Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คาดแบงก์ชาติมาเลย์ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ถึงปี 2570 เหตุเงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    คาดแบงก์ชาติมาเลย์ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ถึงปี 2570 เหตุเงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ (4 ก.ย.) และคาดว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไปอย่างน้อยจนถึงปี 2570 เนื่องจากแรงกดดันในการปรับลดดอกเบี้ยได้ลดลง ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    อัตราเงินเฟ้อในเดือนก.ค.ขยับขึ้นเพียง 1.2% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบคาดการณ์ของ BNM ในปี 2568 ที่ 1.5%–2.3% ขณะที่ GDP ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.1% เพิ่มขึ้นจาก 0.7% ในไตรมาสแรก แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก

    BNM เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้า แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์มองว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนั้นเป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแต่อย่างใด

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว BNM น่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บกับสินค้าส่งออกจากมาเลเซียในอัตรา 19% รวมถึงความเสี่ยงระยะยาวอื่น ๆ

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ 29 จาก 32 คนคาดว่า BNM จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืน (Overnight Policy Rate) ไว้ที่ 2.75% ส่วนอีก 3 คนคาดว่าจะปรับลด 0.25% เหลือ 2.50%

    นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งอธิบายว่า BNM ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปแล้วในเดือนก.ค. เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายขึ้น และหากเศรษฐกิจไม่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนั้นก็น่าจะเพียงพอ ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในทันที

    เขายังระบุเสริมว่า BNM จะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมสื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อจัดการกับความคาดหวังของตลาดการเงิน และเชื่อว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ 19% อยู่ในกรอบความเสี่ยงที่ธนาคารประเมินไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินในทันที

    นักเศรษฐศาสตร์ราว 75% หรือ 21 จาก 28 คน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ที่ 2.75% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่อีก 6 คนคาดว่าจะลดลง 0.25% เหลือ 2.50% และอีก 1 คนมองว่า อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสลดลงมากถึง 0.50% เหลือ 2.25%

    สำหรับมุมมองในระยะยาวนั้น นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 2 ใน 3 ประเมินว่า BNM ได้สิ้นสุดวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแล้ว โดยจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% อย่างน้อยไปจนถึงปี 2570

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uaZjgiAPzjrWdp4HC2S6e

  • หล่มสักจมบาดาล ย่านเศรษฐกิจชั้นใน น้ำยังท่วมสูง เริ่มขยายวงกว้างเข้าท่วมชุมชน

    หล่มสักจมบาดาล ย่านเศรษฐกิจชั้นใน น้ำยังท่วมสูง เริ่มขยายวงกว้างเข้าท่วมชุมชน

    วันที่ 2 กันยายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ยังคงจมบาดาล ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ซึ่งระดับน้ำที่ล้นพนังกั้นน้ำ และไหลเข้าท่วมชุมชนย่านเศรษฐกิจชั้นใน ยังคงมีปริมาณมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

    นายศรัญญู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร ม.พัน 28 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ เทศบาลเมืองหล่มสัก และอาสากู้ภัยในหลายพื้นที่ ต่างเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยนำเรือท้องแบน ออกให้ความช่วยเหลือขนย้ายผู้ป่วยและประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำอาหาร น้ำดื่ม ออกแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้ มูลนิธิเพชรเกษม ได้ลงพื้นที่นำโรงครัว และทีมงาน มาทำอาหารแจกจ่าย

    มวลน้ำที่ท่วมชุนชนย่านเศรษฐกิจชั้นใน เริ่มขยายวงกว้าง ทำให้ชุมชนบ้านสวนละมุด ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มรองรับน้ำถูกน้ำท่วมสูง บางจุดระดับน้ำมีความลึกมากกว่า 180 เซนติเมตร และพื้นที่ตำบลปากดุก ปริมาณน้ำได้ไหลเข้าท่วมหลายหมู่บ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/446919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AO1ZAS0FcfwZhjXKoInYy

  • นักวิเคราะห์เตือนการเมืองไทยผันผวนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ กดดันแบงก์ชาติหั่นดบ.ครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์เตือนการเมืองไทยผันผวนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ กดดันแบงก์ชาติหั่นดบ.ครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเตือนว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ โดยขณะนี้พรรคการเมืองใหญ่ของไทยกำลังขับเคี่ยวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน

    ประเทศไทยเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากประพฤติมิชอบเชิงจริยธรรม โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสองขั้วอำนาจทางการเมืองแข่งขันกันเพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามแสวงหาการสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งต้องการให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

    ลาวันยา เวนกาเตสวารัน นักวิเคราะห์จากธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิง คอร์ป (Oversea-Chinese Banking Corp.) ในสิงคโปร์กล่าวว่า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยนำสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งก็อาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้าและสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว

    ขณะที่คริสตัล ตัน นักวิเคราะห์จากเอเอ็นแซด กรุ๊ป โฮลดิงส์ (ANZ Group Holdings) กล่าวว่า หากการดำเนินนโยบายมีความล่าช้าและความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจเร่งการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากขึ้นนั้นอาจมีผลกระทบในวงจำกัด เมื่อพิจารณาจากแรงกดดันจากภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายด้านอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งรวมถึงนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1% นับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 1.5% ในขณะนี้

    ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) กล่าวว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองอื่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อนโยบายทั้งหมด รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสะดุดอย่างน้อยในระยะสั้น โดยเขาคาดการณ์ว่า กนง.อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.50% ในการประชุมวันที่ 8 ต.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่

    ด้านนักวิเคราะห์ของโนมูระ โฮลดิงส์ (Nomura Holdings) เตือนว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงโดยมูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ในไตรมาสต่อ ๆ ไป อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้โนมูระคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของไทยจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1%

    มูดี้ส์ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า การเมืองที่แบ่งขั้วของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความเปราะบาง ได้ฉุดรั้งการลงทุนและทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต้องหยุดชะงัก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw369pqwhzwMPymuz6pQLBVl

  • บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10

            สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม สร้างผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อความรู้ทางวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในวันนี้ เราจะมาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) เป้าหมายที่ 10 คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาให้ข้อมูลในประเด็นนี้

    ความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10 กับบทบาทของสถาบันการศึกษา

            คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้อธิบายว่า SDG 10 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ มุ่งเน้นการขจัดความไม่เท่าเทียมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เพศ วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ

            ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. การเข้าถึงการศึกษา: มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
    2. การยอมรับความหลากหลาย: การส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือรายได้
    3. ความเป็นนานาชาติ: การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและภาษา

    แนวทางการปฏิบัติของมหาวิทยาลัย

            มหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดความไม่เท่าเทียมได้ในหลายแนวทาง:

    • ทุนการศึกษา: การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • หลักสูตรนานาชาติ: การเปิดสอนหลักสูตรมากกว่าหนึ่งภาษา เช่น หลักสูตรภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางภาษา นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อทำวิจัยร่วมกัน ก็เป็นอีกแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
    • นโยบายและมาตรการ: การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เช่น การเปิดรับนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นผู้พิการ หรือการให้โอกาสแก่คนจากหลากหลายภูมิหลังทางสังคม

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ

            ความสำเร็จในการขจัดความไม่เท่าเทียมสามารถวัดผลได้จากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น:

    • จำนวนผู้ได้รับทุนการศึกษา: การเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากกลุ่มรายได้น้อย
    • การเพิ่มความหลากหลายของประชากรในสถาบัน: การรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลหรือจากประเทศที่ด้อยโอกาสมากขึ้น
    • การมีนโยบายสนับสนุน: การมีนโยบายที่ส่งเสริมและให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการจ้างงานบุคลากรจากทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

            สรุปและข้อคิดที่น่าฝาก คุณไพลินเน้นย้ำว่า การขจัดความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลเท่านั้น การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนมีโอกาสมากขึ้นและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในชีวิตได้ การที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/universities-role-reducing-inequality-sdg10/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06OjdhZMrzAVG20wCExRGh

  • ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน

    ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน

    วานนี้ (1 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความถึงกรณีการจัดการดูแลเด็กต่างชาติในระบบการศึกษาของประเทศไทย ผ่านเฟซบุ๊ก ‘หวังสร้างเมือง’

