Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.39 น.

    ‘มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด’ จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรหลักสูตร ‘พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรดิจิทัล’ ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตรสู่การสร้างเครือข่าย

    วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม โครงการหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree) รุ่นที่ 2 ณ วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ โดยมีคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

    โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดจึงร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดหลักสูตร Non-degree ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ

    สำหรับหลักสูตรนี้มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 35 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนกระทั่งจบหลักสูตร

    ผู้สำเร็จการอบรมจะร่วมกันสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912004&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5YMhSE7skEWFQ1ujC1zQ

  • ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    การท่องเที่ยวผ่านปรากฏการณ์ใหม่ของงานศิลปะและวัฒนธรรมไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ล่าสุด The Hop Bangkok สตูดิโอสอนเต้นสวิงแจ๊สแห่งแรกของไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน จัดงาน “ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025”

    โดยนำเสนอแนวคิด “การผสมผสานวัฒนธรรมไทยและตะวันตก” อย่างสร้างสรรค์ ผ่านดนตรี การเต้นรำ และวิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบ ตลาดวินเทจ ซึ่งเป็นการต่อยอดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัยได้สัมผัสความสนุกสนาน และพร้อมจ่ายใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ

    ไฮไลท์ของงาน เป็นการแสดงของวง The STRUMBLRS วงดนตรีแจ๊สไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 1930s พวกเขานำเสนอเพลงแจ๊สคลาสสิก เช่น Fly Me to the Moon, Tea for Two, Benny’s Bugle, Shout Sister Shout, และ Take the A Train ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ผ่านการผสมผสานกับ จังหวะหมอลำไทย และใช้เครื่องดนตรีแจ๊สร่วมกับเครื่องดนตรีไทย การ Improvisation ทำให้บทเพลงคลาสสิกเหล่านี้กลายเป็นประสบการณ์ดนตรีใหม่ที่เข้าถึงผู้ชมทุกกลุ่มได้ง่าย

    การเต้นสวิงแดนซ์และแทปแดนซ์ ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย การเต้นสวิงในงานนี้ไม่เพียงเป็นการแสดง แต่ยังเป็น กิจกรรมสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience Tourism) ที่ช่วยกระตุ้นผู้เข้าชมให้ใช้จ่ายในตลาดวินเทจ เสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ และอาหารเครื่องดื่มไทยแบบย้อนยุค

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับคณะรำวงไทยจากเพชรบุรี ที่จะสร้างสรรค์การเต้นรำแบบผสมผสานกับสวิงแดนซ์ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถทดลองเต้นรำไปพร้อมกัน เพิ่มการมีส่วนร่วมและความสุขให้ผู้ชม ขณะเดียวกันก็เป็น ช่องทางกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ทั้งจากการขายสินค้าพื้นบ้านและบริการต่าง ๆ รอบวัดภูเขาทอง

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ทั้งนี้วัดสระเกศราชวรมหาวิหารหรือวัดภูเขาทอง เป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่แล้ว การจัดงานครั้งนี้ยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาชม ศิลปวัฒนธรรมและสินค้าชุมชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินภายในพื้นที่และส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

    การผสมผสานวัฒนธรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึง แนวโน้มการท่องเที่ยวในยุค Experience Economy ที่ผู้คนไม่ได้มองเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วม งานนี้จึงเป็นการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งความสนุกและความสร้างสรรค์

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025 ยังเป็นการสร้าง Branding สำหรับกรุงเทพฯ ในการเป็นเมืองที่สามารถจัดกิจกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัยได้หลากหลาย ทำให้ชุมชนรอบภูเขาทองเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และบริการเชิงวัฒนธรรม

    สำหรับงานภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025 จะมีขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2568 ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637951&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U0Iw0ThG-yrgpLVdbRIow

  • การเมืองคลุมเครือฉุดเศรษฐกิจ รัฐบาลชั่วคราว ‘ไม่ใช่ทางออก’

    การเมืองคลุมเครือฉุดเศรษฐกิจ รัฐบาลชั่วคราว ‘ไม่ใช่ทางออก’

    เศรษฐกิจ

    การเมืองคลุมเครือฉุดเศรษฐกิจ รัฐบาลชั่วคราว ‘ไม่ใช่ทางออก’

    04 ก.ย. 2025 เวลา 8:33 น.

    การเมืองคลุมเครือกระทบเศรษฐกิจ อย่างน้อย 4 เดือน นักธุรกิจไม่กล้าลงทุน “สมชัย” จับตารัฐบาลชั่วคราว อัดประชานิยมก่อนเลือกตั้งใหม่ แม้เสี่ยงถูกตีความทางกฎหมาย แนะวางแผนรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์ กกร.ชี้ การเมืองเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ ระบุมีรัฐบาลอายุสั้นชั่วคราวไม่ใช่ทางออกประเทศ ห่วงเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า

    • กกร. แสดงความกังวลอย่างหนักว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน และมองว่ารัฐบาลรักษาการที่มีวาระสั้นๆ ไม่ใช่ทางออก
    • TDRI ชี้ว่าสถานการณ์การเมืองมี 2 ฉากทัศน์ คือ ยุบสภา หรือมีรัฐบาลใหม่ในเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน ซึ่งจะนำไปสู่รัฐบาลรักษาการที่อาจใช้นโยบายประชานิยมเพื่อสร้างคะแนนนิยม
    • ประธาน ส.อ.ท. ระบุ การเมืองที่ไร้เสถียรภาพกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ที่เบิกจ่ายได้เพียง 50% ต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ
    • ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจทำให้การเจรจาการค้าที่สำคัญ เช่น ข้อตกลงภาษีกับสหรัฐ สะดุดลงได้ เพราะไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินการ
    • ภาคเอกชนต้องการความชัดเจนทางการเมือง และรัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยด่วน เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญหลายอย่างต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนระยะยาว

