Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว  | เดลินิวส์

    ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว  | เดลินิวส์

    ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว 

    “สส.อรัญ” พรรคชาติพัฒนา จี้ “รัฐ” แก้ปัญหา “ถนนข้าวสาร” ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5058262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WIED4wdY65nqM4hOLxuhj

  • บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    “สมศักดิ์” เผย บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าสากล กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว หวังดึงงบฯ กลับมาช่วยผู้ป่วยคนไทย ตั้งเป้า 3 ปี เข้าถึงบริการ 70%

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมี นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายวันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการผู้แทนแพทยสภา นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย รวม 35.54 ล้านคน พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.73 มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน บาดเจ็บ 28,463 คน โดยจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต กทม. และเชียงใหม่

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จึงได้เสนอแนวทางคือ 1.กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน 2.นำงบประมาณที่ได้ไปใช้โครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ (EMS for Wealth and Well Being) โดยที่ประชุมมีมติเห็นในชอบหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ ค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบ สพฉ.ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนิน กิจการของสถาบัน และแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ด้วย

    ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืน และเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต” คือภาพที่เราต้องการเห็นในประเทศไทยวันนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังเข้าไม่ถึงบริการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน เราจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของสถาบันรายได้เหล่านี้ จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ 1.กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ 3. พัฒนาระบบให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ 4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

    “เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รักษาชีวิต”แต่เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย แข่งขันได้ในเวทีโลกและเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

    ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะได้เริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตราศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง ทั้งเคสสีเหลือง สีแดง เพื่อนำมากำหนดราคา จะเร่งดำเนินการ ระยะเวลา 5-6 เดือน บริษัทประกันอาจเริ่มได้ ส่วนอื่นอาจจะใช้เวลา เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ สพฉ.จะหารือกับกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าร่วมแนวทางกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนคนที่มีประกันจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น กรณีนักท่องเที่ยวคงจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำได้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ หลังพระอลงกต ลาสิกขาแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่าห่วงว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่แล้ว จะไม่มีคนดู เพราะวัดมีผู้ช่วย มีคนทำงานจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีคนดูอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าสถานชีวาภิบาล ยังเดินได้ต่อ แต่สังคมยังกังวลว่า ผู้ป่วยจะถูกลอยแพ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมีคนดำเนินการ เพราะมีงบประมาณ มีคนบริจาคจำนวนมาก ถ้าลอยแพก็จะยุ่งไปใหญ่ คดีความจะมากไปอีก ดังนั้น ทำอะไรให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จะจบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/446583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KQNLKiH-yDabC-HZwnB60

  • สธ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการฉุกเฉิน​ นทท.หวังยกระดับมาตรฐาน-กระตุ้นท่องเที่ยว​

    สธ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการฉุกเฉิน​ นทท.หวังยกระดับมาตรฐาน-กระตุ้นท่องเที่ยว​

    “สมศักดิ์” เผย บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกระดับมาตรการฐานความปลอดภัยเทียบเท่าสากล กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว หวังดึงงบฯ กลับมาช่วยผู้ป่วยคนไทย ตั้งเป้า 3 ปี เข้าถึงบริการ 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมยืนยันสถานชีวาภิบาล “วัดพระบาทน้ำพุ” ดูแลผู้ป่วยต่อได้ เตือนลอยแพผู้ป่วยจะยุ่งคดีความมากขึ้น

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมี นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายวันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการผู้แทนแพทยสภา นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

    โดยนายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย รวม 35.54 ล้านคน พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.73 มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน บาดเจ็บ 28,463 คน โดยจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต กทม. และเชียงใหม่

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า สพฉ.จึงได้เสนอแนวทางคือ 1.กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน 2.นำงบประมาณที่ได้ไปใช้โครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ” (EMS for Wealth and Well Being) โดยที่ประชุมมีมติเห็นในชอบหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ ค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบ สพฉ.ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนิน กิจการของสถาบัน และแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ด้วย

    ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืน และเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต” คือภาพที่เราต้องการเห็นในประเทศไทยวันนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังเข้าไม่ถึงบริการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน เราจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของสถาบันรายได้เหล่านี้ จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ 1.กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ 3. พัฒนาระบบให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ 4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

