Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การท่องเที่ยวสีเขียว! ประกาศปิด ‘เขาใหญ่’ เดิน-วิ่ง-ปั่น-ดูดาว-ลดคาร์บอน | เดลินิวส์

    การท่องเที่ยวสีเขียว! ประกาศปิด ‘เขาใหญ่’ เดิน-วิ่ง-ปั่น-ดูดาว-ลดคาร์บอน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2568 ที่สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ นครราชสีมา น.ส.พันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ เปิดเผยถึง ในเช้าวันจันทร์ที่ 22 กันยายนนี้ ซึ่งทุกปีตรงกับ วันปลอดรถโลก (World Car Free Day) เป็นวันรณรงค์ให้ผู้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แล้วหันมาใช้พลังงานสะอาดหรือระบบขนส่งสาธารณะแทน เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือรถขนส่งมวลชน เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง การใช้น้ำมัน และลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจราจร

    ในส่วนของ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ได้ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม เขาใหญ่คาร์ฟรีเดย์ 2025 KhaoYai Car Free Day 2025 เป็นประจำทุกปี โดยได้รับความร่วมมือจาก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปิดเส้นทางจราจรถนนธนะรัชต์ ตั้งแต่เวลา 06:00-10:00 น. ทั้งสองฝั่งด่านเก็บเงินอุทยานฯ ปากช่อง จ.นครราชสีมา และเนินหอม จ.ปราจีนบุรี

    โดยในปีนี้ ทางสมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จังหวัดนครราชสีมา และพิเศษคือความร่วมมือระหว่าง โคราชจีโอปาร์คโลก สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ร่วมมือจัดกิจกรรมเชื่อมโยงวิ่งเส้นทางสามมรดกโลกยูเนสโกโคราช

    สำหรับ กิจกรรมสมาคมฯ ได้จัดรวมกัน 3 วัน คือ วันที่ 20-21 กันยายน กิจกรรมดูดาว บริเวณลานเขาร่ม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ชมรมดาราศาสตร์ปากช่อง และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่

    ส่วนในเช้าวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 เป็นกิจกรรม เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน โดยผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับธรรมชาติของเขาใหญ่ โดยไม่รถวิ่ง ท่านสามารถทำเช่นนี้ ได้เพียงปีละครั้งในวันคาร์ฟรีเดย์โลก 22 กันยายน เท่านั้น

    สำหรับกิจกรรมทุกครั้งเราจะเก็บสถิติข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ ว่าลดลงเท่าไหร่ และพิเศษสำหรับเสื้อยืด Khao Yai Car Free Day ที่นักวิ่งสมัครลงทะเบียน จะทำจากวัสดุ Recycle เส้นใยขวดพลาสติก เหรียญรางวัลจากฝาขวดน้ำวัสดุรีไซเคิล สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จะชูธงการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วย การท่องเที่ยวเชิงนิเวศไร้มลภาวะเป็นพิษ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5128359/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27YxB92okrv92dIylqnL-o

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ มอง F1 กับ MotoGP เป็นเรื่องความคุ้มค่า ยืนยัน ไม่ปัด MOU F1 ทิ้ง แต่ต้องโฟกัสซีเกมส์ก่อน

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ มอง F1 กับ MotoGP เป็นเรื่องความคุ้มค่า ยืนยัน ไม่ปัด MOU F1 ทิ้ง แต่ต้องโฟกัสซีเกมส์ก่อน

    โดย เจษฎา บุญประสม

    เขียนเมื่อ 19/09/2025 15:58 | อัพเดทล่าสุด 19/09/2025 15:58 81

    ทันทีที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย เผยโฉมอย่างเป็นทางการ หนึ่งในประเด็นที่แฟนกีฬาหยิบมาพูดถึง คงหนีไม่พ้น “F1” หรือ “MotoGP” ?

    การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ F1 และการต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP ที่จะหมดในปี 2026 เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง และปฏิเสธไม่ได้ว่า ถือเป็นหนึ่งในภาพแทนของการเมืองคนละขั้ว ที่นำมาซึ่งเหตุการณ์มากมายในระยะหลังมานี้

    เรื่องดังกล่าว “รมต.เบนซ์” อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ Main Stand ไว้ดังนี้

    การต่อสัญญาจัดการแข่งขัน โมโตจีพี ?

