Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    sustainability

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ แหล่งน้ำจืด “ลับ” ใต้ท้องทะเล มีค่าความเค็มต่ำเท่าน้ำดื่ม  สร้างความหวังแก้ปัญหาโลกขาดน้ำ

    • คณะวิจัยนานาชาติค้นพบแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งเคปคอด สหรัฐอเมริกา
    • น้ำที่พบมีคุณภาพดี มีความเค็มต่ำมากจนเกือบเทียบเท่าคุณภาพน้ำดื่มมาตรฐาน
    • การค้นพบนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำจืดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
    • นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำในการนำมาใช้ประโยชน์

    คณะทีมวิจัยนานาชาติ Expedition 501 ทำการขุดเจาะนอกชายฝั่งเคปคอด จนค้นพบชั้นหินอุ้มน้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยได้ตรวจสอบตัวอย่างนับพัน พบว่าเป็นน้ำจืดที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับคุณภาพน้ำดื่ม นักวิจัยจึงทำการศึกษาจะติดตามวัฏจักรไนโตรเจนและวัดอายุของแหล่งกักเก็บใต้ท้องทะเลแห่งนี้

    นี่เป็นเพียงหนึ่งในแหล่งเก็บ “น้ำจืดลับ” จำนวนมากที่ทราบกันว่ามีอยู่ในน้ำเค็มตื้นทั่วโลก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่กำลังรุนแรงในขณะนี้ 

    “เราจำเป็นต้องค้นหาทุกความเป็นไปได้ที่เรามี เพื่อค้นหาน้ำเพิ่มเติมให้คนในโลก แม้แต่ในสถานที่ที่ไม่คิดว่าจะมีน้ำจืดอยู่” แบรนดอน ดูแกน นักธรณีฟิสิกส์และนักอุทกวิทยาจากวิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโด และ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ร่วมของคณะสำรวจกล่าวกับนักข่าวเอพี 

    สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปี ความต้องการน้ำจืดทั่วโลกจะเกินปริมาณน้ำสำรองถึง 40% ส่วนหนึ่งมาจากศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเอไอและคลาวด์คอมพิวติ้งให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง กำลังทำให้แหล่งน้ำจืดชายฝั่งมีสภาพทรุดโทรม 

    ในรัฐเวอร์จิเนียเพียงรัฐเดียว พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดหนึ่งในสี่ของรัฐถูกนำไปใช้ที่ศูนย์ข้อมูล ซึ่งคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในห้าปี จากการประมาณการบางส่วน ศูนย์ข้อมูลขนาดกลางแต่ละแห่งใช้น้ำมากถึง 1,000 ครัวเรือน รัฐต่าง ๆ ในเขตเกรตเลกส์ต่างประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาล

    เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เกือบจะขาดแคลนน้ำจืดในปี 2018 ระหว่างภัยแล้งครั้งใหญ่ที่กินเวลานานถึง 3 ปี แม้จะเชื่อว่าแอฟริกาใต้มีแหล่งน้ำจืดซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเล เช่นเดียวกับในเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ดของแคนาดา ฮาวาย และจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ 

    เจซ เอเวอเรสต์ ผู้จัดการโครงการ Expedition 501 นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรในเอดินบะระ สกอตแลนด์ กล่าวถึงน้ำใต้ทะเลว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าปรากฏการณ์นี้มีอยู่ทั้งที่นี่และที่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน จนกระทั่งโครงการนี้” 

    ในปี 2015 มีการสำรวจชั้นหินอุ้มน้ำจากระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า และประเมินค่าความเค็มของน้ำเบื้องล่างอย่างคร่าว ๆ

    โครงการ Expedition 501 เป็นโครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์จากกว่าสิบประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐ และ European Consortium for Ocean Research Drilling (โครงการนี้ได้รับเงินทุนจากสหรัฐก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะขอตัดงบประมาณ)

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าชั้นน้ำใต้ดินที่พวกเขาเก็บตัวอย่างอาจเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการน้ำของมหานครนิวยอร์กเป็นเวลา 800 ปี พวกเขาพบน้ำจืดหรือเกือบน้ำจืดที่ระดับความลึกทั้งสูงและต่ำกว่าพื้นทะเลมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีปริมาณน้ำมากกว่านั้น

    โครงการ Expedition 501 สามารถเจาะลึกลงไปใต้พื้นทะเลได้ลึกถึง เกือบ 400 เมตร ตัวอย่างที่เก็บมาจากใต้พื้นทะเลมีค่าความเค็มตั้งแต่ 1-4 ส่วนต่อพันส่วน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณเกลือในมหาสมุทรที่ 35 ส่วนต่อพันส่วนอยู่มาก โดยน้ำบางพื้นที่มีระดับความเค็มผ่านมาตรฐานน้ำจืดของสหรัฐที่ต่ำกว่า 1 ส่วนต่อพันส่วน

    ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าน้ำนั้นปลอดภัยต่อการบริโภคหรือนำไปใช้หรือไม่

    “นี่คือสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน น้ำอาจมีแร่ธาตุที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากน้ำซึมผ่านชั้นตะกอน อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้ก่อให้เกิดชั้นน้ำใต้ดินที่เราใช้สำหรับน้ำจืด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีคุณภาพสูงมาก” โจเซลีน ดิรุจจิเอโร นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ ผู้ศึกษาระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วและไม่ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจกล่าว

    โดยทั่วไปแล้ว ระดับความเค็มของตะกอนใต้พื้นทะเลจะใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลที่อยู่เบื้องบน แต่นอกชายฝั่งนิวอิงแลนด์ พื้นใต้ทะเลกลับมีแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ผิดปกติ 

