Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตลาดน้ำเมา 3 แสนล้านคึกคัก จับตา กม.ใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ-จ้างงาน

    ตลาดน้ำเมา 3 แสนล้านคึกคัก จับตา กม.ใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ-จ้างงาน

    การประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 เพื่อปรับปรุงและยกระดับกฎหมายให้สอดรับกับสภาพการณ์ปัจจุบัน กฎหมายฉบับใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นการปรับกติกาอีกครั้งหลังจากใช้กฎหมายเดิมมานานกว่า 17 ปี โดยสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับฉบับปี 2551 อยู่ที่การนิยาม การขยายขอบเขตการควบคุม และการเพิ่มโทษเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างจริงจังมากขึ้น

     หนึ่งในประเด็นที่ชัดเจนที่สุดคือการนิยามคำว่า “โฆษณา” ที่กว้างขึ้นจากเดิมพ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เน้นการห้ามสื่อสารที่เชิญชวนให้ดื่มหรือสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในฉบับปี 2568 ได้เพิ่มสาระสำคัญอย่างสามารถสื่อสารได้ในเชิงการให้สาระความรู้ และขอบเขตไปถึงการใช้สัญลักษณ์ โลโก้ สี หรือถ้อยคำ ที่แม้จะปรากฏในสินค้าอื่น หากผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงกลับไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ถือว่าเป็นการโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายทันที ซึ่งประเด็นสำคัญยังคงครอบคลุมแบบฉบับเดิม แต่ต้องรอกฎหมายลูกในขั้นตอนต่อไป

     ในด้านของการจำหน่าย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังคงถูกควบคุมด้วยกรอบเวลาเช่นเดิม คือห้ามขายใน 14.00 – 17.00 น. แต่มีการปลดล็อคในบางสถานที่เช่น สนามบิน โรงแรม สถานบริการ ที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง พ.ร.บ. ควบคุมฉบับที่ 2 นี้จะมีผลบังคับใช้อีก 60 วันหลังจากมีประกาศหรือในเดือนพฤศจิกายนนี้

    ตลาดน้ำเมา 3 แสนล้านคึกคัก จับตา กม.ใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ-จ้างงาน

     อย่างไรก็ตาม การออกประกาศ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2568 นี้ ย่อมส่งผลต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในปีนี้คาดว่าตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยจะมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท โดยเบียร์ยังคงเป็นหมวดที่จำหน่ายได้มากที่สุด มีสัดส่วน 70–73% ของปริมาณจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด

     นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความพยายามในการผลักดันพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับที่ 2 ว่า “เรื่องนี้เริ่มมานานมาก หลายปีทีเดียว แต่ช่วงแรกยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน”

    ตลาดน้ำเมา 3 แสนล้านคึกคัก จับตา กม.ใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ-จ้างงาน

     การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยุค คสช. ซึ่งเปิดช่องให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมายได้โดยการรวบรวมรายชื่อ ซึ่งฝั่งหนึ่งเป็นความร่วมมือจากภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ เช่น อาจารย์เจริญ จรุงชัย ที่ได้รวบรวมลายเซ็นสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย อีกฝั่งหนึ่งคือการรอรัฐบาลที่พร้อมรับข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา

     “จนกระทั่งมีรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงทำให้สามารถนำเข้ารัฐสภาได้ พร้อมกับการเสนอร่างจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จึงรวมเป็นทั้งหมด 5 ร่างในที่สุด” นายกวีกล่าว

     ประเด็นสำคัญของพรบ.ฉบับที่ 2 อยู่ที่ การควบคุมขายและสื่อสารประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่กำหนดชัด คือข้อกำหนดด้านเวลาในการขาย และการประชาสัมพันธ์

     “ตามประกาศคณะปฏิวัติปี พ.ศ. 2515 (มาตรา 215) การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกจำกัดช่วง 14.00 –17.00 น. กฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด แต่เปิดโอกาสให้ปรับเวลาการขายได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม หรือพื้นที่ท่องเที่ยว โดยไม่จำกัดเฉพาะช่วงเดิม ซึ่งถือเป็นการปลดล็อคบางส่วนและสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจ”

     นอกจากเวลาการขาย กฎหมายฉบับใหม่ยังเพิ่ม ความรับผิดชอบของผู้ขาย ด้วย หากผู้บริโภคเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายหลังจากการดื่ม ผู้ขายอาจต้องรับผิดชอบด้วย เช่น ขายให้ผู้เมาแล้วเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนก็มีโอกาสถูกเรียกค่าปรับ

     อีกประเด็นคือ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ก่อนหน้านี้มีช่องว่างที่อนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์อื่น เช่น โลโก้น้ำดื่ม เพื่อโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่การตีความใช้งานจริงมักสร้างความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านเล็กหรืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งพรบ.ฉบับใหม่ปิดช่องว่างเหล่านี้ แต่ยังอนุญาตให้ประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลสินค้าได้ในกรอบที่กำหนด

     นายกวี ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของ พรบ.ฉบับที่ 2 มีสองมิติสำคัญ คือ การเพิ่มเสรีภาพทางธุรกิจและการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งส่งผลต่อผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม และแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การปรับเวลาและข้อกำหนดด้านประชาสัมพันธ์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย แต่สะท้อนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแรงงานในวงกว้าง