    โดยระบุว่า “จากข่าวเรื่องการจับกุมเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน และข่าววันก่อนที่ กทม.โพสต์เรื่องนโยบายเรื่องการเปิดโอกาสทางการศึกษา นอกจากความเห็นที่แตกต่างกันมากในโลกออนไลน์แล้ว ผมยังได้รับข้อความจากครูว่าที่โรงเรียนเริ่มถูกข่มขู่จากคนที่เห็นต่างไม่อยากให้เด็กต่างชาติเข้าเรียน มีผู้บริหารโรงเรียนบางคนก็ไม่เห็นด้วย และเริ่มเกิดความสับสนกันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

    ผมเลยอยากมาโพสต์ข้อความนี้ เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์ และเพื่อสื่อสารกับทุกโรงเรียนและครูในสังกัด กทม.ถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายนี้อีกครั้ง และเพื่อตอบข้อสงสัยที่คนถามมาเยอะๆครับ

    1. เด็กไทยเป็น Priority อยู่และโรงเรียนเรามีเพียงพอรองรับสำหรับทุกคนครับ 

    กทม.มีโรงเรียนทั้งหมด 437 โรงเรียน ส่วนใหญ่เป็นอนุบาลและประถม รองรับเด็กได้เกือบ 300,000 คน ปัจจุบันมีเด็กเรียนอยู่ 256,703 คน ยังมีที่เพียงพอสำหรับเด็กไทยทุกคนครับ มากกว่านั้นเรายังมีนโยบายที่ลดอายุการรับเข้าการศึกษาลงที่ 3 ขวบเพื่อดึงเด็กในช่วงที่พัฒนาการสูงสุด (0-5 ขวบ) เข้ามาในระบบการศึกษาให้เร็วขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย ยังมีที่เพียงพอสำหรับทุกคนครับ

    1. การรับเด็กต่างชาติที่อาศัยในไทย ช่วยทำให้ผู้ปกครองขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายเพราะทุกครั้งที่รับเข้าเรียน โรงเรียนต้องตรวจใบอนุญาตทำงาน พาสปอร์ต และเอกสารยืนยันตัวตน สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวต่างชาติหลายครอบครัวเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องครับ
    1. หลายเคสที่เป็นผู้ลี้ภัยหรือเด็กไร้สัญชาติ เราทำงานร่วมกับ UNICEF

    เพื่อดูแลไม่ให้เด็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และย้ำอีกครั้งว่า เรามีโรงเรียนเพียงพอสำหรับเด็กไทย การเปิดรับตรงนี้คือการเปิดห้องเรียนที่ทำได้ ไม่รบกวนทรัพยากรของเด็กไทยครับ 

    1. การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับเหมือนที่ครูประไพจากศูนย์เมอร์ซี่คลองเตยเคยเล่าไว้ว่า เมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ปัญหาอาชญากรรมลดลง สังคมก็สงบขึ้น ครอบครัวก็แข็งแรงขึ้น พวกนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือเขาคนเดียว แต่ช่วยเหลือเรา สังคมดีขึ้น ทุกคนก็ดีขึ้นไปด้วย เป็นการเสียทรัพยากรเพื่อให้การศึกษา ดีกว่าเสียงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆในอนาคต
    1. มากกว่าเด็กต่างชาติ เรายังดูแลเด็กความต้องการพิเศษ (พิการ) ด้วย

    ตอนนี้เรามีเด็กพิการกว่า 5,000 คนในโรงเรียน กทม. และกำลังขยายการรองรับให้มากขึ้น ทั้งเพิ่มโรงเรียนสำหรับการศึกษาพิเศษ เติมครูที่จบด้านการศึกษาพิเศษ และจัดหาพี่เลี้ยงเพื่อดูแลเด็กอย่างเหมาะสมครับ

    1. ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

    ตามมติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 31 ต.ค. 2562 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ต้องได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างเท่าเทียมครับ

    Next step:  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรุงเทพฯ ประกาศเจตนารมณ์เป็น เมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) ร่วมกับกรรมการสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ ผมเลยขอถือโอกาสนี้ ชวนสหประชาชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชน มาช่วยกันให้ความรู้ และให้แนวทางกับครูโรงเรียน กทม. เรื่องสิทธิ และย้ำถึงความสำคัญของเรื่องนี้กัน ทำให้ครูรู้วิธีในการตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มีแนวทางการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับ 

    สังคมรอด ลูกเราถึงรอด ครับ”

    อ้างอิง :

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sanon-bma-foreign-students/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kak1OtkoMQo1JfSd-yoyJ

  • “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ. | เดลินิวส์

    “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ. | เดลินิวส์

    “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ.

    นายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5074784/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WVTu7ETGNILNkm4wJ29o3

  • CGM48 รุ่นที่ 4 ปล่อยซิงเกิลเดบิวต์ “สิ้นสุดทางแพ้” ทุ่มสุดตัวไล่ตามความฝัน

    CGM48 รุ่นที่ 4 ปล่อยซิงเกิลเดบิวต์ “สิ้นสุดทางแพ้” ทุ่มสุดตัวไล่ตามความฝัน

    CGM48 รุ่นที่ 4 เปิดตัวปุ๊บก็ทำเอาแฟนๆ ฮือฮากันทันที สำหรับ CGM48” รุ่นที่ 4 เด็กสาวทั้งหมด 7 คนผู้มีความฝัน จากค่าย iAM ซึ่งล่าสุดในงานมหกรรมรวมพลคนชอบญี่ปุ่น “NIPPON HAKU BANGKOK 2025” เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้เปิดตัวโชว์ความสดใสอย่างเต็มเปี่ยม ใส่สุดพลังกับการแสดงครั้งแรกในเพลงเดบิวต์ “สิ้นสุดทางแพ้” นำทีมโดย เซ็นเตอร์ (นิชา) ณัฏฐณิชา สุภาพงษ์ พร้อมด้วยสมาชิก (เอลฟ์) อนัญญา กุศลครอง, (หงษ์หยก) หงษ์หยก ควรประดิษฐ์, (ปลายฟ้า) กวินตรา คีรีสัตยกุล, (สตางค์ปอนด์) เมธัสสินี อ่าวตระกูล, (ชีเน่) ปวริศา สิงห์เพ็ชร, และ(วาเลนไทน์) รัญชนา คีรีสัตยกุล โดยมีแฟนๆ มาส่งกำลังใจ และส่งเสียงเชียร์กันอย่างมากมาย พร้อมปักเมนกันไปเรียบร้อย

    สิ้นสุดทางแพ้ – Hetaretachi yo (อ่านว่า เฮตาเระทาจิ โย) แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า เหล่าพวกคนขี้แพ้ เป็นเพลงที่เล่าถึงสิ่งที่ผู้คนต่างปรามาสเด็กสาวกลุ่มนี้ว่า แน่ใจหรอว่าจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี แต่ด้วยแรงกดดันต่าง ๆ มันก็ทำให้พวกที่ถูกเรียกว่าคนขี้แพ้จะลุกขึ้นสู้ขึ้นมาอีกครั้ง และในเวอร์ชั่นภาษาไทย ก็เป็นการสื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยใหม่ ที่ CGM48 จะยังคงอยู่ต่อไปได้ หลังจากที่ CGM48 รุ่นที่ 1 จะจบการศึกษาเช่นกัน

    (นิชา) เซ็นเตอร์ “ถึงรุ่นพี่ CGM48 รุ่นที่ 1 ที่จบการศึกษาไปแล้ว นิชา ขอบคุณทุกคนเลยนะคะที่เข้ามาเป็น CGM48 สร้างวงมาอย่างดีเลยถึงจะรู้จักกันไม่นาน แต่รู้สึกว่าทุกคนน่ารักและเหมาะกับการเป็นไอดอลมากๆ ขอบคุณที่พยายามไม่ยอมแพ้นะคะ ต่อจากนี้ขอให้โชคดี นิชาและเมมเบอร์ที่เหลือจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุดให้สมกับที่รุ่นพี่สร้างเอาไว้ พวกเรา CGM48 รุ่นที่ 4 ขอฝากเนื้อฝากตัวกับแฟนๆ ทุกคนด้วยนะคะ” สามารถติดตามฟังเพลงเดบิวต์รุ่นที่ 4 สิ้นสุดทางแพ้ ศิลปิน CGM48 ได้แล้วทุกสตรีมมิ่ง และสามารถติดตามชม MV ได้ทาง : https://www.youtube.com/watch?v=iw8eQvDuN6U

