Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สกสค.กาฬสินธุ์ ลงนามโครงการเพิ่มสวัสดิการ-สวัสดิภาพแก่ครู-บุคลากรการศึกษา

    สกสค.กาฬสินธุ์ ลงนามโครงการเพิ่มสวัสดิการ-สวัสดิภาพแก่ครู-บุคลากรการศึกษา

    สกสค.กาฬสินธุ์ ลงนามโครงการเพิ่มสวัสดิการ-สวัสดิภาพแก่ครู-บุคลากรการศึกษา

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ว่าที่ร้อยตรีสุรสิทธิ์ ถิตย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 กรรมการ สกสค. จังหวัดกาฬสินธุ์ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าของกิจการ และผู้จัดการร้านค้าต่างๆ 23 แห่ง ร่วมกันแถลงข่าวและลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการเพิ่มสวัสดิการ สวัสดิภาพ และสิทธิประโยชน์ให้แก่ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการดำรงชีพ กิจกรรม การจัดสวัสดิการส่วนลดค่าครองชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปี พ.ศ. 2568 พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน และนักศึกษา โดยมีคณะกรรมการ สกสค. จังหวัดกาฬสินธุ์ นายชัชวาล อาราษฎร์ ผอ.สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2 นายภมร หลอดแพง ผอ.สพป.กส.เขต 3 นางพรทิพย์พา คาวีวงศ์ ผอ.สกร.จังหวัดกาฬสินธุ์ นายประดิษฐ์ ญาณประเสริฐ ผอ.อาชีวศึกษา จ.กาฬสินธุ์ นางกฤษณา บุตรพรม ประธานการศึกษาเอกชนจ.กาฬสินธุ์ นายสมชัย ชูศรีนาค ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ผู้แทนศึกษาธิการจ.กาฬสินธุ์ ผู้แทน ผอ. สพม.กาฬสินธุ์ เจ้าของกิจการ ผู้จัดการร้านค้าเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000090573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sQyUwQDWSMORs3yzSQA65

  • การขยายอายุเกษียณ: โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลข

    การขยายอายุเกษียณ: โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลข

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-189&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WcjZpeF57pLcdlf9i-JU6

  • ชูวิทย์ฟันธง! พรรคประชาชนระวังซ้ำรอยประชาธิปัตย์ ชี้อนาคตอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ | เดลินิวส์

    ชูวิทย์ฟันธง! พรรคประชาชนระวังซ้ำรอยประชาธิปัตย์ ชี้อนาคตอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ขอบคุณ คุณวิโรจน์ ที่ได้สื่อสารกับผม ประชาชนที่เลือกพรรคของคุณมาตลอด ผม และประชาชนจะติดตาม แต่ไม่ใช่จับผิด

    ผมอยู่ในวงการเมืองไทยมานานพอที่จะรู้ดีว่า การตัดสินใจสำคัญให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศมันยาก และอาจเกิดแรงกระทบมหาศาล

    เพราะพรรคการเมืองมีกลุ่มผลประโยชน์ มีโหวตเตอร์สนับสนุนความคิดอ่านที่หลากหลาย ผมนั้นเคยอยู่ในวงการเมือง และใช้วิธีการแบบเดียวกับที่คุณวิโรจน์ทำ คือ ซื่อๆ ตรงไปตรงมา

    แต่ในการเมืองไทยที่แวดล้อมด้วยสิ่งซับซ้อนปัจจัยที่อยู่เหนือความควมคุม ผมว่าจนป่านนี้พรรคประชาชนทุกคนคงตกผลึกรู้ดีแล้วว่า ผมหมายถึงอะไร

    มาถึงวันนี้ บรรดาผู้บริหารพรรคตลอดจน สส. ที่ทำหน้าที่แทนคนไทยต้องใช้การตัดสินใจทางการเมืองที่แหลมคม เด็ดขาด จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ได้รับมาพอสมควรแล้ว ผมเป็นผู้สนับสนุนด้วยใจ ไม่มีข้าง ไม่ใช่อนุรักษนิยม และไม่ใช่เสรีนิยม

    ผมเป็นคนที่อยู่ข้างไหนก็ได้ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม วันนี้บรรดาผู้บริหารพรรคอาจไม่เห็นสิ่งที่ผมเตือน

    ไม่ใช่ผมไปเก่ง หรือบังอาจใดๆ แต่เพราะผมเข้าใจบริบทการเมืองแบบไทยๆ ในช่วงชีวิตปัจจุบัน ไม่เพ้อฝันไปถึงอนาคตที่ไกลเกินไป

    ผมเคยเป็นอย่างคุณวิโรจน์ และ สส. พรรคประชาชนมาก่อน เรียนรู้จากความผิดพลาด จนเป็นประสบการณ์ จึงเตือนด้วยความหวังดี พรรคประชาธิปัตย์คือตัวอย่างที่ดี ที่แม้จะเต็มไปด้วยประสบการณ์ ยังพลาดเพียงเพราะการก้าวผิดเพียงก้าวเดียว

    แม้แต่ระบบพรรคที่ดีอย่างพรรคประชาธิปัตย์ยังพลาด จึงไม่มีอะไรไปการันตีว่าพรรคประชาชนจะไม่พลาด จนบัดนี้คงเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

    ผมก็เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคการเมืองเป็นทางเลือกที่มีอย่างจำกัด เราต้องการให้พวกท่านได้ใช้อำนาจแทนพวกเราในฐานะประชาชนอย่างดีที่สุด

    เมื่อใช้ไปในทางที่เราไม่เห็นด้วย จึงเป็นสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเราคือผู้เลือกพวกท่านเข้ามาทำหน้าที่ เราไม่ใช่คู่แข่งขัน ไม่ได้เสนอตัวมาต่อสู้ทางการเมืองใดๆ

