Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เช็กวิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ บน 5 แพลตฟอร์มโซเชียลดัง

    เช็กวิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ บน 5 แพลตฟอร์มโซเชียลดัง

    เช็กเลย! วิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ – เล่นภาพ GIF อัตโนมัติ บน 5 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดัง ตั้งแต่ Facebook จนถึง X ทำได้ง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอน

    ในบางครั้ง เมื่อเราใช้งานโซเชียลมีเดีย อาจไม่ต้องการให้วิดีโอหรือไฟล์ GIF เล่นอัตโนมัติบนหน้าฟีด ซึ่งเหตุผลของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายมือถือ ลดแรงกระตุ้นที่ทำให้ติดโซเชียลเกินจำเป็น หรือการควบคุมประสบการณ์การรับชมของตัวเองมากขึ้น เช่น กรณีที่มีคลิปวิดีโอที่เป็นไวรัล แต่เราไม่อยากดู เป็นต้น

    AFP/Kirill KUDRYAVTSEV
    Facebook

    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ปัจจุบันผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้เราสามารถตั้งค่าเพื่อปิดการเล่นวิดีโอและ GIF อัตโนมัติได้ โดยเว็บไซต์ Tech Crunch ได้รวบรวมวิธีปิดการเล่นวิดีโอหรือไฟล์ GIF อัตโนมัติของแพลตฟอร์มโซเชียลดัง ไม่ว่าจะเป็น Facebook X Instagram ไปจนถึง Bluesky มาให้ลองดูกัน

    Facebook

    สำหรับผู้ที่ใช้งาน Facebook สามารถปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติได้โดยไปที่สัญลักษณ์รูปโปรไฟล์ บริเวณมุมขวาบนของหน้าเว็บไซต์เวอร์ชันเดสก์ท็อป หรือที่แถบนำทางด้านล่างในแอปพลิเคชันบนมือถือ จากนั้นเลื่อนลงไปเลือก “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” (Settings & Privacy) ต่อด้วย “การตั้งค่า” (Preferences) และเลือกเมนู “สื่อ” (Media) ในหน้านี้จะมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับการเล่นวิดีโอทั้งในฟีดข่าวและในสตอรี่ ให้เลือกที่ “ไม่เล่นเลย” (Never) เพื่อปิดการทำงาน

    Instagram

    กรณีของ Instagram ผู้ใช้สามารถเข้าไปยังหน้าตั้งค่าโดยแตะที่รูปโปรไฟล์ที่มุมล่างขวาของแอปพลิเคชัน เมื่อเข้าสู่หน้าหลักโปรไฟล์แล้ว ให้แตะที่สัญลักษณ์เมนู (เส้นแนวนอนสามเส้น) ที่มุมขวาบนของหน้าจอ จากนั้นเลือก “การตั้งค่าและกิจกรรม” (Settings and activity) ต่อด้วย “แอปและสื่อของคุณ” (Your app and media) และเข้าไปที่ “คุณภาพสื่อ” (Media quality)

    จากนั้นเราจะพบตัวเลือก “ใช้ข้อมูลมือถือให้น้อยลง” (Use less cellular data) การเปิดใช้ฟังก์ชันนี้จะช่วยลดความเร็วในการเล่นสื่ออัตโนมัติเมื่ออยู่นอกเขต Wi-Fi แม้จะไม่ใช่การปิดการเล่นโดยสมบูรณ์ แต่ก็ช่วยควบคุมการใช้งานได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน เสียงในวิดีโอจะไม่เล่นอัตโนมัติ เว้นแต่เราจะกดเข้าไปที่โพสต์นั้นด้วยตัวเอง

    AFP/DENIS CHARLET
    Instagram

    X

    สำหรับแพลตฟอร์ม X ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการตั้งค่าได้โดยแตะที่รูปโปรไฟล์ทางมุมซ้ายบนเพื่อเปิดแถบเมนู (ในเวอร์ชันเดสก์ท็อป แถบนี้จะปรากฏอยู่แล้ว) เลือก “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” (Settings and privacy) หากใช้แอปบนมือถือ จำเป็นต้องแตะที่สัญลักษณ์จุดสามจุดเพื่อดูตัวเลือกเพิ่มเติมซึ่งรวมถึงเมนูนี้ จากนั้นเลื่อนลงไปที่ “การช่วยการเข้าถึง การแสดงผล และภาษา” (Accessibility, display, and languages) แล้วเลือก “การใช้ข้อมูล” (Data usage) จะพบตัวเลือกสำหรับปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Video Autoplay)

