Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รู้จัก ก้อย ศศิธร กิตติธรกุล ว่าที่ รมช.มท. ลูกสาวคนสวยของ โกหงวน

    รู้จัก ก้อย ศศิธร กิตติธรกุล ว่าที่ รมช.มท. ลูกสาวคนสวยของ โกหงวน

    รู้จัก ก้อย ศศิธร กิตติธรกุล ว่าที่ รมช.มท. ลูกสาวคนสวยของ โกหงวน

    เปิดชื่อในโค้งสุดท้าย สำหรับ คุณก้อย  ศศิธร กิตติธรกุล ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และลุกจากเก้าอี้นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 โดยคุณก้อย มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน1 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย)

    ประวัติ คุณก้อย ศศิธร กิตติธรกุล เป็นใคร?

    คนกระบี่รู้จักในชื่อ นายกก้อย เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

    ก้อย  ศศิธร กิตติธรกุล

    ประวัติส่วนตัวและครอบครัว ก้อย ศศิธร

    • บุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล หรือโกหงวน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่(นายก อบจ.กระบี่) หลายสมัยจนถึงปัจจุบัน
    • เป็นลูกพี่ลูกน้องของ นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย

    การศึกษา

    • ปริญญาตรีLouisiana State University , Louisiana , USA.สาขา B.S. International Trade and Finance
    • ปริญญาโท University of LA Verne , California , USA. สาขา MBA. In Supply Chain Management

    ก้อย  ศศิธร กิตติธรกุล

    การทำงาน และธุรกิจ

    คุณก้อย เดินตามเส้นทางของคุณพ่อสมศักดิ์ (โกหงวน) มาด้วยดีลอด  ผ่านประสบการณ์การทำงานมากมายตั้งแต่ปี  2562-ปัจจุบัน 

    • นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่
    • ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
    • กรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่
    • เลขานุการนายกสมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่
    • กรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกระบี่
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ป่าชุมชนประจำจังหวัดกระบี่
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542
    • กรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ (protected Area Committee : PAC)
    • กรรมการตรวจ Checklist สถานประกอบการที่ขอรับมาตรฐาน SHA ในระบบของ Thailand SHA
    • กรรมการศูนย์ปฎิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนและทางทะเล
    • กรรมการจัดระเบียบ เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่
    • กรรมการผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง ระดับจังหวัด (Provincial Chief Information Officer Committee : PCIO)
    • กรรมการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มทักษะ ด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจน ที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ
    • กรรมการประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยระดับจังหวัด ประจำปี 2564

    ก้อย  ศศิธร กิตติธรกุล

    • กรรมการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน OTOP กระบี่
    • กรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดกระบี่
    • กรรมการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาบุคคลากรการท่องเที่ยวและบริการกลุ่มธุรกิจโรงแรมรองรับการท่องเที่ยวตามวิถีใหม่
    • อนุกรรมการศูนย์ปฎิบัติการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดกระบี่ด้านการบังคับใช้กฎหมาย
    • อนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัดกระบี่ (กพร.ปจ.)
    • อนุกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัดกระบี่
    • อนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดกระบี่ (กรอ.) ด้านการท่องเที่ยว
    • อนุกรรมการติดตามประเมินผลโครงการตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
    • อนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัดกระบี่
    • คณะทำงานติดตามประเมินการประกอบกิจการและวิถีชีวิตของประชาชนระดับจังหวัด เพื่อศึกษามาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค
    • คณะทำงานศูนย์ปฎิบัติการควบคุมโรคจังหวัดกระบี่ (ศปก.ก.กบ.)
    • คณะทำงานการควบคุมกำกับการดำเนินงาน Big Cleaning Week จังหวัดกระบี่

    ก้อย  ศศิธร กิตติธรกุล

    • คณะทำงานพัฒนาจังหวัดด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลโลยีและนวัตกรรมจังหวัดกระบี่
    • คณะทำงาน โครงการปลูกป่า และป้องกันไฟป่า จังหวัดกระบี่
    • คณะทำงานกลั่นกรองแผนงาน/โครงการเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยวภายในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน
    • ว่าที่ รมช.มหาดไทย ครม.อนุทิน1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966756&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23EHtgBwu24kf95a5D2mUm

  • อุทยานแห่งชาติภูเรือ ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉิน ชูแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย จ.เลย | เดลินิวส์

    อุทยานแห่งชาติภูเรือ ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉิน ชูแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย จ.เลย | เดลินิวส์

    อุทยานแห่งชาติภูเรือ ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉิน ชูแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย จ.เลย

    หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ ได้นำเสนอการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุหน่วยชุดกู้ภัยประจำอุทยานแห่งชาติภูเรือ และหน่วยปฏิบัติการทางการแพทย์ระดับพื้นฐาน(Basic Life Support : BLS) ยึดแนวทางปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล (Off Line Protocol) แหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยในจังหวัดเลย ให้แก่สาธารณสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5106575/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DwplS7cUqpjGTv7lwit39

  • &

    &

    เซเว่น อีเลฟเว่น ตอกย้ำกลยุทธ์ “สร้างชุมชนอุ่นใจ” เปิดตัวแลนด์มาร์กใหม่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาธาราพัทยา และสาขาบาลีฮาย จังหวัดชลบุรี ด้วยสัญลักษณ์ “โลมา” สัตว์ทะเลน่ารักที่เป็นเสน่ห์คู่เมืองพัทยา พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ แชะภาพ เช็คอิน และแชร์บนโซเชียล สร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้คึกคักยิ่งขึ้น