    ให้พรรคประชาชนมองอนาคตอันใกล้นี้ จากการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นเกณฑ์ว่า คะแนนของพรรค หากมากขึ้นกว่าเดิมแสดงว่าท่านทำถูก

    แต่หากคะแนนน้อยลงกว่าเดิม แสดงถึงสัญญาณว่าพรรคของท่านพลาดในการตัดสินใจครั้งนี้ ขอบคุณ คุณวิโรจน์ ที่เปิดใจ นี่เป็นวิธีการที่ดีในการที่พรรค หรือสมาชิก สส. จะสื่อสารกับประชาชน

    ขอให้ประสบความสำเร็จ และคงไว้ด้วยอุดมการณ์ งานการเมืองเป็นงานอาสา เป็นตัวแทนประชาชน จึงต้องเปิดใจรับฟัง แม้ว่าผมจะพูดแรง แต่ไม่เคยหวังร้ายแต่อย่างใด

    ไม่ได้เชียร์ตะพึดตะพือ ไม่ลืมหูลืมตา ทำให้เกิดการหลงตัวเอง แล้วทำให้พรรคพาอุดมการณ์ไปลงเหว คนอย่างผม รักมาก ก็วิจารณ์แรงมาก เป็นธรรมดา อย่าได้ถือสา

    ผมเป็นเพียงประชาชนคนเดินดิน กินข้าวแดงในคุกมาก่อน เห็นโลกและผู้คนที่หลากหลายมากมาย ในโลกการเมือง เราไม่ได้เลือกคนดี คนที่ไม่เคยพลาด แต่เลือกคนเลวน้อยที่สุด เพราะคนดีไม่สามารถยืนอยู่ได้ในการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5133934/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VOKDJeU8kmAIzrJhatk0X

  • สรรพสามิต มั่นใจปีงบ 68 จัดเก็บรายได้ตามเป้า 5.3 แสนลบ. หนุนภาษีรถโบราณเพิ่มยอด 1-2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    สรรพสามิต มั่นใจปีงบ 68 จัดเก็บรายได้ตามเป้า 5.3 แสนลบ. หนุนภาษีรถโบราณเพิ่มยอด 1-2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต ในช่วง 11 เดือนแรก (ต.ค.67- ส.ค.68) ของปีงบประมาณ 2568 ว่า จัดเก็บได้ 489,564 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.61% ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าพอใจ และคาดว่าการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตของทั้งปีงบประมาณ 2568 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ 535,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2.17% ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2569 ตั้งไว้ที่ 609,000 ล้านบาท

    อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา แม้กรมสรรพสามิต ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น (Revenue Pressure) สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศแนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศที่ลดลง ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเน้นดูแลสุขภาพ และสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่เพื่อให้แข่งขันในตลาดโลกได้ก็ตาม แต่กรมสรรพสามิต ยังสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

    1. S: Sustainability มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยเป็นเรื่องที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญ และจะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานต่อเนื่อง ทั้งความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่

    1.1 ด้านสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างกลไกราคาคาร์บอนในภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษี เพื่อแสดงกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน และออกประกาศกรมสรรพสามิต เพื่อกำหนดราคาคาร์บอน 200 บาท/ตันคาร์บอน เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม ให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    1.2 ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ (มาตรการ EV 3) และมาตรการสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (มาตรการ EV 3.5) ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และการใช้ยานยนต์แห่งอนาคต ส่งผลให้ตั้งแต่มีการเริ่มมาตรการเมื่อเดือนมี.ค.65 จนถึง ส.ค.68 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 233,802คัน และรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้า 71,667 คัน

    นอกจากนี้ ยังได้ขยายเวลาการลดอัตราภาษีสถานบริการเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยว โดยลดจาก 10% เหลือ 5% จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อ 31 ธ.ค.67 ได้ขยายต่อไปถึง 31 ธ.ค.68 ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสถานบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 จัดเก็บได้เกือบ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มลดอัตราภาษี ซึ่งสามารถจัดเก็บได้ 182 ล้านบาท เทียบกับปีงบประมาณ 2566 ซึ่งเป็นช่วงก่อนลดภาษี สามารถจัดเก็บได้ 139 ล้านบาท

    การปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง โดยปรับขึ้นภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซิน และกลุ่มน้ำมันดีเซล 1 บาท/ลิตร โดยไม่กระทบต่อราคาขายปลีก เนื่องจากมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้กรมจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพิ่มขึ้น ประมาณ 2,800 ล้านบาท/เดือน

    การกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์โบราณ (Classic Car) ขึ้นใหม่ โดยจัดเก็บภาษีในอัตรา 45% เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์โบราณ (Restoration) ในประเทศ และเป็นการขยายฐานรายได้ใหม่ในการจัดเก็บภาษีสินค้ารถยนต์ ซึ่งเบื้องต้น ประเมินว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีรถยนต์โบราณได้ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท

    “ในส่วนนี้ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์โบราณ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากการนำนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม ที่สนใจเรื่องรถโบราณ ให้เข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมากขึ้นด้วย” น.ส.กุลยา ระบุ

    1.3 ด้านสังคม กรมสรรพสามิต ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมสุราชุมชน เพื่อต่อยอดนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศ โดยปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตสุราชุมชน ลดอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ทำให้มีผู้ประกอบการในระบบ 1,824 ราย เพิ่มขึ้น 5% และจัดเก็บภาษีสุราชุมชนได้ 1,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    พร้อมทั้ง การปรับขึ้นอัตราภาษีเครื่องดื่มตามความหวาน ระยะที่ 4 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.68 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรการผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) จำนวน 3,411 ผลิตภัณฑ์