     “การปลดล็อคในบางมาตราของพรบ.ฉบับใหม่นี้จะช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจเชิงบวก ให้กับทั้งธุรกิจรายใหญ่และร้านค้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะด้านการจ้างงานและการหมุนเวียนของเงินทุนในอุตสาหกรรม ซึ่งจะเห็นว่า ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยวมีโอกาสเพิ่มรายได้จากช่วงเวลาการขายที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและแรงงานในหลายพื้นที่ จึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ มองเรื่องการใช้พรบ.ฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง สร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถปรับตัวกับความต้องการผู้บริโภคได้จริง”

     อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไป ประเทศไทยมี พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวางกรอบในการควบคุมการผลิต การจำหน่าย และการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นครั้งแรกอย่างจริงจัง โดยเจตนารมณ์หลักอยู่ที่การปกป้องสาธารณสุขและลดผลกระทบทางสังคมจากการบริโภคแอลกอฮอล์

     มาตรการสำคัญของกฎหมายฉบับเดิมครอบคลุมตั้งแต่การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี การห้ามจำหน่ายในสถานที่ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น สถานศึกษา วัด หรือสถานที่ราชการ ตลอดจนการกำหนดช่วงเวลาห้ามจำหน่ายในช่วงเวลา 14.00 – 15.00 น. ที่เป็นคำสั่งจากคณะปฎิวัติปี พ.ศ. 2515 รวมถึงวันสำคัญทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดว่าการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องไม่สื่อสารในลักษณะเชิญชวน ไม่อวดอ้างคุณภาพหรือคุณประโยชน์ และต้องระบุข้อความเตือนโทษภัยจากการดื่มอย่างชัดเจน

     แม้ข้อกำหนดดังกล่าวจะถือว่ามีความเข้มงวดในยุคนั้น แต่การบังคับใช้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดและปัญหาที่เกิดขึ้นตามบริบทของสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงสิบปีหลังที่สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการสื่อสารการตลาดเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญทั้งจากผู้ผลิตโดยตรงและจากผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/639219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-w44aZLEF0ZVpdwZ9j5FJ

  • SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยยังถูกความท้าทายรุมเร้า คาดครึ่งปีหลังโตได้แค่ 0.7%

    SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยยังถูกความท้าทายรุมเร้า คาดครึ่งปีหลังโตได้แค่ 0.7%

    กรุงเทพฯ 19 ก.ย. – SCB EIC มองทั้งปี เงินบาทอยู่ในกรอบ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ เศรษฐกิจไทยยังถูกความท้าทายรุมเร้า คาดครึ่งปีหลังโตได้แค่ 0.7% แนะรัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้น

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยฯ SCB EIC กล่าวในรายการนาทีลงทุน ช่อง 9 MCOTHD หมายเลข 30 ว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้เงินบาท แข็งค่าขึ้นมากว่า 8% อยู่ในระดับต้น ๆ ของภูมิภาค ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทย ส่วนการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนัดล่าสุด ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทหรือเงินดอลลาร์มากนัก เพราะการลดดอกเบี้ยเป็นไปตามคาด โดยมองว่าในอีก 1 – 2 เดือนข้างหน้า ค่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบ 31.5-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหากมองไปถึงสิ้นปี จะอยู่ในกรอบ 31 – 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างแข็ง สาเหตุหลักมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไทยยังส่งออกทองคำสูงขึ้นมาก เพิ่มแรงกดดันให้ค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น ประกอบกับการมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรของไทย ทำให้มีแรงเข้ามากดดันค่าเงินบาทเป็นระยะ ส่วนราคาทองคำ คาดว่าจะเผชิญกับแรงต้านระยะสั้น ไม่วิ่งสูงอย่างต่อเนื่อง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พยายามดูแลค่าเงินบาทอยู่

    ทั้งนี้ มองว่ามีความท้าทายทางเศรษฐกิจเข้ามารุมเร้าประเทศไทยอยู่ ทั้งการส่งออก และการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ชะลอตัว ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจไทยอาจโตได้แค่ 0.7% หลังจากที่ในช่วงครึ่งแรกของปีโตได้ถึง 3%

    ดร.ยรรยง แนะรัฐบาลใหม่ ต้องเร่งดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และวางมาตรการในระยะปานกลาง โดยในระยะสั้นต้องเริ่มต้นจากการประกาศเป้าหมาย และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ทำได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภค นักธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยว รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และงบกลางที่ได้จัดสรรไว้แล้วทั้งงบลงทุนและงบเยียงยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งต้องเกิดผลได้เร็ว และไม่ดีเลย์ นอกจากนี้ จะต้องลดความตึงตัวของภาคการเงิน โดย ธปท. น่าจะต้องลดอัตราดอกเบี้ย และดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับเอสเอ็มอี เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

    ส่วนมาตรการระยะปานกลาง ควรเร่งลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ส่งเสริมการลงทุนสีเขียว หรือการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ที่กำลังเป็นกระแสหลักของโลก และการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ ๆ เป็นต้น.-517-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กทม. 18 ก.ย.-เพลิงไหม้อาคารกองบัญชาการกองทัพไทย คาดไฟฟ้าลัดวงจรและลุกลามไปยังห้องข้างเคียง ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายร้ายแรง เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุห้องอาหาร 50 จากตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้ามีเพลิงไหม้ (ไฟฟ้าลัดวงจร) และลุกลามไปยังพื้นที่ข้างเคียงตึกกองบัญชา บกทท. บริเวณชั้น6 ข้างห้อง เสธนาธิการทหาร เจ้าหน้าที่เวรยาม และสารวัตรทหาร ได้ช่วยกันใช้ถังดับเพลิงในการดับเพลิงแต่ไม่สามารถเข้าถึงต้นเพลิงในการระงับดับไฟได้ จึงได้ประสานรถตับเพลิงและขอส่วนสนับสนุนรถดับเพลิง นทพ. มาช่วยในการระดับดับเพลิง โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบและดำเนินการระงับเหตุในทันที เบื้องต้นสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ทั้งนี้ ยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างอาคารแต่อย่างใด กองบัญชาการกองทัพไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด และจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนและสื่อมวลชนรับทราบต่อไป.-313.-สำนักข่าวไทย

