Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “กลุ่มบริษัทเวิร์คพอยท์” จัดงานครบรอบ 36 ปี อบอุ่นพร้อมหน้าผู้บริหาร ศิลปิน และพนักงาน

    “กลุ่มบริษัทเวิร์คพอยท์” จัดงานครบรอบ 36 ปี อบอุ่นพร้อมหน้าผู้บริหาร ศิลปิน และพนักงาน

    Save as PDF

    กลุ่มบริษัทเวิร์คพอยท์ จัดงานครบรอบ 36 ปี เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ภายใต้คอนเซปต์ “Keep Spreading Happiness” สะท้อนพันธกิจขององค์กรในการส่งต่อความสุขอย่างไม่รู้จบ เพื่อให้ทุกวันของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและพลังใจ

    เริ่มด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี คุณปัญญา นิรันดร์กุล ประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหาร ศิลปิน พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และพนักงานในเครือเวิร์คพอยท์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ภายในงานยังมีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา นับเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่องค์กรให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นกำลังใจและการดูแลบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ทั้งผู้ปกครองและน้องๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้

    นอกจากนี้ “มูลนิธิเวิร์คพอยท์” ได้เปิดจุดรับบริจาคอุปกรณ์การเรียนและกีฬา เพื่อนำสิ่งของที่ได้ส่งต่อไปยังน้องๆ ที่ขาดแคลน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสานต่อภารกิจ “ส่งต่อความสุข” สร้างสังคมที่ดีเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มต่อไป…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.workpoint.co.th/en/newsroom/press-releases/1886/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259A-36-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599-%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qfjWZ99FfZ5lYGh607jA2

  • S

    S

    นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวสุน...

    SISB ปักหมุดปี 68 จำนวนนักเรียนแตะ 4.7 พันคน

    นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวสุนันทา ลีลาแสงสาย ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) (SISB) ร่วมนำเสนอข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน “Opportunity Day” สำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 2/2568 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยระบุว่าในปี 2568 คาดจำนวนนักเรียนแตะระดับ 4,700 คน ตั้งเป้าขยายจำนวนที่นั่ง 1,300 ที่นั่ง แบ่งเป็นสาขาประชาอุทิศเฟส 3 จำนวน 600 ที่นั่ง คาดเปิดใช้งานได้ในไตรมาส 1/2569 และเดินหน้าขยายโรงเรียนนานาชาติแห่งที่ 7 ในโซนรังสิต จังหวัดปทุมธานี

    นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล... SISB ปรับเป้านักเรียนปี 66 แตะ 4.1 พันคน — นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวสุนันทา ลีลาแสงสาย ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท เอสไอ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezpdzzvocxaw9ty1rjbm4s3vfq2125j&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gUnrJY-ttyRgjWZdH98UQ

  • “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. … และการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จัดโดย สมาคมผู้ปริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมีผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, รองผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม 

                          “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้มาพบกันครบทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ หลายรัฐบาลพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่สภาฯ เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงอีกหลายจุดในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคการศึกษาของไทย และยังไม่เอื้อที่จะช่วยให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาทั่วประเทศไทยได้ 

    “เราจึงอยากจะให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าสู่สภาฯ สามารถปิดช่องว่างเหล่านั้นได้หมด ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อจะนำเข้าสภาฯ ก็จะเกิดการยุบสภาทุกรอบ แต่หวังว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะมีทั้งหมด 7 ร่าง 1 ในนั้นจะเป็นร่างของกระทรวงศึกษา ส่วนอีก 6 ร่างจะเป็นของพรรคการเมือง และกลุ่มต่างๆ ที่นำเสนอมา 

    สำหรับขั้นตอนการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขณะนี้อยู่ที่การพิจารณาให้ความเห็นจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งตนได้ประสานไปยังปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อให้ช่วยเร่งรัดการดำเนินการให้แล้ว โดยเราขอให้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้เข้าสภาฯ ในชุดปัจจุบัน อย่าให้มันเป็นอาถรรพ์เหมือนกับทุกชุด

                      “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    “อาจารย์พูดกับผู้บริหารกระทรวง และข้าราชการประจำมาเสมอว่า ภาคการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ถ้าจะมาทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องทำงานกับข้าราชการประจำ และข้าราชการประจำก็ต้องยืนหยัดบนหลักการว่า ท่านจะทำงานเพื่อภาคการศึกษาอย่างแท้จริง 