    ส่วนภาษีความเค็มนั้น น.ส.กุลยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ โดยต้องมีกระบวนการหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องอีกพอสมควร จึงคาดว่าจะยังไม่ได้เห็นการจัดเก็บภาษีดังกล่าวภายในปีนี้

    2. M: Modernization พัฒนาการจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พร้อมกับการทำ Digital Transformation โดยได้รับผลสำเร็จที่สำคัญได้แก่ อาทิ

    2.1 การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบอนุมัติฉลากดิจิทัลเต็มรูปแบบ (D-Label) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตสุรา

    2.2 การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (D-License) แบบ End to End Service โดยสามารถยื่นเอกสาร ชำระค่าธรรมเนียม และได้รับใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์เบ็ดเสร็จผ่าน Mobile Application เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบและไพ่ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 ล้านใบอนุญาต

    2.3 การเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจราคา โดยใช้ระบบสำรวจราคาขายสินค้าประเภทสุรา เบียร์ ยาสูบ และ เครื่องดื่ม (Excise Price Survey) โดยกำหนดให้ผู้ประกอบขายสินค้าสุราและยาสูบที่ได้รับใบอนุญาตประเภทที่ 2 แจ้งราคาขายปลีกผ่านระบบสำรวจราคาขายปลีกสินค้าสรรพสามิต เพื่อให้ได้ข้อมูลการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนของราคาขายปลีกจริงกับราคาขายปลีกแนะนำ โดยระบบนี้ได้นำมาทดแทนการสำรวจราคา โดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต

    3. A: Accountability เสริมสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดี โดยกรมสรรพสามิต ได้พัฒนากลไกการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัย และตอบสนองต่อสถานการณ์การกระทำผิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล และ Dashboard ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

    โดยมีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่ การลงนาม MOU กับบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน เช่น J&T และ KEX เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าหนีภาษี ผ่านช่องทางของบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน ทั้งสินค้าสุรา ยาสูบ น้ำมัน และสินค้าอื่น ๆ โดยในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2568 สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ทั้งสิ้น 33,766 คดี สามารถนำเงินส่งคลังได้เกือบ 500 ล้านบาท

    4. R: Revenue Collection กรมสรรพสามิต สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2568 ได้จำนวน 489,564 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.61% โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2568 จะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่จำนวน 535,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีก่อน 2.17%

    5. T: Technology and Innovation-Driven ยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม มีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ได้แก่

    5.1 จัดทำระบบควบคุมและติดตามการขนส่งสินค้าน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรทางบก ด้วยอุปกรณ์ซีลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Seal)

    5.2 จัดทำระบบตรวจสอบติดตามและแกะรอย (Track & Trace) สำหรับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตและนำเข้า

    น.ส.กุลยา กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยยอมรับว่าในหลายประเทศมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single rate) ขณะที่ไทยจัดเก็บแบบ 2 อัตรา ซึ่งการศึกษาหรือพิจารณาเรื่องนี้จะต้องมองให้รอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงในหลายมิติ ทั้งรายได้ การลักลอบนำเข้าบุหรี่ผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการ และสุขภาพของประชาชนด้วย

    “เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในเวทีต่างประเทศ อัตราภาษีบุหรี่จะเป็นแบบ Single rate แต่ของเราเป็น 2 อัตรา ดังนั้นคงต้องดูว่าจะดำเนินการในทางไหน ซึ่งไทยมี stake holder หลายด้าน ต้องดูให้รอบคอบ ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่ก็จะต้องคำนึงถึงรายได้ที่อาจจะลดลงด้วย ตลอดจนการกำกับดูแล เช่น การลักลอบนำเข้าบุหรี่ ซึ่งเราต้องดูทุกมิติ รวมถึงผู้ประกอบการในประเทศด้วย” น.ส.กุลยา ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531160&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_SZSnob1RipTicKFFIrLL

  • “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

    “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

    “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยื่นเทเสียงขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้าเหลือเก้าอี้เดิม ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” เข้ามุ้งอีกราย

    วันที่ 21 กันยายน 2568 ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคใหม่ ยังคงสัดส่วนกลุ่มโหวตเตอร์ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญที่จะสามารถเลือกบุคคลที่ลงชิงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ คือ โหวตเตอร์กลุ่ม สส., โหวตเตอร์กลุ่มกก.บห. และโหวตเตอร์กลุ่มตัวแทนสาขาพรรค รวมถึงอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงในนามพรรค

    โดยปรากฏว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรักษาการรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ได้เริ่มเดินสายขอเสียงจาก สส.ของพรรค โดยระบุเหตุผลกับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันว่า จะรวบรวมเสียง สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พร้อมกับการเสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค โดยนายชัยชนะขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานสถานการณ์ในพรรคและการรวมเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวรับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

    “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้า เหลือเก้าอี้เลขาฯ พรรค

    ขณะที่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แม้จะหลบสื่อไม่เดินทางเข้าพรรค ไม่รับสายโทรศัพท์สื่อมวลชน แต่ได้ให้นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายก็เริ่มเดินขอเสียงภายในจากบรรดา สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุนนายเดชอิศม์ให้เป็นหัวหน้าพรรค แต่เมื่อวัดกระแสการตอบรับภายในพรรคแล้ว พบว่าไม่ได้รับความนิยม เพราะการดูแล สส. และคนในพรรคที่ผ่านมาล้วนเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ดูแลทั้งเงินรายเดือนของ สส. เงินจัดกิจกรรมงานต่างๆ ของพรรค รวมถึงค่าใช้จ่าย เงินเดือนของเจ้าหน้าที่พรรคเพียงคนเดียว เพียง 2 สัปดาห์ทำให้ต้องลดเป้าจากการเป็นหัวหน้าพรรค ลงมาเหลือเป็นเลขาธิการพรรค

    ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนใหญ่ต่างแสดงออกท่าทีไม่สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเห็นว่าหากนายอภิสิทธิ์กลับมาบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้จะพลิกกลับมาแข็งแรงและกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่งคนลงแข่งขันในภาคใต้ในอนาคตอันใกล้

    ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” รับปากย้ายพรรคเลือกตั้งหน้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ นางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อม น.ส.วาริณ ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ นายกน้ำ เดินทางไปที่บ้านของ นางอวยพรศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในอำเภอท่าศาลา เพื่อเจรจาทาบทามขอให้นางอวยพรศรี ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยท่าทีของนางอวยพรศรี และสามีคือนายอภินันท์ เชาวลิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา หรือ นายกเอ ตกปากรับคำที่จะย้ายพรรคตามคำเชิญไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นที่แน่นอนแล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884213&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27VJVASG8_qHRUnl5259_f

  • “การท่องเที่ยวไทเป” ลุยหน้าบุกตลาดอาเซียน ยกทัพอินฟลู ฯ ตะลุยเที่ยวสัมผัสเสน่ห์อันเปี่ยมล้นของกรุงไทเป

    “การท่องเที่ยวไทเป” ลุยหน้าบุกตลาดอาเซียน ยกทัพอินฟลู ฯ ตะลุยเที่ยวสัมผัสเสน่ห์อันเปี่ยมล้นของกรุงไทเป

    ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ที่เดินทางมากรุงไทเปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำนักงานสารสนเทศและการท่องเที่ยว เทศบาลนครไทเป จึงได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวม 8 กลุ่ม มาร่วมออกเดินทางท่องเที่ยวในกรุงไทเป พร้อมบันทึกประสบการณ์และถ่ายทอดเสน่ห์อันหลากหลายของกรุงไทเปผ่านมุมมองของพวกเขาในรูปแบบวิดีโอ Ulfa Alhanif Muslichah ผู้นำด้านการท่องเที่ยวชาวมุสลิมจากอินโดนีเซีย ชื่นชมบรรยากาศความเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมของกรุงไทเปอย่างมาก ขณะที่คู่รักอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยอย่าง Travels Again เที่ยวแล้วเที่ยวอีก ก็ประทับใจกับบรรยากาศแสนโรแมนติกของงาน “เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง” ส่วน Eric และ Chris อินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนาม ได้ถ่ายทอดความงดงามของกรุงไทเปผ่านสายตาคนรุ่นใหม่ โดยหวังว่าวิดีโอเหล่านี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนกรุงไทเปมากยิ่งขึ้น

    หลังจากที่ได้เยือนไทเปแกรนด์มัสยิด (Taipei Grand Mosque) Ulfa Alhanif Muslichah ถึงกับเอ่ยปากชื่นชมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับชาวมุสลิมในไทเปว่า “กรุงไทเปเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมุสลิมอย่างแท้จริง นอกจากจะมีสถานที่ละหมาดครบครัน ยังมีร้านอาหารฮาลาลมากมาย ทำให้การกินอยู่ในเมืองนี้สะดวกสบายอย่างมาก” ส่วน Kentang Idaman (Viviannzi) อินฟลูเอนเซอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ก็ประทับใจในบรรยากาศของไทเปที่ผสานความเป็นดั้งเดิมและความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการได้ชมทิวทัศน์ตึกไทเป 101 ในยามค่ำคืนจากดาดฟ้า Dream Plaza

    ส่วนทางด้านตลาดประเทศไทยก็ได้มีการสะท้อนรสนิยมการท่องเที่ยวที่ต่างกัน ระหว่างแบบครอบครัวและแบบคู่รัก Tam Story อินฟลูเอนเซอร์สายครอบครัว ได้พาครอบครัวเที่ยววัดหลงซานและวัดขงจื๊อเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมของไต้หวัน จากนั้นก็ได้ไปแช่น้ำพุร้อนที่เป่ยโถว เพลิดเพลินกับบ่อน้ำพุร้อนสำหรับครอบครัว และยังได้ลงมือทำพายสับปะรดของฝากยอดนิยมของกรุงไทเป โดยพวกเขากล่าวว่า “ช่วงเวลาที่ได้ท่องเที่ยวกับครอบครัวในกรุงไทเปนั้นพิเศษและน่าประทับใจมาก” ส่วนคู่รักอินฟลูเอนเซอร์ Travels Again เที่ยวแล้วเที่ยวอีก ก็ได้ตระเวนชิมคาเฟ่สุดชิคที่ย่านซินจงซาน และบาร์ย่านซินอี้ อีกทั้งยังได้รับประสบการณ์สุดประทับใจในยามค่ำคืนแสนโรแมนติกในงาน “เทศกาลฤดูร้อนต้าเต้าเฉิง”

    ด้านตลาดฟิลิปปินส์ The Poor Traveler อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ก็ชื่นชมกับความสะดวกของระบบคมนาคมในกรุงไทเป หลังจากได้ไปเยือนอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน เขากล่าวว่า “เพียงเดินทางจากใจกลางกรุงไทเปไม่นาน ก็สามารถสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามระดับอุทยานแห่งชาติได้แล้ว การเดินทางที่นี่สะดวกมาก ๆ” ด้าน Krisell Lumagui อินฟลูเอนเซอร์สายครอบครัว ก็ได้พาลูกเที่ยวสวนสนุกสำหรับเด็กและสวนสัตว์ไทเป พร้อมแบ่งปันความประทับใจว่า “ลูกๆตื่นเต้นและสนุกกับสถานที่ท่องเที่ยวมาก ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับครอบครัวอย่างครบครัน ทริปนี้ทำให้ทั้งครอบครัวตกหลุมรักกรุงไทเปเลยค่ะ”