    สถานการณ์การเมืองไทยอยู่ในช่วงพลิกผันหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำมาสู่การทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ในการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเดินเกมยุบสภา

    นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สำหรับมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และอนาคตนั้น ยังไม่ทราบผลลัพธ์ว่าจะออกมาอย่างไร หลังจากพรรคประชาชนได้ลงคะแนนโหวตให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว และพรรคเพื่อไทยกำลังพยายามยุบสภาดังนั้นต้องรอดูผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

    สำหรับสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือไม่นั้นมองว่า มีผลต่อเศรษฐกิจแน่นอน ซึ่งการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมานานแล้ว และแน่นอนว่าเศรษฐกิจจะต้องได้รับผลกระทบอยู่แล้ว

    “ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีอยู่แล้ว และปัจจัยการเมืองก็เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมานานแล้ว และภายใต้สถานการณ์ที่คลุมเครือการลงทุนหยุดชะงักไปหมดแล้ว และอย่างน้อย 4 เดือนนี้ คนก็ไม่กล้าลงทุน” นายบรรยง กล่าว

    นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการ วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การเมืองไทยแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ 1.การยุบสภา 2.มีรัฐบาลใหม่เข้าบริหารงานโดยมีเงื่อนไขในการยุบสภาภายใน 4 เดือน

    ทั้งนี้ รัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ระยะสั้นเป็นรัฐบาลชั่วคราวหรือหากยุบสภาฯ จะเป็นรัฐบาลรักษาการเพื่อรอเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีทั้งนโยบายที่ควรทำทางเศรษฐกิจ และเรื่องที่ไม่ควรทำ 

    สำหรับนโยบายที่ไม่ควรทำเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับประชานิยมที่มุ่งใช้งบประมาณจากเงินภาษีเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองที่บริหารงานช่วงนี้คงรู้ดีว่าคะแนนความนิยมทางการเมืองของพรรคที่เป็นรัฐบาลไม่ได้สูงนัก การใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมทางการเมืองก็คงเกิดขึ้น โดยอาจเป็นรูปแบบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “แม้ว่าจะมีการยื่นตีความทางกฎหมายว่าอำนาจที่มีของรัฐบาลในกรณีที่มีการยุบสภาจะอนุมัติงบประมาณได้แค่ไหน แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้อำนาจเต็มมือเพื่อออกนโยบายที่ใช้งบประมาณได้ โดยเลือกนโยบายที่ไม่ต้องผ่านสภาที่คุมเสียงไม่ค่อยได้ อย่างนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่ต้องผ่านกฎหมายในรัฐสภาแบบนี้ก็คงตกไปก่อน” นายสมชัย กล่าว

    สำหรับนโยบายที่รัฐบาลชั่วคราวควรเดินหน้า คือ ผลกระทบต่อเนื่องจากการเจรจาภาษีกับสหรัฐที่มีขั้นตอนต้องหารือกันต่อ ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นต้องทำงานต่อเนื่องแม้มีประเด็นศาลสูงสหรัฐจะพิจารณาอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ามีอำนาจเรียกเก็บภาษีกับแต่ละประเทศหรือไม่ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีของสหรัฐ

    ขณะนี้มีหลายกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบที่ชัดเจน เช่น เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ โดยแม้ว่าจะมีการเตรียมงบประมาณจำนวนหนึ่งไว้รองรับแล้วแต่ก็อาจจะไม่พอ รัฐบาลที่เข้ามาทำงานก็ต้องเตรียมงบประมาณบางส่วนจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อใช้ในเรื่องนี้

    ส่วนอีกประเด็นที่สำคัญเป็นการแก้ไขปัญหาสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) ที่มีแนวโน้มไหลเข้าไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่หลายประเทศ โดยเฉพาะจีนถูกมาตรการภาษีจากสหรัฐทำให้มีสินค้าสวมสิทธิทะลักไปหลายประเทศรวมถึงไทย 

    ทั้งนี้ รัฐบาลต้องแสดงความจริงจังในการปราบปรามสินค้าสวมสิทธิ และทำให้โปร่งใส เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเป็น Local Content สัดส่วนเท่าไร ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อตกลงที่ไทยหารือกับสหรัฐ

    นอกจากนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นโอกาสของไทยอยู่ที่การย้ายฐานการผลิตที่มีแนวโน้มเกิดขึ้น และเป็นบวกกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลควรหาทางดึงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยที่ผ่านมามีสัญญาณเป็นบวกต่อเนื่อง 

    รวมทั้งมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากยื่นมายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริงจะสร้างโอกาสเศรษฐกิจ และการปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศได้

    การเมืองเพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ประชุมติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2568 โดยได้มีการประเมินสถานการณ์การเมืองที่มีผลต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1 โดย กกร.ได้ประเมินเศรษฐกิจปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 1.8-2.2% โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง 

    “ปัจจัยการเมืองอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น” นายผยง กล่าว

    รัฐบาลอายุสั้นไม่ใช่ทางออกประเทศ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.กังวลอย่างหนักถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน ซึ่งมีสาเหตุหลักจากความไม่แน่นอนทางการเมือง 