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/jMgob056AdoM&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XfbJSKI1PAjPEkcVrcqpy

  • ถอดรหัสความสำเร็จคนไทยเจ้าของ 60 กิจการในโปรตุเกส

    ถอดรหัสความสำเร็จคนไทยเจ้าของ 60 กิจการในโปรตุเกส

    จากรองเท้า “Maneesilp” สู่ธุรกิจร้านอาหารและสปาไทย 62 แห่งในโปรตุเกสและอิตาลี ภายใน 5 ปี

    หากย้อนเวลากลับไป 20 ปีก่อน แบรนด์รองเท้า “Maneesilp” คงเป็นชื่อคุ้นหูหลายๆ คนอย่างแน่นอน คุณเดชสิริหรือคุณเดชสิริ มณีโชติ ผู้นี้คือผู้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้าคุณภาพสูงแสนจะนำสมัยร่วมกับพี่ชายจนประสบความสำเร็จในระดับประเทศ จนกระทั่งคุณเดชสิริย้ายถิ่นฐานไปมองหาลู่ทางในยุโรป เกิดการขยายแบรนด์ไปยังอิตาลี แต่เมื่อ “สินค้า” ไม่เหมาะกับ “ลูกค้าในตลาด” ธุรกิจรองเท้าจึง fade ไป กลายเป็นธุรกิจอื่นที่ “ตอบโจทย์ตลาด” แทน ซึ่งแน่นอน จุดแข็งของไทยคือ “อาหารไทย” และ “นวดไทย” จึงเกิดเป็นการลงทุนในธุรกิจที่เป็น Soft Power ไทยในเวลาต่อมา ร้านอาหารและสปาสาขาแรกเริ่มเปิดก่อน Covid-19 แต่ต้องพักไป 3 ปีจนกลับมาเริ่มต้นจริงจังอีกครั้งในปี 2024 จากวันนั้นถึงวันนี้ คุณเดชสิริขยายอาณาจักรไป 62 แห่งแล้ว อยู่ในโปรตุเกส 60 ร้าน เป็นร้านอาหาร 7 แห่ง สปานวดไทย 53 แห่ง และร้านอาหารในอิตาลีอีก 2 แห่ง แถมร้านอาหารยังได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในหลายสาขาแล้วอีกด้วย การันตีได้เลยว่านำเสนออัตลักษณ์ไทยแท้ทั้งอาหาร บรรยากาศ และบริการ 

    เคล็ดลับความสำเร็จ คือ “ใช้สมอง ลงทุนอย่างคุ้มค่า”

    เคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้บริษัทสามารถสยายปีกขยายอาณาจักรได้รวดเร็วและมั่นคง คือ การวิเคราะห์และพัฒนาสินค้าบริการของตนให้เหมาะกับลูกค้าและตลาด ซึ่งคุณเดชสิริเล่าวิสัยทัศน์ในวันที่เริ่มธุรกิจว่า “คิดไว้อยู่ว่าหลังโควิดคนต้องมาใช้พวกบริการมากเนื่องจากเครียดเกือบ 3 ปี คนต้องการผ่อนคลาย relax” ประกอบกับต้องคำนวณการลงทุนให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ตอบแทนมา อาทิเช่น เลือกลงทุนใน location หากทำเลดีก็ยอมจ่ายแพงเพราะทำให้มี traffic ลูกค้าเข้าร้านโดยเหนื่อยน้อยหน่อย เราจึงจะเห็นว่าร้านต่างๆ มักอยู่ในตำแหน่งใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เดินอย่างไรก็ต้องผ่านร้านของแกไม่สาขาใดก็สาขาหนึ่ง นั่นเพราะวิเคราะห์แล้วว่าแต่ละเมืองมีจุดเด่นอะไร คนไปทำอะไรกัน และคนเดินตรงไหนมาก แต่หากทำเลรองลงมาอาจต้องพิจารณาว่าพื้นที่ที่ได้มานั้นพร้อมใช้มากน้อยเพียงใดโดยไม่ต้องตกแต่งต่อเติมมาก เพราะการทำธุรกิจบริการนั้นต้องอาศัย “location” เพื่อสร้างแต้มต่อ 

    location ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลูกค้า 100 คนต่อวัน