    อาจารย์ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่เราเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษา เราก็จะไม่ใช้การศึกษาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่เรามาเพื่อที่จะทำให้ภาคการศึกษาดีขึ้นจริง ๆ อาจารย์ก็หวังว่า พวกเราก็จะยึดหลักการเดียวกัน” 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในช่วงบ่ายของการสัมมนาในวันนี้ ขอให้ทุกคนใช้เวลาให้เต็มที่ ในการที่จะสะท้อนสิ่งที่ท่านอยากจะให้คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ที่จะมี สส.มาพูดคุยกับเรา เราต้องให้เขาเข้าใจและมาเป็นแนวร่วมเดียวกับเราในการที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สำเร็จให้ได้ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้มอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นการสดุดีคุณงามความดีและเป็นเกียรติประวัติ แก่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการศึกษา จำนวน 52 คน และมอบโล่ประกาศกิตติคุณให้แก่คณะกรรมการสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา จำนวน 37 คน

                      “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    ศ.ดร.นฤมล ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณารับวาระร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่า เรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้ว จะนำไปสู่การพิจารณาถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะไปชดเชยสำหรับคำสั่ง คสช. ที่ยกเลิกไป

    ส่วนหลัก ๆ ที่ทางผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เสนอเข้าไปก็พยายามจะให้มีส่วนของผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าที่เป็นอยู่ใน คำสั่ง ของ คสช. เช่น จะมีตัวแทนจากครู ตัวแทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปกำหนดทิศทางการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา ขั้นตอนต่อไปก็จะอยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะมีการพิจารณา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/638899&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G6Pfq2_0vkOKU2LTLOdWY

  • ‘บิ๊กโปรเจกต์’ ค่อยสมัยหน้า   บอก ‘อนุทิน’ ชะลอ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘บิ๊กโปรเจกต์’ ค่อยสมัยหน้า บอก ‘อนุทิน’ ชะลอ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘นรเศรษฐ์ ปรัชญากร’ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าว ว่า ภายหลังการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจรากฐานและวิถีชุมชน ที่จังหวัดชุมพรบริเวณแหลมริ่ว และบริเวณอ่าวอ่างจังหวัดระนอง  

    กระบวนการการศึกษาค่อนข้างมีปัญหา ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเวทีรับฟังความเห็นจัดเพียงไม่กี่ครั้งเชิญเฉพาะหน่วยงานรัฐและผู้นำท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงไม่ได้เข้าร่วม อีกทั้งข้อมูลที่ออกมาไม่ตรงกับรายงานการศึกษาเดิม ขอบเขตการศึกษาก็ไม่ครอบคลุม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ และมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ทั้งนี้ยังไม่มีการพิจารณารอยเลื่อนเปลือกโลกในพื้นที่และยังมีการเร่งรัดให้ทำภายใน 120 วันหลังจากที่รายงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นข้อกังวลว่า หากตัวกฎหมายผ่าน 120 วันไปแล้วตัวรายงานก็อาจจะผ่านไปด้วย   

    นรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พื้นที่ท่าเรือที่จะก่อสร้างมีการทับซ้อนกับพื้นที่ที่เคยถูกเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลก ถ้าหากก่อสร้างก็จะสูญเสียคุณค่าทางธรรมชาติอย่างถาวร พื้นที่ก่อสร้างซึ่งเป็นท่าเรือที่จังหวัดระนองมีพื้นที่ก่อสร้างเท่ากับเกาะพยาม ขณะที่ท่าเรือที่ชุมพรก็มีขนาดใหญ่ประมาณ 3.5 เท่า ของเกาะหลีเป๊ะจึงต้องใช้หินและดินถมทะเล ในปริมาณมากซึ่งการดูดทรายและการถมทะเล มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง เกาะพยามและชายฝั่งใกล้เคียงอาจมีความเสียหายเกิดขึ้น การระเบิดภูเขาเพื่อขนหิน และเดินเรือจำนวนมากก็ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ อีกทั้งกรมชลประทานมีแผนสร้างเขื่อน 9-13 แห่ง เพื่อป้อนน้ำให้กับโครงการทำให้ชุมชนต้องแย่งชิงการใช้น้ำกับทางโครงการ ขณะที่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน มีชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกย้ายถิ่นฐานและไม่มีที่อยู่อาศัยรองรับหากโครงการนี้เกิดขึ้น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบริเวณเกาะพยามก็จะได้รับผลกระทบหนัก ธุรกิจที่พักประมงเกิดความเสียหาย และรายงานเศรษฐกิจที่ประเมินมูลค่าชาวประมงต่ำกว่าความเป็นจริง 

