ์ว่าจำเลยทั้งสองในคดีจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และเมื่อคดีจบลงเขาจะได้รับการชดเชยในรูปแบบใด

    “มันเหนื่อยแล้ว มันเหนื่อยแล้ว ตั้ง 3 – 4 ปีแล้ว” เขายอมรับถึงภาวะท้อถอย

    ขณะที่ ไพรสันติ ซึ่งสำหรับเขาความหวังในการรื้อฟื้นคดีค้ามนุษย์จากการเดินทางปี 2556 ได้ดับมอดไปแล้ว ได้แสดงความยินดีกับมาตรฐานใหม่ที่เกิดขึ้น โดยหวังว่าต่อจากนี้ไปการส่งออกแรงงานเก็บผลไม้ป่าจะถูกรับรองโดยรัฐยิ่งขึ้น

    “มันดีแล้วที่มีการจับกุม มันก็จะได้ได้รู้จักเปลี่ยนระบบจักหน่อยหนึ่ง คือรัฐต้องเปลี่ยนระบบ ถ้าซั่น(ไม่เช่นนั้น) คนงานก็สิถูกเอาเปรียบอยู่ประมาณนี้ตลอดไป” ไพรสันติกล่าว

    เขาเสนอต่อว่า “รัฐบาลส่งได้บ่แบบรัฐต่อรัฐ ทั้ง ๆ ที่ประเทศอื่นเขาส่งกันรัฐต่อรัฐเบิ่ดแล้ว(ประเทศอื่นเขาส่งกันแบบรัฐต่อรัฐหมดแล้ว)”

    เว็บไซต์กระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงานของฟินแลนด์ระบุว่า การเก็บผลเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์ยังคงพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศไทยที่ได้รับการเชิญและจัดหามาโดยตรง

    “อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกี่ยวกับสภาพการทำงานและรายได้ของแรงงานเก็บเบอร์รี่ได้กลายเป็นที่รับรู้มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา”

    มีนาคม ปี 2567 กระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ประกาศระงับการออกวีซ่าให้แรงงานเก็บเบอร์รี่ที่ยื่นขออนุมัติจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ในกรุงเทพมหานครชั่วคราว เพื่อหามาตรการระยะยาวที่รัดกุมขึ้นในการป้องกันการแสวงหาประโยชน์มิชอบจากแรงงานต่างชาติ ต่อมาในเดือนตุลาคม เฮลซิงกิไทมส์รายงานว่าองค์กรตรวจคนเข้าเมืองฟินแลนด์ได้ประกาศแผนเฝ้าระวังสถานการณ์แรงงานเก็บเบอร์รี่จากประเทศไทย

    สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำกรุงเทพมหานครกล่าวกับบีบีซีไทยว่า ฤดูกาลเก็บเบอร์รี่ในปีนี้เป็นปีแรกที่แรงงานต้องขออนุญาตทำงานตามฤดูกาลภายใต้กฎหมายแรงงานตามฤดูกาลเป็นครั้งแรก โดยได้มีการอนุมัติวีซ่าประเภทดังกล่าวไปแล้วกว่า 2,600 ราย อย่างไรก็ดี ยังคงมีการยื่นขออนุมัติวีซ่าประเภทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดรวมในปัจจุบันสูงถึงเกือบ 3,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นการขออนุมัติจากกรุงเทพมหานคร

    วีซ่าดังกล่าวกำหนดให้แรงงานต่างชาติที่มาเก็บเบอร์รี่ต้องมีสัญญาการจ้างงานและขอใบอนุญาตทำงานตามฤดูกาลก่อนเดินทางเข้าประเทศ

    “ทางการฟินแลนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานในทุกรูปแบบ รวมถึงการค้ามนุษย์ และยังคงยึดมั่นในพันธกิจเพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานตามฤดูกาลจะได้รับการคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลฟินแลนด์และรัฐบาลไทยมีการหารือร่วมกันในประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน” สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ระบุทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

    อย่างไรก็ดี จรรยา ยิ้มประเสริฐย้ำว่า ปัญหาไม่อาจถูกแก้ได้ทั้งวงจร หากทางการไทยไม่เดินหน้าดำเนินคดีค้ามนุษย์จากต้นทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cp8wk4ye555o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZAr8jSEDb87MEa1izTsC5

  • กยศ.เร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้

    กยศ.เร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้

    กยศ.เร่งคำนวณยอดหนี้ใหม่ คาดแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้

    นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างการคำนวณหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์กับผู้กู้ยืม โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็นเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ พร้อมคิดดอกเบี้ยในอัตราเพียง 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.68 นี้

    “ตอนนี้เราคำนวณหนี้ใหม่เสร็จแล้ว 2 ล้านราย และยังอยู่ระหว่างคำนวณหนี้ใหม่อีก 2 ล้านราย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.นี้”

