Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4

    กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4

    กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.50% ตามคาดการณ์ของ SCB EIC โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้มาจากการประเมินของ กนง. ว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง โดยเฉพาะ (1) ธุรกิจที่จะถูกกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่มีอยู่ก่อนแล้ว ให้สามารถปรับตัวได้ในระยะข้างหน้า ที่การแข่งขันจากต่างประเทศ

    จะรุนแรงขึ้น และ (2) ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคส่วนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง มองไปข้างหน้า กนง. เห็นว่านโยบายการเงินจะต้องอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ควรคำนึงถึงเสถียรภาพในระยะปานกลาง รวมถึง Policy space ที่มีจำกัดและประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงิน

    กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 จะชะลอลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน

    • กนง. มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่ได้แตกต่างจากการประเมินในการประชุมครั้งก่อนมากนัก โดยในการประชุมรอบเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่ง กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY และ 1.7%YOY ในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการส่งออกสินค้าและภาคการผลิตเป็นหลัก ตามการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ
    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2025 มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนหนึ่งจากการเร่งผลิตและส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก นอกจากนี้ กนง. ยังประเมินว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มแผ่วลง และอาจปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงในการเผยแพร่ประมาณการในรอบการประชุมเดือนตุลาคม 2025 (ประมาณการ ณ รอบการประชุมเดือน มิ.ย. 2025 ประเมินไว้ที่ 35 และ 38 ล้านคนในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ)
    • กนง. เห็นว่าต้องติดตามผลกระทบจากภาษี Transshipment และการแข่งขันของสินค้านำเข้าที่จะรุนแรงขึ้น โดยประเมินว่าแม้อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสินค้าไทยไม่ได้เสียเปรียบคู่แข่ง แต่อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในระดับที่สูงขึ้นมากเช่นนี้ รวมทั้งมาตรการกำแพงภาษีสินค้าTransshipment และภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ที่จะทยอยออกมาในระยะข้างหน้า อาจลดทอนอุปสงค์สินค้าส่งออกโลกโดยรวม นำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และจะส่งผลต่อไปในระยะปานกลางการปรับตัวของภาคธุรกิจจึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยราคาอาหารสดลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาพลังงานลดลงตามราคาน้ำมันดิบโลกเป็นหลัก แต่ยังไม่เห็นราคาสินค้าและบริการอื่นลดลงตามเป็นวงกว้าง สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังทรงตัวใกล้เคียง 1% กนง. จะติดตามสถานการณ์สินเชื่อหดตัวและเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
    • สถานการณ์สินเชื่อหดตัวอาจซ้ำเติมภาคส่วนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยการหดตัวของสินเชื่อมีที่มาจาก สินเชื่อกลุ่มธุรกิจ SMEs และสินเชื่อภาคครัวเรือนที่หดตัวลง ส่วนหนึ่งจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอลงตามความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง
    • เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับค่าเงินภูมิภาค ตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินบาทตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น
    • กนง. ยังมองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง “ผ่อนคลาย” แต่ยังต้องคำนึงถึง Policy space และประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงิน ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาแล้วรวม 1.0% จาก 2.50% ในช่วงต้นปี 2024 อยู่ที่ระดับ 1.50% ในระยะข้างหน้า กนง. จำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดของ Policy space ที่เหลือน้อยลง และประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินที่จะน้อยลงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ IMPLICATIONS

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะยังลดดอกเบี้ยต่ออีกครั้งในปีนี้ เนื่องจาก