    กทม. 18 ก.ย.-โผ ครม. “อนุทิน” ลงตัว ไม่ถูกตีกลับ ขณะ “นายกฯ หนู” ยังนั่งดินเนอร์อาหารอีสานอย่างสบายใจ ท่ามกลางข่าวลือ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 17 ก.ย. มีกระแสข่าวลือว่ากระบวนการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีปัญหา ถูกตีกลับ เนื่องจากพบรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีบางคน ติดปัญหาคุณสมบัตินั้น ล่าสุด แหล่งข่าว ยืนยันว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรี ที่นำทูลเกล้าฯไปนั้น ไม่ได้มีปัญหาแต่ย่างใด ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว โดยเรื่องคุณสมบัติ ได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในช่วง ค่ำวันนี้ (17 ก.ย.) ปรากฏภาพ นายอนุทิน นั่งรับประทานอาหารอีสานอย่างสบายใจ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งกับคนใกล้ชิด ท่ามกลางข่าวลือที่เกิดขึ้น.-319.-สำนักข่าวไทย

    มาเลเซีย 17 ก.ย.- “รังสิมันต์” เบรกกัมพูชา กลางวงประชุม AIPA หลังเสนอวาระเร่งด่วนประเด็นขัดแย้งไทย-กัมพูชา หารือปมเปิดด่าน หวั่นเป็นประเด็นการเมือง-ละเอียดอ่อน ชี้ มีกระบวนการ IOT และ GBC อยู่แล้ว นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้แทนรัฐสภาไทยในการประชุมคณะกรรมการบริหาร AIPA กล่าวถึงข้อเสนอของกัมพูชาผ่านเวที AIPA ว่าเป็นการเสนอในระยะเวลากระชั้นชิดเป็นช่วงสุดท้าย ที่เปิดให้ประเทศสมาชิกเสนอวาระเร่งด่วนได้ ดังนั้นทีมไทยแลนด์ที่นำโดยนายฉลาด ขามช่วง เมื่อทราบ ข้อเรียกร้องของกัมพูชาจึงได้เตรียมการในเรื่องนี้ ซึ่งจากเดิมได้เรียกร้อง 2 ข้อ คือ 1. เรื่องเฉลยศึก ที่ทหารกัมพูชาถูกควบคุมตัว ในช่วงเวลาที่มีการปะทะ และ 2. เรื่องการเปิดด่านชายแดน แต่ท้ายที่สุดทางกัมพูชากลับเรียกร้องบนเวที AIPA เพียงเรื่องการเปิดด่านชายแดนเท่านั้น จึงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงหยิบยกมาเพียงเรื่องนี้ ในเมื่อกระบวนการของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว หรือ IOT ผ่านไป และค่อนข้างราบรื่น ดังนั้นการหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยอีกครั้ง จากการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี ระหว่างไทย และ […]

    อุทัยธานี 17 ก.ย. – ครอบครัวเศร้า ติดต่อรับร่างลูกสาววัย 2 เดือน ส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต หลังถูกสุนัขพิตบูลลากไปขย้ำหัว ขณะแม่ไปเก็บของเก่าภายในโรงสี เจ้าของคาดเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเล่น นายฉัตรมงคล สุวรรณเศรษฐ์ เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยมารดาของ ด.ญ.กัญญาภัทร อายุเพียง 2 เดือน ผู้เสียชีวิตจากการถูกสุนัขพันธุ์พิตบูลกัด รวมถึงญาติ เดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี ก่อนนำร่างส่งชันสูตร หาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 15.00 น. วานนี้ (16 ก.ย.) ที่โรงรถของบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ หมู่ 15 บ้านโรงสีใหม่ ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบร่างเด็กน้อย อยู่บริเวณรางระบายน้ำ เจ้าของบ้านนำร่างเด็ก ส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยที่เกิดเหตุ ยังพบคราบเลือดและร่องรอยลากยาวราว 6 เมตร ไปถึงรางระบายน้ำ นอกจากนี้ ยังพบรถเข็นเด็ก พร้อมของเล่น […]