    ส่วนการดำเนินงานให้กู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2568 กยศ. ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 584,677 ราย เป็นวงเงินให้กู้ยืมกว่า 37,163 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กันยายน 2568) โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ

    นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    นางสาวนันทวัน กล่าวว่า ในเดือนก.ย.นี้ กยศ.ยังมีความพยายามที่จะเรียกเก็บเงินชำระหนี้ให้ได้ 27,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้กู้กลับเข้ามาในระบบ ไม่ให้เป็นหนี้ค้างชำระ อย่างไรก็ตาม ถือว่าสัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้มีแนวโน้มลดลง ซึ่งขณะนี้มีการผิดนัดชำระหนี้ 2.4 ล้านราย คิดเป็น 64% เพราะลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

    ทั้งนี้ กยศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2568 และงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จำนวน 19,000 ล้านบาท ควบคู่กับเงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ เพื่อให้การกระจายโอกาสทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในปีการศึกษา 2569 ได้เตรียมวงเงินสำหรับให้กู้ยืม จำนวน 40,000 ล้านบาท            

    สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้นั้น กยศ. เปิดให้ดำเนินการผ่านช่องทางเว็บไซต์ออนไลน์ กยศ. ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในรูปแบบกระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วกว่า 720,783 ราย  ทั้งนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว กยศ. จะปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที

    นอกจากนี้ ผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยขยายเวลาผ่อนชำระได้นานถึง 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน กยศ. ได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 7,158,155 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 820,786 ล้านบาท ประกอบด้วย

    • ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,344,732 ราย
    • ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 2,052,811 ราย
    • ผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,685,357 รายบัญชี
    • ผู้กู้ยืมเงินเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 75,255 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2568)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/639187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38L4YewjjjzykXFS5wbLKp

  • ศน. จับมือสำนักพราหมณ์ฯ และวัดแขกสีลม เตรียมจัดงานเทศกาลนวราตรี ร่วมสืบสานเทศกาลแห่งการฉลองบูชาพระแม่อุมาเทวี ครั้งยิ่งใหญ่ 1 ปีมีครั้งเดียว

    ศน. จับมือสำนักพราหมณ์ฯ และวัดแขกสีลม เตรียมจัดงานเทศกาลนวราตรี ร่วมสืบสานเทศกาลแห่งการฉลองบูชาพระแม่อุมาเทวี ครั้งยิ่งใหญ่ 1 ปีมีครั้งเดียว

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาร่วมกับสำนักพราหมณ์ พระราชครู ในสำนักพระราชวัง และวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) จัดงานเทศกาลนวราตรี ประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 22 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2568 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” ในรูปแบบการจัดงานเทศกาลประเพณีทางศาสนา 5 ศาสนา ประกอบด้วย กิจกรรม “เสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด” ของศาสนาพุทธ “วันอาซูรอสัมพันธ์” ของศาสนาอิสลาม “เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส”ของศาสนาคริสต์ “เทศกาลนวราตรี” “เทศกาลดิวาลี” ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และ “วันครบรอบ 556 ปีวันคล้ายวันประสูติคุรุนานักซาฮิบ องค์ปฐมบรมคุรุ” ของศาสนาซิกข์ เพื่อเทศกาลประเพณีในมิติศาสนา สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและเทศกาลในมิติศาสนา เสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มั่นคงและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างศาสนิกชนส่งผลให้เกิดความสงบสันติสุขของสังคม ศาสนิกชนทุกศาสนาอยู่ร่วมกันด้วยความรักสามัคคีสืบต่อไป

    อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า กรมการศาสนาได้ร่วมกับสำนักพราหมณ์พระราชครู ในสำนักพระราชวัง องค์การทางศาสนาศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูที่กรมการศาสนาให้การรับรอง จัดงานเทศกาลนวราตรี ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) ตามคติของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูที่เกิดจากการหลอมรวมความเชื่อของชาวอารยันที่นำความเชื่อเรื่องสุริยเทพและเทพธรรมชาติมาผสมผสานกับความเชื่อเรื่องวิญญาณของชาวพื้นเมืองในลุ่มแม่น้ำสินธุ โดยมีมหาเทพพระตรีมูรติ ประกอบด้วย พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ที่แสดงถึงการสร้าง การรักษา และการเกิดใหม่ เพื่อสร้างสมดุลของจักรวาล ซึ่งเทศกาลนวราตรีนี้เป็นช่วงเวลาที่ศาสนิกชนชาวฮินดูบูชาพระแม่อุมาเทวีที่ได้ปราบอสูรที่ชื่อว่า “มหิษาสูร” ซึ่งสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่ว เหล่าทวยเทพจึงอัญเชิญพระแม่อุมาเทวีในร่างอวตารเป็นองค์ “พระแม่ทุรคา” 9 ปาง ซึ่งสู้รบกับมหิษาสูรตลอดทั้ง 9 วัน 9 คืน และปราบลงได้สำเร็จในวันที่ 10 ศาสนิกชนจึงได้จัดพิธีขึ้นเพื่อบูชาพระแม่อุมาเทวีในชัยชนะครั้งนี้ และในวันที่ 10 คือ วันสุดท้ายของเทศกาล เรียกว่า “วันวิชัยทศมิ” อันมีความหมายถึงวันเฉลิมฉลองในชัยชนะในคืนที่สิบ ซึ่งแสดงถึงธรรมะที่สามารถชนะอธรรม และการมีปัญญาแสดงถึงการส่งเสริมหลักธรรมทางศาสนา การเตือนให้ทุกคนทำความดีและเอาชนะความเลวร้าย ตลอดเทศกาลนี้ศาสนิกชนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ ๆ สวยงาม เต้นรำ ร้องเพลง และเฉลิมฉลองกันตลอดทั้งวันทั้งคืนการจัดงานครั้งนี้จึงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในมิติศาสนา สร้างรายได้ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางมาเข้าร่วมพิธีกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกมียอดขายเพิ่มขึ้น ผู้คนในท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น การทำเครื่องสักการะบูชา การขายอาหาร และการเช่าชุดสำหรับเข้าร่วมพิธี

    นายสุรพงษ์ สิริธรกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิวัดพระศรีมหาอุมาเทวี กล่าวว่า ภายในงานมีการจัดกิจกรรมบูชาองค์เทพที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของศาสนิกชน ตลอดทั้งเทศกาลจะมีพิธีบูชาองค์เทพต่างๆในช่วงเช้าเริ่มเวลา 9.30 น. และช่วงค่ำเริ่มเวลา 17.00 น. ในวันที่ 22 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ที่วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) โดยเป็นการจัดงานพิธีบูชาองค์พระพิฆเนศวร (บรมครู) พิธีบูชาเทพประจำแผ่นดิน และพิธีบูชาเทพแห่งดาวนพเคราะห์ทั้งเก้า ซึ่งเป็นพิธีบูชาขอขมาและขออนุญาตจัดงานต่อองค์เทพภายในวัด เพื่อเป็นสิริมงคลในงานนวราตรีประจำปีให้รวดเร็วและราบรื่น และพิธีบูชาช่วงเย็นเริ่มเวลา 17.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพิฆเนศวร,องค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี,องค์พระแม่ศรีมหาซูลั่มกาลี

    สำหรับวันที่ 23 กันยายน 2568 เป็นวันเริ่มงานเทศกาลนวราตรี ประจำปี พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยพิธีบูชาองค์พระแม่มหาทุรคาเทวีเป็นเทพีแห่งชัยชนะ ปกป้องผู้ศรัทธาจากภัยร้าย ภูตผี อสูร และความทุกข์ยากผู้ที่นับถือจะเชื่อว่าการบูชาพระแม่จะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมความมั่นคงทางจิตใจ และมีพิธีอัญเชิญธงสิงห์ขึ้นเสาเวลา 18.30 น. ถือเป็นการประกาศเริ่มต้นงานเทศกาล จากนั้นจึงจัดพิธีบูชา ดังนี้
    1. พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาทุรคาเทวีทรงเชี่ยวชาญในการสงครามและสามารถปราบศัตรูได้ทั่วทิศ
    2. พิธีบูชาองค์พระแม่ศรีมหาลักษมีเทวีเป็นเทวีแห่งอำนาจบารมีและวาสนา มีพลังอำนาจและความยิ่งใหญ่
    3. พิธีอภิเษกสมรสของพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและองค์พระศิวะมหาเทพและพิธีบูชาพระแม่มหาสรัสวตีเทวี มเหสีของพระพรหม ผู้สร้างสรรค์จักรวาล

    โดยในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 19.30 น. งานแห่วันวิชัยทัสมิ ประจำปี 2568 อีกหนึ่งพิธีกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ถือเป็นการแห่เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะขององค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ในภาคพระแม่ทุรคา ที่ต่อสู้กับมหิษาสูรมาถึง 9 วัน 9 คืน ตามตำนาน ประกอบด้วยรถแห่ จำนวน 8 ขบวน ได้แก่ ขบวนคนทรงพระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ขบวนคนทรงพระขันธกุมาร ขบวนคนทรงองค์พระแม่กาลี ขบวนราชรถองค์พระพิฆเนศ ขบวนราชรถพระขันธกุมาร ขบวนราชรถองค์พระกฤษณะ ขบวนราชรถองค์พระกัตตวรายัน ขบวนราชรถองค์พระศรีมหาอุมาเทวี องค์พระแม่มหาลักษมีเทวี