    จุดเช็คอิน “โลมา” หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ติดตั้ง 2 สาขา ได้แก่ สาขาธาราพัทยา และ สาขาบาลีฮาย มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารเอกลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวทางทะเลและสร้างแลนด์มาร์กใหม่ให้ผู้มาเยือนได้ประทับใจ การนำสัญลักษณ์โลมามาประดับหน้าร้าน ไม่เพียงแต่สร้างจุดเช็คอิน ที่สวยงาม แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวทั่วโลก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการแชร์บนโซเชียลมีเดีย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างความภูมิใจให้กับคนในพื้นที่ที่ได้เห็นสัญลักษณ์คู่เมืองถูกยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก พร้อมเชื่อมั่นว่าการสร้างแลนด์มาร์กที่เข้าถึงง่ายและเป็นที่จดจำ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวเมืองพัทยาในมิติใหม่

    การเลือกใช้ “โลมา” เป็นสัญลักษณ์ของจุดเช็คอิน เนื่องจากโลมาเป็นสัตว์ที่ทุกคนรู้จักและเป็นมิตร จึงสื่อถึงเอกลักษณ์ความรื่นรมย์ สนุกสนาน และความอบอุ่นที่ต้อนรับผู้มาเยือน จุดเช็คอิน “โลมา” ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียน แต่ยังถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความเป็นชุมชนในพื้นที่ ยังได้สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของคนพัทยาและจังหวัดชลบุรีอีกด้วย นอกจากนี้จุดเช็คอินโลมายังได้ติดตั้งจอดิจิทัลเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมถึงนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยว โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

    ทั้งนี้ เซเว่น อีเลฟเว่น ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรมถ่ายภาพจุดเช็คอิน “โลมา” หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาธาราพัทยา และสาขาบาลีฮาย จังหวัดชลบุรี แล้วโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก #Pattaya7ElevenCheckin เพื่อลุ้นรับของที่ระลึกจากเซเว่น อีเลฟเว่นมากมาย ตั้งแต่วันที่วันนี้-30 กันยายน 2568 หรือติดตามกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจhttps://www.facebook.com/cpall7

    โครงการติดตั้งจุดเช็คอิน “โลมา” นี้ สะท้อนบทบาทของเซเว่น อีเลฟเว่น ในฐานะภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ไม่เพียงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สร้างคุณค่าให้กับสังคมและชุมชน โดยมีเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่ “แลนด์มาร์กชุมชน” ไปยังจังหวัดอื่น ๆ เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวในอนาคตเป็นไปตามกลยุทธ์ “สร้างชุมชนอุ่นใจ” ของซีพี ออลล์ ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezr4pye33ajk5f2ddtqcx44rs0ps2c3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XY-U7cZyRLaCwdOFPWPiP

  • กรุงปักกิ่งติดอันดับ ‘เมืองท่องเที่ยว’ ชั้นนำของโลก

    กรุงปักกิ่งติดอันดับ ‘เมืองท่องเที่ยว’ ชั้นนำของโลก

    ปักกิ่ง 12 ก.ย. — รายงานจากการประชุมโลกด้านความร่วมมือและการพัฒนาทางการท่องเที่ยว (World Conference on Tourism Cooperation and Development) ปี 2025 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาระบุว่า กรุงปักกิ่งของจีนจัดอยู่ในกลุ่มเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลกด้วยจุดแข็งรอบด้าน

    รายงานการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวโลก (ปี 2024-2025) ซึ่งเป็นรายงานหลักของสหพันธ์เมืองท่องเที่ยวโลก (WTCF) ที่เผยแพร่เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2014 ได้จัดให้กรุงปักกิ่งอยู่อันดับ 7 ของโลกตามการประเมินอย่างรอบด้าน ทำให้กรุงปักกิ่งขยับขึ้นมาหนึ่งอันดับจากการประเมินครั้งก่อน

    (แฟ้มภาพซินหัว: นักท่องเที่ยวที่หอฟ้าเทียนถานในกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 30 ม.ค. 2025)

    ส่วนนครเซี่ยงไฮ้ครองอันดับ 9 และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงครองอันดับ 11 ขณะสามอันดับแรกของการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ มหานครนิวยอร์ก กรุงโตเกียว และกรุงปารีส

    สำหรับห้าเมืองของจีนได้แก่ มาเก๊า ฮ่องกง หางโจว เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 10 อันดับแรกของโลกในด้านความอัจฉริยะของเมือง ซึ่งตอกย้ำความก้าวหน้าของจีนในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการบริการการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI)

    นอกจากนั้นกรุงปักกิ่งครองอันดับ 5 ในรายงานดัชนีศักยภาพการแข่งขันจุดหมายท่องเที่ยวโลก (ปี 2025) ซึ่งเผยแพร่โดยสหพันธ์ฯ และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก (PATA) และประเมินเมืองต่างๆ ด้วย 10 หลักเกณฑ์ เช่น เสน่ห์ทางวัฒนธรรม ความน่าอยู่และความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานทางการท่องเที่ยวและการเข้าถึง การท่องเที่ยวอัจฉริยะและความยั่งยืน

    เว่ย เสี่ยวตง เจ้าหน้าที่อาวุโสของกรุงปักกิ่ง กล่าวว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสนใจเดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่งเพิ่มขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2025 อยู่ที่ราว 2.92 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.2 เมื่อเทียบปีต่อปี

    ปีเตอร์ ซีมอน ประธานสมาคมฯ ยกย่องการผสมผสานมรดกวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของกรุงปักกิ่ง รวมถึงความเป็นผู้นำการท่องเที่ยวด้านการพบปะหารือ สิ่งจูงใจ การประชุม และนิทรรศการ (MICE) ซึ่งตอกย้ำวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของกรุงปักกิ่งในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก

    ซีมอนกล่าวว่าปัจจุบันกรุงปักกิ่งมีแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกมากกว่าเมืองอื่นๆ ในโลก ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ แต่ยังสะท้อนผลลัพธ์ของนโยบายระยะยาวอันรอบคอบในการอนุรักษ์ ปกป้อง และส่งเสริมสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม

    การประชุมโลกด้านความร่วมมือและการพัฒนาทางการท่องเที่ยว ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวอัจฉริยะเพื่ออนาคตที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์” เป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมการค้าภาคบริการนานาชาติจีน (CIFTIS) ปี 2025 มีผู้แทนจาก 66 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วมเกือบ 400 คน เพื่อสำรวจแนวโน้มและความร่วมมือในยุคการท่องเที่ยวอัจฉริยะ.-813.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    รัฐสภา 11 ก.ย.- “บิ๊กต่าย” พยักหน้ารับทราบ เหตุปะทะเดือด เจ้าหน้าที่ปิดล้อมกลุ่มก่อความไม่สงบ พื้นที่ จ.สงขลา ระบุขอเข้าประชุมก่อน พลตํารวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาประชุมร่วมกับกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ได้รับรายงานเรื่องการปะทะเดือด เจ้าหน้าที่ปิดล้อมกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่บ้านห้วยเต่า สงขลา แล้วหรือไม่ โดยพลตํารวจเอก กิตติ์รัฐ พยักหน้า แต่ไม่ได้ตอบคำถาม ระบุเพียงว่าขอเข้าประชุมก่อน -สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 11 ก.ย.- “บิ๊กเต่า” ชี้เป้าตลก 3 พยางค์โผล่วันจับ “ทิดอลงกต” ส่อโยงเส้นเงินวัดพระบาทน้ำพุ พบพิรุธ ยังไม่มารายงานตัว พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทิดอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีการเปิดเผยออกมาว่า ตลกชื่อ 3 พยางค์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินวัดพระบาทน้ำพุด้วย ว่า มีตลกอีก 1 คนที่ยังเป็นเป้าหมายยังไม่ได้มาแสดงตัวและยังไม่ได้มาให้การ พนักงานสอบสวนจะเรียกมาเอง ซึ่งพบพิรุธเยอะว่าทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามวิธีการที่ทำในการเข้าไปช่วยเหลือ ทิดอลงกต ในการขนย้ายสิ่งของ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญ และไม่เหมือนดาราท่านอื่น ที่เป็นการรับจ้างงาน แต่คนนี้น่าจะเป็นคนที่สนิทส่วนตัว เป็นคนที่เคยถูกดำเนินคดีอยู่ เมื่อถามว่าเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เลยใช่หรือไม่ พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ กล่าวว่าเป็นคนลึกลับซับซ้อน ซึ่งเป็นคนที่เคยโผล่ให้เห็นในวันที่ทิดอลงกตถูกจับ -สำนักข่าวไทย

    กทม. 10 ก.ย.-พ.อ.นพ.ธวัชชัย เล่านาที สิงโตตะปบเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ จากนั้นสิงโตอีก 5 ตัว รุมขย้ำ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ขัดขืนหรือร้องขอความช่วยเหลือ พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หรือเป็นที่รู้จักในฐานะหมอที่มาช่วยเหลือในคดีการเสียชีวิตของแตงโม ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า วันนี้ตนมาเที่ยวสวนสัตว์ โดยได้ขับรถเข้าไปในโซนซาฟารี ขณะนั้นมีรถนักท่องเที่ยวหลายคันเข้าชม เมื่อมาถึงบริเวณโซนสิงโต ก็พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่รายหนึ่งซึ่งเป็นรถของสวนสัตว์จอดอยู่คันเดียว ตอนนั้นตนเองก็รู้สึกผิดสังเกต เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ช่วงเวลาให้อาหารสัตว์และเจ้าหน้าที่รายนี้อยู่คนเดียว ได้ลงมายืนข้างล่างของรถ ฝั่งคนขับ โดยเปิดประตูทิ้งไว้ แต่ไม่ได้ทำอะไร แค่ยืนเฉยๆ ลักษณะยืนหันหน้า เข้าหารถ หันหลังให้สัตว์ ซึ่งตนก็รู้สึกแปลกอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีต้นไม้บัง ตนก็เลยไม่เห็นว่าในมือถืออะไร จากนั้นประมาณ 3 นาที ก็มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ ย่องมาทางข้างหลังช้าๆ ก่อนจะตะครุบเข้าข้างหลังเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวทันที โดยที่เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวไม่ได้มีท่าที ขัดขืน ดิ้นรนต่อสู้ หรือร้องขอชีวิตแต่อย่างใด หลังจากนั้น สิงโตตัวอื่นๆ ก็ค่อยๆ เดินตามมารุมกัดตามที่ปรากฏในคลิป ตนเองไม่รู้จะต้องทำอย่างไร ทำได้เพียงแต่บีบแตรรถ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวคันอื่น ที่ช่วยกันบีบแตร ผ่านไปประมาณ 10 […]

