Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -กกก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/local/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UMJkns7b0z7WRlYedSdb

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -กกก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yjuhgbkRBWX1w3GOXvoce

  • สลดวันหยุด! ด.ช.วัย 13 จมน้ำตกชื่อดังดับ อาสะใภ้เห็นชูมือนึกว่าเล่นก่อนจมหาย

    สลดวันหยุด! ด.ช.วัย 13 จมน้ำตกชื่อดังดับ อาสะใภ้เห็นชูมือนึกว่าเล่นก่อนจมหาย

    ภูมิภาค

    สลดวันหยุด! ด.ช.วัย 13 จมน้ำตกชื่อดังดับ อาสะใภ้เห็นชูมือนึกว่าเล่นก่อนจมหาย

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  พ.ต.ท. อาทร จิตรถิ่น สารวัตรเวรฯ(สอบสวน) สภ.ประจันตคาม ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญู จ.ปราจีนบุรี มีเหตุผู้เสียชีวิตจากสาเหตุจมน้ำเป็นเด็กชายจำนวน 1 ราย สถานที่เกิดเหตุบริเวณน้ำตกคลองช้างคลานแหล่งท่องเที่ยวดังอีกแห่งของพื้นที่ อ.ประจันตคาม  ที่ในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศจำนวนมากมักพาลูกหลานเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน  โดยตลอดแนวเลียบคลองจะมีกระท่อมที่พักนั่งรับประทานอาหารเครื่องดื่ม  ติดคลองมีเครื่องเล่นสไลเดอร์สำหรับเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น  โดยคลองหรือแก่งช้างคลานรับน้ำไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลกพื้นที่หมู่ 13 ต.โพธิ์งามอ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี  หลังเกิดเหตุหน่วยกู้ภัยฯได้นำส่ง ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน รพ.ประจันตคามแต่เสียชีวิตก่อนหน้าแล้ว จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและรีบไปตรวจสอบ 

    พบพ่อของผู้เสียชีวิต ,อา กำลังเศร้าโศรกเสียใจร้องไห้ฟูมฟายโดยเฉพาะอาของผู้เสียชีวิตนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นหญ้าหน้า รพ. ที่ไม่สามารถช่วยหลานชายได้ทัน  ในการจากไปกะทันหัน   ทราบชื่อของผู้เสียชีวิตต่อมาคือ ด.ช. ปกรณ์ (ขอสงวนนามสกุล)  อายุ 13 ปี กำลังเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนแห่งหนึ่ง  ต.หนองปรือ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

    สอบสวนเบื้องต้นอาสะใภ้ของผู้เสียชีวิตทราบว่า  ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานนี้ (19 ก.ย.) คณะของผู้เสียชีวิตรวม 5 คน คือ พ่อ อาของผู้เสียชีวิตรวมจำนวน 5 คน  เดินทางมาจาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี นำครอบครัวทั้ง 2 ครอบครัวมาท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ที่ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี พื้นที่มีน้ำตกมากที่สุดในประเทศ  โดยพักค้างคืนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้แหล่งท่องเที่ยวช่วงสายได้พากันมาเที่ยวเล่นน้ำตกดังกล่าว

    ก่อนเกิดเหตุพ่อของผู้เสียชีวิตไปเข้าห้องน้ำ ผู้เสียชีวิตเล่นน้ำกับลูกพี่ลูกน้องกันตามลำพังระดับน้ำเพียงเอว (ราว 100 ซม.) โดยไม่ได้สวมใส่ชูชีพป้องกัน และ คนเสียชีวิตว่ายน้ำไม่เป็นช่วงที่มีสไลด์เดอร์  ส่วนอาสะใภ้อยู่บนกระท่อมริมน้ำตกบนฝั่ง เห็นผู้เสียชีวิตชูมือทั้ง 2 ขึ้นตอนแรกคิดว่าทำเล่น แต่ต่อมาแน่นิ่งจมหายลงไปในน้ำจึงเรียกอาลงมาช่วยน้ำขึ้นมาบนกระท่อมริมน้ำตก แต่พบว่าหยุดหายใจแล้ว  ญาติจึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยทำการปั๊มหัวใจ  ต่อมาหน่วยกู้ภัยฯและหน่วยกู้ชีพ รพ.ประจันตคามได้มาช่วยเหลือนำส่งห้องผู้ป่วยฉุกเฉินแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้เสียชีวิตดังกล่าว