    งานเทศกาลนวราตรี นั้น เป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาฮินดู ศาสนิกชนสามารถเดินทางเข้ามาร่วมพิธีได้โดยไม่มีการจำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา โดยเชื่อว่าจะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตของตนเองและครอบครัวด้วยสำหรับข้อควรปฏิบัติในการเข้าร่วมงานนวราตรี และงานแห่วันวิชัยทัสมิ ควรแต่งกายด้วยชุดที่สุภาพ สีสันสดใส โปรดระวังทรัพย์สินมีค่าของตนเอง และแนะนำให้เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ รวมถึงการเตรียมร่างกายจิตใจให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ขณะขบวนแห่ผ่าน ขอให้ศาสนิกชนแสดงพฤติกรรมที่อยู่ในกรอบของหลักคำสอนและวิถีแห่งปัญญา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/958002&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BftvSBnm4Wq44c061XToo

  • ‘สพฐ.’ ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ | เดลินิวส์

    ‘สพฐ.’ ประกาศใช้ผลประเมิน CEFR ยกระดับภาษาอังกฤษ | เดลินิวส์

    ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง แนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) ไปใช้ในสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตามมาตรา 20 (4) และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3) พ.ศ. 2568 สามารถนำผลการประเมินตามกรอบ CEFR ไปใช้วัดและประเมินผลความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาแต่ละแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผลการประเมินไปใช้ในการเทียบโอนความรู้ในระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งในการเทียบโอนความรู้ ผู้เรียนจะต้องได้รับผลการทดสอบจากชุดข้อสอบที่เป็น Proficiency test โดยผลการประเมินตามกรอบมาตรฐาน CEFR มีระยะเวลาของการรับรองผลไม่เกิน 2 ปี นับจากวัน เดือน ปีที่ระบุในใบรับรองผลการประเมิน

    “กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร โดยมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้ใช้กรอบมาตรฐาน CEFR เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก เป็นพื้นฐานการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ รวมถึงพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ.จึงออกประกาศนี้ เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

    เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า ประกาศ สพฐ. ฉบับนี้ มีแนวทางการพิจารณาแบบทดสอบตามกรอบมาตรฐาน CEFR โดยสถานศึกษาสามารถพิจารณาคุณสมบัติของแบบทดสอบ หรือ แบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน ดังนี้ 1. แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ มีผลคะแนน ระดับ หรือคำอธิบายความสามารถที่ได้รับการรับรองเทียบเคียงกับกรอบมาตรฐาน CEFR และต้องได้รับการรับรอง หรือ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Validation) ตามกรอบมาตรฐานทางภาษาจากองค์กร หรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือระดับสากล หรือที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบวัดผลทางด้านภาษา หรือเทียบเท่า

    2.แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ จัดสอบได้ทั้งในรูปแบบกระดาษ (Paper-based Test) รูปแบบคอมพิวเตอร์ (Computer-based Test) หรือรูปแบบออนไลน์ (Internet-based Test) โดยจัดสอบที่ศูนย์สอบ หรือ หน่วยสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง หรือ รูปแบบออนไลน์ ที่มีผู้ให้บริการทดสอบภาษารับรองแพลตฟอร์ม และมีระบบการยืนยันตัวตนของผู้สอบออนไลน์ และมีระบบการกำกับควบคุมการสอบแบบออนไลน์ (Remote Proctoring)

    3.แบบทดสอบหรือแบบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ต้องวัดระดับความสามารถที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการฟัง การอ่าน ส่วนการวัดทักษะการเขียน ต้องเขียนหรือพิมพ์เพื่อบรรยายหรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามหัวข้อที่กำหนด ไม่ใช่การเลือกตอบแบบปรนัย หรือการเติมคำในช่องว่างของประโยคสั้น ๆ สำหรับการวัดทักษะการพูด ต้องพูดบรรยายภาพ สถานการณ์ หรือตอบคำถาม อธิบาย ตามหัวข้อที่กำหนด หรือสนทนากับบุคคลจริง หรือกับระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การอ่านออกเสียงตามประโยคและข้อความ

    4.แบบทดสอบหรือแบบวัดฯ ต้องมีคำอธิบายแบบทดสอบ ตัวอย่าง หรือรายละเอียดที่ผู้สอบสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการทดสอบภาษาโดยตรง หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยผู้สอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบผลคะแนน ระดับ และคำอธิบายความสามารถทางภาษาของผู้สอบย้อนหลังได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5124923/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rZux3YQ3zWc1vPmwGP6lB