    กทม. 10 ก.ย.-สิงโตในสวนสัตว์เอกชน ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ลากไปรุมกัด อาการสาหัส นักท่องเที่ยวบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.ย.68) ได้รับรายงานว่า เกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่ ภายในสวนสัตว์ของเอกชน จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ลงไปให้อาหาร โดยไม่ปฏิบัติตามกฎของบริษัท จึงทำให้ถูกสิงโตรุมทำร้าย เบื้องต้นอาการสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาล ประสานพนักงานสอบสวนเชิญตัวเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์มาสอบปากคำ และลงบันทึกประจำวัน โดยยังไม่มีญาติของเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายมาแจ้งความแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวบันทึกไว้ได้ บริเวณส่วนจัดแสดงสิงโต มีรั้วขนาดใหญ่เปิดให้รถเข้า-ออก เป็นพื้นที่เปิด ให้นักท่องเที่ยวขับรถเข้าไปด้านใน มีป้ายกำกับชัดเจนห้ามเปิดกระจกและห้ามลงจากรถ ด้านในจะมีรถของสวนสัตว์จอดดูแลความปลอดภัย และบางช่วงมีการจัดแสดงโชว์ให้อาหารสิงโตที่อยู่ด้านใน.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    จันทบุรี 12 ก.ย. – ตม.ศรีสะเกษ ประสาน ตม.จันทบุรี ส่งตัว “นางเขื่อน” พร้อมครอบครัว รวม 7 คน กลับกัมพูชา หลังถูกกล่าวหาเป็นไส้ศึก และถูกชาวบ้านรวมตัวขับไล่ ทั้งยังพบอาศัยอยู่ในไทยอย่างผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดศรีสะเกษ นำตัวนางเขื่อน ชาวกัมพูชา และสมาชิกครอบครัว รวมทั้งหมด 7 คน เดินทางไปที่ด่านผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รอรับตัวอยู่ก่อนแล้ว เพื่อผลักดันกลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมา นางเขื่อน ถูกชาวบ้านในพื้นที่ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ รวมตัวกันขับไล่ หลังจากถูกกล่าวหาว่าเป็น “ไส้ศึก” คอยส่งข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของทหารไทยให้กับฝ่ายกัมพูชา และยังพบว่าทั้งหมดอาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย จึงดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและระเบียบการต่างประเทศ เพื่อส่งตัวกลับภูมิลำเนา. – สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 12 ก.ย. – “ชัชชาติ” ยืนยันไม่ลาออกผู้ว่าฯ กทม. ก่อนครบวาระ งบปี 69 เน้นเส้นเลือดฝอยคู่เส้นเลือดใหญ่ สถานการณ์น้ำตอนนี้ เตรียมรับน้ำเหนือ-พายุ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า วันนี้เป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่สองและวาระที่สาม ซึ่งจะมีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เนื่องจากกว่า 30 วันที่ผ่านมา น่าจะได้ข้อสรุปว่าจะเพิ่มหรือลดงบประมาณอย่างไร ในจุดไหนบ้าง โดยผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน สำหรับงบประมาณส่วนใหญ่ได้ตามที่ตั้งเสนอของบฯ ไว้ โดยจะเน้นงบประมาณลงพื้นที่เขตมากขึ้น เช่น การก่อสร้างและปรับปรุงถนน การก่อสร้างฝายถนน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเส้นเลือดฝอย รวมถึงงบประมาณที่จะพัฒนาเส้นเลือดใหญ่ เช่น ก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ การติดตั้งเซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่จะติดตั้งบนอาคารสูงของโรงพยาบาลแห่งใหม่ ก็ได้ตามที่เสนอของบประมาณไว้ […]

    เมืองทองธานี 12 ก.ย.- นายกฯ โต้ข่าว เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอก ขอเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการก่อน ชี้ ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ เชื่อประชาชนเข้าใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสความชัดเจนในการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ก็ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว เมื่อถามถึง กระแสการต่อต้านการเปิดด่าน นายกรัฐมนตรีระบุ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ยังไม่ใช่รัฐบาลของตน เมื่อถามต่อว่า ท่าทีของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 และ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่คัดค้านการเปิดด่าน เพราะอาจจะเป็นการส่งเสริมบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ เมื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติที่อย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ เมื่อถามว่า […]

    กรุงเทพฯ 12 ก.ย. – กรมชลประทานจะระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,000 ลบ.ม./วินาที ช่วงบ่ายวันนี้ ห่วงผลกระทบพื้นที่ด้านท้าย จึงปรับลดการระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้น้ำเหนือระบายสู่อ่าวไทยได้มีประสิทธิภาพขึ้น ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ระบุว่า เช้าวันนี้ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,101 ลบ.ม./วินาที และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเมื่อคืนที่ผ่านมากรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จาก 1,900 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,950 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำไว้ด้านเหนือ พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งตามศักยภาพของคลอง แต่เนื่องจากปริมาณน้ำที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นดังกล่าว จะทำให้มีพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำบริเวณด้านเหนือเขื่อนที่ได้รับผลกระทบได้แก่ กรมชลประทานจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป จากอัตรา 1,950 ลบ.ม./วินาที ให้เป็น 2,000 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (12 ก.ย.) และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนและฝนที่ตกในระยะนี้ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1584894&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FrDU-8Sl666W_bz7ZG-_I

  • เปิดชัยภูมิมังกร “อารามไท่เสวียนก้วน” มูลนิธิเต๋าธรรมะสยาม ขอพร 3 เทพเจ้าแห่งสติปัญญา

    เปิดชัยภูมิมังกร “อารามไท่เสวียนก้วน” มูลนิธิเต๋าธรรมะสยาม ขอพร 3 เทพเจ้าแห่งสติปัญญา

    “อารามไท่เสวียนก้วน” มูลนิธิเต๋าธรรมะสยาม เป็นศาสนสถานของศาสนาเต๋าแห่งแรกในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ที่ จ.นครปฐม โดย “ไท่เสวียน” เป็นชื่อตำแหน่งของปรมาจารย์จางเทียนซือซึ่งเป็นประธานในอาราม

    ภายนอกอารามถูกออกแบบเป็นตึกสไตล์จีนโบราณ ให้ความรู้สึกเหมือนวัดจีน มี “ซุ้มประตูจีน 5 ช่อง” ขนาดใหญ่ หาดูได้แค่ 2 ที่ในโล คือที่นี่ และที่มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน บนประตูจะมีป้ายคำอวยพรติดไว้สองฝั่ง คำอวยพรฝั่งนอกคือ ปรัมพิธีแห่งศาสตร์ทั้งมวล ส่วนคำอวยพรฝั่งด้านในคือ พลังปราณจากทิศตะวันออก มีภาพแกะสลักของบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนกกระเรียน ลิง กวาง และผึ้ง แกะสลักอยู่ฝั่งนอกของประตู

    ส่วนด้านในของประตูเป็นภาพแกะสลักของ ค้างคาว เต่า และปลามังกร มีความเชื่อว่าลอดซุ้มประตูนี้จะมีความสิริมงคลเข้ามาในชีวิต