    นอกจากนี้กฎหมาย SEC ประชาชนยังมีความกังวล ในเรื่องอำนาจของคณะกรรมการที่อาจล้นเกินและเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ส่วนเรื่องผลกระทบด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว การตัดถนน จากชุมพรไประนอง ผ่านพื้นที่พะโต๊ะ ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ทุเรียน กาแฟ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี จะทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำจำนวนมากเพราะเป็นการตัดผ่านแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งตามกฎหมายSEC น้ำถือเป็นทรัพย์สินของรัฐ อีกทั้งมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอาจถูกพัดเข้าสู่พื้นที่เกษตรส่งผลต่อผลผลิตและสุขภาพของประชาชน และเรื่องการท่องเที่ยวอาจสูญเสียจุดขาย ทางด้านธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม 

    ดังนั้นกมธ.ฯ จึงมองว่าโครงการขนาดใหญ่แบบนี้อยากให้มีการทบทวนให้รอบคอบ และชะลอการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ผลักดันกฎหมาย SEC และรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และอยากให้มีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA โดยให้สภาพัฒน์หรือหน่วยงานกลางเป็นผู้ดำเนินการก่อนตัดสินใจเพื่อประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงโครงการทั้งหมดเป็นรายงานเดียว ส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ชาวมอแกนหรือคนไทยพลัดถิ่น และอยากเสนอให้มีการพัฒนาภาคใต้ตามศักยภาพพื้นที่และสนับสนุนเกษตรยั่งยืนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และทำโครงการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยัดเยียดลงไป 

    “ชาวบ้านไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้กลัวการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการที่จะเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องการความเจริญที่ถูกยัดเยียดเข้ามา เป็นการเจริญที่ผิดฝาผิดตัว จากวิถีชีวิตหรือศักยภาพในพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนา ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” 

    นรเศรษฐ์ อยากสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจ ว่าอยากให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน คำนึงถึงวิถีเศรษฐกิจฐานรากวิถีชีวิตดั้งเดิม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลอยากผลักดันมีความชอบธรรมและยั่งยืนและจากการที่ฟังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีแจ้งว่าจะมีแผนงาน ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นนั้น จริง ๆ แล้วโครงการขนาดใหญ่แบบนี้เงินลงทุนระดับหลายล้านบาท และต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนับ 10 ปีมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง 

    “รัฐบาลของนายอนุทินมีเวลากำหนดไว้ชัดเจน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงอยากจะวิงวอนให้ชะลอการผลักดันโครงการนี้ออกไปก่อนและศึกษาให้รอบคอบ โครงการใหญ่ขณะนี้ควรเป็นฉันทามติของประชาชนของประชาชนทั้งประเทศ เพราะทรัพยากรทะเลของไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ถ้าต้องการจะผลักดันจริง ๆ ก็ให้ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงครั้งหน้าถ้าประชาชนเห็นด้วยได้รับเลือกให้กลับมาอย่างล้นหลาม เป็นรัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมในการผลักดันโครงการ จากการได้รับฉันตามมติจากประชาชนในการเลือกตั้ง”

    — นรเศรษฐ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือนรัฐบาลจะผลักดันโครงการได้แค่ไหน นรเศรษฐ์  กล่าวว่า ไม่ใช่เวลาที่เหมาะเพราะรัฐบาลมีเวลาเจาะจงไว้แล้วว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ถ้าจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ควรทำเป็นนโยบาย เพื่อให้ได้ฉันทามติและกลับมาทำในฐานะรัฐบาลในอนาคต และรายงานทั้งหมดจะเสร็จได้คงไม่ทัน 4 เดือนแต่ถ้ารัฐบาลที่ต้องการผลักดันนโยบายนี้ก็ควรเป็นรัฐบาล ที่มีระยะเวลาในการทำงานระยะยาวมากกว่า  

    กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ยาวกว่า 4 เดือน นรเศรษฐ์ กล่าวว่า อนุทิน จะดำเนินการตาม MOA ที่ได้ให้สัญญาไว้ ดังนั้นกฎหมายที่รัฐบาลนายอนุทินจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ โครงการขนาดใหญ่สามารถศึกษาไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ควรรีบเร่งเนื่องจากกระบวนการศึกษาผลกระทบและสิ่งแวดล้อมยังเป็นคำถามทั้งในแง่ของกระบวนการและเนื้อหาหากจะผลักดันโครงการลักษณะแบบนี้ ควรจะทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และรายงานต่าง ๆ ที่มีปัญหาก็ควรรื้อกลับมาทำใหม่ 

    ชี้หน้าที่ ‘สว.’ ต้องตรวจสอบการทำงาน ’รัฐบาล’ หลังมีจ้องเช็คบิลเตรียมสอบ ‘งบฯซอฟต์พาวเวอร์’ 

    พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงกรณีมี ‘สว.’ ยื่นตรวจสอบงบฯซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่า ได้ข่าวมาเหมือนกันว่าจะมีคนตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งมีสว.มีความเชี่ยวชาญหลายคนที่ตนรู้จักมีความเชี่ยวชาญเรื่องนโยบายซอฟพาวเวอร์ แต่ยังไม่ได้พูดคุยว่าจะมีการตรวจสอบอย่างไร ในส่วนของ กมธ. พัฒนการเมืองฯสว. ภารกิจคือการติดตามเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเพราะฉะนั้น ในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์คงไม่ใช่ภารกิจหลักของ กมธ.นี้ 

    เมื่อถามถึงกรณีที่หลายคนมองว่าเหมือนเป็นการเช็คบิลอดีตนายกฯ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการตรวจสอบโครงการทุกโครงการ มีความจำเป็นที่จะต้องทำ และเป็นหน้าที่ของ สว. ที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว  สว. ที่สนใจเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ก็เป็นสิทธิ์ที่จะตรวจสอบได้ พร้อมกับเชิญชวน สว. ทุกคน อยากให้ทำหน้าที่ตรวจสอบทุกเรื่องที่มีความสนใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senators-warn-anutin-about-large-scale-projects&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s5GT8c_ksiHPoV-M_LVKB

  • “นฤมล” สัมมนา พ.ร.บ.การศึกษา ลั่นไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ

    “นฤมล” สัมมนา พ.ร.บ.การศึกษา ลั่นไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ

    “นฤมล” เปิดเวทีสัมมนา วอนอยากเห็นทุกคนช่วยกันผลักดันให้ พ.ร.บ.การศึกษาจบในสมัยนี้ ลั่นไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ

    วันที่ 15 กันยายน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” จัดโดยสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมีผู้บริหารการศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยนฤมลกล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้จะสำเร็จ เพื่อเป็นการปลดล็อกปัญหาที่คั่งค้างในวงการศึกษามาอย่างยาวนานและช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยขอให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จ อย่าให้เป็นเหมือนอาถรรพ์ที่ร่างกฎหมายถูกปัดตกทุกครั้งที่มีการยุบสภา

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ย้ำกับข้าราชการทุกคนว่า ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง และยืนยันว่าการทำงานของตนและพรรคกล้าธรรมจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง.

    ทั้งนี้ในช่วงท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณเพื่อเชิดชูบุคลากรด้านการศึกษาที่อุทิศตนเพื่อราชการจำนวน 52 คน และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้คณะกรรมการสมาคมผู้บริหารการศึกษาอีก 37 คนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2882905&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R9yk1_xKlZox1O7JDYpxA

  • “นฤมล” ลุยดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ มั่นใจผ่านฉลุย ไร้อาถรรพณ์การเมือง | เดลินิวส์

    “นฤมล” ลุยดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ มั่นใจผ่านฉลุย ไร้อาถรรพณ์การเมือง | เดลินิวส์

    “นฤมล” ลุยดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ มั่นใจผ่านฉลุย ไร้อาถรรพณ์การเมือง

    รมว.ศึกษาธิการ พร้อมเร่งดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ให้ทันสภาชุดปัจจุบัน ต่อสายคุยปลัด ก.คลัง ปลดล็อกกฎหมายการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5113827/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RRSvG5iZVwc5odB0bmUPJ

  • เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    การศึกษา

    15 ก.ย. 2025 เวลา 12:41 น.

    เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    โลกกำลังหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน ทุนการศึกษา ถือเป็นโอกาสของเด็ก

    • ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบกว่า 900,000 คน และราว 300,000 คนเป็นกลุ่ม Gen Z ตัวเลขนี้ คือสัญญาณเตือนว่า เรากำลังสูญเสียศักยภาพของคนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาล
    • การลงทุนกับการศึกษาต้องขยับให้เร็ว และเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะนี่คือช่วงเวลาทองในการปลูกทักษะสำคัญที่จะเป็นรากฐานให้เด็กเติบโต พร้อมรับมือกับโลกที่ไม่หยุดนิ่ง
    • กสศ. พัฒนาแพลตฟอร์ม “ส่องทางทุน” ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับเด็กทุกคนซึ่งกำลังมองหาทางไปต่อเต็มศักยภาพ

    โลกกำลังหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน และคนที่ต้องอยู่กลางพายุการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ก็คือ Gen Z หรือคนที่เกิดระหว่างปี 1997-2012 ช่วงอายุ 13-28 ปี ในวันนี้Gen Z คือเจเนอเรชันที่เติบโตมากับสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย พวกเขาคือแรงงานหลักของโลกในทศวรรษนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับ “โจทย์ยาก” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับคนรุ่นไหนมาก่อน