    สำหรับฝั่งตลาดเวียดนาม ทางสำนักงาน ฯ ได้เชิญ Eric และ Chris สองอินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในไต้หวันมาร่วมสำรวจกรุงไทเปและถ่ายทอดไทเปผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่  Chris เล่าว่า ทุกครั้งที่ได้ไปย่านหย่งคังจะมีสิ่งใหม่ ๆ ให้ค้นพบเสมอ ทั้งของอร่อยอย่างน้ำแข็งไสมะม่วง บะหมี่เนื้อ และเสี่ยวหลงเปา ส่วนบาร์ในย่าน East District และอุโมงค์ลับใน The Grand hotel ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาด ขณะที่ Eric แนะนำมุมลับสำหรับถ่ายรูปอย่าง Taipei Water Park, POPOP Taipei และศูนย์ดนตรีไทเป (Taipei Music Center) ซึ่งช่วยให้แฟนคลับเวียดนามรู้จัก “ที่ลับ ๆ” ของกรุงไทเปที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่เคยรู้ ผ่านการเล่าเรื่องแบบฉบับคนท้องถิ่น ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่าแฟน ๆ ชาวเวียดนามอยากมาเที่ยวกรุงไทเปอย่างล้นหลาม

    นอกจากนี้ เพื่อขยายผลการประชาสัมพันธ์ สำนักงานสารสนเทศและการท่องเที่ยว เทศบาลนครไทเป ยังได้ลงโฆษณากลางแจ้งในย่านใจกลางเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ไทย และอินโดนีเซีย พร้อมติดตั้งป้าย LED ขนาดใหญ่ ในย่าน BGC ของมะนิลา ย่านการค้าสยามในกรุงเทพฯ และย่านธุรกิจจาการ์ตา พร้อมกันนี้ยังผสมผสานเอกลักษณ์บนพาหนะท้องถิ่น เช่น รถตุ๊กตุ๊กของไทย และรถจี๊ปนีย์ของฟิลิปปินส์ เพื่อทำโฆษณาเคลื่อนที่ ทำให้การโปรโมทออนไลน์ผ่านอินฟลูเอนเซอร์และการโปรโมทออฟไลน์ผสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มเสน่ห์ของกรุงไทเปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

    สำนักงาน ฯ ระบุว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสี่แห่งถือเป็นตลาดสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทเป การเชิญอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหลากหลายประเภทมาเยือน สัมผัส และถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวด้วยตนเองในครั้งนี้ สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวให้หันมาสนใจเสน่ห์อันหลากหลายของกรุงไทเปได้สำเร็จ ในอนาคต สำนักงาน ฯ จะยังคงใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเจาะกลุ่ม ผสานกับอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เพื่อการโปรโมทอย่างแม่นยำและแลกเปลี่ยนเชิงลึก พร้อมเดินหน้าสร้างการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงไทเปในระดับนานาชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และทำให้กรุงเทไทเปกลายเป็นเมืองแรกในเอเชียที่นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) อยากมาเยือนมากที่สุด


    คำบรรยายภาพ 1: Ulfa Alhanif Muslichah อินฟลูเอนเซอร์ชาวอินโดนีเซีย เพลิดเพลินกับการเดินเล่นที่ Xinzhongshan Linear Park และย่านการค้ารอบข้างจนลืมเวลา

    คำบรรยายภาพ 2: Travels Again อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย ทึ่งกับสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุที่จัดแสดงใน National Palace Museum


     
    คำบรรยายภาพ 3: Tam Story อินฟลูเอนเซอร์ครอบครัวชาวไทย ใช้เวลาพักผ่อนแสนสบายที่ท่าเรือกวนตู้และสวนริมน้ำกับครอบครัวอย่างมีความสุข

    คำบรรยายภาพ 4: Chris อินฟลูเอนเซอร์ชาวเวียดนาม พาแฟน ๆ ร่วมเที่ยวกรุงไทเปผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่


     
    คำบรรยายภาพ 5: สื่อโฆษณากลางแจ้งของกรุงไทเปเผยแพร่ในย่านสยาม ใจกลางกรุงเทพฯ


     
    คำบรรยายภาพ 6: การประชาสัมพันธ์เชิงเคลื่อนที่โดยผสานโฆษณากลางแจ้งไว้กับรถตุ๊กตุ๊กของไทย วิ่งไปทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มการมองเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652832&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33v_zLkT9WuZMIwB0CExPB

  • กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา

    รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาในเขตพัฒนา การท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมเบลล์ วิลล่า รีสอร์ท ปาย อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดร.วนิดา พันธุ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี เปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต้อนรับและมี นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับ กล่าวรายงาน โดยมี อาสาสมัครเข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 40 คน

    นางเกษราภรณ์ วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ในนามคณะทำงานในการจัดการฝึกอบรมหลักสูตร กล่าวว่า อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา กิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา

    สืบเนื่องจาก ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้กองมาตรฐาน และกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว ดำเนินกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยุธรรมล้านนา ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของภาคประชาชนเพื่อเป็นอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีการสร้างองค์ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องให้แก่อาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งหวังให้สามารถช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว นักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา รวมทั้งสามารถร่วมจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาและนันทนาการในพื้นที่ได้ โดยกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3775146/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pZQ5BVQf9USyOOMYRYAaL

  • ภาคเอกชนสงขลา”โวย”ด่านสะเดาทำงาน”อืด”นักท่องเที่ยวรอนาน 3 ชม.ร้อง”สว.”ช่วยนำปัญหาเข้าสภา | เดลินิวส์