    “โชคดีที่ตอน Covid 19 เริ่มเบาลง โลเคชั่นดีๆ ราคาถูก หลุดออกมาเยอะ ทำให้ได้ของดีราคาถูก ที่ร้านจะมีหลายขนาดธุรกิจ ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ที่มีพนักงาน ทำงานกันแค่ 1-2 คน  ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่แยกตัวออกจากเมืองใหญ่ไปหน่อย จะเป็นคน local ที่มาใช้บริการบ้าง นักท่องเที่ยวบ้าง จำนวนลูกค้าแต่ละวันก็จะน้อยตาม ระหว่าง 5-10 คนต่อวัน ส่วนเมืองใหญ่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ก็จะมากขึ้นหน่อยขึ้นไปตามลำดับความนิยม พนักงานก็จะเยอะตาม พวกเมืองชายทะเลต่างๆ หรือทางสถานที่นิยมทางภาคใต้อย่าง Algarve เกาะ Madeira เกาะ Azores บางร้านพนักงานจะมีถึง 15-18 คนต่อสาขาก็มี เพราะจำนวนลูกค้าเยอะมาก โดยเฉลี่ยพนักงานแต่ละสาขาจะอยู่ที่ 4-6 คนต่อสาขา  สาขาใหญ่ ๆ ลูกค้าถ้าเป็นหน้าโลว์ซีซั่น ก็อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 30-40 คนต่อวัน แต่ถ้าหน้าไฮซีซั่น บางสาขามีลูกค้าใช้บริการเกือบ 100 คนต่อวันก็มีครับ คือพูดกันง่ายๆหน้าโลว์ซีซั่นลูกค้าจะหายไปกว่าครึ่งนึงเลย พวกเมืองตากอากาศระดับโลกที่อัลกราฟ คนรู้จักร้านนวดไทยและใช้บริการค่อนข้างมากหน้า high season เกือบ 100 คนต่อวัน” คุณเดชสิริกล่าว

    PT Map-01.jpg

    ฝากอะไรถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการปั้นธุรกิจในต่างประเทศให้โต

    คำถามแรกคือ “ลูกค้ารู้จักโปรดักของคุณหรือเปล่า” เรื่องนี้สำคัญมาก ในกรณีของคุณเดชสิริ บริษัทใช้จุดแข็งของไทยในการนำเสนอสินค้าให้กับตลาด ซึ่งผู้บริโภคมีความคุ้นเคยและเชื่อถือใน “แบรนด์ไทย” ได้แก่ การนวด อาหาร เป็นต้น ในทางกลับกันถ้าจะขายของแต่ตลาดยังไม่รู้จักสินค้าของเรา เราจำเป็นต้องให้ความรู้ ทำประชาสัมพันธ์ก่อน ไม่สามารถที่จะยัดเยียดให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้โดยที่ยังไม่รู้จัก ดังนั้น การสำรวจตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค คู่แข่ง สินค้าใกล้เคียง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มาพร้อมกับการทำ marketing ซึ่งการยิง marketing ads ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จเพราะการตลาดเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำธุรกิจครับเรื่องยิงแอดเป็นเรื่องปกติใคร ๆ ก็ทำ แต่จะทำอย่างไรให้น่าสนใจ ก็คงไม่พ้นเรื่องดีไซน์ แล้วยิงแอดมากหน่อยในบริเวณที่เป็นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่จะใช้บริการ

    รูปภาพ1.jpg

    การบริหารคน ดูแลมาตรฐาน และปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นช่วยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดในโปรตุเกสได้เพราะกรอบกฎหมายของประเทศโปรตุเกสเป็นปัจจัยเอื้อ คุณเดชสิริจึงสามารถจัดการให้คนจากไทยมาทำงานได้ ทำให้มีคนทำงาน “ถ้าเป็นยุโรปประเทศอื่น ๆ คงเครียดแล้วเครียดอีก เรื่องพนักงาน” คุณเดชสิริเสริม “ที่นี่เค้าเปิด ไม่เหมือนยุโรปที่อื่น” 

    ก้าวต่อไปของอาณาจักร “เดชสิริ มณีโชติ”