    ภายในอารามจะมีแผนผังที่ตั้งพระอารามเต๋าที่เรียกว่า “ชัยภูมิมังกร เมืองน้ำ 8 ทิศ” มีความเจริญรอบด้าน มีน้ำกับถนนที่เป็นพลังหลักแห่งโชคลาภ และแม่น้ำท่าจีนล้อมรอบเป็นรูปเต่า แสดงถึงสัญลักษณ์ของสุขภาพที่แข็งแรง และยศถาบรรดาศักดิ์ที่สูงส่ง

    นอกจากนี่ยังมี “ตำหนักเทียนซือ” เป็นที่ตั้งพระประธานของ “จางเต้าหลิงเทียนซือ” ปรมาจารย์ลัทธิเต๋านิกายอู่ไต้หมี่เต้า เป็นปรมาจารย์องค์แรกที่บุกเบิกในเรื่องของศาสนาเต๋า โดยตามตำนานมีความเชื่อว่าท่านเป็นผู้ที่ได้วิชาจาก “องค์ไท่ซ่างเหล่าจวิน” หนึ่งในสามเทพเจ้าสูงสุดแห่งลัทธิเต๋า เพื่อมาช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความทุกข์ต่าง ๆ และยังมีพระประธานของ “3 เทพเจ้าแห่งสติปัญญา” ซึ่งเป็นที่นิยมในการขอพรเรื่องสติปัญญา การเรียน เลื่อนขั้นตำแหน่งงาน และขายที่ดิน

    ใครสนใจอยากมาเที่ยวสถานที่สวยงามแบบนี่มาได้ที่ “อารามไท่เสวียนก้วน มูลนิธิเต๋าธรรมะสยาม”

    พิกัดอารามไท่เสวียนก้วน มูลนิธิเต๋าธรรมะสยาม:
    ที่อยู่ : 36 ตำบล บางเตย อำเภอสามพราน นครปฐม 73210
    พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Q4TkPX56QpUacAfr7
    เวลาเปิด-ปิด : 08.00 – 18.00 น. ทุกวัน
    โทร : 034102348
    เพจ : https://supapitakpong.com/อารามไท่เสวียนก้วน/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/256904&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DhZnQIoTZaPQDsYB6e-XY

  • “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    “ศุภจี” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ เผย 2 เหตุผลหลักรับตำแหน่ง ชี้ประเทศอยู่ในช่วงสุญญากาศไม่ได้และรัฐบาลมีเวลาทำงานสั้น 4 เดือน มั่นใจทำงานกับข้าราชการได้ไม่ติดขัด แม้จะไม่ได้รู้จักมาก แต่เชื่อว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งจะช่วยผลักดันงานพาณิชย์ให้เดินหน้า

    วันนี้ (12 ก.ย.2568) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเจอความท้าทายมากมาย จะต้องมีคนเข้ามาช่วยเรื่องปากท้องและการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งคิดว่าประสบการณ์การทำงานที่ไอบีเอ็มและไทยคมน่าจะมีโอกาสช่วยผลักดันในด้านต่างประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าได้

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

    เพราะการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องสร้างรายได้ด้วย นั้นคือเหตุผลแรกที่ทำให้ตัดสินใจเข้ามาช่วยงานรัฐบาลชุดนี้ เพราะประเทศคงจะไม่สามารถที่จะอยู่อย่างสุญญากาศได้ ซึ่งถ้าคิดว่าเอาความรู้ที่มีอย่างเต็มที่มาช่วยได้ อาจจะทำให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง

    ส่วน เหตุผลข้อที่ 2 เป็นที่ทราบดีว่า เงื่อนไขของรัฐบาลชุดนี้ คือ อายุน้อย อายุสั้น มีเวลาอยู่แค่ 4 เดือน ในการทำหน้าที่ตรงนี้ ดังนั้น อะไรที่เป็นผลกระทบสำคัญ ต้องหยิบประเด็นนั้นมาทำก่อน เพื่อจะให้เห็นผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว เพื่อวางรากฐานไว้สำหรับคนต่อๆ ไปให้ช่วยทำต่อไป คล้ายกับที่ทำให้กับดุสิต แต่ไม่ใช้เวลา 9 ปี แต่มีเวลา 4 เดือนในการทำ เพราะเดี๋ยวจะมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหญ่ ซึ่งอาจจะใช้เวลาจริงๆ ประมาณ 7-8 เดือน เพราะฉะนั้นตัดสินใจง่ายมากจึงเป็นเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่คิดว่าจะสามารถทำตรงนั้นได้

    ชอบทำงานกับคน แม้จะไม่ได้รู้จักข้าราชการมาก แต่คิดว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดัน เพราะไม่ว่าจะงานอะไร ทำด้วยคนทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเข้าไปร่วมแรงร่วมใจกับข้าราชการในกระทรวง รวมถึงทีมเศรษฐกิจ หาพันธมิตรทำสิ่งที่จะเดินไปข้างหน้าให้ไปได้ไกลและเร็ว คนเราไม่ต้องรอให้รู้ 100 % ถึงจะลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100 % ในสิ่งที่เรารู้ แล้วหาธงร่วมกันให้ได้ ตอนนี้ธงใหม่ คือ ทำอย่างไรให้ประเทศแข็งแรงและยืนกลับขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น

    ส่วนงานเร่งด่วนในช่วงเวลา 4 เดือน ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอให้โปรดเกล้าฯ ก่อนเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนรับหน้าที่ และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นก่อน รวมถึงหารือกับทีมเศรษฐกิจและนายกรัฐมนตรีว่าจะทำเรื่องใดก่อนเพราะกระทรวงพาณิชย์คงไม่เดินไปคนเดียว เราต้องทำงานร่วมทีมเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ทั้งภาพการส่งออก เจรจาการค้า และปากท้องของประชาชนในประเทศ