    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ชวนสังคมมาร่วมกัน “ถอดรหัส Gen Z” เพื่อหาคำตอบว่าเราจะ “เรียนให้ใช่” และ “ไม่หลุดเทรนด์” ได้อย่างไร ชวนขบคิดประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และอาจเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่คำตอบข้างต้น คือ “ทำไมเด็กเยาวชนไทยจำนวนมากยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการมุ่งหน้าไปทางไหน? ไม่อาจค้นพบว่าตนถนัดหรือมีความสามารถใด? หรือส่วนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ทำไมบางคนยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเรียนมานั้นใช่หรือยัง?”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    กสศ.ชี้เป้าการลงทุน การศึกษาแก้ความยากจนข้ามรุ่น สร้างคนคุณภาพ

    เหลื่อมล้ำยังรุนแรง!!  กสศ. เสนอ ‘ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย’

    เด็กและเยาวชนกลุ่ม GenZ มีราว 300,000 คน

    เมื่อเยาวชนจำนวนมาก ‘ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร’ เลยหายไปจากระบบการศึกษากลายเป็นกลุ่ม NEET
    หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวล คือ การเติบโตของกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) : กลุ่มเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม

    “กลุ่ม NEET มีทั้งเยาวชนที่ขาดแคลนทรัพยากรการศึกษา กลุ่มที่ขาดความพร้อมด้านคุณภาพชีวิต หรืออีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่อาจเรียนจบแล้ว แต่ไม่อาจค้นพบที่ทางของตนในโลกการทำงาน จึงถอยกลับออกมาและไม่คิดจะกลับไปอีกประเด็นสำคัญของการพัฒนาเด็กเยาวชนไทยวันนี้ จึงเป็นเรื่องของการสร้างระบบการศึกษาที่เอื้อต่อคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่โอกาส ทรัพยากร การดูแลช่วยเหลือในทุกมิติชีวิต รวมถึงกระบวนการค้นหาตัวเอง” ดร.ไกรยส กล่าว

    ข้อมูลจาก กสศ. พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบกว่า 900,000 คน และราว 300,000 คนเป็นกลุ่ม Gen Z ตัวเลขนี้ คือสัญญาณเตือนว่า เรากำลังสูญเสียศักยภาพของคนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาล

    ดร.ไกรยส ฉายภาพสถานการณ์การศึกษาไทยว่าตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่มีการศึกษาสูงสุดเพียงระดับ ม.3 โดยมีจำนวนปีเฉลี่ยที่อยู่ในระบบการศึกษาเพียง 9 ปี เท่านั้น และในบรรดาเยาวชนทั้งรุ่นมีเพียงประมาณ 30% ที่สามารถก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ หากเจาะลึกไปที่กลุ่มเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลกว่าเดิม เพราะมีเพียง 13% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้

    รายงาน World Economic Forum 2025 ยังสะท้อนอีกว่า แม้ในกลุ่มเยาวชนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว จำนวนมากยังขาดทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในยุคปัจจุบัน และกำลังกลายเป็น “แกนหลัก” ที่จะกำหนดทิศทางชีวิต การทำงาน และโอกาสในอนาคต

    เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    ลงทุนการศึกษาต้องขยับให้เร็ว เริ่มตั้งแต่ปฐมวัย

    “รัฐและหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน เพื่อลดการเพิ่มจำนวนของกลุ่ม NEET ด้วยการพาเยาวชนกลุ่มนี้กลับสู่เส้นทางเรียนรู้ และส่งต่อสู่การศึกษาระดับสูงตามศักยภาพ รวมถึงการระดมทรัพยากรคุณภาพไปที่เด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงเพื่อไม่ให้หลุดไปจากระบบการศึกษา” ดร.ไกรยส กล่าว 

    ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้พร้อมใช้ชีวิตร่วมกับโลกดิจิทัล ไม่สามารถรอได้จนถึงช่วงเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเมื่อถึงวัย 15-18 ปี หลายอย่างอาจสายเกินแก้แล้ว

    ดร.ไกรยส ชี้ว่า การลงทุนกับการศึกษาต้องขยับให้เร็ว และเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะนี่คือช่วงเวลาทองในการปลูกทักษะสำคัญที่จะเป็นรากฐานให้เด็กเติบโต พร้อมรับมือกับโลกที่ไม่หยุดนิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสัดส่วนประชากรลดลง ทำให้เด็กทุกคนสำคัญ

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทำงานร่วมกับ เครือข่ายภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างทางออกให้กับเด็กและเยาวชนหลากหลายกลุ่ม ผ่านโครงการและทุนการศึกษาหลายรูปแบบที่ออกแบบมาตามความต้องการที่แตกต่างกัน อาทิ