    รีเบคก้า โรบินสัน ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ กำลังศึกษาคำถามเหล่านี้โดยการวิเคราะห์วัสดุที่รวบรวมได้จากแหล่งกักเก็บนอกชายฝั่งสามแห่งใกล้เกาะแนนทัคเก็ต กล่าวว่า “น้ำที่เรานำมาตรวจสอบ มีระดับความเค็มใกล้เคียงกับระดับน้ำดื่ม เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ฉันไม่คิดว่าน้ำในทะเลจะจืดเหมือนกับน้ำที่เราดื่มกัน”

    การสูบน้ำบาดาลปริมาณมากออกจากบ่อโดยไม่ทำให้บ่อพังทลายถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง นักวิจัยจึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อกำหนดตำแหน่งสูบน้ำ อัตราการไหลผ่านอุปกรณ์ และตำแหน่งที่วางอุปกรณ์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่เราได้เรียนรู้เพื่อปรับให้เหมาะสมที่สุด 

    ในขั้นตอนต่อไป โรบินสันจะศึกษาต้นกำเนิดและประวัติของไนโตรเจนในน้ำตัวอย่าง โดยการตรวจสอบองค์ประกอบของตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ

    “เราจะศึกษาวัฏจักรไนโตรเจนของน้ำและผลกระทบจากน้ำจืด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการไนโตรเจนเพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นวัฏจักรของมันจึงเป็นเครื่องหมายของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับจุลินทรีย์ การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามเส้นทางการไหลของไนโตรเจนสามารถบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับประวัติของมันได้” โรบินสันกล่าว

    โรบินสันจะวัดความเข้มข้นและองค์ประกอบไอโซโทปของไนโตรเจน ด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์มวลอัตราส่วนไอโซโทป ส่วนอายุของน้ำจะถูกวัดโดยใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสี เช่น คาร์บอน-14 และฮีเลียม-4

    อายุของน้ำจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาว่าสามารถนำน้ำนี้มาใช้ได้หรือไม่ หากเป็นน้ำที่มีอายุ 100-200 ปีจะถูกกักเก็บและมีจำกัด ส่วนน้ำที่มีอายุน้อยกว่านั้น จะบ่งชี้ว่าชั้นน้ำใต้ดินยังคงเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำใต้ดินและกำลังได้รับการฟื้นฟู แม้จะใช้เวลานานก็ตาม

    หลังจากนี้ชั้นหินจะถูกเก็บถาวรและเปิดให้เข้าถึงเฉพาะวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมสำหรับชุมชนวิทยาศาสตร์ เมื่อการวิจัยเสร็จทั้งหมดข้อมูลข้อมูลการสำรวจทั้งหมดและผลลัพธ์การวิจัยจะถูกเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

    ที่มา: AP NewsDWScitech Daily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1197954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uINLEJ_QQxYIXRCcB2HfF

  • งามไส้! รัฐบาลอิ๊งค์ทิ้งขี้กองโต สว.คุ้ยไทยไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

    งามไส้! รัฐบาลอิ๊งค์ทิ้งขี้กองโต สว.คุ้ยไทยไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

    สว.สุดทน หลังพบข้อมูลไทยยังไม่พร้อมเจ้าภาพซีเกมส์ โลโก้ไร้วี่แวว งบไม่พอ-ที่พักนักกีฬาจ่อวิกฤต หวั่นเสียหน้าทั่วโลก

    10 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เพื่อพิจารณาความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 โดยมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยเชิญผู้แทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย , กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณเข้าชี้แจงเมื่อ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

    ในที่ประชุมนายเลอสันติ์ เสาหล่อน หัวหน้างานแข่งขันกีฬานานาชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังเร่งส่งข้อมูลที่จำเป็นให้กับประเทศสมาชิกภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยเฉพาะคู่มือการเดินทาง คู่มือทางการแพทย์ และการขอใช้สนามฝึกซ้อม ซึ่งทุกอย่างกำลังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่อง โลโก้ สัญลักษณ์ประจำการแข่งขัน ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด ทำให้ยังไม่สามารถเปิดตัวให้ชาวต่างชาติรับรู้ได้

    ส่วนเรื่องงบประมาณปี 69 กกท. ได้รับจัดสรรมาแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท และกำลังขอ งบกลางปี 2568 ที่ยังได้ไม่ครบ เพิ่มเติมอีก 450 ล้านบาทภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหากได้มาครบก็จะทำให้มีงบสำหรับซีเกมส์เกือบ 2,500 ล้านบาท

    ด้านนายธีรเดช ถิรพร ที่ปรึกษางบประมาณ จากสำนักงบประมาณ ได้เตือนว่า การของบกลางเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และหากงบประมาณที่ขอมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ก็จะต้องผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน พร้อมทั้งย้ำให้ กกท. เร่งทำแผนให้ชัดเจนและขอมาโดยเร็วที่สุด

    นายธัชชญาณ์ณัช เปิดเผยว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย ควรจะแสดงบทบาทและเร่งจัดการเรื่องสำคัญๆ โดยเฉพาะโลโก้และสิทธิประโยชน์จากการถ่ายทอดสด เพราะหากยังล่าช้าเช่นนี้จะทำให้ รัฐบาลต้องเสียรายได้มหาศาล นอกจากนี้ยังเจอปัญหาใหญ่เรื่อง สนามแข่งและที่พักนักกีฬา เนื่องจากช่วงเดือนธันวาคมเป็นช่วง High Season ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาจองห้องพัก ทำให้ห้องพักหายากและราคาสูง ซึ่งเรื่องนี้ต้องรีบแก้ไขให้เสร็จภายใน 3 เดือนข้างหน้า

    คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ความพร้อมของประเทศไทยเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดงบประมาณ จึงได้เสนอแนะให้ กกท. ลอง หยิบยืมเงินจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ที่มีงบฉุกเฉินสำรองอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาทมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ต้องปรึกษาบอร์ดกองทุนฯ ซึ่งประธานก็คือรองนายกฯ ที่ตอนนี้ยังไม่มีการตั้ง ครม.ใหม่ ทำให้ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปคุยกับใคร

    ด้าน นางประทุม วงสวัสดิ์ สว.กล่าวว่า แม้จะยังไม่มีงบประมาณ แต่เจ้าหน้าที่ก็ควรเริ่มลงพื้นที่ได้แล้ว เพื่อทำ Action Plan และตรวจสอบความพร้อมของสถานที่แข่ง ทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการจราจร โดยเฉพาะการรับมือกับนักกีฬาและกองเชียร์จากประเทศกัมพูชา พร้อมเน้นย้ำว่าการวางแผนเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้พลังของเรา อย่ามัวแต่ติดคำว่าใช้งบประมาณอย่างเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย ทั้งในการจัดการแข่งขันและการต้อนรับแขกต่างชาติ

    ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพราะการเป็นเจ้าภาพควรจะมีการเตรียมแผนล่วงหน้าแล้ว และจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/859049/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dFn240B2ahZDlXOnfigR3

  • ราชบุรีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกฟื้นภาพลักษณ์

    ราชบุรีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกฟื้นภาพลักษณ์

    ภูมิภาค

    ราชบุรีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกฟื้นภาพลักษณ์

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 9 กันยายน 2568  ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิด “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนตลาดน้ำดำเนินสะดวก” โดยมีนายสุวิทย์ชาติ นวมเพชร นายอำเภอดำเนินสะดวก นายธนวัชร นิติกาญจนา รองนายก อบจ.ราชบุรี นางปาลิกา อภิโชครุ่งเรือง นายกเทศมนตรีตำบลดำเนินสะดวก ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง ศูนย์บริการแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว รับเรื่องร้องเรียน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังถือเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งเคยประสบปัญหาความแออัดทางน้ำ เสียงดังจากเรือยนต์ ควันดำ มลพิษ รวมถึงการร้องเรียนเรื่องค่าโดยสารและราคาสินค้าที่สูงเกินจริง อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวตลอดช่วงที่ผ่านมา

    นางกาญน์กุระ ฮัยสคเนน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนนับแสนคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ชุมชน การเปิดศูนย์บริการฯ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจว่าตลาดน้ำจะมีความสะอาด ปลอดภัย มีระเบียบ ไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และทำให้ชาวบ้านกลายเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม

    ขณะที่นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนแห่งนี้ไม่เพียงแต่ดูแลนักท่องเที่ยว แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ที่ต้องการให้ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน

    สำหรับตลาดน้ำดำเนินสะดวก ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี และของประเทศไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านวิถีชีวิตริมน้ำ การพายเรือขายสินค้าและอาหารพื้นบ้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การเปิดศูนย์บริการฯ จึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของจังหวัดราชบุรีที่จะรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของตลาดน้ำให้คงอยู่ในฐานะ “ตลาดน้ำที่โด่งดังที่สุดในโลก” อย่างแท้จริง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dYDqV_uvZ9OiXM3bDBsYZ

  • “หอยแมลงภู่บ้านกาแบง” สตูล โชว์เมนูซีฟู้ดพื้นบ้าน สร้างรายได้-ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    “หอยแมลงภู่บ้านกาแบง” สตูล โชว์เมนูซีฟู้ดพื้นบ้าน สร้างรายได้-ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    กลิ่นหอมของ ซีฟู้ดพื้นบ้านสดใหม่ ลอยฟุ้งไปทั่ว เมื่อกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านกาแบง (ทอนไก่) ตำบลแหลมสน อำเภอละงู จังหวัดสตูล ภายใต้การนำของ นายประวิทย์ หมีนรน นำผลผลิตจากทะเลท้องถิ่นมาโชว์ให้หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการ สำนักงานประมงจังหวัดและประมงอำเภอละงู พร้อมทั้งสื่อมวลชน  ซึ่งเป็นเมนูอาหารสุดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หอยแมลงภู่ลวกจิ้มรสเด็ด  น้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพื้นบ้าน  ยำหอยแมลงภู่ใส่มะม่วงซอย  หอยทอดกรอบ ๆ ไข่เจียวหอยแมลงภู่เนื้อแน่น  รวมถึงอาหารทะเลสด ๆ อย่าง ปูดำ  กุ้งทะเล  ที่ตอกย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลสตูล และสะท้อนศักยภาพของชุมชนชายฝั่งแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

    หลังจากอิ่มตาอิ่มใจกับเมนูซีฟู้ดที่ถูกนำมาโชว์แล้ว ชาวประมงพื้นบ้านนำย้อนกลับไปดูเบื้องหลังว่า วัตถุดิบทั้งหมดนี้มีต้นกำเนิดจาก “คลองกาแบง” ในพื้นที่บ้านกาแบง หมู่ที่ 2 ตำบลแหลมสน ซึ่งเป็นลำคลองธรรมชาติที่สะอาดและเหมาะสมต่อการเลี้ยงหอยแมลงภู่ สมาชิกกลุ่มกว่า 15 ครัวเรือนได้ร่วมแรงเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ในกระชังลอยน้ำ สร้างรายได้และรักษาทรัพยากรท้องถิ่นไปพร้อมกัน