    “ผมมองว่า อิเวนต์ต่าง ๆ ก็ต้องดูเรื่องความคุ้มค่า จะสร้างชื่อเสียง จะสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศได้อย่างไร ซึ่งบางครั้ง การสร้างภาพลักษณ์ ก็ไม่สามารถแปลออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ ผมมองว่า ในเรื่องนี้คงต้องคุยกัน แต่ถ้ามีโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ผมก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ประเทศไทย จะได้จัดอิเวนต์ที่มันมีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับจากสากล ให้ไทยเป็นหนึ่งใน Destination ด้านกีฬาและการท่องเที่ยวไปในคราวเดียวกัน”

    โมโตจีพี และ F1 คนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง คนละฝั่ง คนละฝ่าย ?

    “ก็ให้คนอื่นมองไป ผมมองว่าเป็นเรื่องของความคุ้มค่า และเป็นเรื่องของความพร้อมของประเทศ ถ้าวันหนึ่ง มันเกิดมีขึ้น แล้วเราจัดได้ดี มันก็เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ ในสายตาของชาวโลก”

    ดังนั้น ท่านจะเข้ามาดูเรื่องที่ไทย เคยทำ MOU กับทาง F1 ใช่หรือไม่ ?

     “คงต้องเข้าไปดูนะครับ ถ้าบอกว่า ไม่เข้าไปดูเลย ก็คงไม่ได้ใช่ไหม”

    ยืนกราน วันแรก คงไม่ปัดเรื่อง F1 ทิ้ง ?

    “ไม่ครับ ก็อย่างที่ทราบว่า รัฐบาลนี้ เราก็คงจะมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ฉะนั้น ผมคงต้องเลือกภารกิจที่เร่งด่วนก่อน ส่วนเรื่องการปูพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปูพื้นฐานให้กับนักกีฬา ให้เขามีโอกาสมากกว่านี้ หรือว่าให้ Facility ต่าง ๆ มีความพร้อม ผมคงทำไปในคราวเดียวกัน แต่ว่าเรื่องเร่งด่วน ก็อย่างที่ทราบกันนะครับ เรื่องแรก ผมก็คงยังไม่โฟกัสอย่างอื่น โฟกัสเรื่องซีเกมส์ ก่อน ส่วนอย่างอื่น ก็ทำไปเรื่อย ๆ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/index.php/th/news/6/article/22851&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ewm7BKZrQ-rODZDOr0av8

  • ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง แสดงความยินกับ ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.มหาดไทย | เดลินิวส์

    ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง แสดงความยินกับ ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.มหาดไทย | เดลินิวส์

    ประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวระนอง แสดงความยินกับ ‘ศศิธร กิตติธรกุล’ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.มหาดไทย

    นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง / นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง แสดงความยินดีกับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล หลังได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

    เมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง แสดงความยินดีกับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5127928/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-LDRRcHEAKlEwE9C-QoOV

  • อำเภอแม่สะเรียง แถลงข่าวการจัดงานประเพณี “ออกหว่า” เทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อำเภอแม่สะเรียง แถลงข่าวการจัดงานประเพณี “ออกหว่า” เทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อำเภอแม่สะเรียง แถลงข่าวการจัดงานประเพณี “ออกหว่า” เทศกาลออกพรรษา ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “ย้อนอดีตวันวาน สืบสานประเพณีออกหว่า แม่สะเรียง”

    วันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ หอประชุมเทศบาลตำบลแม่สะเรียง ว่าที่ร้อยตรี พูนศักดิ์ ดีมั่น นายกเทศมนตรีตำบลแม่สะเรียง ร่วมกับ นายวีรวัฒน์ กิจมานะทรัพย์ ปลัดอำเภอแม่สะเรียง, นายประพันธ์ วิริยะภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิ, นายคำปัน คำประวัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน, พันตำรวจเอกรัฐวิชญ์ วศินพงศ์ธนัช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่สะเรียง และนางชุติวรรณ ตักกะภูมิ รองผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วม แถลงข่าวงานประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษาของชาวอำเภอแม่สะเรียง

    โดยกิจกรรมภายในงาน เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ด้วยการแข่งขันวิ่ง “กว่า แหล่ โกม มินิมาราธอน ครั้งที่ 4” ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร วันที่ 6 ตุลาคม พิธีเปิดงานลานวัฒนธรรม ณ วัดอุทยารมณ์ (วัดจองสูง) วันที่ 7 ตุลาคม นักท่องเที่ยวจะได้ชมการแสดงพิธีเปิด “มนต์แม่สะเรียง” และในวันที่ 8 ตุลาคม ชมริ้วขบวนแห่เทียนเหง ร้อยเล่มพันเล่ม และ การประกวดธิดาออกหว่า