    ทั้งนี้ว่าที่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากที่นายกฯ อนุทิน โทรมาทาบทามให้เข้ารับตำแหน่ง ตนได้ปรึกษากับครอบครัวและผู้บริหารของดุสิตธานี ซึ่งทุกคนเห็นด้วย เพราะเวลาในการทำงานของรัฐบาลไม่ได้นานทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น และอยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้า แต่ถ้ารัฐบาลอยู่นานกว่าคงไม่รับตำแหน่ง

    อ่านข่าว:

     ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน 

    เอกชนขานรับ “ศุภจี ”รมว.พาณิชย์ 4 เดือน โจทย์ใหญ่ เร่งเครื่องส่งออก 

    เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yeg0OBl4qnYvW07-bXTbe

  • เศรษฐกิจโลกพลิกขั้ว กูรูเศรษฐศาสตร์ชี้ไทย-อาเซียนเนื้อหอม ฮับผลิตสินค้ารักษ์โลก-เท็คดิจิทัลโตยั่งยืน

    เศรษฐกิจโลกพลิกขั้ว กูรูเศรษฐศาสตร์ชี้ไทย-อาเซียนเนื้อหอม ฮับผลิตสินค้ารักษ์โลก-เท็คดิจิทัลโตยั่งยืน

    เศรษฐกิจโลกพลิกขั้ว เอเชียผงาดท่ามกลางแรงเสียดทานมะกัน กูรูเศรษฐศาสตร์ชี้ ไทย-อาเซียนเนื้อหอม ฮับผลิตสินค้ารักษ์โลก-เท็คดิจิทัลโตยั่งยืน 
     
    กรุงเทพฯ – เวทีฟอรัมใหญ่แห่งปี ITD Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 เวทีสัมมนาระดับภูมิภาคของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ UN Trade and Development (UNCTAD) ปีนี้จัดขึ้นในธีม “The Changing Realities of International Trade” เพื่อระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นักเศรษฐศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจไทย-อาเซียน ร่วมถกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และแนวทางการรับมือที่ยั่งยืนสำหรับภูมิภาคอาเซียน ย้ำชัดไทย-อาเซียนต้องเร่งเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ รับมือความเสี่ยงบนเวทีการค้าโลก พร้อมร่างแผนยุทธศาสตร์สร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจไทย 
     
    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้ว่า “ฟอรัมประจำปีของ ITD ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้นำทางความคิด นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคมกว่า 300 คนเข้าร่วมงาน ร่วมกันวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าโลก และออกแบบแนวทางใหม่ให้ไทยและอาเซียนก้าวทันความท้าทายที่เกิดขึ้น ในมุมมองของเหล่ากูรูด้านเศรษฐศาสตร์การเงินระดับโลกที่ให้เกียรติมาร่วมในงานนี้” 
     712904_0
    โดยไฮไลท์สำคัญของฟอรัมปีนี้ คือ ศาสตราจารย์ ดร.เจฟฟรีย์ แซคส์ (Prof. Dr. Jeffrey D. Sachs) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจร่วมรับฟังกว่า 300 คน โดยได้วิเคราะห์ว่าแม้โลกกำลังอยู่ในภาวะความวุ่นวายซึ่งส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ แต่เหตุผลที่แท้จริงของความวุ่นวายกลับเป็นสิ่งดี นั่นคือการที่ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชียกำลังไล่ตามประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการลู่เข้าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอด 75 ปีที่ผ่านมา  
     
    “สัดส่วน GDP ของประเทศพัฒนาแล้วลดลงจากร้อยละ 64 ในปี 1980 เหลือเพียงร้อยละ 39 ในปี 2025 ขณะที่ประเทศในเอเชียที่กำลังเติบโต ซึ่งรวมจีน อินเดีย ไทย และอาเซียน เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 8.5 เป็นร้อยละ 35.3 โดยจีนเติบโตเกือบร้อยละ 10 ต่อปีเป็นเวลากว่า 40 ปี อาเซียนเติบโตร้อยละ 5-6 ต่อปี และอินเดียเติบโตร้อยละ 6-7 ต่อปี เทียบกับสหรัฐฯ ที่เติบโตเพียงร้อยละ 2 และยุโรปประมาณร้อยละ 1 ต่อปี” ศาสตราจารย์แซคส์กล่าว

    นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.เจฟฟรีย์ แซคส์  ยังชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ และยุโรปกำลังหันมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพราะเห็นว่าสถานะของตนกำลังลดลง อย่างไรก็ตาม นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสหรัฐฯ มีสัดส่วน GDP อยู่เพียงร้อยละ 14 ของโลกเท่านั้น และไม่มีจุดคอขวดสำคัญใดๆ ในเศรษฐกิจโลก พร้อมยกตัวอย่างเมื่อสหรัฐฯ เปิดสงครามการค้ากับจีน แต่จีนตอบโต้ด้วยการขู่จำกัดการส่งออกแม่เหล็กแร่หายากซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องระงับสงครามการค้าในทันที 
     712908_0
    “ผมเชื่อว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของเอเชียจะดำเนินต่อไปในทศวรรษหน้า ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ก็ตาม” ศาสตราจารย์แซคส์กล่าวพร้อมเน้นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจีนได้กลายเป็นผู้นำโลกด้านรถยนต์ไฟฟ้า และยังหวังว่าการผลิตจะขยายไปทั่วภูมิภาค “ผมหวังว่าพวกเขาจะลงทุนผลิตในกรุงเทพฯ ในกัวลาลัมเปอร์ ทั่วอินโดนีเซีย และในเวียดนาม” เพื่อให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีที่โลกต้องการ 
     