    การเลี้ยงหอยแมลงภู่ไม่สามารถทำได้ทุกที่ เนื่องจาก หอยแมลงภู่จะเติบโตได้เฉพาะในแหล่งน้ำที่สะอาดและมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ จึงถือเป็นดัชนีทางธรรมชาติที่สะท้อนคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยตรง หากน้ำเสียหรือขาดความสมดุลทางนิเวศ หอยแมลงภู่จะไม่เจริญเติบโตและตายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ “คลองกาแบง” ถูกยกเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเลี้ยงหอยแมลงภู่ที่พึ่งพิงธรรมชาติอย่างแท้จริง

    การเลี้ยงหอยแมลงภู่ใช้วิธีธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อาหารเสริม แต่ปล่อยให้หอยหาอาหารเองจากแพลงก์ตอนในน้ำ ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 6–8 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยในแต่ละปีมีกว่า 1,220 ช่อ สร้างรายได้เฉลี่ยถึง 200,000 บาท นอกจากรายได้จากการขายส่งแล้ว ชาวบ้านยังขายให้ร้านอาหารและชุมชนวันละกว่า 100 กิโลกรัม สร้างรายได้เสริมวันละ 200–300 บาท และเมื่อถูกนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารต่าง ๆ ก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า สร้างเอกลักษณ์ให้ซีฟู้ดพื้นบ้าน

    นายศักดา ศรีเมือง หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการ สำนักงานประมงจังหวัดสตูล ระบุว่า การเลี้ยงหอยแมลงภู่ในคลองกาแบง เป็นทั้งการสร้างรายได้และการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะหอยแมลงภู่เป็นตัวชี้วัดความสะอาดของน้ำได้อย่างดี การเลี้ยงที่นี่จึงกลายเป็นต้นแบบเกษตรชายฝั่งที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจและนิเวศ

    ​​​​​​​

    นายประวิทย์ หมีนรน เผยว่า แม้การทำกระชังต้องลงทุนสูงในช่วงแรก แต่ผลตอบแทนคุ้มค่าในระยะยาว และในอนาคต ชุมชนบ้านกาแบงหวังต่อยอดไปสู่ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสการเลี้ยงหอยแมลงภู่ เรียนรู้วิถีประมงพื้นบ้าน พร้อมลิ้มลองเมนูซีฟู้ดสด ๆ จากแหล่งผลิตจริง

    นับเป็นอีกหนึ่งทางรอดในการ แก้ปัญหาราคาอาหารทะเลพื้นบ้านตกต่ำ และทำให้เกษตรชายฝั่งยังคงเป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างงาน สร้างรายได้ให้ลูกหลานต่อไป

    “หอยแมลงภู่บ้านกาแบง” จึงไม่เพียงเป็นอาหารทะเลสดจากท้องถิ่น แต่ยังเป็น สัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน ที่บอกเล่าเรื่องราวการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับทะเลอย่างกลมกลืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LQkICqNB-Sks9rSdAVb52

  • คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่

    คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่

    คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 ยุคภูมิใจไทย นายกฯ อนุทิน แย้ม ปรับใหม่รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% เฉพาะคนเสียภาษีเท่านั้น คนทั่วไป 50% เหมือนเดิม

    จากกรณี ที่มีกระแสข่าวโครงการคนละครึ่งออกมาว่าจะเป็นในลักษณะรัฐและประชาชน ร่วมจ่ายในส่วนสัด 50:50 หรือจะเป็นแบบพลัสนั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าได้หารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากไม่กระทบวินัยการเงินหรืองบประมาณ และช่วยประชาชนได้

    สำหรับโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ จะมาในรูปแบบ 60:40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็ 50:50 ถือเป็นไอเดียที่นายเอกนิติเสนอ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งจะดำเนินการทันภายใน 4 เดือน ขณะที่นายเอกนิติ ก็แจ้งมาว่างบประมาณมีดำเนินการ พร้อมเปรียบว่ากระเป๋าก็ยังมีเหมือนเดิม

    คนละครึ่ง 2568 คืออะไร

    โครงการ คนละครึ่ง 2568 ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเดินหน้าภายใน 4 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และเพิ่มกำลังซื้อให้กับร้านค้ารายย่อย โดยใช้ระบบการจ่ายผ่านแอป เป๋าตัง เช่นเดิม

    เงื่อนไขคนละครึ่งล่าสุด

    นายอนุทินเปิดเผยว่า รัฐบาลจะนำโครงการ คนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้ง แต่มีการปรับเงื่อนไขใหม่เพื่อความเหมาะสม ดังนี้

    • กลุ่มคนที่เสียภาษี → ได้สิทธิ 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%)
    • กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษี → ได้สิทธิ 50:50 เช่นเดิม

    แนวทางนี้มาจากข้อเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีและไม่กระทบวินัยการคลัง

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิ คนละครึ่ง 2568

    1. เป็นบุคคลสัญชาติไทย
    2. มีบัตรประจำตัวประชาชน
    3. อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันเปิดลงทะเบียน 

    (ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมได้หรือไม่ ต้องรอรายละเอียดจากกระทรวงการคลัง)

    สรุป โครงการ คนละครึ่ง 2568 จะกลับมาในรูปแบบใหม่ “60:40 สำหรับผู้เสียภาษี” และ “50:50 สำหรับประชาชนทั่วไป” โดยรัฐบาลอนุทินยืนยันว่าจะเดินหน้าให้ทันในกรอบเวลา 4 เดือน 

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/942947/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ydtohXlBCR5vaMK7lEinf

  • เศรษฐกิจไทยลุ้นคึก! อนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน หุ้นไฟแนนซ์-ค้าปลีก-ก่อสร้างได้เฮ