    • ภาวะการเงินตึงตัว รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วอาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
      o สถานการณ์สินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs และสินเชื่อครัวเรือนจะยังดำเนินต่อไป จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจ SMEs บางส่วนประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาคครัวเรือนยังประสบปัญหาภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม
      o เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐฯ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย การแข็งค่านี้สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาทในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ที่ดัชนีอยู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินเอเชียปี 1997 (รูปที่ 1)
    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทย อยู่ที่ประมาณ 0.75% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ใกล้เคียง 0% เท่านั้น (รูปที่ 2) สะท้อนว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอาจยังไม่ผ่อนคลายเพียงพอ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย
    • อัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจากภาครัฐโดยเฉพาะด้านพลังงานเป็นหลัก อาจทำให้ครัวเรือนเผชิญกับภาวะ “Debt deflation” และนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) ในที่สุด
      o Debt deflation คือสถานการณ์ที่มูลค่าที่แท้จริงของหนี้ไม่ลดลงตามราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระหนี้ครัวเรือนยังคงสูงอยู่ โดยที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อต่ำไม่ได้ช่วยในกระบวนการลดหนี้ครัวเรือน (Debt deleveraging) มากนัก แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงที่เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากหนี้ใหม่ที่ชะลอตัว (รูปที่ 3)
      o หากสถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป อาจทำให้ครัวเรือนเปราะบางยิ่งขึ้น ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง และนำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด(Deflation)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงิน SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ภายในสิ้นปีนี้ โดยเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยจะแผ่วลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคการส่งออกสินค้า และภาคการท่องเที่ยว ความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะยังส่งผลต่ออุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ภาวะการเงินไทยนับว่ายังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพมาก SCB EIC จึงประเมินว่าภายในปีนี้ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาส 4 เพื่อให้นโยบายการเงินสามารถรองรับความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03PdotlKSeeDiBjzjGp0AL

  • ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน:

    ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน:

    ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน:
    อเมริกาต้องการให้ประชาชาติอิหร่านเชื่อฟังคำสั่งของตน / ประชาชนชาวอิหร่านรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งต่อการดูหมิ่นที่ร้ายแรงเช่นนี้ และจะยืนหยัดต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดกับบุคคลหรือกลุ่มใดก็ตามที่มีความคาดหวังผิด ๆ เช่นนั้นต่อประชาชนอิหร่าน / ผู้ที่กล่าวว่า “ทำไมไม่เจรจาโดยตรงกับอเมริกาและแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้น” คือผู้ที่มองเพียงผิวเผินเท่านั้น.

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในหนังสือพิมพ์ ชัรกุลเอาว์ซัต ว่า:

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในหนังสือพิมพ์ ชัรกุลเอาว์ซัต ว่า:

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในหนังสือพิมพ์ ชัรกุลเอาว์ซัต ว่า:
    🔹ความลังเล ความอ่อนแอ หรือความหลงผิดที่เกิดจากการเชื่อในคำสัญญาหลอกลวง เช่น “ข้อตกลงอับราฮัม” จะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชาติอิสลาม การนิ่งเฉยและไม่ลงมือปฏิบัติต่อโศกนาฏกรรมและอาชญากรรมของระบอบไซออนิสต์ รวมถึงการผัดผ่อนที่จะรับมือกับนโยบายและการกระทำอันคล้ายพวกนาซีของ “ฮิตเลอร์ในยุคนี้” นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการทรยศต่อชาวปาเลสไตน์ผู้ทุกข์ยากเท่านั้น แต่ยังเป็นการทรยศต่อหลักการทางศีลธรรมทั้งหมดและรากฐานแห่งอารยธรรมมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคด้วย.

  • ลาริญานี: ชาวอิหร่านไม่ใช่พวก “ยอมจำนน”

    ลาริญานี: ชาวอิหร่านไม่ใช่พวก “ยอมจำนน”

    ลาริญานี: ชาวอิหร่านไม่ใช่พวก “ยอมจำนน”

    เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน:
    🔹 การเจรจาจะเกิดผลก็ต่อเมื่อฝ่ายตรงข้ามเข้าใจว่าสงครามไม่มีประโยชน์ และต้องการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา แต่หากเพียงใช้การเจรจาเป็นข้ออ้างเพื่อทำปฏิบัติการอื่น แบบนั้นก็ไม่ใช่การเจรจาที่ถูกต้อง
    🔹 ในเรื่องนี้ เงื่อนไขของเราคือการทำ “การเจรจาที่แท้จริง” หากคุณต้องการสงคราม ก็ไปทำของคุณเถอะ แต่เมื่อใดที่เสียใจแล้ว ค่อยกลับมาเจรจาก็ได้ พวกเขาพูดเรื่องไร้สาระว่าต้องกดดันให้ อิหร่านยอมจำนน
    🔹 แต่ในสงครามนี้ พวกเขาได้เข้าใจแล้วว่า “ชาวอิหร่านไม่ใช่พวกยอมจำนน” เงื่อนไขของการเจรจาที่แท้จริงคือการที่พวกเขาต้องตระหนักถึงข้อนี้ก่อน

  • การจัดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและสามประเทศยุโรป / การยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นประเด็นหลักในการหารือของอรักชี

    การจัดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและสามประเทศยุโรป / การยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นประเด็นหลักในการหารือของอรักชี

    การจัดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและสามประเทศยุโรป / การยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นประเด็นหลักในการหารือของอรักชี

    อิสมาอิล เบกาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ:
    🔹ตามการประสานงานที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านจะมีการสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี ในวันศุกร์ที่ 31 โมร์ดอด
    🔹ในการสนทนาครั้งนี้ จะมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านนิวเคลียร์และข้อเรียกร้องของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงความจำเป็นที่คู่เจรจาต้องตอบสนองต่อการโจมตีอันเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

  • บักกออีย์: รอบใหม่ของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับองค์กรพลังงานปรมาณูจะเริ่มขึ้นในอนาคตนี้

    บักกออีย์: รอบใหม่ของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับองค์กรพลังงานปรมาณูจะเริ่มขึ้นในอนาคตนี้

    บักกออีย์: รอบใหม่ของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับองค์กรพลังงานปรมาณูจะเริ่มขึ้นในอนาคตนี้
    ▪️ โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่า:
    🔻 จุดประสงค์ของการเยือนของผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการองค์การพลังงานปรมาณูคือการตรวจสอบวิธีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับองค์กรหลังจากการโจมตีของระบอบไซออนิสต์และสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพของอิหร่าน
    🔸 ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีประวัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของประเทศใดและการตรวจสอบโดยองค์กรพลังงานปรมาณูในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน รวมถึงมีความกังวลด้านความปลอดภัยและความมั่นคง
    🔻 การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ การเจรจายังคงดำเนินต่อในสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้ที่จะมีรอบใหม่ของการเจรจาในวันข้างหน้า
    🔸 สำหรับจดหมายจากสามประเทศยุโรป จดหมายดังกล่าวเป็นการตอบกลับจดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงคณะมนตรีความมั่นคงและประเทศยุโรปเกี่ยวกับความไม่ชอบธรรมในการใช้กลไกสแนปแบ็คเพื่อเรียกคืนมาตรการคว่ำบาตร โดยเหตุผลของประเทศเหล่านั้นถูกอิหร่านปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

  • อิหร่าน จีน และรัสเซีย เห็นพ้องคัดค้านความพยายามของสามประเทศยุโรปในการใช้กลไก “สแนปแบ็ก”

    อิหร่าน จีน และรัสเซีย เห็นพ้องคัดค้านความพยายามของสามประเทศยุโรปในการใช้กลไก “สแนปแบ็ก”

    อิหร่าน จีน และรัสเซีย เห็นพ้องคัดค้านความพยายามของสามประเทศยุโรปในการใช้กลไก “สแนปแบ็ก”
    ▫️รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้านกฎหมายและกิจการระหว่างประเทศของอิหร่าน กล่าวในเครือข่าย X ว่า:
    🔻ได้มีการพบปะกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนและอุปทูตของสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการร่วมในการรับมือกับท่าทีเชิงลบของสามประเทศยุโรปต่อมติที่ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
    🔸ทั้งสามประเทศมีความเห็นตรงกันว่ามติ 2231 ควรสิ้นสุดลงตามเวลาที่กำหนด และสามประเทศยุโรปไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายในการใช้กลไกสแนปแบ็ก อีกทั้งยังคัดค้านการนำมติของคณะมนตรีความมั่นคงกลับมาใช้อีกครั้ง

  • อารักชี: มิตรภาพระหว่างอาร์เมเนียกับอิหร่านเปรียบเสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน

    อารักชี: มิตรภาพระหว่างอาร์เมเนียกับอิหร่านเปรียบเสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน

    อารักชี: มิตรภาพระหว่างอาร์เมเนียกับอิหร่านเปรียบเสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้เผยแพร่บทความในโอกาสที่ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะเดินทางเยือนอาร์เมเนีย โดยระบุว่า:
    🔹สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ให้การรับรองเอกราชของอาร์เมเนียในปี 1991 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และความมุ่งมั่นของอิหร่านในการสนับสนุนเพื่อนบ้านในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่สำคัญ
    🔹ภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคของเรา ยิ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับอาร์เมเนียมากยิ่งขึ้น ในสถานการณ์ของความไม่แน่นอนทั่วโลกและการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาค ผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศมีความเกี่ยวพันกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
    🔹ความเหมือนกันในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและภูมิภาคระหว่างเตหะรานและเยเรวาน ซึ่งได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ และสดใสต่ออนาคตของประชาชนทั้งสองประเทศ