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องการความชัดเจนทางการเมืองโดยด่วน ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีความสามารถ เพื่อมาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก การมีรัฐบาลรักษาการที่มีวาระสั้นๆ ไม่ใช่ทางออก เพราะนโยบายเศรษฐกิจสำคัญหลายอย่างต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนระยะยาว

    ห่วงเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเมืองที่ไร้เสถียรภาพส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ซึ่งปัจจุบันเบิกจ่ายได้เพียง 50% ต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยทำได้ในอดีตถึง 60-70% ทำให้เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจขาดหายไปอย่างน่าเป็นห่วง 

    “การเจรจาทางการค้าที่สำคัญ เช่น การเจรจาข้อตกลงเรื่องภาษีกับสหรัฐอาจสะดุดลงได้หากไม่มี ครม.มารับเรื่องเข้ารัฐสภา” นายเกรียงไกร กล่าว

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า การเมืองที่ยืดเยื้อ และหากปล่อยให้สถานการณ์ยิ่งขยายระยะเวลาออกไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจ และนักลงทุนรอดูท่าที (wait and see) ยาวนานขึ้น ซึ่งหากยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่ หากคิดแบบไม่มีอะไรสะดุดไหลลื่นก็อาจจะใช้เวลาราว 6 เดือน แต่หากในกรณีเลวร้ายอาจใช้เวลาถึง 9-10 เดือน กว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน จะส่งผลให้เศรษฐกิจไหลไปเรื่อยๆ ไม่เป็นอัตราเร่ง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QTVQhW8PrvTwaIEPTOUBs

  • เปิดร่างพิมพ์เขียวฟื้น เศรษฐกิจไทย! รัฐ-เอกชน-แบงก์ จับมือรับโลกยุคใหม่

    เปิดร่างพิมพ์เขียวฟื้น เศรษฐกิจไทย! รัฐ-เอกชน-แบงก์ จับมือรับโลกยุคใหม่

    ‘รัฐ-เอกชน-การเงิน’ ผนึกกำลัง สร้างแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Policy Co-Creation and Execution  พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย หวังใช้กลไกใหม่ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย สร้างความยั่งยืน ลดเหลื่อ มล้ำ และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

    รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 4 ก.ย. สมาคมธนาคารไทยได้เปิดเผย “ร่างพิมพ์เขียว” ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ที่ชื่อ Reinvent Thailand- A Platform for Sustainable Policy Execution ซึ่งจะเป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ถือเป็นกลไกใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตประเทศ



    โดยร่างแผนริเริ่มดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการหารือร่วมระหว่างกกร. และธปท. เมื่อ 11 ก.ค. 2568 มีเป้าหมายเพื่อประเมินผลกระทบนโยบายการค้าในแต่ละภาคธุรกิจ รวมถึงผลต่อภาคผลิตโดยรวม พร้อมหาแนวทางบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และวางรากฐานปรับตัวเพื่อเสริมศักยภาพแข่งขันไทยระยะยาว

    ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม มีสาระสำคัญ ว่าเศรษฐกิจไทยท่ามกลางบริบทท้าทาย เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ ภายนอกมีความท้าทายรุนแรง ส่วนภายในมีความเปราะบางสูง หากไม่เร่งแก้ไขร่วมกัน

    อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและศักยภาพการเติบโตของประเทศ ความเหลื่อมล้ำสูง ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอี และครัวเรือนรายได้สูงกับรายได้ต่ำหนี้ครัวเรือนสูง คนไทยกว่า 1 ใน 3 มีหนี้ในระบบ และยังมีอีกจำนวนมากเป็นหนี้นอกระบบ

    คุณภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่

    นอกจากนี้ การมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ ทำให้การจัดเก็บภาษีและการคุ้มครองแรงงานทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง นอกจากนี้ ยังเผชิญผลิตภาพแรงงานต่ำ สินค้าผลิตและส่งออกส่วนใหญ่ไม่ใช่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง คุณภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่การลงทุนภาคเอกชนยังต่ำ ขยายตัวเพียงราว 2% หลังวิกฤติโควิด-19

    ด้านความสามารถดึงดูดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดลง เทียบกับเวียดนามและอินโดนีเซีย หากดูด้านส่งออกโตช้า สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายหมวดสินค้า เช่น ปิโตรเคมี สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม

    ความท้าทายของรัฐที่รออยู่ ทั้งพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและรุนแรง ความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ระบบราชการปรับตัวช้า ขาดข้อมูลและการเชื่อมโยงในการบริหารจัดการ ภาระการคลังของภาครัฐอยู่ในระดับสูง

    วางเป้าหมาย 4 กรอบการทำงานหลัก 

    เป้าหมายของการกำหนดพิมพ์เขียวร่วมกันนั้น เพื่อหวังให้เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมุ่งสู่ “โตขึ้นยั่งยืน แข่งขันได้ และเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำ” โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกรอบการทำงานหลัก 4 ประการ ได้แก่

    1. รัฐ ต้องวางทิศทางและสร้างสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อธุรกิจและจ้างงาน
    2. เอกชน เป็นหัวหอกสำคัญในการปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ สร้างนวัตกรรม และพัฒนาแรงงาน
    3. การเงิน ต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย
    4. กลไกร่วม กกร.-ธปท.-สศค.-สภาพัฒน์ ทำหน้าที่เป็น Policy Platform หรือ “เข็มทิศ” ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน

    ส่วนหลักการทำงาน Policy Platform เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลจริง วางกรอบทำงานชัดเจน ได้แก่

    1. ระบุปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขร่วมกัน ตั้งต้นเป้าหมายสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงาน
    2. การขับเคลื่อนต้องมีเจ้าภาพชัดเจน แต่ละเรื่องต้องมีผู้รับผิดชอบหลัก ได้แรงหนุนจากผู้บริหารระดับสูง พร้อมคำมั่นร่วมกัน
    3. การติดตามและประเมินผล ด้วยข้อมูลเชื่อถือได้ และกำหนด KPI ชัดเจน

    ทั้งนี้ พิมพ์เขียวนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญสร้างการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือเรียงลำดับความสำคัญ โดยเลือกแก้ปัญหาที่ให้ผลลัพธ์สูงและเชื่อมโยงแรงจูงใจทุกภาคส่วน เช่น การแก้หนี้นอกระบบ ผ่านการออกแบบต้นทุนทางการเงินที่สมดุลกับความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนจากรัฐ พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านมาตรฐาน Greenly Made by Thai (GMBT) Certification เพื่อยกระดับการผลิตและสามารถแข่งขัน

    การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจาก การวางแม่แบบไปสู่การเปลี่ยนแปลง A Template for Change โดยมีหลายส่วนที่สำคัญ

    1. ภาคเอกชน เป็นหน่วยหลักในการระบุปัญหา เสนอแนวทางการปรับตัว และระบุสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน
    2. อนุกรรมการร่วม (กกร.-ธปท.-สศช.-สศค.) ประเมินความพร้อมของธุรกิจ จัดทำแผนแก้ปัญหาและกำหนด KPI ชัดเจน 3. กกร. ชุดใหญ่และภาครัฐ พิจารณาและอนุมัติโครงการและแผนปฏิบัติ
    3. เวทีร่วมระดับสูง เช่น รองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตัดสินใจและสนับสนุนการปรับตัวของเอกชน
    4. คณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผล ทำหน้าที่รายงานความคืบหน้า วิเคราะห์อุปสรรค และปรับปรุงดำเนินงานต่อเนื่อง

    กรณีศึกษา พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    อุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นคือการผลักดันมาตรฐาน GMBT เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน

    โดยการพลิกฟื้นทั้งเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมต่างๆต้องอาศัยหลายภาคส่วนในการร่วมกันเปลี่ยนแปลง ทั้ง ภาคเอกชน ที่ต้องเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศแทนการนำเข้า ร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี ภาคการเงิน สนับสนุนสินเชื่อเฉพาะ ขณะที่ ภาคประชาชน พัฒนาทักษะเพื่อทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ เข้าสู่ตลาดแรงงาน และได้รับแรงจูงใจ

    ก้าวต่อไป แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดกรอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

    • ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง 
    • ขาดความสามารถแข่งขันในโลกใหม่ 
    • ความท้าทายของรัฐ

    นอกจากนี้ จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สนค. เพื่อกำหนดกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายมาตรการภาษีของสหรัฐ

    รุกแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างพลวัตใหม่

    เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “Reinvent Thailand ไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบาย หรือเป็นการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ภาคเอกชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ กลั่นกรอง และมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ (joint commitment)

    โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานจ าเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการระยะสั้นหรือโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น 

    โครงการ Reinvent Thailand ถือเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเสนอ แนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อสร้างพลวัตใหม่ให้เศรษฐกิจไทย สามารถแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน 

    ภาพ: Getty images / southtownboy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/reinvent-thailand-economic-blueprint/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P63tmtwTsEKBXo654veNd

  • ‘รัฐ-เอกชน-การเงิน’ ผนึกกำลัง ยกระดับไทยพลิกฟื้น ‘เศรษฐกิจ’

    ‘รัฐ-เอกชน-การเงิน’ ผนึกกำลัง ยกระดับไทยพลิกฟื้น ‘เศรษฐกิจ’

    การเงิน-การลงทุน

    ‘รัฐ-เอกชน-การเงิน’ ผนึกกำลัง ยกระดับไทยพลิกฟื้น ‘เศรษฐกิจ’

    “รัฐ-เอกชน-การเงิน” ผนึกกำลัง ภายใต้ Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน กลไกใหม่ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย สร้างความยั่งยืน ลดเหลื่อมล้ำ และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

    ล่าสุด สมาคมธนาคารไทยได้เปิดเผย “ร่างพิมพ์เขียว” ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ภายใต้ชื่อ Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ถือเป็นกลไกใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตประเทศ

    การริเริ่มดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการหารือร่วมระหว่างกกร. และธปท. เมื่อ 11 ก.ค. 2568 มีเป้าหมายเพื่อประเมินผลกระทบนโยบายการค้าในแต่ละภาคธุรกิจ รวมถึงผลต่อภาคผลิตโดยรวม พร้อมหาแนวทางบรรเทาผลกระทบระยะสั้น และวางรากฐานปรับตัวเพื่อเสริมศักยภาพแข่งขันไทยระยะยาว

    แพลตฟอร์มนี้ ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยท่ามกลางบริบทท้าทาย เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ ภายนอกมีความท้าทายรุนแรง ส่วนภายในมีความเปราะบางสูง หากไม่เร่งแก้ไขร่วมกัน

    อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและศักยภาพการเติบโตของประเทศ ความเหลื่อมล้ำสูง ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอี และครัวเรือนรายได้สูงกับรายได้ต่ำหนี้ครัวเรือนสูง คนไทยกว่า 1 ใน 3 มีหนี้ในระบบ และยังมีอีกจำนวนมากเป็นหนี้นอกระบบ

    การมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ ทำให้การจัดเก็บภาษีและการคุ้มครองแรงงานทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง นอกจากนี้ ยังเผชิญผลิตภาพแรงงานต่ำ สินค้าผลิตและส่งออกส่วนใหญ่ไม่ใช่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง คุณภาพแรงงานไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่การลงทุนภาคเอกชนยังต่ำ ขยายตัวเพียงราว 2% หลังวิกฤติโควิด-19

    ด้านความสามารถดึงดูดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ลดลง เทียบกับเวียดนามและอินโดนีเซีย หากดูด้านส่งออกโตช้า สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายหมวดสินค้า เช่น ปิโตรเคมี สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม

    ความท้าทายของรัฐที่รออยู่ ทั้งพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วและรุนแรง ความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ระบบราชการปรับตัวช้า ขาดข้อมูลและการเชื่อมโยงในการบริหารจัดการ ภาระการคลังของภาครัฐอยู่ในระดับสูง

    เป้าหมายของการกำหนดพิมพ์เขียวร่วมกันนั้น เพื่อหวัง เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมุ่งสู่ “โตขึ้นยั่งยืน แข่งขันได้ และเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำ” โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกรอบการทำงานหลัก 4 ประการ

    1.รัฐ ต้องวางทิศทางและสร้างสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อธุรกิจและจ้างงาน 2.เอกชน เป็นหัวหอกสำคัญในการปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ สร้างนวัตกรรม และพัฒนาแรงงาน

    3. การเงิน ต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย 4.กลไกร่วม กกร.-ธปท.-สศค.-สภาพัฒน์ ทำหน้าที่เป็น Policy Platform หรือ “เข็มทิศ” ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน

    โดยหลักการทำงาน Policy Platform เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลจริง วางกรอบทำงานชัดเจน ได้แก่

    1.ระบุปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขร่วมกัน ตั้งต้นเป้าหมายสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงาน

    2.การขับเคลื่อนต้องมีเจ้าภาพชัดเจน แต่ละเรื่องต้องมีผู้รับผิดชอบหลัก ได้แรงหนุนจากผู้บริหารระดับสูง พร้อมคำมั่นร่วมกัน

    3.การติดตามและประเมินผล ด้วยข้อมูลเชื่อถือได้ และกำหนด KPI ชัดเจน

    ฟันเฟืองสำคัญสร้างการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือเรียงลำดับความสำคัญ โดยเลือกแก้ปัญหาที่ให้ผลลัพธ์สูงและเชื่อมโยงแรงจูงใจทุกภาคส่วน เช่น การแก้หนี้นอกระบบ ผ่านการออกแบบต้นทุนทางการเงินที่สมดุลกับความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนจากรัฐ พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านมาตรฐาน Greenly Made by Thai (GMBT) Certification เพื่อยกระดับการผลิตและสามารถแข่งขัน

    การเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมาจาก การวางแม่แบบไปสู่การเปลี่ยนแปลง A Template for Change โดยมีหลายส่วนที่สำคัญ 1. ภาคเอกชน เป็นหน่วยหลักในการระบุปัญหา เสนอแนวทางการปรับตัว และระบุสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคการเงิน

    2. อนุกรรมการร่วม (กกร.-ธปท.-สศช.-สศค.) ประเมินความพร้อมของธุรกิจ จัดทำแผนแก้ปัญหาและกำหนด KPI ชัดเจน 3. กกร. ชุดใหญ่และภาครัฐ พิจารณาและอนุมัติโครงการและแผนปฏิบัติ

     4. เวทีร่วมระดับสูง เช่น รองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตัดสินใจและสนับสนุนการปรับตัวของเอกชน

    5. คณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผล ทำหน้าที่รายงานความคืบหน้า วิเคราะห์อุปสรรค และปรับปรุงดำเนินงานต่อเนื่อง

    กรณีศึกษา พลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นคือการผลักดันมาตรฐาน GMBT เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน

    โดยการพลิกฟื้นทั้งเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมต่างๆต้องอาศัยหลายภาคส่วนในการร่วมกันเปลี่ยนแปลง ทั้ง ภาคเอกชน ที่ต้องเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศแทนการนำเข้า ร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้ผลิตรายใหญ่ทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อยกระดับเทคโนโลยี ภาคการเงิน สนับสนุนสินเชื่อเฉพาะ ขณะที่ ภาคประชาชน พัฒนาทักษะเพื่อทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ เข้าสู่ตลาดแรงงาน และได้รับแรงจูงใจ

    ก้าวต่อไป แพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution หลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดกรอบแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง 2.ขาดความสามารถแข่งขันในโลกใหม่ 3.ความท้าทายของรัฐ

    และยังจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สนค. เพื่อกำหนดกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความท้าทายมาตรการภาษีของสหรัฐ

    สุดท้ายแล้วเป้าหมาย ไม่เพียงเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น “เข็มทิศ” สร้างความร่วมมือระหว่าง รัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน โดยมุ่งเศรษฐกิจไทยกลับมาโตยั่งยืน แข่งขันได้ในเวทีโลก และลดเหลื่อมล้ำในสังคมระยะข้างหน้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1197292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sYpDJyARFpkap23_0-wgA