    ภาคเอกชนสงขลา”โวย”ด่านสะเดาทำงาน”อืด”นักท่องเที่ยวรอนาน 3 ชม.ร้อง”สว.”ช่วยนำปัญหาเข้าสภา | เดลินิวส์

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลาเปิดเผยว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียและภาคเอกชน จ.สงขลา ว่านักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวจำนวนมากด่านสะเดา ต้องใช้เวลาข้ามด่านนานเฉลี่ยคนละ 3 ชั่วโมง เหตุเกิดมาอีกหลายปี มีนักท่องเที่ยวโวยวาย เพราะนักท่องเที่ยวหลายสิบรายเป็นลมล้มพับคาด่านฯ และนักท่องเที่ยวบางครอบครัวรอไมไหวต้องขนสมาชิกกลับประเทศ

    นายไชยยงค์เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วหลายปีมาแล้ว ที่ต้องเจอกับภาพนักท่องเที่ยวแออัดที่ด่านสะเดา คนยืนรอเข้าแถวนานหลายชั่วโมงเพื่อเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับพี่น้องคนไทย กลับมาทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวชัดเจน หน่วยงานระดับมีอำนาจควรเข้ามาแก้ไขไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม

    นายไชยยงค์เปิดเผยว่าส่วนกลางไม่เคยแก้ไขใดๆเลย แต่ลำพังให้หน้างานแก้ไขอย่างเดียวคงไม่สามารถทำได้ เรื่องนี้ต้องแก้ที่โครงสร้างของระบบ สิ่งที่ถูกต้อง คือ กรมศุลกากรควรให้ความสำคัญกับคนไม่น้อยไปกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสินค้า เพราะปัจจุบันรูปแบบการท่องเที่ยวมันเปลี่ยนไปมาก

    นายไชยยงค์เปิดเผยว่า กรมศุลกากรควรปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำรถยนต์เข้ามาท่องเที่ยวให้เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อลดการจราจรที่แออัด นอกจากอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ยังสร้างความ โปร่งใส เท่าเทียม ให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนอีกด้วย ดังเช่นกับที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ดำเนินการแก้ไขการยื่นเอกสาร ตม.6 เป็นออนไลน์แล้ว แก้ปัญหาได้มากเลยทีเดียว

    “มีอีกหลายคนที่ทนกับเรื่องนี้ไม่ได้ รัฐบาลกลางไม่ควรมองนักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นของตาย อะไรที่เห็นปัญหาแล้วไม่แก้ไข จะรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ที่เป็นคนนอกวงการการเมือง หวังว่าจะเข้าใจและจะให้ความสำคัญกับแก้ปัญหาให้กับการท่องเที่ยวของไทย จะได้นำเสนอเรื่องเข้าสภา และคาดหวังว่าการท่องเที่ยวไทยจะหลุดพ้นจากบ่วงปัญหานี้ที่หมักมานานเสียที ขอฝากให้นัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ซึ่งเป็นคนนอก นายอนุทิน ชาญวีรกุล สะสางปัญหานี้” นายไชยยงค์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5134266/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J1F2oXFjIyX0pSsz0Tq6_

  • MOTHER มั่นใจรายได้โตทะลุเป้า H2/68 สัญญาณดีรับคนละครึ่ง เปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง-ปักธงรุกออนไลน์ : อินโฟเควสท์

    MOTHER มั่นใจรายได้โตทะลุเป้า H2/68 สัญญาณดีรับคนละครึ่ง เปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง-ปักธงรุกออนไลน์ : อินโฟเควสท์

    นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง [MOTHER] เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 68 คาดรายได้โตทะลุเป้า 10% จากการขยายสาขาใหม่ ซึ่งในช่วงที่เหลือคาดเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในพื้นที่ท่องเที่ยว รวมทั้งยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    โดยในไตรมาส 2/68 SSSG โต 7.54% จากการฟื้นตัวของสาขาในแหล่งท่องเที่ยว และสาขาที่เคยได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างถนนได้กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่แนวโน้มครึ่งปีหลังเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรกและเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง (House Brand) เพื่อสร้างอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) ที่สูงขึ้น จากปัจจุบันที่มีน้ำดื่มบรรจุขวด แบรนด์ “Mother Marche” และกระดาษเช็ดปาก “โอริ” ทั้งนี้สินค้า House Brand สามารถทำกำไรได้สูงถึง 20-25% เทียบกับสินค้าทั่วไปที่อยู่ระดับ 15-20% ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา OEM เพื่อผลิตสินค้าเพิ่มเติม โดยจะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนจะพัฒนาระบบการขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างจริงจัง โดยคาดว่าจะเริ่มจัดตั้งทีมและดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569 เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

    สำหรับแผนงานในปี 69 บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์การขยายสาขา โดยมีแผนจะขยายสาขาใหม่อีก 3-5 แห่ง แต่ทั้งนี้จะประเมินตามสภาวะเศรษฐกิจควบคู่กันไป ซึ่งจะเริ่มขยายออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยปักหมุดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่

    ล่าสุดบริษัทยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดให้บริการ Mother Supermarket สาขาใหม่ “เหนือคลอง ใกล้โรงพยาบาลเหนือคลอง” อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เป็นสาขาลำดับที่ 22 ที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน และเป็นสาขาที่ 2 ในอำเภอเหนือคลอง ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ใกล้โรงพยาบาลเหนือคลองและสถานที่ราชการต่าง ๆ ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาติกระบี่และท่าเรือแหลมกรวด จุดขึ้นเรือไปยังเกาะจำ พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนในพื้นที่ 90% และนักท่องเที่ยว 10%