    งานประเพณีออกหว่า เป็นงานประเพณีออกพรรษาตามความเชื่อของชาวอำเภอแม่สะเรียง โดยคำว่า ออกหว่า หมายถึง การออกจากฤดูฝน โดยงานประเพณีออกหว่า ชาวอำเภอแม่สะเรียงที่อยู่ต่างถิ่นจะเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อร่วมทำบุญและร่วมงานประเพณีออกหว่ากับครอบครัว โดยจะมีการตักบาตรพระสงฆ์ที่หน้าบ้านของตนเองในเวลาตี 4 ตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งจะตักบาตรอาหารสดในวันแรก และอีกสองวันที่เหลือจะตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องจากชาวอำเภอแม่สะเรียงมีความเชื่อว่า การตักบาตรที่หน้าบ้านของตนเองจะเป็นสิริมงคลต่อบ้านและคนในครอบครัว ซึ่งจะแตกต่างจากงานประเพณีออกพรรษาในท้องถิ่นอื่น

    นอกจากนั้นบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ส่วนราชการ ถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลแม่สะเรียง ยังมีการประดับประดาตกแต่งบ้านเรือน ด้วยราชวัตรประทีปโคมไฟหลากหลายรูปแบบสวยสดงดงาม หาชมได้ 1 ปี 1 ครั้ง เท่านั้น และ วันสุดท้ายจะได้รับชมริ้วขบวนแห่เทียนเหง ร้อยเล่มพันเล่ม ขบวนแห่ต้นโคมต้นเกี๊ยะ เครื่องไทยทาน และ การแสดงศิลปะรำนกรำโต เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการกลับจากสวรรค์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งงานประเพณีออกหว่าอำเภอแม่สะเรียง เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีแห่งเดียวในโลก

    ประเพณีออกหว่า เทศกาลออกพรรษา ถือเป็นงานประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานและเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอแม่สะเรียง โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “ย้อนอดีตวันวาน สืบสานประเพณีออกหว่า แม่สะเรียง” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1321494&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HTiQJXohhLwsfduPqJlXV

  • รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กำชับแนวทางดูแลนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กำชับแนวทางดูแลนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ กำชับแนวทางดูแลนักท่องเที่ยว

    • เผยแพร่ : 19/09/2025 12:49

    วันที่ (18 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี พ.ต.ท.ศักดิ์อนันต์ คำไสย สารวัตรใหญ่ ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 พร้อมข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวในสังกัด และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับ

    ในโอกาสนี้ พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ขึ้นแท่นตรวจรับฟังการรายงานแถวกำลังพล พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาทและนโยบายการปฏิบัติหน้าที่แก่ข้าราชการตำรวจ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่ข้าราชการตำรวจท่องเที่ยวหาดใหญ่ จากนั้นได้ประชุมรับฟังการรายงานผลการปฏิบัติจากหัวหน้าหน่วย โดยกำชับการปฏิบัติให้เพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเน้นย้ำประชาสัมพันธ์ Thailand Tourist Police Application และสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ให้กับนักท่องเที่ยวได้รับทราบ

    ต่อมาในเวลา 13.00 น. พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ได้ตรวจเยี่ยมแหล่งท่องเที่ยว เคเบิ้ลคาร์ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ เขาคอหงส์ พบปะนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจสภาพความปลอดภัยของกระเช้าเคเบิ้ลคาร์ที่ให้บริการนักท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่

    นอกจากนี้ วานนี้ เวลา 18.10 น. พล.ต.ต.พงษ์สยามฯ ได้เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยและความปลอดภัยท่าอากาศยานหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในความรับผิดชอบของ ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 โดยได้ตรวจเยี่ยมจุดบริการนักท่องเที่ยวท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ พร้อมด้วยสารวัตรใหญ่ ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 และสายตรวจประจำท่าอากาศยาน

    โอกาสนี้ ได้กำชับแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนหน่วยให้สามารถสนองนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว อย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการตรวจตราร่วมกับเจ้าหน้าที่ EOD, สห. และเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการบริเวณภายในและภายนอกอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานหาดใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1321517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tmp5FhppY9LLYdii0LzGv

  • คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ปลุกศักยภาพคนรุ่นใหม่ ปั้นบัณฑิต ลุยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    คณะการท่องเที่ยวฯ DPU ปลุกศักยภาพคนรุ่นใหม่ ปั้นบัณฑิต ลุยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ดร. ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวและกีฬามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ตัวอย่างล่าสุด คือ การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025 ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดการณ์ว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 8,400 ล้านบาท ซึ่งการจัดมหกรรมกีฬาระดับโลก (Mega Event) ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่บริการและธุรกิจในหลายมิติ ทั้งโรงแรม ที่พัก การเดินทาง ร้านอาหาร การจัดเลี้ยง ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่แข่งขัน ส่งผลให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาไทยอย่างรอบด้าน

    ดร. ยุวรี กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เรียกรวมว่า MICE ประกอบด้วย M – Meeting การประชุม, I – Incentive การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เช่น การมอบรางวัลแก่พนักงานหรือการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาในนามองค์กร, C – Convention การประชุมวิชาชีพ อาทิ การแพทย์หรือสุขภาพ และ E – Exhibition การแสดงสินค้าและบริการ กิจกรรมเหล่านี้รวมกันก่อให้เกิด Mega Event ที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพ อย่างครบถ้วนในการจัดมหกรรมระดับโลก และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักศึกษาหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ รวมไปถึงหลักสูตรการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ที่จะได้เข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรม MICE ซึ่งกำลังเติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยวและกีฬา

    DPU ในฐานะสถาบันอุดมศึกษา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพ (Potential Development) ของนักศึกษา เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอีเวนต์ที่กำลังเติบโต หลักสูตรของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU จึงออกแบบให้ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา อีเวนต์ และ MICE โดยบูรณาการความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล, Customer Journey และการท่องเที่ยวทางเลือก เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างใช้บริการ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์หลังการเดินทาง นอกจากนี้ ยังเน้นการฝึกภาคปฏิบัติ ทั้งการพัฒนาบุคลิกภาพ ความเป็นมืออาชีพ เช่น การแต่งกาย การสื่อสาร และการจัดการอีเวนต์ในสถานการณ์จริง

    “คณะฯ เชิญอาจารย์พิเศษและวิทยากรที่มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานกับหน่วยงานขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่จัดประชุมนานาชาติ มาสอนและแบ่งปันความรู้ ตลอดจนพานักศึกษาออกไปฝึกปฏิบัติงานจริง เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองการทำงานและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังทำ MOU ร่วมกับบริษัททัวร์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ระบบการทำงานด้าน Inbound Tourism (การท่องเที่ยวขาเข้า) และได้ฝึกปฏิบัติจริง ในการรับนักท่องเที่ยว การจัดการลงทะเบียน และการสื่อสารกับชาวต่างชาติ ได้เรียนรู้ตั้งแต่การวางแผนงานขนาดใหญ่ การบริหารจัดการสถานที่ การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก การวางแผนเส้นทางท่องเที่ยว และการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการจัดทริปและอีเวนต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะการฝึกงานกับภาครัฐ ที่ต้องอาศัยความรู้ด้านเอกสาร กฎระเบียบ และสัญญาต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้กลายเป็น Case Study ที่ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะรอบด้าน สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้จัดงานอีเวนต์มืออาชีพได้” ดร.ยุวรี กล่าว

    คณบดีคณะการท่องเที่ยวฯ กล่าวอีกว่า DPU ยังมีนโยบายให้นักศึกษาทุกหลักสูตรใช้ AI ในการเรียนรู้ โดยพัฒนา Chatbot ควบคุมการตอบคำถามให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้ AI ให้คำตอบสำเร็จรูป ซึ่งคณะฯ ได้ผสาน AI ในการเรียนการสอนด้วย เช่น ให้นักศึกษาใช้ Chatbot จำลองนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว วิเคราะห์ความต้องการลูกค้า และปรับปรุงการบริการอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดแนวทาง “Potentialigence” ที่ผสานการใช้เทคโนโลยีกับการพัฒนาทักษะมนุษย์ เพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ได้ลึกซึ้ง ทำงานเป็นทีม และสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “การเรียนที่คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม DPU ไม่เพียงถ่ายทอดทักษะเชิงวิชาชีพ แต่ยังช่วย “ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต” ของนักศึกษา ให้สามารถเติบโตในเส้นทางที่มั่นคงและยั่งยืน และสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม และอีเวนต์ ไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางอาชีพ แต่ยังเปิดกว้างให้บูรณาการกับสายงานอื่นได้หลากหลาย เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม ซึ่งล้วนมีศักยภาพเติบโตได้ในอนาคต และยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย” ดร. ยุวรี กล่าว