    นอกจากนี้ หากต้องการความแน่ใจยิ่งขึ้น เรายังสามารถกลับไปที่ “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” แล้วเลือก “การแสดงผลและเสียง” (Display and sound) ในเมนูนี้สามารถปิดการแสดงตัวอย่างสื่อ (Media previews) ได้เช่นกัน

    Bluesky

    สำหรับผู้ใช้งาน Bluesky ให้แตะสัญลักษณ์เมนู (สามขีด) ที่มุมซ้ายบนของแอปพลิเคชันมือถือ และเลือก “การตั้งค่า” (Settings) ซึ่งอยู่ด้านล่างสุดของรายการ ในเวอร์ชันเดสก์ท็อป เมนูนี้สามารถเข้าถึงได้จากแถบด้านข้าง จากนั้นเลือก “เนื้อหาและสื่อ” (Content and media) ภายในเมนูนี้จะมีตัวเลือก “เล่นวิดีโอและ GIF อัตโนมัติ” (Autoplay videos and GIFs) ผู้ใช้สามารถปิดตัวเลือกนี้ได้ทันที

    Threads

    สำหรับ Threads ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มของบริษัท Meta ที่เปิดตัวมาได้ราว 2 ปี ปัจจุบันยังไม่รองรับการปิดการเล่นวิดีโอหรือ GIF แบบอัตโนมัติ ผู้ใช้งานจึงยังไม่สามารถควบคุมส่วนนี้ได้ แต่คาดว่าอาจอยู่ในแผนพัฒนาของแพลตฟอร์มในอนาคตต่อไป

    ที่มา: Tech Crunch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/257095&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Lrcl3MrIaAxCumV1pc2AX

  • ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

    ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    15 กันยายน 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ทางด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือนเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่างๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน

    2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

    3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์

    4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย- กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น

    “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ทางผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก

    สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้ SME ที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับ SME ที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    ด้านนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/914398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzvehAko6XaHEHWlmouV2

  • เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    วันนี้, 13:00น.

              สำนักสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ผลผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมของจีนในเดือนส.ค.ชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบปีที่ร้อยละ 5.2 ต่ำสุดนับแต่เดือนส.ค.2567และ ต่ำกว่าร้อยละ 5.7 ในเดือนก.ค.อีกทั้งต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้คือ ร้อยละ 5.7 ขณะที่ยอดขายปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริโภค เติบโตร้อยละ 3.4 ในเดือนส.ค.ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เป็นผลจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และการส่งออกของจีน อ่อนแอลงตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก

              ด้านนายลินน์ ซอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ING เชื่อว่า ภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อคณะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของจีนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ร้อยละ 5 ในปีนี้ และเพื่อป้องกันภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีมูลค่า 19 ล้านล้านดอลลาร์  

              ขณะเดียวกัน นักลงทุนเอกชนของจีนต่างรอดูความชัดเจนในเรื่องทิศทางการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯและมาตรการของรัฐบาลจีนในการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากภาวะความไม่มั่นคงของตลาดแรงงาน และปัญหาวิกฤตที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน

    #เศรษฐกิจีน

    #ชะลอตัวในเดือนสิงหาคม

    ที่มา: reuters

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RaT2ZoZwphMIBIeCyVo4y

  • คนไทยป่วย ‘เบาหวาน’ พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    คนไทยป่วย ‘เบาหวาน’ พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) เผยคนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง 6 เท่าในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้ยังมีผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัวอีกร้อยละ 33.3% ทำไทยสูญเศรษฐกิจในปี 2024 ปีเดียว 1.3 แสนล้านบาท!

    รายงานล่าสุดจาก International Diabetes Federation (IDF) Diabetes Atlas  ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์โรคเบาหวานที่น่าเป็นห่วงในประเทศไทย โดยพบว่า

    จำนวนผู้ใหญ่ (20-79 ปี) ที่เป็นโรคเบาหวานในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 6.36 ล้านคนในปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.63 ล้านคนภายในปี 2050

    ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.5 ล้านคนในปี 2000 และ 4.0 ล้านคนในปี 2011 ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานพุ่ง 6 เท่าในรอบ 20 ปี และติดอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีจำนวนผู้ใหญ่เป็นโรคเบาหวานสูงที่สุดในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก

    คนไทยป่วย 'เบาหวาน' พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    คนไทยไม่รู้ตัวเบาหวานอีกกว่า 33.3% 