    ข่าวแนะนำ


    19 ก.ย. – สึกแล้ว “ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง” และเดินทางออกจากวัดทันที หลังก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับทุจริตเงินวัด และพัวพัน 3 สีกา เป็นภาพเอกสารที่พระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ส่งไปยังเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เพื่อชี้แจงกรณีของผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง พร้อมแนบภาพถ่ายการลาสิกขาของผู้ช่วยเจ้าอาวาส เอกสารระบุข้อความว่า “ตามที่มีประเด็นปรากฏในสื่อออนไลน์ และสื่อต่างๆ เกี่ยวข้องกับผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ทางวัดหัวลำโพง ขอชี้แจงตามประเด็นดังต่อไปนี้ 1.กรณีพฤติกรรมชู้สาวของพระครูปริยัติวัฒนกิจ ทางวัดยังไม่พบหรือปรากฏหลักฐาน เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนบุคคล2.กรณียักยอกงินวัดนั้น ทางวัดขอชี้แจงว่า ยังไม่พบหรือปรากฏหลักฐาน เนื่องจากหน้าที่ของพระครูปริยัติวัฒนกิจ เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฌาปนสถานวัดหัวลำโพง มีหน้าที่ประสานงานกับเจ้าภาพที่มาติดต่อเกี่ยวกับการจองศาลาบำเพ็ญกุศล อีกทั้งฌาปนสถานวัดหัวลำโพง ประกอบด้วยกรรมการบริหารจำนวน 5 รูป โดยมีเจ้าอาวาสเป็นประธาน และมีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายในส่วนฌาปนสถานของวัดมาโดยตลอด 3.กรณีลาสิกขา ทางพระครูปริยัติวัฒนกิจ แจ้งความประสงค์ลาสิกขาด้วยความสมัครใจ เพื่อมิให้กระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของวัด และศรัทธาของสาธุชน โดยลาสิกขา 18 ก.ย. 2568 เวลา 19.10 น. และเดินทางออกจากวัดทันที ย้อนดูคำชี้แจง “อดีตพระครูปริยัติวัฒนกิจ”ย้อนดูคำชี้แจงจากปากของอดีตพระครูปริยัติวัฒนกิจ ก่อนหน้านี้ที่ทีมข่าวได้พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับเรื่องทุจริตเงินวัด อดีตพระครูปริยัติวัฒนกิจ บอกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ปกติหน้าที่เกี่ยวข้องกับเงินของตนเอง […]

    สระแก้ว 19 ก.ย. – ชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ยังไม่รามือ หลังพบความพยายามรวบรวมฝูงชนจากพื้นที่อื่น เข้ามาสร้างสถานการณ์ยึดดินแดนไทย อาจมีเบื้องหลังเป็นข้าราชการกัมพูชา-นายทุนต่างชาติ.-สำนักข่าวไทย

    พรรคภูมิใจไทย 19 ก.ย.- “อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยันไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้ หลัง “ฮุน มาเนต” ขอมาเลเซียเป็นตัวกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยเป็นการส่วนตัว โดยนายอนุทิน ยอมรับว่า เมื่อวานนายอันวาร์ได้โทรมาหา พูดคุยถึงการเชื้อเชิญว่า ถ้าหากตนได้รับตำแหน่งเรียบร้อยแล้วคงจะได้พบกันโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงเดือนหน้า ส่วนการพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้ว นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียด อีกทั้งตนยังไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เนื่องจากยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีรัฐบาลรักษาการ เราให้เกียรติกัน “ผมรับตำแหน่งได้ ก็ต่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน ส่วนเรื่องนโยบาย ข้อสั่งการ ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เราก็ยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าว ส่วนกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอไปยังนายอันวาร์ เพื่อให้เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้ ส่วนเรื่องการพูดคุย นายอนุทิน ย้ำว่า เราสามารถทำได้ เพราะเป็นคนที่คุ้นเคยรู้จักกัน […]

    กทม. 19 ก.ย.- “อนุทิน” โพสต์ภาพร่วมโต๊ะกินมื้อกลางวันคู่กับ “อภิสิทธิ์” บอกขอคำแนะนำอดีตนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพรับประทานอาหารกลางวันคู่กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเป็นการส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า “ได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์และคุณค่ามากมายจากท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ให้เกียรติมาให้กำลังใจและทานอาหารกลางวันด้วยกันในวันนี้ ขอบพระคุณท่านมากครับ” ทั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวแรกของนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีอีกกระแสข่าว ที่เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ กลับไปเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ -สำนักข่าวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1587613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3utJCoeMAKk0HnL_Oz8m3o

  • เยอรมนีตั้งเป้าทำข้อตกลงด้านวัตถุดิบกับแคนาดา

    เยอรมนีตั้งเป้าทำข้อตกลงด้านวัตถุดิบกับแคนาดา

    กรุงเบอร์ลินและกรุงออตตาวาตั้งใจที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นในด้านการจัดหาวัตถุดิบสำคัญ (CRM – Critical Raw Materials) โดยในการประชุมครั้งล่าสุดที่กรุงเบอร์ลิน นาย Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีเยอรมัน ในสังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands) และนาย Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ประกาศเรื่องนี้ร่วมกัน ในขณะที่ด้านนาง Katherina Reiche รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมันได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับนาย Tim Hodgson รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของแคนาดาในประเด็นดังกล่าวนี้ โดยนาย Merz กล่าวว่า “นี่เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” โดยนาย Carney ชี้ให้เห็นถึงความมั่งคั่งมหาศาลของ CRM จากแคนาดา ซึ่งยังได้กล่าวถึง แร่ลิเธียม แร่หายากต่าง และทรัพยากรอื่น ๆ จำนวนมากอีกด้วย ทั้งนี้ นาย Carney กล่าวว่า “มีโอกาสและความเป็นไปได้มากมายสำหรับจัดหาวัตถุดิบและโลหะที่สำคัญ อีกทั้งแคนาดาก็มีพลังงานทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) และไฮโดรเจน ที่เราสามารถจัดหาและส่งมอบให้กับเยอรมนีได้” เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าเหล่านี้สามารถจัดส่งไปยังเยอรมนีและยุโรปได้ รัฐบาลแคนาดามีแผนที่จะลงทุนมูลค่ามหาศาลเพื่อขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในฝั่งแคนาดาตะวันออก “เราจะลงทุนในหลายโครงการและจะประกาศอย่างเป็นทางการภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้” หนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะขยาย คือ ท่าเรือของเมือง Montreal และท่าเรือน้ำลึก Churchill ในรัฐ Manitoba “ที่นี่เราจะสามารถขยายพื้นที่จัดเก็บและขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว และวัตถุดิบสำคัญต่าง ๆ”