    “เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รักษาชีวิต”แต่เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย แข่งขันได้ในเวทีโลกและเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

    ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะได้เริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตราศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง ทั้งเคสสีเหลือง สีแดง เพื่อนำมากำหนดราคา จะเร่งดำเนินการ ระยะเวลา 5-6 เดือน บริษัทประกันอาจเริ่มได้ ส่วนอื่นอาจจะใช้เวลา เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ สพฉ.จะหารือกับกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าร่วมแนวทางกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนคนที่มีประกันจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น กรณีนักท่องเที่ยวคงจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำได้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ หลังพระอลงกต ลาสิกขาแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่าห่วงว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่แล้ว จะไม่มีคนดู เพราะวัดมีผู้ช่วย มีคนทำงานจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีคนดูอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าสถานชีวาภิบาล ยังเดินได้ต่อ แต่สังคมยังกังวลว่า ผู้ป่วยจะถูกลอยแพ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมีคนดำเนินการ เพราะมีงบประมาณ มีคนบริจาคจำนวนมาก ถ้าลอยแพก็จะยุ่งไปใหญ่ คดีความจะมากไปอีก ดังนั้น ทำอะไรให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จะจบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237808&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EajwTpK1HuiBt94oz5KaH

  • เขตการศึกษาบุรีรัมย์ รุดเยียวยา นร.ชายแดน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขณะที่ชาวบ้านพร้อมสู้ อยากให้ มทภ.2 จัดให้หนัก | TOPNEWS

    เขตการศึกษาบุรีรัมย์ รุดเยียวยา นร.ชายแดน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขณะที่ชาวบ้านพร้อมสู้ อยากให้ มทภ.2 จัดให้หนัก | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 16:09

    บุรีรัมย์ อำเภอละหานทราย เขตพื้นที่การศึกษา มอบถุงยังชีพและเยียวยานักเรียนแนวชายแดน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับครูและนักเรียน ระบุเป็นนโยบายของ สพฐ. เผยครูส่วนใหญ่มั่นใจทหาร ขณะชาวบ้านไม่กลัวแล้วพร้อมสู้ไปกับทหาร ยังฉุนอยากให้แม่ทัพภาค 2 จัดหนักก่อนเกษียณ

    วันที่ 27 ส.ค.68 นายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต3 พร้อมคณะได้นำถุงยังชีพและเงินเยียวยาให้กับนักเรียนกลุ่มหนองแวง ต.หนองแวง อ.ละหานทราย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจบรรดาครูนักเรียนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน เบื้องต้นจะจัดสิ่งของประมาณ 2,000 ชุดให้กับนักเรียนในสังกัดกลุ่มหนองแวง

    นายทนงศักดิ์ กยลอยทาม (เสื้อน้ำเงิน)ผอ.โรงเรียนบ้านหงอนไก่(โคกสง่า)กล่าวยอมรับว่าขวัญและกำลังใจของครูและนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองเด็ก ถึงตอนนี้สภาพกำลังใจยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะยังเป็นพื้นที่สีส้มอยู่ในตอนนี้ พร้อมที่จะอพยพตลอดเวลา แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของทหารแต่ก็ไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้น

    ด้านนายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รอง ผอ.เขต3 กล่าวว่านโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา และ สพฐ.จะต้องเข้าไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของครูและนักเรียนโดยเฉพาะความปลอดภัย โดยเฉพาะที่อยู่ในเขตชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา

    สิ่งของที่นำมามอบให้นักเรียนได้มาจากเพื่อนร่วมงาน จากประชาชน และหลายภาคส่วนของการศึกษา ยอมรับว่ามีผลกระทบอย่างสูงในเรื่องจิตใจของบุคลากรทางการศึกษา เพราะจะต้องจัดการเรียนการสอนใหม่เนื่องจากมีการหยุดเรียนไป แต่ล่าสุดจากการสอบถามสภาพจิตใจของครูดีขึ้นแล้วพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ

    ผู้สื่อข่าวตรวจสอบชาวบ้านในในเขต ต.หนองแวง ทุกคนเข้ามาอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ตามปกติแล้ว มีบ้างที่ยังหวาดระแวงแต่ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นศักยภาพของทหาร และมีหลายคนที่อยากให้ทหารทำอะไรให้มันเรียบร้อย