    สิ่งที่น่ากังวลจากรายงานดังกล่าวคือ ในปี 2024 มีผู้ป่วยเบาหวานถึง 33.3% หรือประมาณ 2.12 ล้านคน ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา ขณะเดียวกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน (Impaired Glucose Tolerance – IGT) ก็พบในคนไทยจำนวนมาก โดยในปี 2024 มีผู้ที่มีภาวะ IGT ถึง 8.97 ล้านคน และผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติขณะอดอาหาร (Impaired Fasting Glucose – IFG) 4.37 ล้านคน ภาวะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต

    ทั้งนี้ IGT เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าอาการมีโอกาสพัฒนาไปเป็นเบาหวานในอนาคต ซึ่งคนที่อยู่ในภาวะนี้ก็มักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย มักจะมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose: FPG) อยู่ในช่วง 100–125 mg/dL (หรือ 5.6–6.9 mmol/L)

    สูญเศรษฐกิจไปแล้วหลักแสนล้านบาท

    โรคเบาหวานยังสร้างภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในปี 2024 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานทั้งหมดในประเทศไทยสูงถึง 4,116.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 136,473 ล้านบาท

    โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 647.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือ ประมาณ 20,574 บาท ต่อปี แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดจากโรคเบาหวานในกลุ่มอายุ 20-79 ปีจะลดลงจาก 78,846 รายในปี 2011 มาอยู่ที่ 34,752 รายในปี 2024  แต่สัดส่วนการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานยังคงอยู่ที่ 8.5% ของผู้เสียชีวิตในช่วงวัยดังกล่าว

    เบาหวานในกลุ่มเด็ก

    รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเบาหวาน ที่ขยายไปถึงกลุ่มสตรีมีครรภ์ โดยในปี 2024 พบว่ามีทารกแรกเกิดถึง 155,434 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Hyperglycaemia in Pregnancy – HIP) และมีอัตราความชุกของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus – GDM) สูงถึง 26.5% สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งมักพบในเด็กและวัยรุ่น

    ในปี 2024 มีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกช่วงอายุประมาณ 20,689 คน และในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น (0-19 ปี) มีจำนวน 4,623 คน ซึ่งปัญหาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นมักเกิดในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น ระดับความรุนแรงของโรคคือทำให้ร่างกายไม่ผลิตอินซูลิน ส่งผลให้ต้องฉีดอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32s6u82DS1fsCFqlFH3Gcu

  • ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68

    ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68

    เผยแพร่:

    ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist02/watch/mlVPk1O2sCg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dJe1uaXdywK8tpqdhahtz

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”  วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระ


    15/09/2568 | 16 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”

    วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ที่ได้รับรางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดีเลิศระดับจังหวัด จำนวน 76 คน และผู้ที่ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 76 คน

    พิธีในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสง่างามและสมพระเกียรติ โดยมีข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และผู้แทนชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแสดงความยินดีและสักขีพยาน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ในการนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมกิจรรมภายในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) ใน Theme CDD Next

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 10/09/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/265315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAVVYf6gEWqpmvHjNiyHz

  • เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    ท่ามกระแสต่อต้านการเปิดด่านที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทีมีความคาดหวังจากคนไทยจำนวนหนึ่งว่าการปิดด่านแบบยืดเยื้อจะยิ่งบั่นทอนสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชา และเมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลงจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การยุติความขัดแย้งกับไทย

    แต่สภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาในเวลานี้เป็นอย่างไรกันแน่?

    อนาคตไม่สดใสเหมือนเดิม
    เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่รุนแรง เช่น ความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดในภูมิภาค และความเปราะบางทางการเงินภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567 เหลือ 4.8%

    คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำโดยนายเคนิชิโร คาชิวาเสะ ระหว่างการปรึกษาหารือประจำปีตามมาตรา 4 ของกองทุน ณ กรุงพนมเปญ คณะผู้แทนได้หารืออย่างกว้างขวางกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ผู้นำธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อการพัฒนา 

    เคนิชิโร คาชิวาเสะ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แรงผลักดันนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงต้นปี 2568 

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี  2568 การเติบโตจะชะลอตัวลง เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทย แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งเงินกลับประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.8% แต่ความเสี่ยงด้านลบยังคงสูงอยู่

    ปัญหากับไทยปัญหากับทรัมป์
    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ ยอมรับถึงความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการกำหนดอัตราภาษีให้เอื้ออำนวยมากขึ้นกับการค้า โดยอัตราภาษี 19% มี่โดนนัลด์ ทรัมป์กำหนดกับกัมพูชาแม้ว่ายังต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรกอย่างมาก และใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกในกัมพูชายังคงต้องแบกรับต้นทุนบางส่วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ การลดลงของเงินโอนและรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาในการคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโต 4.8% จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่แล้ว แต่การลดภาษีของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