    ในด้านการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบ แคนาดานับได้ว่าเป็นพันธมิตรที่สำคัญของเยอรมนีและยุโรป โดยนาย Volker Treier ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าต่างประเทศของสภาหอการค้าพาณิชย์และอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK – Der Deutsche Industrie- und Handelskammertag) กล่าวว่า แคนาดาเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านแหล่งผลิตนิกเกิล ถ่านโค้ก (Coke Fuel) และแร่ธาตุหายากจำนวนมาก รวมถึงยังมีการเติบโตระบบเศรษฐกิจจากไฮโดรเจน และเป็นหนึ่งในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เข้มแข็งและมีแผนที่จะเร่งการสกัดแร่ธาตุหายากอีกด้วย โดยรัฐบาลเยอรมนีเร่งใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในมือก่อน เช่น กองทุนวัตถุดิบและการค้ำประกันเงินกู้แบบไม่ผูกมัดสำหรับความร่วมมือของกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธรัฐเยอรมนีระบุว่า บริษัทเยอรมันจำนวนมากกำลังมองหาพันธมิตรในด้านการสกัด แปรรูป และรีไซเคิลวัตถุดิบจำนวนมากในแคนาดา และกระทรวงฯ ยังได้ระบุว่า “เราต้องการส่งเสริมการจับคู่นี้ต่อไป” ควบคู่ไปกับการทำเร่งทำหนังสือปฏิญญาเยอรมนี – แคนาดา โดยเร่งให้บริษัทจากทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือในด้านการสกัดและการแปรรูปวัตถุดิบ ซึ่งรวมถึงบริษัทอย่าง Vacuumschmelze GmbH, Enertrag, Rock Tech Lithium และ Aurubis เป็นต้น

    จาก Handelsblatt 19 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ijugwy6jdq2dqt6rkweseru4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vg5HZ4Lu3ALuMix5qnF7r

  • สนง.ขนส่งจังหวัดน่าน เดินหน้านำร่อง ‘โครงการส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่ปลอดภัยใส่ใจผู้เดินทาง’

    สนง.ขนส่งจังหวัดน่าน เดินหน้านำร่อง ‘โครงการส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่ปลอดภัยใส่ใจผู้เดินทาง’

    สนง.ขนส่งจังหวัดน่าน เดินหน้านำร่อง ‘โครงการส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่ปลอดภัยใส่ใจผู้เดินทาง’

    วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

    สำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน ร่วมกับจังหวัดน่าน เปิดตัวโครงการนำร่อง “ส่งเสริมการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่ปลอดภัยใส่ใจผู้เดินทาง” เพื่อยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ และสนับสนุนให้ประชาชนกลับมานิยมใช้บริการรถโดยสารมากขึ้น พร้อมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์บนตัวรถโดยสารในรูปแบบ ลวดลายอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน เพื่อสื่อสารความปลอดภัยและสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่น

    ชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า จังหวัดน่านมีปริมาณยานพาหนะเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งจากประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ส่งผลต่อปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุทางถนน โครงการนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยว เพิ่มทางเลือกในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย สะดวกสบาย โดยดำเนินการปรับปรุงเส้นทางเดินรถหมวด 1 และหมวด 4 ที่เน้นรับส่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ พิพิธพันธ์สถานแห่งชาติน่าน วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น วัดกู่คำ และวัดสวนตาล

    นอกจากการปรับปรุงบริการเดินรถแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมเปิดตัวเพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหันมาใช้บริการรถโดยสารประจำทางมากขึ้น โดยมุ่งหวังให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดปัญหาการจราจร ลดการใช้รถส่วนบุคคล และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนถนน โดยเฉพาะในเส้นทางที่ลาดชันหรือไม่คุ้นเคย ซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากอาจขับขี่ด้วยตนเองอย่างไม่ปลอดภัย

    รัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) โดยมีการตรวจสภาพความพร้อมของรถ คนขับมีความชำนาญเส้นทาง และการออกแบบลวดลายบนรถที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างทั้งความปลอดภัย ความมั่นใจ และความประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ รวมทั้งช่วยรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเดินทางอย่างปลอดภัย เพิ่มทางเลือกการเดินทางที่มีคุณภาพ รองรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดมิ่งเมือง และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัด สำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน เชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะช่วยลดความแออัดของการจราจร ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติของจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังเป็นสื่อรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้าง “ถนนปลอดภัย ผู้ขับขี่มีวินัย และสังคมไทยปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน” ลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/915475&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dX4iXHp4TajTUf1P-HmZ_

  • การท่องเที่ยวสีเขียว! ประกาศปิด ‘เขาใหญ่’ เดิน-วิ่ง-ปั่น-ดูดาว-ลดคาร์บอน | เดลินิวส์

    การท่องเที่ยวสีเขียว! ประกาศปิด ‘เขาใหญ่’ เดิน-วิ่ง-ปั่น-ดูดาว-ลดคาร์บอน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2568 ที่สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ นครราชสีมา น.ส.พันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ เปิดเผยถึง ในเช้าวันจันทร์ที่ 22 กันยายนนี้ ซึ่งทุกปีตรงกับ วันปลอดรถโลก (World Car Free Day) เป็นวันรณรงค์ให้ผู้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แล้วหันมาใช้พลังงานสะอาดหรือระบบขนส่งสาธารณะแทน เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือรถขนส่งมวลชน เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง การใช้น้ำมัน และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจราจร

    ในส่วนของ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม เขาใหญ่คาร์ฟรีเดย์ 2025 KhaoYai Car Free Day 2025 เป็นประจำทุกปี โดยได้รับความร่วมมือจาก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปิดเส้นทางจราจรถนนธนะรัชต์ ตั้งแต่เวลา 06:00-10:00 น. ทั้งสองฝั่งด่านเก็บเงินอุทยานฯ ปากช่อง จ.นครราชสีมา และเนินหอม จ.ปราจีนบุรี

    โดยในปีนี้ ทางสมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จังหวัดนครราชสีมา และพิเศษคือความร่วมมือระหว่าง โคราชจีโอปาร์คโลก สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ร่วมมือจัดกิจกรรมเชื่อมโยงวิ่งเส้นทางสามมรดกโลกยูเนสโกโคราช

    สำหรับ กิจกรรมสมาคมฯ ได้จัดรวมกัน 3 วัน คือ วันที่ 20-21 กันยายน กิจกรรมดูดาว บริเวณลานเขาร่ม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ชมรมดาราศาสตร์ปากช่อง และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่

    ส่วนในเช้าวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 เป็นกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน โดยผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับธรรมชาติของเขาใหญ่ โดยไม่รถวิ่ง ท่านสามารถทำเช่นนี้ ได้เพียงปีละครั้งในวันคาร์ฟรีเดย์โลก 22 กันยายน เท่านั้น

    สำหรับกิจกรรมทุกครั้งเราจะเก็บสถิติข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ ว่าลดลงเท่าไหร่ และพิเศษสำหรับเสื้อยืด Khao Yai Car Free Day ที่นักวิ่งสมัครลงทะเบียน จะทำจากวัสดุ Recycle เส้นใยขวดพลาสติก เหรียญรางวัลจากฝาขวดน้ำวัสดุรีไซเคิล สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จะชูธงการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วย การท่องเที่ยวเชิงนิเวศไร้มลภาวะเป็นพิษ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5128359/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27YxB92okrv92dIylqnL-o

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ มอง F1 กับ MotoGP เป็นเรื่องความคุ้มค่า ยืนยัน ไม่ปัด MOU F1 ทิ้ง แต่ต้องโฟกัสซีเกมส์ก่อน

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ มอง F1 กับ MotoGP เป็นเรื่องความคุ้มค่า ยืนยัน ไม่ปัด MOU F1 ทิ้ง แต่ต้องโฟกัสซีเกมส์ก่อน

    โดย เจษฎา บุญประสม

    เขียนเมื่อ 19/09/2025 15:58 | อัพเดทล่าสุด 19/09/2025 15:58 81

    ทันทีที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย เผยโฉมอย่างเป็นทางการ หนึ่งในประเด็นที่แฟนกีฬาหยิบมาพูดถึง คงหนีไม่พ้น “F1” หรือ “MotoGP” ?

    การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ F1 และการต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP ที่จะหมดในปี 2026 เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง และปฏิเสธไม่ได้ว่า ถือเป็นหนึ่งในภาพแทนของการเมืองคนละขั้ว ที่นำมาซึ่งเหตุการณ์มากมายในระยะหลังมานี้

    เรื่องดังกล่าว “รมต.เบนซ์” อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ Main Stand ไว้ดังนี้

    การต่อสัญญาจัดการแข่งขัน โมโตจีพี ?

    “ผมมองว่า อิเวนต์ต่าง ๆ ก็ต้องดูเรื่องความคุ้มค่า จะสร้างชื่อเสียง จะสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศได้อย่างไร ซึ่งบางครั้ง การสร้างภาพลักษณ์ ก็ไม่สามารถแปลออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ ผมมองว่า ในเรื่องนี้คงต้องคุยกัน แต่ถ้ามีโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ผมก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ประเทศไทย จะได้จัดอิเวนต์ที่มันมีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับจากสากล ให้ไทยเป็นหนึ่งใน Destination ด้านกีฬาและการท่องเที่ยวไปในคราวเดียวกัน”

    โมโตจีพี และ F1 คนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง คนละฝั่ง คนละฝ่าย ?

    “ก็ให้คนอื่นมองไป ผมมองว่าเป็นเรื่องของความคุ้มค่า และเป็นเรื่องของความพร้อมของประเทศ ถ้าวันหนึ่ง มันเกิดมีขึ้น แล้วเราจัดได้ดี มันก็เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ในสายตาของชาวโลก”

    ดังนั้น ท่านจะเข้ามาดูเรื่องที่ไทย เคยทำ MOU กับทาง F1 ใช่หรือไม่ ?

     “คงต้องเข้าไปดูนะครับ ถ้าบอกว่า ไม่เข้าไปดูเลย ก็คงไม่ได้ใช่ไหม”

    ยืนกราน วันแรก คงไม่ปัดเรื่อง F1 ทิ้ง ?