    นางน้อย ห่ามไธสง อายุ 67 ปี อยู่เลขที่ 103 หมู่ 3 ต.หนองแวง อ.ละหานทราย บอกว่าถึงเวลานี้ไม่กลัวแล้ว ส่วนหนึ่งอยากฝากถึงแม่ทัพภาค 2 ว่าท่านอยากทำอะไรให้ทำไป อะไรที่ดี”ทำไปเลย”

    ขณะที่นาย มนชัย จำนงสุข อายุ45ปี ชรบ.ประจำหมู่บ้าน บอกว่าตอนนี้อยากฝากถึงแม่ทัพภาคที่ 2 หากมีอะไรเกิดขึ้นอีกอยากให้แม่ทัพฯจัดให้หนักๆ อย่าให้ชาวบ้านต้องหวาดระแวงอีกต่อไป อยากให้จัดหนักก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ ตอนนี้ชาวบ้านรักและเป็นห่วงแม่ทัพทุกคน “จัดให้หนักๆหน่อย”.

    ภาพ-ข่าว เรืองรุจ วังแจ่ม ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดบุรีรัมย์

    SOCAIL 16-9

    SOCAIL 16-9

    ด่วน! “พลทหารอดิศร” พลาดเหยียบทุ่นระเบิดเขมรฝังซุก พื้นที่ปราสาทตาควาย ขาขวาขาด

    เขตการศึกษาบุรีรัมย์ รุดเยียวยา นร.ชายแดน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขณะที่ชาวบ้านพร้อมสู้ อยากให้ มทภ.2 จัดให้หนัก

    “อสส.” ออกคำสั่ง เดินหน้าอุทธรณ์ คดี “พล.ต.อ.สมยศ” กับพวก ร่วมทุจริต เอื้อ “บอส อยู่วิทยา” รอดผิด

    มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุช้างป่าทำร้าย จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา จัดพิธีปิดโครงการ โคกหนองนา แห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 7/1

    “ASEAN FIGHT” เปิดโหมดเดือดทะลุปรอท สะท้านสังเวียนผ้าใบ ในศึกรากหญ้ามวยไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1290444&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RfOR-um-A6wHBTe0c1szf

  • อธิบดีกรมการปกครอง มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ของบุคลากรในสังกัด

    อธิบดีกรมการปกครอง มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ของบุคลากรในสังกัด

    อธิบดีกรมการปกครอง มอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ของบุคลากรในสังกัดกรมการปกครองที่มีผลการเรียนดีเด่น และผลงานคลิปวิดีโอ

    จังหวัดแพร่ น.ส.ณภัทร ปัญญาไสย บุตร ผู้ใหญ่ปอนด์ นางเครือวัลย์ ปัญญาไวย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านสำเภา ต.เหมืองหม้อ อ.เมืองแพร่ได้รับทุน 8,000 บาท

    เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ของบุคลากรในสังกัดกรมการปกครอง มอบทุนการศึกษา พร้อมเกียรติบัตร ให้แก่ตัวแทนผู้ได้รับทุนการศึกษาฯ ของทุกประเภทและกลุ่มอายุ จำนวน 5 ทุน ดังนี้
    1) ประเภทผลงานคลิปวิดีโอ

    • กลุ่มอายุ 12 – 15 ปี จำนวน 1 ราย ได้แก่
      (1) เด็กหญิงธนัญญา อิสละ ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทผลงานคลิปวิดีโอ หัวข้อ “สร้างเมืองในอนาคตด้วยเทคโนโลยี” ทุนการศึกษา 10,000 บาท
    • กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป และกำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 1 ราย ได้แก่
      (1) นางสาวปุญญิศา บุรีศรี ได้รับรางวัลที่ 2 ประเภทผลงานคลิปวิดีโอ หัวข้อ “เมืองแห่งอนาคต โดยใช้ AI บริการประชาชน” ทุนการศึกษา 7,000 บาท
      2) ประเภทผลการเรียนดีเด่น (เกรดเฉลี่ย)
    • กลุ่มอายุ 12 – 15 ปี จำนวน 2 ราย ได้แก่
      (1) เด็กหญิงดุจจันทร์ฉาย นนท์ไพบูลย์ ทุนการศึกษา 8,000 บาท
      (2) เด็กชายณฐกฤต ปรางมณี ทุนการศึกษา 8,000 บาท
    • กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป และกำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 1 ราย ได้แก่
      (1) นางสาวณภัทร ปัญญาไวย ทุนการศึกษา 8,000 บาท(บุตรนางเครือวัลย์ ปัญญาไวย ผู้ใหญ่บ้านหมู่1บ้านสำภา ต.เหมืองหม้ออ.เมือง จ.แพร่)