    IMF เตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าและชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจยิ่งทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลง ซึ่งการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 และยังคงประสบปัญหาในการฟื้นตัว ปีที่แล้ว กัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หวังทำเงินจากสนามบินเตโช
    ความคาดหวังที่จะทำเงินจากการท่องเที่ยวมีเพิ่มมากขึ้น หลังจากกัมพูชาเพิ่งเปิดให้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตาเขมา โดยรัฐบาลกัมพูชาหวังว่าท่าอากาศยานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการบินหลักแห่งใหม่ของเมืองหลวง และจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคนภายในปี 2593

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต กล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า สนามบินแห่งใหม่จะให้บริการเที่ยวบินคุณภาพสูงแก่ผู้โดยสารในและต่างประเทศ ขยายการเชื่อมต่อทางอากาศของกัมพูชากับโลก และสร้างแรงกระตุ้นใหม่ๆ ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอีกความเสี่ยงสำคัญมาจากภาวะทรุดตัวของการท่องเที่ยว ก็คือ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

    และยังหวังรายได้จากจีน
    จากรายงานของ NAI 500 ระบุว่า ที่ผ่านมา การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนไหลเข้าจากจีนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตทาเศรษฐกิจของกัมพูขา แต่การไหลกลับของกระแสเงินทุนทำให้เกิดแรงกดดันด้านสินค้าคงคลังในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองชายฝั่ง ขณะเดียวกัน แม้ว่าการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีความไม่สมดุลในทุกตลาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2562 ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากกระแสเงินสดจากการเข้าพักโรงแรมถูกนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ธนาคาร ซึ่งมักได้รับการค้ำประกันโดยอิงจากสมมติฐานเชิงบวกก่อนปี 2563 อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นการก่อสร้าง (ที่อิงกับทุนจีน) ถูกระงับ และมูลค่าที่ดินไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป 

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน ขณะเข้าร่วมงาน Belt and Road Forum ครั้งที่ 10 ในประเทศจีน ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาพัฒนาคนที่ 1 ของกัมพูชา กล่าวในบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวจากส “สำนักข่าวธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21” 《21世纪经济报道》 ของจีนว่า กัมพูชามีนโยบายการลงทุนที่เสรีและเปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทำให้กัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทจีน

    ซุน จันทอล ยืนยันความสำคัญและความสำเร็จของกรอบความร่วมมือ “หกเหลี่ยมเพชร” จีน-กัมพูชาอย่างเต็มที่ โดยได้นำเสนอเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือจีน-กัมพูชา ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้มีบริษัทประมาณ 200 แห่ง และได้สร้างงานหลายพันตำแหน่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbuhO5IQ6_xKJ513jDaIK

  • “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    ชื่นมื่น! ส.อ.ท. ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน หลังนำทัพ ว่าที่ ครม. ถกหารือ เอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ หวังประเทศไทยเดินหน้า

    #อนุทิน #เศรษฐกิจ #นายก #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2N_xpo3LpQbA6Jhrh0fd

  • ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    โดยได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ”

    ทั้งนี้ นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ และขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานะความเปราะบางของเอสเอ็มอีไทย ณ เดือนมิ.ย. ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มเอสเอ็มอีคิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อเอสเอ็มอี) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้มาตรการ Fast Track เพื่อเอสเอ็มอี ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ตนขอสะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าเข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ เพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2882952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tqwh8aY8BeESVzUWYk4Gu

  • อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    เบื้องต้น นายอนุทิน กล่าวว่าในที่ประชุมว่า วงนี้จริงๆก็เป็นวงพี่น้องกันทั้งนั้น รู้จักกันมานานแล้ว วันนี้ในฐานะที่ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นนายกฯ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย แม้ตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ แต่เราคงไม่ให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เลยมีการประสานประสานกันกับสภาอุตสาหกรรมฯ เพราะรัฐบาลและผู้นำทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต้องไปคู่กัน แยกกันไม่ได้ เราต้องเอาภาคเศรษฐกิจมาขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง แข็งแกร่งในมิติอื่นๆ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี และสังคมจะได้มีความสุข

    #บอยชิงร้อย #เศรษฐกิจ #รัฐมนตรี #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_4n2rZirHwZn8JoSE-uJf