    • ทุนเสมอภาค สำหรับเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนยากจนพิเศษ ครอบคลุมตั้งแต่ ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เพื่อให้พวกเขาได้อยู่ในห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง
    • ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และ ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ส่งต่อโอกาสสู่เส้นทางการเรียนรู้สายอาชีพหลังการศึกษาภาคบังคับ ครอบคลุมตั้งแต่ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี โท เอก
    • ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่ แก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นของตัวผู้เรียนกลับไปบรรจุในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนครู เพื่อปิดช่องว่างของคุณภาพการศึกษาในชนบท
    • ทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้สร้างโอกาสสำหรับนักเรียนระดับมัธยมปลายสู่การเรียนต่อมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ สร้างเส้นทางสู่อนาคตที่กว้างกว่าเดิม
    • ทุนที่ร่วมทำงานกับภาคเอกชน เพื่อช่วยเด็ก ๆ ที่เรียนจบชั้น ม.3 ให้สามารถเรียนต่อ และไม่หลุดจากเส้นทางการศึกษา เช่น ทุนก้าวเพื่อน้อง ทุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

    นอกจากนี้ กสศ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ส่องทางทุน” ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับเด็กทุกคนซึ่งกำลังมองหาทางไปต่อเต็มศักยภาพ หัวใจของการศึกษาในโลกสมัยใหม่ การสร้างคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z และเจเนอเรชันต่อจากนี้ ให้มีพลังในการขับเคลื่อนชีวิตและสังคม ไม่ใช่แค่เพื่ออยู่รอด แต่เพื่อสร้างอนาคตที่พวกเขาเลือกเองได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1198820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2utRlOKpoWQ7DcOPB77Vlu

  • ดร.สมเกียรติ TDRI เผยบทเรียนจาก ‘อภิมหาโปรเจกต์’ ที่มักล้มเหลว

    ดร.สมเกียรติ TDRI เผยบทเรียนจาก ‘อภิมหาโปรเจกต์’ ที่มักล้มเหลว

    อภิมหาโปรเจกต์ โครงการแลนด์บริดจ์ ถูกหยิบยกมาเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง จากที่ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ TDRI เคยให้ความเห็นว่าการเดินหน้าโครงการนี้ผลศึกษาที่ ‘สวนทาง’ ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ฯ

    ก่อนหน้านี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการแนวคิดคิดยกกำลังสอง ในช่อง ThaiPBS ระบุว่า แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์คือการสร้างเส้นทางเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก (ฝั่งอ่าวไทย) เพื่อเป็นทางเลือกให้เรือขนส่งสินค้าจำนวนมากไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างแออัด รัฐบาลมองว่านี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่

    ดร. สมเกียรติ ยังชี้ให้เห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ระดับ ‘อภิมหาโปรเจกต์’ โดยส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว ไม่ว่าจะสร้างไม่สำเร็จ สร้างช้ากว่ากำหนด หรือใช้งบประมาณบานปลายกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก สาเหตุหลักๆ มักมาจาก 2 ประการ คือ ‘การมองโลกในแง่ดีเกินจริง’ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่อยากเห็นโครงการที่มีประโยชน์เกิดขึ้น และอีกสาเหตุคือ ‘ผู้มีอำนาจใช้พลังบิดเบือนตัวเลขให้สวยงาม’ ทั้งที่รู้ว่าโครงการนั้นอาจไม่ดีจริง หัวใจสำคัญของการทำให้โครงการใหญ่สำเร็จคือ ‘การวางแผนที่ดี’ ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) อย่างรอบคอบ เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและความคุ้มค่า ก่อนจะนำไปสู่การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ ต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ผลศึกษาที่ ‘สวนทาง’ ความจริงที่ต้องทบทวน

    สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมีอยู่ กลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก

    • ผลการศึกษาของกระทรวงคมนาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีใช้ในการตัดสินใจ เห็นว่าโครงการจะมีมูลค่าปัจจุบันเป็นบวก (มีกำไร) และให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม
    •  แต่ ผลการศึกษาที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษามา กลับมองโลกในแง่ร้ายกว่ามาก โดยระบุว่าโครงการนี้จะ ‘ขาดทุน’ และต่อให้รวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ แล้ว ก็ยังให้ผลตอบแทนไม่สูงนัก (เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์) จึงไม่ควรดำเนินการ และควรหาวิธีอื่นแทน

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ก่อนหน้านี้สภาพัฒน์ฯ ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทำการศึกษา และได้ผลสรุปว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และไม่เหมาะที่จะลงทุน

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังมีเสียงไปในทิศทางที่ว่าแลนด์บริดจ์อาจไม่ตอบโจทย์ของประเทศ และอาจเพิ่มต้นทุนให้สายเดินเรือและการค้า ทำให้ภาคเอกชนอยากให้ทำโครงการอื่นมากกว่า สมเกียรติ ย้ำว่าความแตกต่างของข้อมูลเหล่านี้ “ควรนำมาสู่การทบทวนอย่างจริงจัง” ว่าตัวเลขประมาณการถูกต้องหรือไม่