    โดย กรมการปกครอง ร่วมกับบริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด จากกลุ่มบริษัทซีดีจี (CDG Group) ได้จัดทำโครงการเยาวชนแถวหน้า ครั้งที่ 11 โดยสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา ของบุคลากรในสังกัดกรมการปกครอง ด้วยการส่งผลการเรียนดีเด่น และผลงานคลิปวิดีโอหัวข้อ “สร้างเมืองในอนาคตด้วยเทคโนโลยี” และ “เมืองแห่งอนาคต โดยใช้ AI บริการประชาชน” เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีเด่นในปีการศึกษา 2567 ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนด้านนวัตกรรมใหม่และสนับสนุนให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีศักยภาพในอนาคต ตลอดจนช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3752192/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20l9FoJdIb_qNcQ0XudWHZ

  • “ลูกเราเรียนอะไร?” ร่วมถก ร่วมคิด หลักสูตรฐานสมรรถนะ 68 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “ลูกเราเรียนอะไร?” ร่วมถก ร่วมคิด หลักสูตรฐานสมรรถนะ 68 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “ลูกเราเรียนอะไร?” ร่วมถก ร่วมคิด หลักสูตรฐานสมรรถนะ 68

    จากโครงการเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาแบบเก่าเข้าสู่ หลักสูตรฐานสมรรถนะ 2568 ของ สพฐ. จะมีผลกระทบต่อนักเรียนไทยทั่วประเทศ สภาผู้บริโภคจึงชวนผู้บริโภคร่วมออกแบบ อนาคตการศึกษาไทย ในเวที “ลูกเราเรียนอะไร ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา”

    สภาผู้บริโภคเตรียมจัดเวทีสาธารณะออนไลน์ ชวนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ครู และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมระดมความคิดเห็น ในหัวข้อ “ลูกเราเรียนอะไร : ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา” พฤหัสที่ 28 สิงหา นี้ ตั้งเป้าวางรากฐานการศึกษายุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างแท้จริง

    จิรัชว์ชยา คำมี ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา เปิดเผยว่าตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ที่จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นแนวทางหลักในการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม หลักสูตรดังกล่าวอาจมีเนื้อหาและเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดข้อจำกัดในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคปัจจุบัน เพื่อตอบสนองความท้าทายนี้  สพฐ. จึงได้จัดทำ หลักสูตรฐานสมรรถนะ 2568 ซึ่งเริ่มนำร่องใช้แล้วในโรงเรียนกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ และวางแผนจะเริ่มใช้ในระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปี 2569

    หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 หลักสูตรฐานสมรรถนะ 68 ต่างกันยังไง

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่การเปลี่ยนผ่านหลักสูตรยังคงมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยปัจจุบันยังไม่มีกรอบกฎหมายที่รองรับหลักสูตรใหม่อย่างชัดเจน ทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องใช้ทั้งหลักสูตรเดิมและหลักสูตรต้นแบบใหม่ควบคู่กันไป ซึ่งสร้างความสับสนแก่สถานศึกษา ครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดระบบการพัฒนาหลักสูตรที่มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษและออสเตรเลีย ที่มีการทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ

    จิรัชว์ชยา ให้ข้อมูลถึงความแตกต่างของสองหลักสูตร ว่า หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ. 2551 เน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็น โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 8 กลุ่มสาระ การเรียนการสอนส่วนใหญ่เน้นการถ่ายทอดความรู้จากครูไปยังนักเรียนเพื่อให้จดจำและทำความเข้าใจเนื้อหา ซึ่งทำให้การประเมินผลทำได้ง่ายผ่านการสอบวัดความรู้ แต่ก็อาจทำให้ผู้เรียนขาดทักษะในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง

    ขณะที่ หลักสูตรฐานสมรรถนะ 2568 ได้เปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้น “สิ่งที่ต้องรู้” ไปเป็นการเน้น “สิ่งที่ต้องทำได้” โดยมุ่งพัฒนา “สมรรถนะ” หรือความสามารถในการนำความรู้ ทักษะ และเจตคติมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการปรับโครงสร้างเวลาเรียนเป็นปีละ 800 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาเรียนปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง และปรับรูปแบบการวัดและประเมินผล จากการให้เกรดมาเป็นการประเมิน 4 ระดับความสามารถได้แก่ 1) เริ่มต้น 2) พัฒนา 3) ชำนาญ และ 4) เชี่ยวชาญ โดยใช้ 2 แกนหลักในการประเมิน ได้แก่

    1. ความรู้พื้นฐานสำหรับพัฒนาทักษะพื้นฐาน  ประกอบด้วย การอ่าน (Reading Literacy) ความรู้และความการเขียน (Writing Literacy) และคณิตศาสตร์ (Numeracy)
    2. ความรู้พื้นฐานสำหรับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน (Functional Literacy) ประกอบด้วย 5 หลักเกณฑ์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี เศรษฐกิจและการเงิน สังคมและพลเมือง  ศิลปะวัฒนธรรมและสุนทรียภาพและสุขภาพกายและจิต

    ร่วมกันออกแบบอนาคตการศึกษาไทย

    คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เล็งเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคด้านการศึกษาโดยตรง โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงหลักสูตรที่มีคุณภาพ ทันสมัย และสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการวางรากฐานหลักสูตรใหม่ที่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้เรียนและสังคมอย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีในครั้งนี้

    “การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาไทยครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะอนาคตนักเรียนคือเรื่องที่เราทุกคนมีส่วนร่วมได้ สภาผู้บริโภคขอเชิญชวนผู้ปกครอง ครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันออกแบบอนาคตการเรียนรู้ไปด้วยกันในเวทีนี้” จิรัชว์ชยากล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามเวทีสาธารณะออนไลน์  “ลูกเราเรียนอะไร : ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา” ในวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง YouTube และ Facebook: สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/competency-68/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CCIq1w83CCJXL55bT7aWF

  • ผู้ว่าฯ นนทบุรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปี 2568

    ผู้ว่าฯ นนทบุรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปี 2568

    วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนทบุรี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม ประจำปีการศึกษา 2568 แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ โดยมีนายณัฐกฤษฏ์ กาญจนาธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ กล่าวรายงาน

    พร้อมด้วย นายไพโรจน์ จึงธนาเจริญ นายอำเภอบางบัวทอง นายเตชิต วัชรเมธาพงษ์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายวัฒนา เพ็ชร์ล้วน รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบางคู่รัด นางเอมอร ไม้งามรองปลัดเทศบาลนครบางบัวทอง นายณัทชัย ใจเย็น ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี คณะครู ผู้ปกครอง และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี

    ในปีการศึกษา 2568 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานกรรมการ ทรงมีพระกรุณาธิคุณประทานทุนมูลนิธิคุณพุ่ม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนพิการตามความต้องการจำเป็นเฉพาะบุคคล และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในด้านการศึกษา จำนวน 10,333 ทุน มูลค่าทุนละ 5,000 บาท สำหรับจังหวัดนนทบุรี ได้รับจัดสรรทุนตามเกณฑ์ จำนวน 103 ทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 515,000 บาท

    และในพิธีได้มีการอ่านพระดำรัสทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ใจความสำคัญคือทรงแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับทุน และขอให้ทุนที่ได้รับนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กพิการ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข

    พร้อมกันนี้ ผู้แทนผู้ปกครองได้กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ แสดงความชาบซึ้งต่อพระเมตตาและสัญญาว่าจะนำทุนการศึกษาไปใช้พัฒนาบุตรหลานอย่างเต็มศักยภาพ และผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนนทบุรี อาทิห้องเรียนแรกรับ ห้องเรียนออทิสติก ห้องเรียนร่างกาย และท้องเรียนกิจกรรมเสริมหลักสูตร (ห้องดนตรี) ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะและศักยภาพของเด็กพิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237801&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pRM5zkaVCKKWAQpddnKtG