  • เอกชนมอง 3 วาระรัฐบาลต้องทำ พร้อมแก้เศรษฐกิจด่วนภายใน 4 เดือน

    เอกชนมอง 3 วาระรัฐบาลต้องทำ พร้อมแก้เศรษฐกิจด่วนภายใน 4 เดือน

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ ”ว่า ตอนนี้อาจจะยังยืนยันไม่ได้แน่นอนว่าใครจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่มีแนวโน้มว่า ‘คุณอนุทิน ชาญวีรกูล’ จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำของรัฐบาล และในวาระเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือน ที่อยากเสนอแนะรัฐบาล 3 ด้าน คือ

    1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ไม่อาจทำได้ทันท่วงทีแต่จะต้องมีการตั้ง สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นก้าวแรกสำหรับการเดินหน้าและประเด็นนี้สำคัญต่อการร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาล

    2. การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลมีอำนาจและเงินทุนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่หมุนเวียนและเกิดประโยชน์ต่อการเติบโตของประเทศ และช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ซึ่งไม่ยากเกินไปที่จะดำเนินการใน 4 เดือนนี้

    3. เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคเอกชนและเกษตรกร สำรวจว่าภาคเอกชนและเกษตรกรขาดอะไร และให้ทุกฝ่ายเร่งปรับตัวเพื่อหนีจากภาวะเดิม เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก

    ส่วนประเด็นสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายใน 4 เดือน โดยมีเป้าหมายทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย และ SMEs สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยกลุ่มนี้มีสัดส่วนมากกว่า 80% ในประเทศไทย และสถานการณ์ตอนนี้หลายคนต่างล้วนมีภาระหนี้สินหนักพอสมควร ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนี้ครัวเรือน

    “เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไม่ใช้วิธีการแจกเงิน แต่ต้องเป็นการปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถ ในระบบนิเวศทางธุรกิจ (ecosystem) เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถกู้เงินได้ เพื่อนำมาปรับปรุงกิจการ ต่อยอดธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เพื่อประคองไปวันๆ เพราะปัญหาใหญ่คือ เงินทุนและการจับจ่ายใช้สอยในตอนนี้ไม่หมุนเวียน ทั้งทางฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต”

    นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ยังมีปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอีกหลายประการที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องและต้องเร่งปรับแก้ภายใน 4 เดือนนี้ อาทิ การเจรจา FTA ในกรอบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประเด็นภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ที่แม้ในปัจจุบันไทยจะได้รับอัตราภาษี 19% สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ แต่สิ่งนี้ยังไม่จบและอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันหาวิธีการทำ traceability ตรวจสอบย้อนกลับ และสร้างความมั่นใจในการนับปริมาณส่วนประกอบหรือวัตถุดิบสำหรับการส่งออก ซึ่งการทำงานภายใน 4 เดือนนี้ไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zYZXiZsqbArVJbGwRanrv

  • ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย ธปท.ผนึกสภาพัฒน์ พลิกฟื้นขีดแข่งขันประเทศ

    ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย ธปท.ผนึกสภาพัฒน์ พลิกฟื้นขีดแข่งขันประเทศ

    ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย ธปท.ผนึกสภาพัฒน์ พลิกฟื้นขีดแข่งขันประเทศ

    เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพมาอย่างยาวนาน โดยขาดการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเติบโตลดลง ความสามารถในการแข่งขันถดถอย และภาคธุรกิจและครัวเรือนสะสมความเปราะบางเพิ่มขึ้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างจริงจัง เร่งด่วน และต่อเนื่อง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ผลักดันโครงการ Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ที่เป็นความร่วมมือภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาครัฐ ให้นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

    โครงการ Reinvent Thailand จึงถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่จะเข้ามาปฏิรูปกระบวนการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ คือ:

    1. การมีส่วนร่วมครบวงจร (Co-Creation & Execution): เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการลงมือทำจริง และติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด
    2. ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Policy): การตัดสินใจเชิงนโยบายจะตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลที่แม่นยำและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้มาตรการที่ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด
    3. เอกชนนำ-รัฐหนุน: ภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ภาครัฐจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุน (Enabler) คอยสร้างสภาพแวดล้อมและปลดล็อกกฎระเบียบที่เอื้อต่อการปรับตัว โดยยึดหลัก “ทำดี ได้ดี” เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวเน้นย้ำว่า “Reinvent Thailand ไม่ใช่แค่การคิดนโยบายบนหอคอยงาช้าง หรือการรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่นี่คือพื้นที่แห่งความรับผิดชอบร่วมกัน (Joint Commitment) ที่เอกชนและประชาชนจะเข้ามาเป็นเจ้าของนโยบายร่วมกันอย่างแท้จริง

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท.