    สำหรับแนวทางความสำเร็จของอาเซียน ศาสตราจารย์แซคส์ได้เสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 1) การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยเน้นทักษะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ซึ่งกล่าวเน้นว่า “การลงทุนที่สำคัญที่สุดในประเทศ คือการลงทุนในคุณภาพทักษะของเยาวชน” 2) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล และ 3) การบูรณาการทางการเมืองในภูมิภาคเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และรถไฟความเร็วสูง 
     712911_0
    โดยศาสตราจารย์แซคส์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงกลุ่ม RCEP ทั้ง 15 ประเทศว่าจะเป็นกลุ่มการค้าที่สำคัญและมีพลวัตมากที่สุดในโลก และหวังว่าอินเดียจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกรายที่ 16 “ผมเชื่อว่าไทยและอาเซียนอยู่ในตำแหน่งที่ดีมากสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนในรุ่นต่อไป เรามีศักยภาพที่จะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง นั่นคือ ความรุ่งเรืองร่วมกัน ความยุติธรรมทางสังคม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดจะต้องผสมผสานกัน”  
     
    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวสรุปว่า “บทสรุปจาก ITD Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 และบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ จะถูกพัฒนาเป็นแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อนำไปเป็นข้อมูลและปรับใช้เป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง “ฟอรัมนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอทฤษฎี แต่เป็นการระดมสมองเพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ไทยและอาเซียนไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติต่างๆ แต่ยังเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842698/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n-ltQpM8wc9ljLwHFdY8H

  • ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    12 ก.ย.2568 – พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุม1.นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 2.นายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ข้อหา”ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัว นายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/860388/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f69dnRv3WWQI7-UJtZ01F

  • ชาวเชียงใหม่ขานรับ “โครงการคนละครึ่ง” หวังช่วยกระจายรายได้ แก้เศรษฐกิจซบเซา

    ชาวเชียงใหม่ขานรับ “โครงการคนละครึ่ง” หวังช่วยกระจายรายได้ แก้เศรษฐกิจซบเซา

    เปิดแผนเร่งด่วนทันทีที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนหลัก และประกาศรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ขนส่ง ให้ประชาชน

    โดยเตรียมที่จะปัดฝุ่น “โครงการคนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างดีของรัฐบาล ‘ลุงตู่’ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นๆ นี้ โดยหากจะนำกลับมาใช้อีกครั้งในรัฐบาลนี้ก็อาจมีการปรับปรุงรูปแบบให้แตกต่างจากเดิม เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น

    สำหรับแนวคิดโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้ มีรายงานออกมาเบื้องต้นจะใช้รูปแบบ “คนเสียภาษี” ได้สิทธิ 60:40 ส่วน “ประชาชนทั่วไป” รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนได้สิทธิ 50:50

    คนละครึ่ง 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี

    แนวคิดเบื้องต้นของโครงการ “คนละครึ่ง” จะแบ่งเป็นรัฐช่วยจ่าย 60% และจ่ายด้วยตัวเอง 40% หรือ 60:40 ใช้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน โดยรูปแบบนี้จะได้รับสิทธิพิเศษกว่าประชาชนทั่วไป เพราะถือเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

    คนละครึ่ง 50:50 ประชาชนทั่วไป-ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ส่วนประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ รัฐร่วมจ่าย 50% และจ่ายด้วยตัวเอง 50% หรือ 50:50 โดยคาดว่าหลักเกณฑ์จะคล้ายกับโครงการคนละครึ่งเดิม เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง

    โดย “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ จะใกล้เคียงของเดิม 80-90% แต่จะปรับปรุงให้น่าสนใจยิ่งขึ้น อาจมีการปรับวงเงินหรือเพดานใช้จ่ายรายวันเพิ่มจากเดิม 150 บาทต่อวัน แต่ต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.

    ส่วนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินโครงการหากเริ่มในเดือนตุลาคม 2568 จะใช้วงเงินจากงบประมาณปี 2569 ภายใต้กรอบงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท หากโครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจต้องพิจารณาเกลี่ยงบกลางจากรายการอื่นมาสนับสนุน

    ซึ่งเพียงแค่มีข่าวออกมา ผู้คนทุกระดับ ทุกวงการ ทุกภาคส่วนในประเทศ ต่างส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ เพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า “คนละครึ่ง” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ปาริษา พงษ์แต้ ประชาชนชาวเชียงใหม่ มองว่า การจะนำ โครงการคนละครึ่งมาใช้ ถือเป็นเรื่องที่ดี และมองว่าตอบโจทย์ในช่วงนี้ ซึ่งก็อยากให้รัฐบาลทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะช่วงนี้ถือว่าเศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบกับค่าของชีพสูงขึ้น โครงการคนละครึ่ง ก็จะจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ และลดต้นทุนในการซื้อข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาหารการกินในแต่ละวัน

    “ส่วนตัวมองว่าอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายต่อวัน เพิ่มขึ้นจากวันละ 150 บาท + เงินตัวเอง 150 บาท เพราะค่าใช้จ่ายในปัจจุบันนั้นเกินวันละ 300 บาท หากรัฐบาลคิดจะช่วยเหลือประชาชนจริง อาจจะเป็นวันละ 200 หรือ 250 บาท และวงเงินทั้งหมดจากปกติ 3000 บาท เป็น 5000 บาท เพราะประชาชนกลุ่มวัยกลางคน หรือวัยรุ่น ต่างผิดหวังกับเงินดิจิตอล Wallet 10,000 บาทมาแล้ว ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย ที่ พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

    หากเป็นคนละครึ่ง อย่างน้อยก็จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ มันส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะคนระดับรากหญ้าที่หากินวันต่อวัน”

    จิรศักดิ์ ดอกอินทร์ ผู้ประกอบร้านค้าสองจอ สเต็ก ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมา รู้สึกพึงพอใจกับโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างมากตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบที่ 4 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา เพราะช่วยให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น และช่วยให้คนกล้าตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้มากจริงๆ

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “โดยในส่วนของตัวเองในฐานะพ่อค้าค้ายอมรับว่าโครงการนี้ในช่วงที่ผ่านมาช่วยทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น จากปกติขายได้วันละ 3,000-4,000 บาท ก็เพิ่มขึ้นอีกวันละ 1,000 บาท ก็ถือว่าเพิ่มยอดขายได้ในวันที่ต้นทุนสินค้า สูงถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะนำกลับมา

    เพราะตั้งแต่หมดโครงการคนละครึ่งไป จนเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ทำให้การจับจ่ายซื้อของลดน้อยลง รายได้ต่อวันลดลง เพราะประชาชนมีจ่ายน้อยลงซื้อข้าวซื้อของน้อยลง บรรยากาศในศูนย์อาหารก็เงียบเหงากว่าทุกทีที่เคยเป็นมา”

    จิรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า “หลังรัฐบาลใหม่ที่เข้ามา แย้มว่าจะนำโครงการคนละครึ่งมาปัดฝุ่น ก็รู้สึกดีใจ และอยากให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ในช่วง 4 เดือนที่เข้ามา บริหารประเทศ อย่างน้อยก็จะเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้ และอยากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องของงบประมาณในการใช้จ่าย ในแต่ละวันให้เพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับร้านค้า เพราะในแต่ละวันก็มียอดขายไม่มากอยู่แล้ว”

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จและดี เพราะเรามีประสบการณ์จากรัฐบาลก่อนที่ทำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงธุรกิจ SME ที่เราเห็นผลชัดเจน และเห็นเม็ดเงินที่ได้จากโครงการคนละครึ่งหมุนเวียนอยู่ในตลาดและร้านค้า 

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “แม้ที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งในยุคแรกที่ทำโดยใช้แอพพลิเคชั่นจะมีปัญหา แต่เชื่อว่าในยุคปัจจุบันเราจะใช้แอพพลิเคชั่นเดิม ที่ประชาชนทุกคนนั้นคุ้นเคยดีอยู่แล้ว มองว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนที่ยังมีข้อกังวลเรื่องของภาษีร้านค้า ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าร้านค้าไหนมียอดขายที่สูงเกินกว่าที่สรรพากรกำหนดก็จะจะต้องมีการเสียภาษี ส่วนร้านที่ยอดขายไม่ถึงก็ไม่ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยก็ไม่ต้องกังวล” 

    ธนิต กล่าวต่อว่าส่วนการกำหนดใช้เงินในแต่ละวันที่เดิมจะใช้เงินประชาชน 150 บาท รัฐบาลสนับสนุน 150 บาท รวมเป็น 300 บาทต่อวัน ถือเป็นเรื่องที่ดีอยู่อยู่แล้วเพราะ 300 บาทก็ถือว่าเป็นโอกาสในการกระจายการซื้อสินค้า  เพราะถ้าหากมีการกำหนดเงินใช้ได้ต่อวันสูงเกินไปก็จะมีการกระจุกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายเดียว

    ส่วนเงินของโครงการที่เดิม รัฐบาลสนับสนุน 1500 บาท ถ้าตรงนี้สามารถเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับประชาชนมากๆ เพราะจะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ร้านค้าเป็นวงกว้าง น่าจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจเพราะร้านค้าต่างๆ ก็จะมีรายรับที่เยอะขึ้น

    “หากโครงการนี้เกิดขึ้นจะเห็นผลทันที จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารเร่งดำเนินการในช่วงนี้ให้สำเร็จ เพราะจะสามารถช่วยเหลือภาวะเศรษฐกิจที่มันซบเซามากขนาดนี้ได้ เพราะจังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่นที่ผู้ประกอบการต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากได้เงินคนละครึ่งมาช่วยในช่วงนี้ก็จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนไปจนกว่าจะถึงช่วงไฮซีซั่นของจังหวัดเชียงใหม่”

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-residents-welcome-the-half-half-project-hoping-to-help-distribute-income-and-alleviate-the-economic-slump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23cMvDgK_RjmNptHeROjVJ

  • ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ส่วนอื่นๆก็มีทำการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งก็ไม่สามารถทำรายได้ได้มากน้อยให้กับประชาชนในประเทศ จึงทำให้คนเนปาลนิยมออกไปทำงานหาเงินยังต่างประเทศมากขึ้น พามาดูในส่วนของความสำคัญของประเทศเนปาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมไทย และเนปาลยังไม่สูงมากเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ไทยมักเกินดุลการค้าต่อเนปาล ส่วนสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปเนปาล คือ ยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ด้านสินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเนปาลมาก็ คือ  พรม ผ้าทอ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเนปาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นนักลงทุนจากต่างชาติที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นโอกาสทองในการลงทุน ส่วนด้านการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวเนปาลเดินทางมาไทยปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการแพทย์ ถือได้ว่าไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวเนปาล ทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และการศึกษา

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ขณะที่คนไทยเองก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปเนปาลเพื่อท่องเที่ยวภูเขาปีนเขาฮิมาลัย และ เอเวอเรสต์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวสองทางระหว่างกันและกัน ส่วนด้านการศึกษา และแรงงานชาวเนปาลนิยมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์ วิศวกรรม และบริหารธุรกิจ อีกทั้งไทยยังมีแรงงานเชื้อสายเนปาลอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ การรักษาความปลอดภัย และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมตลาดแรงงานไทย

    นอกจากนี้จะพามาดูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงภูมิภาคเนปาลตั้งอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย ถือเป็น Land-linked Country ที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ หากไทยผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (BIMSTEC, IMT–GT, BCG) จะช่วยขยายการค้าของไทยเข้าสู่เอเชียใต้ได้มากขึ้น โดยไทยกับเนปาลต่างก็มีบทบาทในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    แม้เนปาลจะไม่ใช่คู่ค้าใหญ่ของไทย แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในด้าน การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยไทยสามารถใช้เนปาลเป็นประตูสู่อินเดีย และจีนได้ในอนาคต อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการศึกษายังเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถดึงดูดชาวเนปาลได้ต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06R-5XKVbWhREjXLIUtRi4