     ด้าน นายวิสารไกรสิงห์ อาสาสมัครกู้ภัยร่วมกตัญญู จ.ปราจีนบุรีกล่าวว่า   หลังได้รับแจ้งเหตุคนจมน้ำมาถึงพบผู้ประสบเหตุญาติกำลังปั๊มหัวใจอยู่ โดยจุดดังกล่าวหากคนในพื้นที่จะรู้ดีว่าตรงไหนตื้นหรือลึกเล่นน้ำได้  เคยมีคนจมน้ำเสียชีวิตขอให้คนเล่นน้ำระมัดระวังเวลาเล่นน้ำมีอุปกรณ์สวมใส่ชูชีพป้องกันโดยเฉพาะเด็กหรือคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น

     หลังแพทย์นิติเวชชันสูตรพลิกศพทางญาติไม่ติดใจสาเหตุของการเสียชีวิต จึงให้หน่วยกู้ภัยฯนำศพส่งกลับบ้านเกิด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เพื่อบำเพ็ญกุศลศพตามประเพณีทางศาสนาต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447212&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02aNp2CHsvCSioZsqP3GiB

  • ด่วน!คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

    ด่วน!คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

    การศึกษา

    19 ก.ย. 2025 เวลา 11:40 น.

    “อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ชวนสถาบันการศึกษา ครู และผู้เกี่ยวข้องศึกษากฏหมายฉบับนี้อย่างละเอียด เพื่อนำไปปฎิบัติได้ถูกต้อง

    ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำข้อบังคับคุรุสภาฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยกำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีมาตรฐาน 3 ด้าน คือ 1.มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2.มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3.มาตรฐานการปฏิบัติตน  

    ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนแรกด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจ ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมตามช่วงวัย มีความรู้ด้านศาสตร์การสอน พัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้อง ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมาย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    แกะกล่อง 3 หลักสูตรใหม่ สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปั้นแพทย์ยุคใหม่

    ‘อมลวรรณ’ กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

    แนะศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

    รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และจะต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ 

    ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครู จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม

    ออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ส่วนสุดท้ายคือมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ 

    ด่วน!คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

    ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 

    เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้มีผลใช้บังคับ ซึ่งได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลที่สำคัญ เช่น ข้อบังคับนี้จะไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของผู้ได้รับและผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ใช้มาตรฐานวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาหรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพฯ สามารถใช้คุณวุฒิดังกล่าวในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฯ

    นอกจากนี้ให้สถาบันที่ยังปรับปรุงหลักสูตรไม่แล้วเสร็จตามข้อบังคับนี้ยังคงใช้หลักสูตรตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไปพลางก่อน แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี หลังจากวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ(ภายในวันที่ 21 ส.ค. 2571) เป็นต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับนี้ และเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครูสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักมาตรฐานวิชาชีพ กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ โทร.0-2280 -0048 เพื่อร่วมกันพัฒนาให้ครูปฐมวัยมีมาตรฐานที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1199503&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xDvTPFm6UsOIdIm2KGNFI

  • คณะ สว. ลงพื้นที่เมืองโบราณบึงคอกช้าง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

    คณะ สว. ลงพื้นที่เมืองโบราณบึงคอกช้าง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

    คณะ สว. ลงพื้นที่เมืองโบราณบึงคอกช้าง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่


    20/09/2568 | 46 |

    เวลา 13.30 น. วันนี้ (20 กันยายน 2568) ณ เมืองโบราณบึงคอกช้าง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมการ คนที่สอง นำคณะวุฒิสมาชิก ลงพื้นที่เมืองโบราณบึงคอกช้าง โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน ร่วมให้ข้อมูลและเสนอ

    ความต้องการในการพัฒนาเมืองโบราณบึงคอกช้าง เป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งข้อเสนอการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ดังกล่าว

    เมืองโบราณบึงคอกช้าง ต.ไผ่เขียว อ.สว่างอารมณ์ เป็น 1 ใน 3 เมืองโบราณสมัยทวารวดีที่พบในเขตจังหวัดอุทัยธานี เท่าที่ปรากฏในทุกวันนี้ มีคูเมืองและกำแพงดินล้อมรอบ มีการค้นพบวัตถุโบราณต่าง ๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผา หินบดยา เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดสีเหลือง นอกจากนี้ยังพบศิลาจารึกอักษรขอมโบราณ 3 หลัก ปัจจุบันเมืองโบราณแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นสวนป่าปลูก มีต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม โบราณวัตถุที่ถูกค้นพบได้นั้น ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดอุทัยธานี


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2940/iid/425131&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw112PAQ_11Q1034-XpClgyB

  • ‘รมว.นฤมล’ เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

    ‘รมว.นฤมล’ เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

    เมื่อวันที่ 20 ก.ย.68 ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระกุศลแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ และถวายผ้าป่าเพื่อการศึกษาพระภิกษุสามเณรวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จำนวน 21 ทุน ได้แก่ พระเปรียญธรรม จำนวน 6 ทุน โรงเรียนมัยมวัดเบญจมบพิตร จำนวน 5 ทุน โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร จำนวน 5 ทุน และโรงเรียนพญาไท จำนวน 5 ทุน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/864999/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sgWC-1WlJpAsHP0JLfV5h

  • มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ทำบุญสืบชะตา เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัย

    มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ทำบุญสืบชะตา เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัย

    เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จัดพิธีทำบุญสืบชะตา เนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 25 ปี ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี โดยมี อาจารย์ณรงค์ ชวสินธุ์ อธิการบดี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย อาจารย์ชฎิลรัตน์ อัศววิวัฒน์พงศ์ รองอธิการบดี คณะผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    พิธีในครั้งนี้สะท้อนถึงความภาคภูมิใจและเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย “การให้เป็นความสุขที่แท้จริง การสร้างและการพัฒนาใด เสมอด้วยการให้การศึกษาไม่มี”

    ในโอกาสเดียวกัน มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ขอขอบคุณ คุณสวัสดิ์ เจริญสุข ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมปุงเถ่ากง เชียงใหม่ และ บริษัท เชียงใหม่สุขสวัสดิ์ จำกัด ที่ได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษา

    พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยยังได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษา จำนวน 99 ทุน รวมมูลค่า 2,397,871.50 บาท เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยมีซุ้มอาหารและเครื่องดื่มบริการฟรีจากบุคลากรของมหาวิทยาลัย ชมรม NCU Healthy Club และ ชมรม NCU Camping and Volunteer Club

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3773243/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dMB7oSMzmjrVdkg6IIQC0

  • Longevity สุขภาพยั่งยืน ความท้าทายสังคมสูงวัย

    Longevity สุขภาพยั่งยืน ความท้าทายสังคมสูงวัย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QklKz0PoW-6hePQUu8M-w

  • เศรษฐกิจแห่งความโกรธ!!!

    เศรษฐกิจแห่งความโกรธ!!!

    ใครที่สนใจรายละเอียด…คงต้องลอง คลิก ไปหาอ่านเอาเองก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เศรษฐกิจแห่งความโกรธ หรือ ระบบเทคโนโลยี ที่ทำให้บรรดาบริษัทธุรกิจทั้งหลายสามารถ ทำเงิน-ทำกำไร ที่เกิดจากความโกรธนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สังคมต่างๆ เกิดการแตกแยก เสียหาย เกิดการทำลายสันติภาพในแต่ละสังคมแล้ว ยังสามารถใช้โค่นล้มรัฐบาลแต่ละประเทศได้อีกด้วย ดังตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ที่เรียกกันว่า เนปาลโมเดล ของบรรดาพวก Gen Z ทั้งหลายนั่นเอง ที่ผู้คนในบ้านเราจำนวนมิใช่น้อยรู้สึกชื่นชม ยกย่อง จนคิดเอาเป็น แบบอย่าง ไปเลยก็มี เพราะไม่ว่ามันจะน่าเกลียด น่าชัง น่าขยะแขยง ถึงขั้นไหน ในการรุมไล่กระทืบรัฐมนตรีกลางถนน เผาบ้านนายกรัฐมนตรี เผาภรรยานายกรัฐมนตรีให้ตายทั้งเป็น แต่ในเมื่อมันสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่ตัวเองไม่ถูกใจ-ไม่ชอบใจลงไปจนได้ มันเลยกลายเป็นสิ่งน่ายกย่อง ชื่นชม เป็นแบบอย่าง ตัวอย่าง ไปซะนี่!!!

    ส่วนใครจะหยิบฉวยประโยชน์จาก ความโกรธ-ความเกลียด เหล่านี้…คงไม่จำเป็นต้องไปคิด ไปวิเคราะห์ ไปสนใจมากมายซักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทธุรกิจ ที่เป็นผู้ออกแบบควบคุม ระบบเทคโนโลยี ชนิดนี้ หรือจะเป็นองค์กรแห่งการล้างผลาญทำลายรัฐบาลต่างๆ มาแล้วแทบจะทั่วทั้งโลก อย่าง CIA ดังที่นาย Lucky Bisht อดีตสายลับอินเดีย และอดีตผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน ได้ออกมาแฉโพยเอาไว้ในสื่ออินเดีย อย่าง Times now News เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชนิดถึงขั้นว่า… มีหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด!!! เอาเลยถึงขั้นนั้น ในการใช้ ความโกรธ-ความเกลียด ทั้งหลาย เล่นงานรัฐบาลเนปาล ศรีลังกา ไปจนบังกลาเทศ จนประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลต่างๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า 60 ประเทศทั่วโลก…

    จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ…คงต้องไปคิด ไปวิเคราะห์กันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ คือ ความโกรธ-ความเกลียด ในลักษณะนี้ยังอาจนำไปใช้เล่นงานรัฐบาลที่มีความก้าวหน้า ทันสมัย เอามากๆ อย่าง รัฐบาลอังกฤษ ได้ไม่น้อยไปกว่ากันซักเท่าไหร่ สามารถใช้ ระบบเทคโนโลยี ดังกล่าว ยุแยงตะแคงรั่ว ให้บรรดาพวก ผู้ดีอังกฤษ ทั้งหลายนับแสนๆ คน ออกมาประท้วงรัฐบาล ภายใต้การนำของนักเคลื่อนไหวมวลชนขวาสุดโต่งอย่าง นาย Tommy Robinson รวมทั้งยังวิดีโอ ลิงก์ ไปยังเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง นาย Elon Musk ของอเมริกา ให้มาช่วยปลุกกระตุ้นความโกรธ ความเกลียดของชาวอังกฤษ ด้วยการหยิบเอาเรื่องการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาของอเมริกา อย่าง นาย Charlie Kirk มาใช้เป็นตัวอย่าง เพื่อชักจูงพวก ฝ่ายขวา ด้วยกัน ให้ออกมาสู้กับพวก ฝ่ายซ้าย ที่อยู่เบื้องหลังฉากเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละแห่ง แต่ละที่ ด้วยการเอ่ยคำพูดวรรคทองไว้ถึงขั้นว่า… “ไม่ว่าคุณจะเลือกความรุนแรงหรือไม่? ก็ตาม แต่ความรุนแรงมันจะมาหาพวกคุณเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสู้หรือจะยอมตายเท่านั้น”…

    ส่วนจะจริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ…ก็ยากที่จะสรุปได้อีกนั่นแหละ เพราะขณะที่ นาย Elon Musk พยายามยุให้ฝ่ายขวาอังกฤษเล่นงานพวกฝ่ายซ้าย อดีตนักการเมืองอังกฤษอย่าง นาย Nick Griffin แห่งพรรค British National Party กลับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Sputnik ของรัสเซีย บอกว่าพวก ยิวสุดโต่ง หรือพวก Ultra Zionist รวมทั้งพวก Deep State ในอเมริกานั่นเอง ที่พยายามอาศัยนักเคลื่อนไหวมวลชนอย่าง นาย Tommy Robinson โค่นล้มรัฐบาลอังกฤษ หรือก่อ สงครามกลางเมือง ขึ้นมาในประเทศนี้ ส่วนเรื่องการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวมวลชนในอเมริกา บางรายกลับนำไปโยงกับหน่วยงานข่าวกรองของอิสราเอลอย่างพวก Mossad หรือไปไกลถึงพวก นักรบยูเครน อะไรไปโน่น!!!

    อะไรจริง-อะไรเท็จ อะไรควรเชื่อ-ไม่ควรเชื่อ ก็ยากที่จะหาข้อสรุปได้อีกเช่นเคย แต่ก็นั่นแหละ…ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มันเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้นให้เกิด ความโกรธ-ความเกลียด ขึ้นมาในอารมณ์-ความรู้สึกของใครต่อใคร หรือของสังคมหนึ่ง-สังคมใด อันนั้น…ย่อมเป็นอะไรที่น่าชิงชัง รังเกียจ ไม่ว่าต่อตัวเองหรือผู้อื่น เพราะไม่เพียงทำให้ตัวเองต้องถูกครอบงำด้วยโมหะ โทสะ ต่อสิ่งที่ไม่ถูกใจ-ไม่ชอบใจ ยังกลายเป็นตัวสร้างกำไร สร้างผลประโยชน์มากมายมหาศาล ให้กับบรรดาผู้ที่สามารถใช้ ระบบเทคโนโลยี อันสุดแสนจะก้าวหน้า-ก้าวไกล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเอามากๆ หรือทำให้ตัวเองต้องกลายเป็น เหยื่อ เป็น เครื่องมือ ของผู้ที่คิดจะหยิบฉวยผลประโยชน์จาก เศรษฐกิจแห่งความโกรธ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว ไม่ว่าโลกนี้-โลกหน้า หรือนรก-สวรรค์ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/865058/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GqKNOaGNeI9BdlcYOLuz7

  • จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. ย้ำความต่อเนื่อง – ผลลัพธ์ชัดเจน

    จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. ย้ำความต่อเนื่อง – ผลลัพธ์ชัดเจน

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. ย้ำความต่อเนื่อง - ผลลัพธ์ชัดเจน

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก 

    ด้านแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้าง “นวัตกรรมมุ่งเป้า” โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ 

    พร้อมกันนี้ จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรก เราต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง” นายเกรียงไกร กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xNjN7mI6lRRCAwVbe20-E