    โครงการนี้จะเป็นเสมือน ‘เข็มทิศ’ ที่ช่วยกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว”

    ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวเสริมว่า “ปัญหาโครงสร้างที่สั่งสมมานานไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้น หรือโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แพลตฟอร์มนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการระดมสมองและพลังจากทุกภาคส่วน

    ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย ธปท.ผนึกสภาพัฒน์ พลิกฟื้นขีดแข่งขันประเทศ

    เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันในเวทีโลกได้อีกครั้ง

    ในระยะแรก โครงการจะเริ่มต้นจากโครงการนำร่อง (Pilot Projects) ในประเด็นเร่งด่วน ก่อนจะขยายผลไปยังด้านอื่น ๆ ต่อไป โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายที่สามารถส่งต่อให้ทุกรัฐบาลนำไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vMtXfiGFxQptKyofOL4Di

  • ซีรีส์วายดันเศรษฐกิจไทยโต มุ่งสู่มูลค่าตลาดกว่า 4,900 ล้าน ด้วยซอฟต์พาวเวอร์ที่ใครก็ลอกยาก

    ซีรีส์วายดันเศรษฐกิจไทยโต มุ่งสู่มูลค่าตลาดกว่า 4,900 ล้าน ด้วยซอฟต์พาวเวอร์ที่ใครก็ลอกยาก

    ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงนี้กระแสของซีรีส์วายไทย ทั้ง Girl Love, Boy Love กำลังมาแรงทั้งในและนอกจอ ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ‘เขมจิราต้องรอด’ จากค่ายดูมันดิ, ซีรีส์ ‘Shine’ จากค่าย Be On Cloud หรือซีรีส์ ‘เพียงเธอ’ ที่มีคู่จิ้นสุดฮอตอย่าง “หลิง-ออม” เป็นนักแสดงนำ และแม้แต่ ‘บุพเพสันนิวาส’ ก็เตรียมรีเมกใหม่ให้เป็นเวอร์ชันซีรีส์วาย!

    ปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่แค่มอบความฟินให้กับคนดู แต่ Y-ECONOMY หรือเศรษฐกิจสายวาย ยังส่งผลดีต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมซีรีส์และภาพยนตร์ รวมถึงเศรษฐกิจในไทยอีกด้วย

    พลังแฟนคลับเปลี่ยน “ความฟิน” เป็น “เงิน”

    หากถามว่าอะไรคือกุญแจสำคัญด้านความสำเร็จของซีรีส์วาย คงต้องบอกว่า กลุ่มแฟนคลับ คือหัวใจหลักที่คอยสนับสนุนทั้งนักแสดงและซีรีส์มาตลอด ตัวอย่างเช่น “บิวกิ้น-พีพี” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และกฤษฏ์ อำนวยเดชกร ที่ทั้งสองมีผู้ติดตามใน Instagram รวมกว่า 8.7 ล้านบัญชี

    โดยทั้งสองคนเคยแสดงร่วมกันในซีรีส์ Boy Love เรื่อง ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ’ ที่โด่งดังไปทั่วโลก ในช่วงปี 2565 แฟนคลับชาวไทยและต่างชาติ อาทิ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และแฟน ๆ ชาวจีน เก็บกระเป๋าบินตรงมาจังหวัดภูเก็ตเพื่อตามรอยซีรีส์ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวในภูเก็ตให้ฟื้นตัวอย่างคึกคัก

    ในอีกด้านยังมีข้อมูลจากการท่องเที่ยวไทย (ททท.) พบว่าแฟนซีรีส์ส่วนใหญ่นั้นเป็น Gen Z และ Gen Y ที่เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของ ททท. โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นปี 2566 อยู่ที่ 10,000 บาท/คน/วัน สูงขึ้นจากปี 62 ที่เฉลี่ยราว 6,100 บาท/คน/วัน

    และไม่ใช่แค่ซีรีส์วายที่เป็น Boy Love เท่านั้น แต่กระแสซีรีส์ Girl Love เองก็มีแนวโน้มที่ดีไม่ต่างกัน ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คาดว่าซีรีส์หญิงรักหญิง หรือ Girls Love จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทย ทั้งอาหาร สินค้า สถานที่ท่องเที่ยว ฯลฯ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้างและยอมรับในความหลากหลายทางเพศ คาดว่ากระแสของซีรีส์ Girl Love อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 2,000 ล้านบาท

    ตัวอย่างของซีรีส์ Girl Love ที่ได้รับความนิยมนั้นคือเรื่อง ใจซ่อนรัก ที่มีนำแสดงคือ “หลิง-ออม” ศิริลักษณ์ คอง และ กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ ซึ่งถามว่าคนชอบคู่นี้แค่ไหน ก็เห็นได้จากบัตรแฟนมีตของซีรีส์ใจซ่อนรัก ขึ้น Sold Out อย่างรวดเร็ว ส่วน ‘Club Friday The Series: Love Bully รักให้ร้าย นำแสดงโดย “อิงฟ้า-ชาล็อต” ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เห็นได้จาก #LoveBullyรักให้ร้าย หลายอีพีพุ่งทะยานติดเทรนด์ทวิตอันดับ 1 ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม

    ซีรีส์วาย ซอฟต์พาวเวอร์ที่รัฐต้องเกาะกระแสให้ทัน

    อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงเห็นแล้วว่ากระแสนิยมของซีรีส์วายไทยทั้ง Boy Love และ Girl Love ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง จึงไม่แปลกใจถ้าหลังจากนี้ตลาดซีรีส์วายจะมีการผลิตและเติบโตต่อเนื่อง เพราะนี่คือแหล่งการสร้างรายได้และโอกาสให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

    ฝั่งรัฐบาลเองก็เห็นเทรนด์นี้เป็นโอกาสทองเช่นกัน กระทรวงพาณิชย์จึงร่วมกับผู้ผลิตซีรีส์ไทย อย่างค่าย Be On Cloud และ ค่าย Idol Factory สร้างผลงานซีรีส์วายในเรื่อง ‘Shine’ และ ‘ปิ่นภักดิ์’ เรียกว่าเปิดโอกาสให้ซีรีส์วายไปไกลระดับโลก