    “ไม่ครับ ก็อย่างที่ทราบว่า รัฐบาลนี้ เราก็คงจะมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ฉะนั้น ผมคงต้องเลือกภารกิจที่เร่งด่วนก่อน ส่วนเรื่องการปูพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปูพื้นฐานให้กับนักกีฬา ให้เขามีโอกาสมากกว่านี้ หรือว่าให้ Facility ต่าง ๆ มีความพร้อม ผมคงทำไปในคราวเดียวกัน แต่ว่าเรื่องเร่งด่วน ก็อย่างที่ทราบกันนะครับ เรื่องแรก ผมก็คงยังไม่โฟกัสอย่างอื่น โฟกัสเรื่องซีเกมส์ ก่อน ส่วนอย่างอื่น ก็ทำไปเรื่อย ๆ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/index.php/th/news/6/article/22851&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ewm7BKZrQ-rODZDOr0av8

  • ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง แสดงความยินกับ ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.มหาดไทย | เดลินิวส์

    ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง แสดงความยินกับ ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.มหาดไทย | เดลินิวส์

    ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง แสดงความยินกับ ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.มหาดไทย

    นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง / นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง แสดงความยินดีกับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล หลังได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

    เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง แสดงความยินดีกับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5127928/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-LDRRcHEAKlEwE9C-QoOV

  • อำเภอแม่สะเรียง แถลงข่าวการจัดงานประเพณี “ออกหว่า” เทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อำเภอแม่สะเรียง แถลงข่าวการจัดงานประเพณี “ออกหว่า” เทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อำเภอแม่สะเรียง แถลงข่าวการจัดงานประเพณี “ออกหว่า” เทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “ย้อนอดีตวันวาน สืบสานประเพณีออกหว่า แม่สะเรียง”

    วันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ หอประชุมเทศบาลตำบลแม่สะเรียง ว่าที่ร้อยตรี พูนศักดิ์ ดีมั่น นายกเทศมนตรีตำบลแม่สะเรียง ร่วมกับ นายวีรวัฒน์ กิจมานะทรัพย์ ปลัดอำเภอแม่สะเรียง, นายประพันธ์ วิริยะภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิ, นายคำปัน คำประวัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน, พันตำรวจเอกรัฐวิชญ์ วศินพงศ์ธนัช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สะเรียง และนางชุติวรรณ ตักกะภูมิ รองผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วม แถลงข่าวงานประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษาของชาวอำเภอแม่สะเรียง

    โดยกิจกรรมภายในงาน เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ด้วยการแข่งขันวิ่ง “กว่า แหล่ โกม มินิมาราธอน ครั้งที่ 4” ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร วันที่ 6 ตุลาคม พิธีเปิดงานลานวัฒนธรรม ณ วัดอุทยารมณ์ (วัดจองสูง) วันที่ 7 ตุลาคม นักท่องเที่ยวจะได้ชมการแสดงพิธีเปิด “มนต์แม่สะเรียง” และในวันที่ 8 ตุลาคม ชมริ้วขบวนแห่เทียนเหง ร้อยเล่มพันเล่ม และ การประกวดธิดาออกหว่า

    งานประเพณีออกหว่า เป็นงานประเพณีออกพรรษาตามความเชื่อของชาวอำเภอแม่สะเรียง โดยคำว่า ออกหว่า หมายถึง การออกจากฤดูฝน โดยงานประเพณีออกหว่า ชาวอำเภอแม่สะเรียงที่อยู่ต่างถิ่นจะเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อร่วมทำบุญและร่วมงานประเพณีออกหว่ากับครอบครัว โดยจะมีการตักบาตรพระสงฆ์ที่หน้าบ้านของตนเองในเวลาตี 4 ตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งจะตักบาตรอาหารสดในวันแรก และอีกสองวันที่เหลือจะตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องจากชาวอำเภอแม่สะเรียงมีความเชื่อว่า การตักบาตรที่หน้าบ้านของตนเองจะเป็นสิริมงคลต่อบ้านและคนในครอบครัว ซึ่งจะแตกต่างจากงานประเพณีออกพรรษาในท้องถิ่นอื่น

    นอกจากนั้นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ส่วนราชการ ถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลแม่สะเรียง ยังมีการประดับประดาตกแต่งบ้านเรือน ด้วยราชวัตรประทีปโคมไฟหลากหลายรูปแบบสวยสดงดงาม หาชมได้ 1 ปี 1 ครั้ง เท่านั้น และ วันสุดท้ายจะได้รับชมริ้วขบวนแห่เทียนเหง ร้อยเล่มพันเล่ม ขบวนแห่ต้นโคมต้นเกี๊ยะ เครื่องไทยทาน และ การแสดงศิลปะรำนกรำโต เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการกลับจากสวรรค์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งงานประเพณีออกหว่าอำเภอแม่สะเรียง เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีแห่งเดียวในโลก

    ประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษา ถือเป็นงานประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานและเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอแม่สะเรียง โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “ย้อนอดีตวันวาน สืบสานประเพณีออกหว่า แม่สะเรียง” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1321494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HTiQJXohhLwsfduPqJlXV

  • รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กำชับแนวทางดูแลนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กำชับแนวทางดูแลนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กำชับแนวทางดูแลนักท่องเที่ยว

    • เผยแพร่ : 19/09/2025 12:49

    วันที่ (18 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี พ.ต.ท.ศักดิ์อนันต์ คำไสย สารวัตรใหญ่ ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 พร้อมข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวในสังกัด และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับ

    ในโอกาสนี้ พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ขึ้นแท่นตรวจรับฟังการรายงานแถวกำลังพล พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาทและนโยบายการปฏิบัติหน้าที่แก่ข้าราชการตำรวจ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่ข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ จากนั้นได้ประชุมรับฟังการรายงานผลการปฏิบัติจากหัวหน้าหน่วย โดยกำชับการปฏิบัติให้เพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเน้นย้ำประชาสัมพันธ์ Thailand Tourist Police Application และสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ให้กับนักท่องเที่ยวได้รับทราบ