    เศรษฐกิจไทยลุ้นคึก! อนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน หุ้นไฟแนนซ์-ค้าปลีก-ก่อสร้างได้เฮ

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบบุคคลในสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ด้วยคะแนนเสียงโหวตสูงสุด ทำให้เหล่านโยบายของพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งว่าการเดินหน้าในระยะเวลา 4 เดือนจากนี้ จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย และหุ้นกลุ่มใดจะได้อานิสงส์เชิงบวกบ้าง

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า นโยบายเหล่านี้ต้องพิจารณาอีกครั้งตอนรัฐบาลแถลงนโยบาย โดยนโยบายที่ภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ และมีโอกาสทำได้เลย เช่น พักหนี้ เป็นบวกต่อไฟแนนซ์และค้าปลีก, รถเมล์ไฟฟ้า เป็นบวกต่อ NEX, EA, และเพิ่มรายได้ อสม. เป็นบวกต่อค้าปลีก, เครื่องดื่ม, และ FSMART

    นอกจากนี้ หากการลงทุนโครงการก่อสร้างตามนโยบายพรรคภูมิใจไทยสามารถเดินหน้าได้จริง ก็มองว่าจะเข้ามาช่วยหนุนหุ้นก่อสร้าง อาทิ STECON, CK, SCC และ TASCO ได้รับอานิสงส์ 

    ขณะเดียวกันจากนโยบายการพักหนี้ 3 ปี มองว่าจะส่งอานิสงค์เชิงบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์ได้ด้วย ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR เป็นต้น

    ในส่วนโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ที่จะนำกลับมาอีกครั้งนั้น มองว่ามีส่วนที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ไไม่ได้เปลี่ยนแปลงพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยจะช่วยหนุนกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง อาทิ CPAXT, BJC และ TNP

    ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามองการมีนายกฯ ระยะสั้น 4 เดือน จะเดินหน้านโยบายให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และ GDP ไทยได้เพิ่มหรือไม่นั้น คาดว่ารัฐบาลอายุสั้น (4 เดือน) จะเป็นการเน้นแก้รัฐธรรมนูญ, แก้ปัญหาชายแดน, และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมองกว่า ดังนั้นจึงคาดว่าจะช่วยประคอง GDP ได้ แต่ไม่น่าจะหนุนให้ GDP เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับประเด็นเรื่องการยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นต้นปีหน้า (2569) เป็นปัจจัยที่ตลาดคาดไว้แล้ว อาจมีผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 2/2569 อยู่บ้าง แต่คาดว่าไม่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งปีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคาดว่าจะเห็นการกลับมาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่อยู่ดี 

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทางการเมืองที่คลี่คลายไปในทิศทางที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ประเมินกรอบดัชนี SET Index ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ไว้ระดับแนวรับ 1,230 – 1,240 และกรอบแนวต้าน 1,280 – 1,300 จุด

    กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า นโยบายพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีประกาศอย่างชัดเจน แต่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะเน้นการลดค่าครองชีพประกอบไปด้วยลดค่าเดินทาง ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง พร้อมกับเผยว่าอาจนำนโยบายคนละครึ่งกลับมาดำเนินการ

    ปัจจุบันนั้นยังไม่เป็นแน่ชัดว่าจะมีเม็ดเงินมาสนับสนุนประชาชนเท่าใด สำหรับโครงการคนละครึ่งในรอบนายกฯตู่พบว่ามีผลต่อ Upside GDP ราว 0.3% แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเปรียบกับรอบนี้ คงยังต้องรอติดตามว่าเม็ดเงินจะมีมูลค่าเท่าใด

    ทั้งนี้ ประเมินว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยผู้ประกอบการระดับกลาง – ล่าง ได้เป็นอย่างดีและหนุนผู้ประกอบการรายใหญ่อีกทีอย่าง CPAXT, CPALL แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือนและทำให้หลายคนอาจประเมินว่าไม่มีผลอะไรมากนัก

    แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่านี่คือช่วงหาเสียงที่ดีที่สุดก่อนการเลือกตั้งสมัยหน้า นโยบายต่างๆ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมากระหน่ำเพื่อเตรียมสานต่อในสมัยหน้า ส่วนนโยบายอื่นๆ ยังไม่มีแถลงอย่างชัดเจน

    รวมไปถึงขอความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลปัญหาหนี้สินของครัวเรือน อาทิ ลดดอกเบี้ยหรือตั้งกองทุนเพื่อการดูแลลูกหนี้โดยเฉพาะ (ซื้อหนี้มาบริหาร) หากเกิดขึ้นก็จะช่วยหนุนการบริโภคและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ประเมินกรอบดัชนี SET Index สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 1,220 – 1,350 ส่วนการยุบสภาไม่คาดว่าจะมีผลอย่างมีนัยยะกับเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลชุดเดิมยังรักษาการไว้ก่อนจนกระทั่งได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารต่อ หากได้รัฐบาลชุดเดิมนโยบายต่างๆก็จะได้สานต่อไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/638399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wftlwZib7ihUdUBFN3Q5A

  • ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    เศรษฐกิจ

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    10 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    เงินบาทแข็งค่าแรง เร็ว กระทบเศรษฐกิจ จับตาผู้ว่า ธปท.-รมว.คลังคนใหม่ มีนโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยน  “หอการค้า” ชี้แข็งค่าสวนทางเศรษฐกิจ กระทบส่งออก ท่องเที่ยว เกษตร พร้อมเร่งรัฐบาล-ธปท.หามาตรการดูแล “ผู้ส่งออก” ช็อคแข็งค่าเร็ว หวั่นกระทบคำสั่งซื้อหดตัว “สมาคมโรงแรมไทย” ห่วงรายได้ท่องเที่ยวลดลง ขอค่าเงิน 33 บาท

    • เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น และเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ
    • การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นและต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น
    • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง และเรียกร้องให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปีครั้งใหม่ที่ระดับ 31.58 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ย.2568 ก่อนจะอ่อนค่ากลับมาที่ระดับ 31.74 ในช่วงบ่าย สอดคล้องกับทิศทางของเงินหยวนและสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ จากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด

    ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทเดือน ก.ย.ที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก และแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าภาพรวมเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7.5% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้นของสกุลเงินเอเชีย

    สำหรับแนวโน้มเงินบาทระยะสั้น ประเมินว่ามีโอกาสขยับแข็งค่าไปทดสอบแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากมีหลายปัจจัยกดดัน Sentiment เงินดอลลาร์ อาทิ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดช่วงที่เหลือปีนี้ โดยต้องติดตามการส่งสัญญาณของเฟดผ่าน dot plot ใหม่ หลังการประชุม FOMC เดือน ก.ย.นี้

    ขณะที่การคาดการณ์เงินบาทอยู่ทิศทางแข็งค่า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากเงินบาทหลุดระดับที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 31.30 บาทต่อดอลลาร์และเชื่อว่าเงินบาทอาจไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดในกลางปี 2521 ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ เพราะคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จะเข้าไปดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากนัก

    บาทแข็งกระทบผู้ส่งออก-รายได้ธุรกิจ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นประเด็นน่ากังวล โดยการแข็งค่าหลักมาจาก“ค่าเงินดอลลาร์”ที่อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    โดยการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นผลมาจากการที่“โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้มีการเข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแล้วเกือบ 10% ในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคล้ายกับหลายประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องจับตา คือหลังจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ และรัฐมนตรีคลังคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง อาจมีนโยบายที่สามารถช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้างในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ตามมองว่าผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ส่งผลต่อการส่งออกในช่วงปลายปีนั้น และส่งผลกระทบต่อสินค้าบางชนิดและรายได้ของผู้ผลิตและผู้ส่งออกอย่างแน่นอน

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    “หอการค้า”ชี้ เงินบาทแข็งค่ารุนแรง สวนทางเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนห่วงใยสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นการแข็งค่าเร็วและรุนแรงสุดรอบหลายปี และสวนทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ โดยการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก การท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การส่งออกต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เพราะราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบประเทศคู่แข่งส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลจากเงินบาทแข็งค่าทำให้ไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงลดแรงจูงใจเดินทางมาไทย 

    ขณะที่ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปีและพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    ชี้ 2 ปัจจัยหลักกดดันเงินบาทแข็งค่า

    ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่นไม่ใช่แค่ปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียวแต่เป็นผลจากปัจจัยภายนอก คือ

    1.ปัจจัยเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงทำให้ค่าเงินหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นอัตโนมัติ

    2.ปัจจัยทองคำ โดยไทยถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้มีการขายทองคำเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้ต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาและอาจมาจาก Crypto ด้วย

    นอกจากนี้มีปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แก่ มาตรการภาษีตอบโต้ที่สหรัฐและยุโรปกำลังทบทวน ซึ่งกระทบความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และซ้ำเติมผลกระทบเงินบาทแข็งค่า โดยมีข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน 

    รวมทั้งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐที่กล่าวถึงการเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    กกร.แนะแยกดุลทองคำออกใช้ชัดเจน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเสนอควรแยกดุลทองคำออกมา เพื่อให้ประเมินผลกระทบค่าเงินได้ตรงจุด และขอให้ ธปท.ดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้ค่าเงินผันผวนแบบไม่สะท้อนศักยภาพแท้จริงของเศรษฐกิจจะทำให้ผู้ประกอบการเสียความสามารถการแข่งขัน

    รวมทั้งหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนอาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

    “ขอให้รัฐบาลและ ธปท.เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ระดับสะท้อนเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน เพราะเงินบาทแข็งค่าเกินไป” ดร.พจน์ กล่าว

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    ผู้ส่งออกหวั่นบาทแข็งทำคำสั่งซื้อหด

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงจาก 34 บาทต่อดอลลาร์มาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ กระทบการส่งออกมาก ทำให้ยอดขายหายไปเยอะ 

    ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่า 1 บาท จะทำให้เงินหายไป 10 ล้านบาท เช่น หากยอดขาย 10 ล้านดอลลาร์ โดยเงินบาทอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 340 ล้านบาท แต่หากเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์หรือแข็งขึ้น 2 บาท ยอดขายเท่าเดิม แต่เงินจะหายไป 20 ล้านบาท หรือหายไป 5.8% ถือว่าเยอะมาก โดยเฉพาะกรณีที่ใช้วัตถุดิบในประเทศผลิตสินค้าทั้งหมด

    “ผู้ส่งออกช็อคกับเงินบาทที่แข็งค่าเร็วมาก ซึ่งบริษัทใหญ่จะประคองได้เพราะทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่ผู้ส่งออกขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีเงินทุนจะลำบากซึ่งใช้วิธีการเจรจาคู่แข่งเพื่อปรับราคาสินค้า“ นายธนากร กล่าว

    ส่วนกรณีใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศก็ต้องมาคำนวณใหม่ เพราะการนำเข้าจ่ายเป็นดอลลาร์ แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าเท่ากับจ่ายเงินบาทน้อยลง ดังนั้นบริษัทที่มีโครงสร้างการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตที่แตกต่างกันจะมีผลกระทบต่างกัน

    สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นจากการมีรัฐบาลใหญ่ และมีทีมเศรษฐกิจจากภาคเอกชนเป็นมืออาชีพมาดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้นำเงินลงทุนมาเทรดในตลาดเพื่อเก็งกำไร ซึ่งไม่รู้จะเป็นแบบชั่วคราวหรือไม่ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งเงินบาทแข็งค่ากว่ามาก

    นอกจากนี้ ธปท.ต้องมาดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากขึ้นเพราะไทยเป็นผู้ส่งออก ซึ่งหวังจะเป็นแค่ระยะสั้น อย่างไรก็ตามการรักษาสมดุลเงินบาทและไม่ตกเป็นการโจมตีค่าเงินบาทมีความสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลต้องประเมินกำลังเสียท่าหรือเป็นเรื่องชั่วคราว

    บาทแข็งกระทบ “ท่องเที่ยว” ระยะยาว

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าระยะยาว แม้ระยะสั้นไฮซีซันปลายปี 2568 ยังไม่เห็นผลกระทบ แต่ระยะยาวไม่ดีกับการท่องเที่ยว 

    รวมทั้งต้องดูค่าเงินคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม โดยดูค่าเงินขึ้นลงเหมือนค่าเงินบาทหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นแรงบวกให้ประเทศคู่แข่ง ซึ่งเหมือนญี่ปุ่นที่ค่าเงินเยนอ่อนค่ายาวทำให้การท่องเที่ยวได้อานิสงส์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเที่ยวจำนวนมากเพราะไม่แพงเหมือนก่อน

    “อยากให้กระทรวงการคลังและ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพราะตอนนี้แข็งเกินจริง อยากให้อยู่ระดับ 32.5-33.0 บาทต่อดอลลาร์ เพราะหากแข็งค่าเกินไปในระยะสั้นจะกระทบการส่งออก และถ้าแข็งค่าระยะยาวจะกระทบการท่องเที่ยวตามมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาจไม่ลดลงแต่จะกระทบการใช้จ่ายเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กำหนดงบประมาณใช้จ่ายในแต่ละทริปเท่าเดิมในแต่ละปี”

    ส.อ.ท.ชี้ส่งออกกระทบหนัก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจากการที่ผู้ร่วมตลาดคาดการณ์ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มจะผ่อนคลายขึ้น ขณะที่เงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบ4ปีและสวนทางเศรษฐกิจจริงจึงไม่ผลดีต่อภาคการส่งออกและกระทบภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม และSMEs แม้การนำเข้าสินค้าถูกลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงแต่เวลานี้ต้องกระตุ้นการส่งออกมากว่านี้ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจะทำให้นักธุรกิจไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yk9BbOVlhhZ30DFmQOWHd

  • เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    10 ก.ย. 2568 04:45 น.

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uH_KYLei9ePYHrQSPE2Ft

  • วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ | TOPNEWS

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ | TOPNEWS

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ

    • เผยแพร่ : 09/09/2025 23:44

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง มียอดใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท คาดดันเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบทะลุ 85 ล้านบาท ตอกย้ำ Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า โดยตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ” ปลัด วธ. กล่าว

    website

    TOPNEWS website - update 2025 (17)

    ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. “ธนายุตม์” ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจ สง.ก.ตร. มอบของที่ระลึกกว่า 200 ชุด

    ประจวบฯเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง

    วัดพระธรรมกายพัฒนาการศึกษาบาลีจัดการเรียนทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ คว้ารางวัลดีเด่น

    คอนเฟิร์ม “นายกฯอนุทิน” ยันชื่อ “ศุภจี” CEO หญิงแกร่ง “ดุสิตธานี” ยังไม่หลุดโผนั่งรมว.พาณิชย์

    “กรมอุตุฯ” เตือน ฝนตกหนัก เช็ก 29 จว.อ่วม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.ก็โดนด้วย

    พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบร่าง “ร.ต.ท. ประจักษ์ ทหารไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1308033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J0UVQfO4kIQ78vMNb_AVN

  • ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน  กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ  ทำเศรษฐกิจแย่

    ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ ทำเศรษฐกิจแย่

    ต่างประเทศ

    ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ ทำเศรษฐกิจแย่

    ขณะที่เศรษฐกิจของมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนที่คึกคัก ความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับส่งให้ เศรษฐกิจไทยและอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน

    ในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองมีความผันผวนสูง หลายประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่คึกคัก หรือการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง “ไทย” และ “อินโดนีเซีย” กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เข้ามากดดันให้เศรษฐกิจที่เคยคาดว่าจะเติบโตต้องชะลอตัวลง

    ‘มาเลเซีย-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ ดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียน

    เริ่มต้นที่ “มาเลเซีย” ที่ได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงมีความแข็งแกร่งได้ ช่วยส่งเสริมให้กำลังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีมากขึ้น และยังมีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มด้านการลงทุนของประเทศก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021

    หลายบริษัทที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลมาเลเซีย  ยังสนับสนุนด้านการลงทุนภายในประเทศ สร้างความคืบหน้าในการดำเนินโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจผ่านโครงการของรัฐบาล อย่าง เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์

    สำหรับ “เวียดนาม” ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในครึ่งปีแรก ได้สะท้อนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่มากถึง  7.5 %

    แม้ศูนย์ประเมินภาพรวมตลาดระดับนานาชาติ MIA asia จะเตือนว่า การเร่งอัตราการเติบโตที่มากจนเกินไปของเวียดนาม อาจสร้างความเสี่ยงให้ประเทศต้องเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤตสินเชื่ออย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2010-2012