    “เดือนกันยายนกำลังจะเปิดร้านอาหารไทยที่ Setúbal และร้านนวดอีกหนึ่งที่ลิสบอนครับ แล้วก็จะขยายธุรกิจต่อไปในประเทศที่รองรับได้แบบถูกกฎหมาย” ซึ่ง สคต. ณ กรุงมาดริด ได้เชื่อมโยงกับบริษัทกฎหมายให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎระเบียบพื้นฐานของเป้าหมายต่อไปตามวัตถุประสงค์แล้ว จากนี้ก็มารอชื่นชมความสำเร็จบทใหม่ของคุณเดชสิริที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจบริการในต่างแดนด้วย growth mindset นักธุรกิจมืออาชีพ ตั้งใจทำงานเพื่องาน มุ่งผลลัพธ์คือ “การเติบโตของธุรกิจ” เป็นสำคัญ

    ข้อคิดเห็นของ สคต. 

    การดำเนินธุรกิจในต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือการลงทุน จำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาตลาด ศึกษากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้า ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าและบริการ ช่องทางการทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการในตลาด หากลูกค้ายังไม่รู้จัก จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการ educate ผู้บริโภคในช่วงต้น แต่ก็เป็นโอกาสในฐานะผู้เล่นรายแรกในตลาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะตลาดต่างประเทศอาจพิจารณาขยายธุรกิจโดยต่อยอดจากจุดแข็งของไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของสินค้า มาตรฐานของบริการ หรือ Soft Power ไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน โปรตุเกส หรืออันดอร์รา สามารถติดต่อมายัง สคต. ได้ที่ info@thaitradespain.com

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    กันยายน 2568

    ถอดรหัสความสำเร็จ-01.jpg
    ถอดรหัสความสำเร็จ-02.jpg
    ถอดรหัสความสำเร็จ-03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yihkj1ptn5pyxwb39luysvh4&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LFUqLKPBDqz8pr1I5QUjn

  • บล.ทิสโก้คาดดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ย.ผันผวน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    บล.ทิสโก้คาดดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ย.ผันผวน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    บล.ทิสโก้เปิดสถิติหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลดลงในเดือนกันยายน ประกอบกับการเมืองในประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงจากการหารัฐบาลใหม่บริหารประเทศ ชี้เป็นจังหวะ “ซื้อ” รับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยขาลง ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์-หุ้นโรงไฟฟ้า-หุ้นปันผล และหุ้นที่กำไรช่วงครึ่งปีหลังจะออกมาดีกว่าครึ่งปีแรก รวมทั้งหุ้นที่มีโอกาสปรับกำไรขึ้น  

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า  จากการรวบรวมสถิติโดย บล.ทิสโก้พบว่าในเดือนกันยายน ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลดลง ประกอบกับราคาหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างมีราคาแพง การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2/2568 ที่ไม่รวมกำไรพิเศษมีความเปราะบางจากรายได้ที่หดตัวสองไตรมาสติด และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้หลายภาคส่วนธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ คาดการณ์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจค่อนข้างท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้หลังประกาศผลประกอบการ Q2 แล้ว เรายังไม่เห็นสัญญาณการปรับประมาณการกำไรของตลาดขึ้นแต่อย่างใด 

    อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้มองว่าความผันผวนของราคาหุ้นเดือนนี้เป็นโอกาสเลือกซื้อ (Selective BUY) เน้นการตั้งรับ  เพราะในช่วงที่เหลือของปีอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ มีโอกาสปรับลดลงเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์-หุ้นโรงไฟฟ้า-หุ้นปันผล ผสานกับหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก  

    หุ้นเด่นในเดือนกันยายน บล.ทิสโก้ แนะนำ ADVANC, CK, EGCO, GPSC, GULF, LH และ MTC  ด้านแนวรับสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,230 จุด แนวรับต่อไปอยู่ที่ 1,200 – 1,220 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1190 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,270 จุด และ 1,280-1,285 จุด ตามลำดับ  ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR บล.ทิสโก้เลือก NOVOB80 และ TRIPCOM80 เป็น Top Picks ประจำเดือน  