  • “หมอปรม” จี้นายกฯจัดการ ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ

    “หมอปรม” จี้นายกฯจัดการ ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ

    การเมือง

    “หมอปรม” จี้นายกฯจัดการ ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “สว.เปรมศักดิ์” ซัด ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีจี้ตอบ 3 ข้อปมความไม่ชัดเจน ยกกรณี “สืบพงษ์ ปราบใหญ่” อดีตอธิการบดีรามคำแหง ถูกตรวจสอบซ้ำและถอดถอนตำแหน่ง แม้วุฒิการศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลแล้ว ห่วงอำนาจมืดใช้ระบบตรวจสอบวุฒิเป็นเครื่องมือทางการเมือง

    ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ยื่นกระทู้ถามต่อประธานวุฒิสภาเพื่อนำส่งถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” โดยกระทู้นี้ได้ลงเลขรับหนังสือที่ 7146 โดยนพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานสากล

    นพ.เปรมศักดิ์ยกกรณี นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองจาก Accrediting Council for Independent Colleges and Schools (ACICS) ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของความไม่เป็นธรรม แม้เขาจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ปี 2554 แต่ภายหลังกลับถูกตรวจสอบซ้ำหลายเรื่อง และถูกถอดถอนตำแหน่งอธิการบดี พร้อมเพิกถอนตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่ศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล

    “กรณีนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบุคคล แต่ยังสะท้อนว่าระบบการตรวจสอบวุฒิอาจถูกใช้เป็น เวทีเล่นงานคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบราชการและวงการอุดมศึกษาไทย” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

    กระทู้ดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญต่อรัฐบาล 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ก.พ. และ สป.อว. ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการใช้ดุลพินิจทางการเมือง 2.การจัดทำฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 3.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติซ้ำ

    นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะผ่านราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาไทยจะไม่ตกอยู่ภายใต้ เกมการเมืองหรือแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/443937&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11UMKYvgoGWD0qa3uFAmzx

  • วอนแก้น้ำท่วมซ้ำซาก อ.ควนโดน และ อ.เมืองสตูล -ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยาน -ชาวบ้านต.ทุ่งนุ้ย ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 40-50 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    วอนแก้น้ำท่วมซ้ำซาก อ.ควนโดน และ อ.เมืองสตูล -ปัญหาที่ดินทำกินในเขตอุทยาน -ชาวบ้านต.ทุ่งนุ้ย ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 40-50 ปี – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/108937&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28OIq2-0QKum9O5pK1Ufvw

  • TRUE อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่ เปิดเต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz ยกระดับประสิทธิภาพมือถือรองรับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ภาคเหนือ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TRUE อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่ เปิดเต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz ยกระดับประสิทธิภาพมือถือรองรับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ภาคเหนือ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้ายกระดับเครือข่าย 5G ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งอัปเกรดเปิดใช้เต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz บนคลื่น 2600 MHz เพิ่มอีกหลังทยอยเปิดในพื้นที่สำคัญหลายจังหวัด ล่าสุดเสริมประสิทธิภาพการใช้งานดิจิทัลย่านนิมมานเหมินท์ และสนามบิน จ. เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งยอดนิยมและมีการใช้งานหนาแน่นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อความเร็วสูงสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดอันดับ 1 ภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลที่เหนือกว่าสำหรับทั้งลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทค

    การเร่งพัฒนาเครือข่าย 5G และ 4G ในเชียงใหม่เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจะเสร็จทั่วประเทศราวเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานดิจิทัล และ 5G ที่เพิ่มขึ้น ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นมีจำนวนผู้ใช้ 5G ทั่วประเทศสูงถึง 14.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ข้อมูลไตรมาส 2/2568)

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำคลื่นความถี่ 2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นหลักของ 5G มาพัฒนาอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ โดยสามารถอัปเกรดใช้งาน 5G เต็มแบนด์วิดท์จำนวน 90 MHz ซึ่งตามปกติผู้ให้บริการมือถือทุกรายต้องแบ่งความจุแบนด์วิดท์ของคลื่น 2600 MHz เพื่อเปิดใช้งานทั้ง 5G และ 4G ร่วมกัน เพราะต้องนำมารองรับผู้ใช้งาน 4G ซึ่งมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถเปิดใช้งาน 5G ได้เต็มแบนด์