    แต่แผนการลงทุนที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อจำกัดด้านเงินทุน และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตสำหรับภาคเอกชนและตลาดหุ้นไปพร้อมกันด้วย

    ในอีกด้านหนึ่ง “ฟิลิปปินส์” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตัวเลขการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยภายนอก เช่น การขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ แต่ภาคการผลิตของประเทศยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไปข้างหน้า

    นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ Maybank ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตสำหรับการส่งออกในปี 2025 นี้  เป็น 12.3% จากเดิมที่ 9.9%

    ‘อินโดนีเซีย’ เศรษฐกิจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

    การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยกว่า 3000 ดอลลาห์ให้แก่สมาชิกรัฐสภาทุกคนในอินโดนีเซีย  ได้ลุกลามกลายเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดย หนึ่งในนั้นคือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต

    บ้านพักของผู้กำหนดนโยบายหลายคนที่ตกเป็นเป้าของความเกลียดชัง ได้ถูกรื้อค้นและปล้นเอาสิ่งมีค่า หนึ่งในนั้นคือบ้านพักของ ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย

    อ่านเพิ่มเติม : ถอด ‘บทเรียน’ ประท้วงเดือดอินโดฯ ความเหลื่อมล้ำสะสม คือเชื้อไฟ

    สถานการณ์การประท้วงส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียและค่าเงินรูเปียห์ร่วงลง หนักที่สุดในรอบหลายเดือน โดยลดลงมามากถึง 3.6% ก่อนที่จะฟื้นตัว และส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BOI) ต้องเร่งเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

    ความตึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการลงทุนชะลอตัวเพื่อรอดูสถานการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจะยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายข้อเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และยกเลิกสวัสดิการของสมาชิกรัฐสภาที่ตกเป็นข้อวิจารณ์แล้วก็ตาม แต่การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยังคงมีอยู่ และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    สำนักข่าวบิสสิเนส ไทมส์ รายงานความเห็นของ ราธิกา ราอู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ DBS ว่า

    “หากการแก้ไขปัญหา และการยื่นข้อเสนอเพื่อประนีประนอมของรัฐบาลถูกมองว่าไม่เพียงพอ การลุกฮือจากความไม่พอใจของผู้ประท้วง อาจทำให้อุปสงค์ในการบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุนของประเทศลดลง”

    หลายฝ่ายคิดว่าการยกเว้นภาษีน้ำมันปาล์ม และการเสียภาษีนำเข้าให้แก่สหรัฐ ที่น้อยกว่าจีนและอินเดียจะทำให้ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในครั้งนี้บรรเทาเบาบางลงไปได้ แต่คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปีนี้ยังคงต่ำกว่า 5%

    เศรษฐกิจของอินโดนีเซียในปัจจุบันนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ ที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายในประเทศ อาจขยายให้ปัญหาเศรษฐกิจจากภายนอกให้รุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ‘ไทย’ คนป่วยแห่งอาเซียน

    สำหรับ “ประเทศไทย” การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องยุติบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ส.ค ได้เปิดทางให้กับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลว่า จะทำให้เกิด “เสถียรภาพทางการเมืองแค่เพียงชั่วคราว” เท่านั้น เนื่องจากเงื่อนไขของพรรคฝ่ายค้านที่รัฐบาลจะต้องยุบสภา และจัดให้เกิดการเลือกตั้งภายในระยะเวลาสี่เดือนนับตั้งแต่รัฐบาลของนายอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    สำนักข่าวบิสิเนส ไทมส์ ยังรายงานความเห็นของ ชัว ฮัก บิน และเอริกา เทย์ นักวิเคราะห์จาก Maybank ที่กล่าวถึง การปิดพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมียนมาว่า อาจ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และการค้าระหว่างพรมแดนที่มีมูลค่ารวมกว่า 570,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยเมียนมาและไทยกัมพูชา โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ส่วนใหญ่ทยอยกลับสู่ประเทศจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงาน โดยทั้งสองได้กล่าวว่า 

    “ความผันผวนทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ภาคบริการ และอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย”

    ตลาดหุ้นไทยซึ่งโดยปกติแล้วจะ “เคยชิน” กับความวุ่นวายทางการเมือง กลับผันผวนตั้งแต่ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติถอดถอนนางสาวแพทองธาร โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ร่วงลงกว่า  9.7% โดยคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย

    ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่นายอนุทินได้ประกาศตัวเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า

    “ถ้าหากการเมืองของประเทศเข้าสู่ภาวะชะงักงัน แน่นอนว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และหากงบประมาณล่าช้า เศรษฐกิจไทยก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยง” โดยผู้ว่าการธปท. เตือนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 จะขยายตัวลดลงเหลือเพียง  1.7% จากที่ขยายตัวประมาณ 2% ในปีนี้

    อ่านเพิ่มเติม: ผู้ว่าแบงก์ชาติเผยสื่อนอก ‘การเมืองไทยติดหล่ม’ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปีหน้า

    ท้ายที่สุด สถานการณ์เศรษฐกิจในอินโดนีเซียและไทย ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงเวลาที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เดินหน้านโยบายส่งเสริมการเติบโตของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันภาคการผลิต และการส่งออก

    แต่ไทยและอินโดนีเซียกลับต้องเผชิญกับ “ความขัดแย้ง” จากทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ การกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสม และปัญหาพรมแดนระหว่างประเทศ   ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลงอย่างอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้น การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นมาใหม่ให้ได้เร็วที่สุด จึงเป็นพันธกิจที่สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่และพาประเทศกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

    อ้างอิง: Bloomberg, The Business Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1197950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06laGDGyPeiVF84m5EngvU