    นายอภิชาติกล่าวว่า สำหรับมุมมองหุ้นไทยและหุ้นทั่วโลกในเดือนกันยายนคาดว่าจะมีความผันผวน โดยประเด็นด้านการเมืองในประเทศมีการเปลี่ยนนายกฯ และรัฐมนตรีทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อจากนี้รอสภาผู้แทนราษฎรนัดวันโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ หากเกิดขึ้นภายในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน คาดจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่หากล่วงเลยข้ามสัปดาห์ คาดจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าและ/หรืออาจเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จะสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น 

    ขณะที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่แม้จะมีความหวังการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมเดินหน้าขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน อีกทั้ง TISCO ESU ยังคาดว่าการประชุม FED เดือนนี้จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% รวมทั้งคาดจะลดอีก 0.25% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่บล.ทิสโก้ไม่ได้มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และห่วงการปรับฐานอาจเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ เนื่องจากระดับการประเมินมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างตึงตัวมาก คิดเป็น Fwd. PER ปี 26F ที่สูงเกือบ 22 เท่า ขณะที่ Fwd. Earning Yield Gap ปัจจุบันลดลงจนแทบเป็นศูนย์  

    เพราะฉะนั้น ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยน่าจะสะท้อนในราคาหุ้นปัจจุบันมากพอสมควรแล้ว แต่ในขณะเดียวกันตลาดอาจยังไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากการขึ้นภาษีศุลกากรมากนัก ทำให้การลดดอกเบี้ยของ FED อาจไม่เร็วอย่างที่ตลาดคาดการณ์ไว้และอาจสร้างความผันผวนแก่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ง่าย 

    นอกจากนี้ เดือนกันยายนยังเป็นช่วงฤดูกาลที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดของปี โดยเฉลี่ยติดลบประมาณ -1.1% เทียบผลตอบแทนในเดือนอื่น ๆ ที่เป็นบวกเฉลี่ย +0.7% ปรากฎการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น แต่จากการศึกษาของเราในรอบ 10 ปีที่ผ่านมายังรวมถึงตลาดหุ้นอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ดังนั้นนักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/personal/20250902-tsec-analysis-monthly&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EPKvr9b0vDM4mdXDW9ZTT

  • บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10

            สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม สร้างผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อความรู้ทางวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในวันนี้ เราจะมาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) เป้าหมายที่ 10 คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาให้ข้อมูลในประเด็นนี้

    ความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10 กับบทบาทของสถาบันการศึกษา

            คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้อธิบายว่า SDG 10 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ มุ่งเน้นการขจัดความไม่เท่าเทียมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เพศ วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ

            ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. การเข้าถึงการศึกษา: มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
    2. การยอมรับความหลากหลาย: การส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือรายได้
    3. ความเป็นนานาชาติ: การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและภาษา

    แนวทางการปฏิบัติของมหาวิทยาลัย

            มหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดความไม่เท่าเทียมได้ในหลายแนวทาง:

    • ทุนการศึกษา: การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • หลักสูตรนานาชาติ: การเปิดสอนหลักสูตรมากกว่าหนึ่งภาษา เช่น หลักสูตรภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางภาษา นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อทำวิจัยร่วมกัน ก็เป็นอีกแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
    • นโยบายและมาตรการ: การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เช่น การเปิดรับนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นผู้พิการ หรือการให้โอกาสแก่คนจากหลากหลายภูมิหลังทางสังคม

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ

            ความสำเร็จในการขจัดความไม่เท่าเทียมสามารถวัดผลได้จากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น:

    • จำนวนผู้ได้รับทุนการศึกษา: การเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากกลุ่มรายได้น้อย
    • การเพิ่มความหลากหลายของประชากรในสถาบัน: การรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลหรือจากประเทศที่ด้อยโอกาสมากขึ้น
    • การมีนโยบายสนับสนุน: การมีนโยบายที่ส่งเสริมและให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการจ้างงานบุคลากรจากทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

            สรุปและข้อคิดที่น่าฝาก คุณไพลินเน้นย้ำว่า การขจัดความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลเท่านั้น การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนมีโอกาสมากขึ้นและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในชีวิตได้ การที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/universities-role-reducing-inequality-sdg10/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06OjdhZMrzAVG20wCExRGh