    หลังการประมูลคลื่นความถี่จาก สำนักงาน กสทช. ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ครบที่สุดในไทยด้วย 8 คลื่นความถี่ครอบคลุมทุกย่าน ทั้งคลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง ได้แก่ 700 MHz, 900 MHz, 1500 MHz, 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz โดยสามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย และมอบประสบการณ์ 5G-4G เหนือระดับให้คนไทย

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ชนะการประมูลคลื่น 2300 MHz ซึ่งมีแบนด์วิดท์กว้างถึง 70 MHz มาเปิดใช้งาน 4G อย่างต่อเนื่องได้ทันที จึงทำให้นำคลื่น 2600 MHz มาปลดล็อกเปิด 5G ได้เต็มศักยภาพ และยังสามารถนำคลื่น 2300 MHz มาพัฒนาเพื่อใช้ 5G ในอนาคตได้อีกด้วย รวมทั้งได้ประมูลคลื่น 1500 MHz จำนวน 20 MHz ซึ่งเป็นคลื่นใหม่ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาเครือข่ายสู่อนาคตอีกด้วย

    เชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภาคเหนือ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 5 ของประเทศไทย รองจากกรุงเทพฯ, ชลบุรี, กาญจนบุรี และภูเก็ต และเป็นอันดับหนึ่งในภาคเหนือ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่เติบโตสูงถึง 6.55% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้ความต้องการใช้งานเครือข่ายสื่อสารและอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทรู คอร์ปอเดรชั่น มุ่งขยายสัญญาณ 5G และ 4G ในเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและยกระดับประสบการณ์ของผู้มาเยือน

    พื้นที่หลักสองแห่ง จ.เชียงใหม่ สู่การอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz

    • ย่านนิมมานเหมินท์ – นับเป็นย่านหัวใจเศรษฐกิจ การจัดอีเวนต์ และจุดรวมไฮไลท์สำคัญของคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมร้านค้า สถานที่พัก คาเฟ่ และพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) ที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแหล่งยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางดิจิทัล (Digital Nomads) ที่ทำงานผ่านออนไลน์และต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
    • สนามบินเชียงใหม่ – ศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญของภาคเหนือที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยรองรับผู้โดยสารชาวไทยและต่างชาติประมาณ 8.5-11 ล้านคนต่อปี และมีปริมาณรถเข้าออกสนามบินประมาณวันละ 20,000-30,000 คัน

    นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราดำเนินการอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz ให้เต็มประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องทั่วไทย โดยครั้งนี้เรามุ่งพัฒนาที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำคัญของภาคเหนือ เครือข่ายของเราจะตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพสูง เพิ่มประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่”

    Network Modernization เครือข่ายที่สมบูรณ์แบบ ตอกย้ำ ทรู 5G คว้าตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน จาก nPerf

    โครงการยกระดับโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ทำให้ลูกค้าทั้งทรูมูฟ เอช และดีแทค ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายที่ผสานจุดแข็งเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดยลูกค้าทั้งสองแบรนด์สามารถใช้งานบนเครือข่ายเดียวกันด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งของการผนึกกำลังครั้งนี้สะท้อนชัดจากผลการประเมินของสถาบัน nPerf ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบคุณภาพเครือข่ายระดับโลก ที่จัดอันดับให้ทรู 5G ครองตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2559–2567 โดยผลสำรวจผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน nPerf ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2567 ในรายงาน nPerf 2024 ระบุว่า ทรูมูฟ เอช ครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ด้วยคะแนนรวมสูงสุด 104,336 คะแนน ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 37.33 เมกะบิตต่อวินาที และค่า Latency ต่ำที่สุดเพียง 23.83 มิลลิวินาที ขณะที่ดีแทคโดดเด่นในด้านคุณภาพการใช้งานจริง (Quality of Experience) มอบประสบการณ์การท่องเว็บ (Web Browsing) และการรับชมความบันเทิงแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเมื่อผนึกเครือข่ายร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์จะได้รับประสบการณ์เครือข่ายที่ดีที่สุดร่วมกันอย่างแท้จริง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/27/572964/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xqOH28hgQudwT8seexMdo