    บทเรียนจากอดีต รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

    บทเรียนจากอดีตที่ยังไม่จางหายคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 14% และตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความพร้อมสูงกว่า รัฐบาลยังได้ช่วยอุดหนุนในวงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท ทว่าผ่านมา 4 ปีหลังเซ็นสัญญากับเอกชน โครงการนี้ก็ยังไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นเลย นี่เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำว่า แม้ผลตอบแทนจะดูดีและมีแรงหนุนจากภาครัฐ โครงการใหญ่ก็ยังติดขัดได้

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ข้อเสนอแนะ ‘คิดช้า’ เพื่อ ‘ทำเร็ว’ และเห็นภาพใหญ่ของประเทศ

    TDRI เน้นย้ำว่าโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “ต้องคิดช้าถึงจะทำเร็ว” หากเร่งรีบในการวางแผน ผลักดัน และนำเสนอขาย สุดท้ายอาจไม่สามารถปฏิบัติได้จริงและไม่เกิดประโยชน์ตามที่คาดฝัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “วางแผนให้ดี” โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ที่ต้องระวังไม่ให้มองโลกในแง่ดีเกินจริง ตัวเลขรายได้ที่แตกต่างกันมากในผลการศึกษาควรนำมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ดร. สมเกียรติ เชื่อว่าการพัฒนาภาคใต้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริง แต่หากจะดำเนินโครงการใดๆ รัฐบาลควรมอง “ภาพใหญ่” ก่อนว่าประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร และจะเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย อย่างไร จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาว่าจะทำโครงการอะไร “อย่าเพิ่งกระโดด” ทำโครงการใดโครงการหนึ่งโดยที่ยังไม่เห็นภาพใหญ่ของการเชื่อมโยงทั้งประเทศ

    หากโครงการเป็นโครงการที่ดีจริง แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยบ้าง ก็สามารถนำทรัพยากรที่เกิดขึ้นไปช่วยเหลือประชาชนได้ ในทางตรงกันข้าม หากโครงการมีปัญหาและไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีพอ นอกจากรัฐบาลจะขาดทุนแล้ว ประชาชนยังอาจเดือดร้อนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/landbridge-tdri-warning/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FY9oHgmzNzDfUTZbp8qnH

  • เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ

    วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.19 น.

    14 กันยายน 2568  เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นชื่อ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล” พระนักเผยแผ่ธรรมะที่ได้รับความสนใจจากผู้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ด้วยแนวทางการสอนที่ยึดมั่นใน “พุทธวจน” หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกโดยตรง ซึ่งมีจุดเด่นคือความชัดเจน เป็นระบบ เข้าใจง่าย และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

    ปัจจุบัน พระอาจารย์คึกฤทธิ์จำพรรษาอยู่ที่วัดนาป่าพง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ธรรมะในแนวทางพุทธวจนที่มีผู้สนใจเดินทางมาศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง

    รู้จัก “พระอาจารย์คึกฤทธิ์”

    ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก พุทธที่แท้จริง ระบุว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปีพุทธศักราช 2506 จบการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหารและจบหลักสูตรนายร้อย จปร. รุ่น 33 ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนอุปสมบท ท่านรับราชการทหารมียศสุดท้ายในชีวิตฆราวาสที่ พันตรี

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อท่านได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อศึกษาหลักธรรมจากพระไตรปิฎกโดยตรง แม้จะมีข้อมูลที่แตกต่างกันในเรื่องสถานที่และอายุที่บวช แต่ความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นเด่นชัด

    วัดนาป่าพง ศูนย์กลางการเผยแผ่ “พุทธวจน”

    วัดนาป่าพง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่ดินซึ่งมารดาของพระอาจารย์ถวายให้ จากนั้นได้พัฒนาจนขึ้นทะเบียนเป็นวัดในเวลาต่อมา ปัจจุบันวัดนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็น “พุทธวจนธรรมสถาน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่เรียกว่า “พุทธวจน” โดยมีเครือข่ายวัดสาขาเกิดขึ้นในหลายจังหวัด รวมถึงการเผยแผ่ผ่านช่องทางสื่อหลากหลายรูปแบบ