    ตลาดซีรีส์วายที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ Economic Intelligence Center (SCB EIC) คาดว่า รายได้รวมของผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์วายของไทยในปี 2568 จะเติบโต 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีมูลค่ารวมมากกว่า 4,900 ล้านบาท ยิ่งถ้าย้อนดูช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2562-2566) สัดส่วนรายได้ของผู้ผลิตกลุ่มนี้เทียบกับมูลค่าการผลิตสื่อบันเทิงของไทยยังเพิ่มขึ้นเป็น 3% จากปี 2019 ที่อยู่ราว 0.7% (ปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.9%)

    สุดท้ายนี้ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ากระแสของซีรีส์วายจะเติบโตได้อีกมากขนาดไหน เพราะตอนนี้ ซีรีส์วายเป็นมากกว่าแค่สื่อบันเทิง เพราะนี่คืออีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ไทยจะสร้างเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักมากกว่าที่เป็นอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bj2GxX8HJVXYU5FfICvvn

  • SKY ICT ชี้อุตสาหกรรมการบิน-ท่องเที่ยวคือหัวใจ ฟื้นเศรษฐกิจ

    SKY ICT ชี้อุตสาหกรรมการบิน-ท่องเที่ยวคือหัวใจ ฟื้นเศรษฐกิจ

    4 ก.ย. 2568

    130 views

    ขนาดตัวอักษร

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ภาคเอกชนเห็นว่า “รัฐบาลที่มั่นคง” คือปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้โครงการด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าได้จริง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    “ปรับกฎหมายการบิน–เพิ่มขีดความสามารถสู้คู่แข่งกฎหมายการบินอากาศที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนปี 2500 ควรปรับให้เข้ากับการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ขั้นตอนอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ควรถูกเร่งรัด ลดระยะเวลาจากหลายเดือนลง เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีฝูงบินมากกว่าไทยหลายเท่า ขอเสนอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) จาก 730 บาท ให้ใกล้เคียงสิงคโปร์ (1,300 บาท) และฮ่องกง (1,500 บาท) เพื่อนำรายได้ไปลงทุนพัฒนาสนามบินและเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐ”

    พลิกกลยุทธ์การท่องเที่ยว มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ แม้ไทยเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 30% แต่ยังมีจุดแข็งด้าน Wellness เช่น สปา นวดไทย อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม SKY เสนอให้ไทยเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณ” สู่การเจาะกลุ่มคุณภาพ มีกำลังซื้อสูง ใช้แอปฯ Windows Thailand เป็นเครื่องมือหลักในการนำเสนอข้อมูลและบริการท่องเที่ยว

    สนามบินไทยก้าวสู่ Transit Hub สนามบินสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้าน เป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี ผ่านโครงการ Satellite 1 และ East Expansion มีรันเวย์ 3 เส้น รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทัดเทียมฮับระดับโลก เช่น ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล การบินไทยตั้งเป้าเพิ่มฝูงบินเป็น 90 ลำในปี 2569 เพื่อแข่งขันกับ Singapore Airlines ที่มีเกิน 177 ลำ และกำลังขยายสู่ 200 ลำ

    เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับประสบการณ์เดินทาง ระบบ Facial Recognition เริ่มใช้ในทุกสนามบิน AOT ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2567 ซอฟต์แวร์ Smart Flow  บริหารการไหลของผู้โดยสาร ลดเวลารอคิวจาก 45 นาที เหลือ 35–40 นาที และโครงสร้าง IT สมัยใหม่เสริมความสะดวกและปลอดภัย

    ความท้าทายไทยยังขาดโครงการขนาดใหญ่ แม้ไทยมีศักยภาพสูง แต่การฟื้นฟูเศรษฐกิจยัง “ไร้โครงการใหญ่” ที่ขับเคลื่อนชัดเจน ขณะที่เวียดนามเร่งเครื่องทั้งการบิน-ท่องเที่ยว และพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยี SKY จึงมองว่าบทบาทและงบประมาณภาครัฐมีความสำคัญยิ่งในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/VS63K4y1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I9-aHpFkXLN8ZPyHazqoI

  • รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น

    รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น

    รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น คาดก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400 ลบ. รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ลบ.

    วันที่ 3 กันยายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในการประกอบอาชีพและทำธุรกิจ ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ”

    เบื้องต้นได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการระยะแรก 500 ล้านบาท ต่อยอดจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs ครอบคลุมทั้งการซื้อรถกระบะใหม่ และรถกระบะมือสอง มุ่งช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจากมาตรการนี้จะช่วย “ปลดล็อก” ธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน ทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม  

    ปัจจุบันตลาดรถกระบะมือสองมีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38,000 คัน ซึ่งหดตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับราคารถกระบะมือสองที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากในปี 2566-2567 มีรถกระบะถูกยึดเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการดังกล่าวของ บสย. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าจากมาตรการนี้ จะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะมือสองเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 7,600 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400  ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท

    ปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถกระบะมือสอง 60% เป็นกลุ่ม Non Bank ที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทในเครือ โดยจุดเด่นของมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” จะช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ และในส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระค้ำประกันในแต่ละปี เช่นภาระสินเชื่อปีที่ 4 คงเหลือ 300,000 บาท SMEs จะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพียง 4,500 บาทเท่านั้น พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 800,000 บาทต่อราย สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

    “สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” สามารถลงทะเบียนได้ที่ LINE OA : @tcgfirst พร้อมบริการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999” นางสาวศศิกานต์ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/56650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gMGRmv4Bnojx8wNXjEJ2P