    ต่อมาในเวลา 13.00 น. พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ได้ตรวจเยี่ยมแหล่งท่องเที่ยว เคเบิ้ลคาร์ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ เขาคอหงส์ พบปะนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจสภาพความปลอดภัยของกระเช้าเคเบิ้ลคาร์ที่ให้บริการนักท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่

    นอกจากนี้ วานนี้ เวลา 18.10 น. พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ได้เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยและความปลอดภัยท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในความรับผิดชอบของ ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 โดยได้ตรวจเยี่ยมจุดบริการนักท่องเที่ยวท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ พร้อมด้วยสารวัตรใหญ่ ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 และสายตรวจประจำท่าอากาศยาน

    โอกาสนี้ ได้กำชับแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนหน่วยให้สามารถสนองนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว อย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการตรวจตราร่วมกับเจ้าหน้าที่ EOD, สห. และเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการบริเวณภายในและภายนอกอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานหาดใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1321517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tmp5FhppY9LLYdii0LzGv

  • คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ปลุกศักยภาพคนรุ่นใหม่ ปั้นบัณฑิต ลุยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ปลุกศักยภาพคนรุ่นใหม่ ปั้นบัณฑิต ลุยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ดร. ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวและกีฬามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ตัวอย่างล่าสุด คือ การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025 ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดการณ์ว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 8,400 ล้านบาท ซึ่งการจัดมหกรรมกีฬาระดับโลก (Mega Event) ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่บริการและธุรกิจในหลายมิติ ทั้งโรงแรม ที่พัก การเดินทาง ร้านอาหาร การจัดเลี้ยง ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่แข่งขัน ส่งผลให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาไทยอย่างรอบด้าน

    ดร. ยุวรี กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เรียกรวมว่า MICE ประกอบด้วย M – Meeting การประชุม, I – Incentive การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เช่น การมอบรางวัลแก่พนักงานหรือการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาในนามองค์กร, C – Convention การประชุมวิชาชีพ อาทิ การแพทย์หรือสุขภาพ และ E – Exhibition การแสดงสินค้าและบริการ กิจกรรมเหล่านี้รวมกันก่อให้เกิด Mega Event ที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพ อย่างครบถ้วนในการจัดมหกรรมระดับโลก และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักศึกษาหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ รวมไปถึงหลักสูตรการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ที่จะได้เข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรม MICE ซึ่งกำลังเติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยวและกีฬา

    DPU ในฐานะสถาบันอุดมศึกษา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ (Potential Development) ของนักศึกษา เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอีเวนต์ที่กำลังเติบโต หลักสูตรของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU จึงออกแบบให้ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา อีเวนต์ และ MICE โดยบูรณาการความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล, Customer Journey และการท่องเที่ยวทางเลือก เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างใช้บริการ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์หลังการเดินทาง นอกจากนี้ ยังเน้นการฝึกภาคปฏิบัติ ทั้งการพัฒนาบุคลิกภาพ ความเป็นมืออาชีพ เช่น การแต่งกาย การสื่อสาร และการจัดการอีเวนต์ในสถานการณ์จริง

    “คณะฯ เชิญอาจารย์พิเศษและวิทยากรที่มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานกับหน่วยงานขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่จัดประชุมนานาชาติ มาสอนและแบ่งปันความรู้ ตลอดจนพานักศึกษาออกไปฝึกปฏิบัติงานจริง เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองการทำงานและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังทำ MOU ร่วมกับบริษัททัวร์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ระบบการทำงานด้าน Inbound Tourism (การท่องเที่ยวขาเข้า) และได้ฝึกปฏิบัติจริง ในการรับนักท่องเที่ยว การจัดการลงทะเบียน และการสื่อสารกับชาวต่างชาติ ได้เรียนรู้ตั้งแต่การวางแผนงานขนาดใหญ่ การบริหารจัดการสถานที่ การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก การวางแผนเส้นทางท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการจัดทริปและอีเวนต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะการฝึกงานกับภาครัฐ ที่ต้องอาศัยความรู้ด้านเอกสาร กฎระเบียบ และสัญญาต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้กลายเป็น Case Study ที่ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะรอบด้าน สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้จัดงานอีเวนต์มืออาชีพได้” ดร.ยุวรี กล่าว

    คณบดีคณะการท่องเที่ยวฯ กล่าวอีกว่า DPU ยังมีนโยบายให้นักศึกษาทุกหลักสูตรใช้ AI ในการเรียนรู้ โดยพัฒนา Chatbot ควบคุมการตอบคำถามให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ AI ให้คำตอบสำเร็จรูป ซึ่งคณะฯ ได้ผสาน AI ในการเรียนการสอนด้วย เช่น ให้นักศึกษาใช้ Chatbot จำลองนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว วิเคราะห์ความต้องการลูกค้า และปรับปรุงการบริการอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดแนวทาง “Potentialigence” ที่ผสานการใช้เทคโนโลยีกับการพัฒนาทักษะมนุษย์ เพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้ง ทำงานเป็นทีม และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “การเรียนที่คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ไม่เพียงถ่ายทอดทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ยังช่วย “ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต” ของนักศึกษา ให้สามารถเติบโตในเส้นทางที่มั่นคงและยั่งยืน และสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม และอีเวนต์ ไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางอาชีพ แต่ยังเปิดกว้างให้บูรณาการกับสายงานอื่นได้หลากหลาย เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม ซึ่งล้วนมีศักยภาพเติบโตได้ในอนาคต และยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย” ดร. ยุวรี กล่าว

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-tourism-and-hospitality

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5126542/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw289wsRISDhfsJ5x4ZUaqJh