  • อะร็อกชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า: ไม่มีใครปฏิเสธการมีอยู่ของกลไก “สแนปแบ็ก” ในข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่กลไกนั้นมีอยู่จริง

    อะร็อกชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า: ไม่มีใครปฏิเสธการมีอยู่ของกลไก “สแนปแบ็ก” ในข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่กลไกนั้นมีอยู่จริง

    อะร็อกชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า: ไม่มีใครปฏิเสธการมีอยู่ของกลไก “สแนปแบ็ก” ในข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่กลไกนั้นมีอยู่จริง และด้วยเหตุที่มีกลไกนี้เองที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ใช้ประโยชน์จากมัน ตอนนี้ชาวยุโรปมีเวลาไปจนถึงวันที่ 20 ตุลาคมในการใช้สแนปแบ็ก แต่ในมุมมองของเรา เนื่องจากจุดยืนของพวกเขา เช่น การย้ำถึงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่เป็นศูนย์ ทั้งที่ในข้อตกลงนิวเคลียร์สิทธิ์ของอิหร่านในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้รับการยอมรับแล้ว พวกเขาจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะพูดถึงหรือใช้กลไกใด ๆ ของข้อตกลง รวมทั้งสแนปแบ็กด้วย

    เขากล่าวเพิ่มเติมว่า: ในจดหมายมีเหตุผลถึงเลขาธิการสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง ข้าพเจ้าได้อธิบายด้วยเหตุผลหลายประการว่า ประเทศเหล่านี้ไม่ใช่ภาคีของข้อตกลงนิวเคลียร์อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็สามารถตอบโต้และหาทางเลือกอื่นได้เช่นกัน

    เขาสรุปว่า: ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเราต้องหาทางแก้และหยุดยั้งสแนปแบ็ก และพวกเราจะไม่ละเว้นความพยายามใด ๆ จนถึงวินาทีสุดท้าย.

  • ในการพบปะล่าสุดระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บริหารสื่อ คำกล่าวของเขาเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับประเด็นการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

    ในการพบปะล่าสุดระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บริหารสื่อ คำกล่าวของเขาเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับประเด็นการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

    ในการพบปะล่าสุดระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บริหารสื่อ คำกล่าวของเขาเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับประเด็นการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ประธานาธิบดีได้ยกตัวอย่างถึงผลลัพธ์จากแนวทางที่อาศัยการเผชิญหน้าเพียงอย่างเดียว พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์ในด้านการต่างประเทศ และชี้ว่าการแก้ไขปัญหาซับซ้อนในเรื่องนี้จำเป็นต้องมีมุมมองที่เป็นจริงและคำนวณอย่างรอบคอบ
    ท่านยังได้แสดงจุดยืนของตนอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ แม้บางครั้งอาจไม่ตรงกับความเห็นส่วนตัวของเขา แต่จะถูกนำไปปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบและสอดคล้องกับท่านผู้นำสูงสุดเท่านั้น การเน้นย้ำเช่นนี้สะท้อนถึงการยึดมั่นในหลักการปฏิบัติตามผู้นำสูงสุด และการคงเอกภาพในการตัดสินใจระดับสูงของประเทศ
    คำกล่าวเหล่านี้ นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มภายในประเทศว่ารัฐบาลจะไม่ออกนอกกรอบเส้นแดงของระบบแล้ว ยังสื่อสารสารสำคัญไปยังต่างประเทศด้วยว่า กุญแจของความก้าวหน้าใด ๆ ในการเจรจานั้น อยู่ในมือของผู้นำสูงสุด และหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากท่าน การทูตก็จะไม่บรรลุผล
    โดยสรุป ประธานาธิบดีได้แสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศเป็นเรื่องของรัฐและของชาติ ที่จะต้องดำเนินไปภายใต้กรอบความคิดเห็นของผู้นำสูงสุด และควรหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์