    Mother Supermarket สาขา “เหนือคลอง ใกล้โรงพยาบาลเหนือคลอง” มีขนาดพื้นที่ 500 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ขายสินค้าประมาณ 300 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จอดรถรองรับลูกค้า ครบครันด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและของสดคุณภาพกว่า 1,000 รายการ พื้นที่ภายในร้านได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้กระจกโปร่งแสงรับแสงธรรมชาติลดการใช้ไฟฟ้าและผนัง Isowall ช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการตกแต่งภายในที่อบอุ่นสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ Mother Supermarket ได้อย่างลงตัว

    นายเอกพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาขาใหม่ใช้งบลงทุน 7 ล้านบาท คาดว่าจะคืนทุนภายใน 4 ปี และสามารถสร้างรายได้ทันที 6-7 ล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 20-30 ล้านบาท

    สำหรับทิศทางธุรกิจช่วงปลายปี บริษัทคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 3/68 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น การเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ในเดือนตุลาคม และการเตรียมปลดล็อกช่วงเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่ง MOTHER มองว่าเป็นอานิสงส์โดยตรงต่อธุรกิจค้าปลีกในชุมชนและช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเติม

    ส่วนแผนการขยายธุรกิจยังคงเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อีก 1 แห่ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยเน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยของชุมชน เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไฮซีซั่นเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8L0IQ2XRZSF5J0Q1AN2A7YEY4CR7GL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fjEPoGpb3_Cig0KQnDi7i

  • “กมธ.สว.” เปิด รายงาน ผลการศึกษา “ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนฯ” ได้ไม้คุ้มเสีย

    “กมธ.สว.” เปิด รายงาน ผลการศึกษา “ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนฯ” ได้ไม้คุ้มเสีย

    บทบาทของคณะกรรมาธิการผู้สอบสวน

    วุฒิสภาเล็งเห็นถึงความอ่อนไหวและความขัดแย้งในสังคม จึงมีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) จำนวน 35 คน โดยมี นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย เป็นประธาน ภารกิจของคณะกรรมาธิการฯ คือ การวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้านในมิติเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และนำเสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจของวุฒิสภา

    คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปฏิบัติงานภายในกรอบเวลา 180 วัน โดยใช้วิธีการศึกษาที่เข้มข้น มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ 2 ชุด เพื่อเจาะลึกผลกระทบด้านสังคม กฎหมาย และผลกระทบและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนมาให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี, กระทรวงการคลัง, กระทรวงสาธารณสุข (กรมสุขภาพจิต), นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน) และมหาวิทยาลัยมหิดล, ผู้แทนองค์กรศาสนาหลักทุกศาสนา รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และตัวแทนจากบริษัทเกมมิ่งในต่างประเทศ

    โดยรายงานการศึกษาฉบับนี้ถูกส่งมอบต่อประธานวุฒิสภาแล้วเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568

    ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สรุปอย่างหนักแน่นว่า การผลักดันร่างพระราชบัญญัติฯ ที่เน้น “กาสิโนเป็นองค์ประกอบหลัก” นั้น เป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บน “สมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์” ถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเป็นการ เบี่ยงเบนจากเป้าประสงค์ ของการพัฒนาสถานบันเทิงครบวงจรในภาพรวม

    ความล้มเหลวใน 4 มิติหลัก

    1. มิติทางเศรษฐกิจ: แค่ “เงินโอน” และธุรกิจขาลง (Sunset Industry)

    ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ: กิจกรรมการพนันเป็นการ “โอนถ่ายเงิน” จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริง ในระบบเศรษฐกิจ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ท้วงติงแล้วว่า เงินจากการพนันมีลักษณะเป็น “เงินโอน (Transfer)” ซึ่งจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    อุตสาหกรรมเสื่อมถอย: อุตสาหกรรมบ่อนพนันขนาดใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “ขาลง” หรือ Sunset Industry อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยการพนันออนไลน์ (Online Gambling) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การลงทุนในโครงการนี้จึงเป็นการส่งเสริมการลงทุนที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างยิ่ง

    สมมติฐานรายได้ลวงตา: รัฐบาลคาดการณ์รายได้จากภาษีกาสิโนสูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งอยู่บนข้อสมมติว่า คนไทยจะเข้าเล่นถึง 21 ล้านครั้งต่อปี แต่ข้อเท็จจริงคือ ร่างกฎหมายที่ ครม. เสนอกำหนดให้คนไทยที่จะเข้าเล่นต้องมี เงินฝากในบัญชีธนาคารเกิน 50 ล้านบาท ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผู้มีคุณสมบัติจริงตามเงื่อนไขนี้มี น้อยกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งทำให้สมมติฐาน 21 ล้านครั้งต่อปีนั้น “เกินจริง” และ “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงตัวเลข” คณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นเจตนาของรัฐบาลที่จะใส่เงื่อนไขเข้มงวดเพื่อ “บรรเทาความกังวลทางสังคม” แต่มีแผนที่จะแก้ไขเงื่อนไขนี้ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดให้คนไทยเข้าเล่นได้จำนวนมากตามที่คาดการณ์รายได้ไว้

    ความเสี่ยงจากจีนและบัญชีดำ (Blacklist): หากไทยเปิดกาสิโน อาจต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมเชิงรุกของรัฐบาลจีน ซึ่งมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษผู้ชักชวนพลเมืองจีนไปเล่นพนันในต่างประเทศ และอาจมีการประกาศ “บัญชีดำ” จุดหมายปลายทางที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งจูงใจให้ชาวจีนมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการพนัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนในมิติอื่น

    ค่าเสียโอกาสการใช้พื้นที่รัฐมูลค่าสูง: การนำพื้นที่ยุทธศาสตร์มูลค่าสูงของรัฐ (เช่น พื้นที่การท่าเรือคลองเตย มูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท) ไปใช้สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกาสิโน อาจ ไม่สอดคล้องกับหลัก Highest and Best Use และมี ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สูงมาก