    “พุทธวจน” คืออะไร?
    แนวทางหลักในการเผยแผ่ธรรมของพระอาจารย์คึกฤทธิ์คือ “พุทธวจน” ซึ่งท่านให้ความหมายว่าเป็น “หลักธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง” ที่ถูกบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก ท่านเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่คำที่แต่งขึ้นใหม่ในภายหลัง และมีแนวทางการสอนที่โดดเด่นคือ..
    -ไม่ใช้อรรถกถา-ฎีกา มุ่งเน้นไปที่พระสูตรในพระไตรปิฎกโดยตรง
    -อธิบายความตามต้นฉบับ ใช้วิธีอ่านพระสูตร, แปลตรง และอธิบายเชื่อมโยงบทต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัว
    -เน้นหลักปฏิบัติ ให้ความสำคัญกับ ศีล สมาธิ ปัญญา มากกว่าพิธีกรรม
    โดยการสอนเช่นนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ศึกษารู้จักตนเอง เห็นเหตุแห่งทุกข์ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องตามหลักพุทธธรรม

    จากการฟ้องร้องฉ้อโกงสู่การขอขมา
    เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ชื่อของ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์” ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลังปรากฏว่ามีอดีตศิษย์ฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงจากเงินบริจาค รวมกว่า 515 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์หนังสือและเงินบริจาคซื้อที่ดินข้างวัด คดีนี้ถูกยื่นฟ้องในปี พ.ศ. 2560 และศาลได้รับฟ้องในปี พ.ศ. 2561

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี อดีตศิษย์ที่ยื่นฟ้องได้ทำพิธีขอขมาและถอนฟ้องพระอาจารย์คึกฤทธิ์และพวก โดยได้กล่าวขอโทษและยอมรับว่า “ความผิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น…การดำเนินคดีทุกเรื่องเกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ทั้งสองเอง”

    ผลการไกล่เกลี่ยของศาลเป็นที่สิ้นสุด เมื่อศาลระบุว่า “โจทก์ที่ 1 เต็มใจยอมรับว่าจำเลยทั้งสามมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำฟ้องในคดีนี้ ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง” พร้อมทั้งระบุว่าโจทก์จะไปถอนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ทำให้พระอาจารย์คึกฤทธิ์ พ้นมลทินจากข้อกล่าวหาในที่สุด

    ปัจจุบัน “พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล” ยังคงทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดนาป่าพงเดินหน้าเผยแผ่ศาสนาผ่านสื่อสมัยใหม่และกิจกรรมที่วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำแนวคิด “พุทธวจน” ไปสู่การใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ยังเป็นผู้สร้างข้อถกเถียงทางหลักคำสอนที่เข้มข้นกับคณะสงฆ์กระแสหลักอีกด้วย

    ขอบคุณ : พุทธที่แท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/914211&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhVR-r3WiwmO-PAgODCaR

  • เบตงคึกคัก! นักท่องเที่ยวมาเลย์ทะลักด่านช่วงหยุดยาว จนท.เข้มงวดตรวจความปลอดภัยท่ามกลางฝนตก

    เบตงคึกคัก! นักท่องเที่ยวมาเลย์ทะลักด่านช่วงหยุดยาว จนท.เข้มงวดตรวจความปลอดภัยท่ามกลางฝนตก

    15 กันยายน 2568 11:18 น. เจษฎา สิริโยทัย ภูมิภาค

    วันที่ 15 ก.ย.2568 ที่บริเวณด่านพรหมแดนเบตง อ.เบตง จ.ยะลา บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่เปิดทำการในเวลา 05.00 น. โดยมีรถบัสนำเที่ยวและรถยนต์ส่วนตัวของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ต่างจอดรอคิวตรวจหนังสือเดินทาง ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เบตง และต่อไปยังจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่และภูเก็ต และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้บริเวณลาดจอดรถหน้าอาคารขาเข้าประเทศไทยเต็มไปรถยนต์นักท่องเที่ยวจน ปลายแถวยังอยู่ในประเทศมาเลเซีย

    ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเบตง เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียต่างเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเนื่องในวันหยุดยาว ประกอบกับช่วงปิดเทอม โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวมกว่า 8,000 คน เดินทางโดย รถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ และรถบัสท่องเที่ยว

    ส่วนในวันนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 9,000 คน ในส่วนของศุลกากรเบตง ได้เร่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่นำรถยนต์หรือรถจักยานยนต์เข้ามา มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พร้อมแนะนำแก่นักท่องเที่ยวให้ยื่นเอกสารพร้อมรับบัตรคิว เพื่อยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ ตรวจและออกใบขนขาเข้าพิเศษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่คีย์ใบขนฯ ออกมา ซึ่งทางด่านได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    ขณะที่พื้นที่ชั้นในได้มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อทำการตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย ที่อาจจมีการลักลอบเข้ามาและตรวจสอบบุคคลเป้าหมายเพื่อป้องกันแอบแฝงปะปนมากับนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนตามร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นก็มีนักท่องเที่ยวมาทานอาหารเป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VomFD64krYC3M9fYbhAaw