    2. มิติทางสังคมและสุขภาพ: การพนันคือ “โรคเสพติด” ที่สร้างภาระ

    การพนันคือโรคทางจิตเวช: องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) ได้กำหนดให้ “การติดการพนัน” (Gambling Disorder) จัดอยู่ในกลุ่ม “พฤติกรรมเสพติด” (Behavioral Addiction) ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสมองส่วนควบคุมเหตุผล และมักนำไปสู่พฤติกรรมร่วมกันคือ การโกหก การลักขโมย และใช้ความรุนแรง

    ต้นทุนการรักษาที่สูง: การรักษาภาวะพฤติกรรมเสพติดไม่มียารักษาโดยตรง ต้องใช้กระบวนการฟื้นฟูสมองส่วนเหตุผล และมีอัตราการรักษาหายขาดที่ดีที่สุดในระดับโลกอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 50 เท่านั้น การพนันยังเพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมในการบำบัดรักษา

    อาชญากรรมซับซ้อนและฟอกเงิน: กาสิโนเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อการก่ออาชญากรรมและกิจกรรมผิดกฎหมาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่ง ฟอกเงิน (Money Laundering) และเป็นช่องทางขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งตอกย้ำถึงความกังวลต่อศักยภาพและความโปร่งใสของการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐไทยในการควบคุมอาชญากรรม

    3. มิติด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม: การขัดแย้งกับทุกศาสนา

    การเปิดกาสิโนขัดแย้งกับหลักศีลธรรมอันดีของสังคมไทย

    ศาสนาพุทธ: มองว่าการพนันเป็นหนึ่งใน “อบายมุข 6” หรือหนทางแห่งความเสื่อม

    ศาสนาอิสลาม: ถือว่าการพนัน (มะยิสิร) เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) โดยโทษมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับ

    ศาสนาคริสต์ และพราหมณ์–ฮินดู: เน้นการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภและนำไปสู่ความพินาศ

    คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า การรับรองให้บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายเท่ากับเป็นการ ลดทอนความศรัทธา และเปลี่ยนทัศนคติของเยาวชนต่อศีลธรรม

    4. มิติด้านกฎหมายและธรรมาภิบาล: ขัดรัฐธรรมนูญและรวมศูนย์อำนาจ

    ขัดต่อหลักนิติธรรม: กฎหมายที่อนุญาตให้มีกาสิโนถือเป็นการย้อนแย้งต่อ “สำนึกในศีลธรรมอันดีของประชาชน” (Good conscience of the People) ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 26

    การรวมศูนย์อำนาจ: องค์ประกอบของ “คณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร” ตามร่างกฎหมาย ซึ่งมีกลุ่มบุคคลเดียวกับคณะรัฐมนตรีเกือบทั้งหมด และมีอำนาจกว้างขวาง รวมถึงการเสนอให้ ครม. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายหรือกฎที่เห็นว่าก่อให้เกิดความล่าช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในเชิงอัตวิสัย (arbitrary power) และมีลักษณะเป็นการ รวมศูนย์อำนาจ โดยปราศจากการถ่วงดุลและการตรวจสอบที่เพียงพอ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3

    ขัดต่อแนวนโยบายแห่งรัฐ: โครงการนี้มีลักษณะเป็น Mega Project ที่ดำเนินการโดยทุนข้ามชาติ และไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นความสมดุลระหว่างการพัฒนาวัตถุและการพัฒนาจิตใจ

    ทางออกที่ยั่งยืน: Wellness Complex คืออนาคต

    คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ดีกว่า คือ การพัฒนา “Wellness Complex” (ศูนย์สุขภาพแบบองค์รวม) ซึ่งถือเป็น Sunrise Sector (อุตสาหกรรมขาขึ้น) ที่สอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศไทยด้านการแพทย์และระบบสาธารณสุข

    Wellness Complex สามารถสร้างรายได้จาก “เงินสีขาว” (clean money) ที่โปร่งใส ลดความเสี่ยงด้านอาชญากรรม และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ โดยไม่ขัดต่อหลักศีลธรรม และสอดคล้องกับการตอบสนองต่อสังคมสูงวัย

    คำแนะนำและทางออกถึงรัฐบาลและวุฒิสภา

    คณะกรรมาธิการวิสามัญได้สรุปข้อเสนอแนะต่อวุฒิสภา โดยมีมติในฉากทัศน์เชิงอุดมคติ (Best-case Scenario) ว่า ไม่สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจกาสิโนในประเทศไทย

    สำหรับแนวทางการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอแนะที่ชัดเจน

    1. เสนอให้รัฐบาลทบทวน: วุฒิสภาควรเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ทบทวนและแก้ไขเนื้อหา ของร่างพระราชบัญญัติฯ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมิติการคุ้มครองสิทธิของชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการยึดมั่นในหลักนิติธรรมและศีลธรรมอันดีของประชาชน

    2. มติไม่เห็นชอบคือทางเลือกที่ดีที่สุด: หากรัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้าโดยที่ข้อกังวลพื้นฐานทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ยังมิได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนและเพียงพอ วุฒิสภาควรแสดงท่าทีไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคตต่อไป

    3. ทำประชามติ: หากรัฐบาลยังยืนยันที่จะออกกฎหมาย ควรสื่อสารข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบอย่างรอบด้าน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยกระบวนการ ทำประชามติ ว่าเห็นควรอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนในประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากผลสำรวจของนิด้าโพลชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.60 เห็นด้วยกับการทำประชามติ ในเรื่องนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967113&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Va9QboD7rFTTNFjbVpy5n