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-tourism-and-hospitality

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5126542/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw289wsRISDhfsJ5x4ZUaqJh

  • ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สยายปีก 3 เส้นทางใหม่ 3 ภูมิภาคในเอเชีย บินตรงสู่ อัลมาตี (คาซัคสถาน) เซนได

    ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สยายปีก 3 เส้นทางใหม่ 3 ภูมิภาคในเอเชีย บินตรงสู่ อัลมาตี (คาซัคสถาน) เซนได

    ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สยายปีก 3 เส้นทางใหม่ 3 ภูมิภาคในเอเชีย บินตรงสู่ อัลมาตี (คาซัคสถาน) เซนได (ญี่ปุ่น) ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย)

    แอร์เอเชียขอส่งข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทาง Newsroom:ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สยายปีก 3 เส้นทางใหม่ 3 ภูมิภาคในเอเชีย บินตรงสู่ อัลมาตี (คาซัคสถาน) เซนได (ญี่ปุ่น) ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย)! / Thai AirAsia X Expands Asian Network with 3 New Flights From Bangkok to Almaty-Kazakhstan, Sendai-Japan and Riyadh-Saudi Arabia

    ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พาทุกคนบินไกลสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ 3 เส้นทางอันตื่นตาตื่นใจ รับฤดูกาลท่องเที่ยวส่งท้ายปี บินตรงจากดอนเมือง(DMK) สู่ อัลมาตี(ALA) ประเทศคาซัคสถาน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ เซนได(SDJ) ประเทศญี่ปุ่น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ และริยาด(RUH) ประเทศซาอุดีอาระเบีย 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์และอาทิตย์ พร้อมให้บริการด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ330 สำรองที่นั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่านแอป AirAsia MOVE และ www.airasia.com เส้นทางสู่อัลมาตีและเซนได เริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก 1 ธันวาคม 2568 เส้นทางริยาดเริ่ม 2 ธันวาคม 2568


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12749078&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gfzX3oKD822_rCR54Qibr

  • คึกคักทั่วไทย! แห่ต่อคิวรับ iPhone 17 series วันแรกที่เซ็นทรัลทุกสาขา รวมช็อปไอทีครบสุด-โปรแรงจัดเต็ม

    คึกคักทั่วไทย! แห่ต่อคิวรับ iPhone 17 series วันแรกที่เซ็นทรัลทุกสาขา รวมช็อปไอทีครบสุด-โปรแรงจัดเต็ม

    กรุงเทพ – สุดปัง! วันแรกของการรับเครื่อง iPhone 17 Series คึกคักทั่วประเทศ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในฐานะศูนย์รวมแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้า Apple ชั้นนำที่ครบที่สุด สร้างปรากฏการณ์ดึงดูดลูกค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะ centralwOrld ยืนหนึ่งแลนด์มาร์กระดับโลกสำหรับการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ พร้อมความคุ้มค่าที่สุดจากโปรโมชั่น On-Top ภายใต้แคมเปญ Electronics Pro Day 2025 อัดแน่นด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 9 พฤศจิกายน 2568

    ‘Electronics Pro Day 2025’ รวมพันธมิตรชั้นนำ อาทิ iStudio by Copperwired, iStudio by SPVi, Dotlife, TG, Advice, IT CITY, Power Buy, Studio7, JAYMART, BaNANA, AIS, TRUE และอีกมากมาย ให้เลือกซื้อ iPhone 17 Series ได้สะดวกครบ จบในที่เดียว พร้อมความ “คุ้มที่สุด” กับโปรโมชั่นสุดพิเศษ อัดแน่นสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม:

    รับคะแนน The 1 เพิ่มสูงสุด 15,190* คะแนน คำนวณจากราคา iPhone 17 Pro 256 GB ราคา 43,900.-*

    พิเศษ 19 ก.ย.-30 ก.ย. 2568 รับสิทธิ์ซื้อวิงซ์แซ่บ 10 ชิ้น เพียง 77 บาท* (จากราคาปกติ 188 บาท) เมื่อช้อป iPhone 17 Series ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่ร่วมรายการ รับสิทธิ์ผ่านแอป Central X ที่จุดแลกของสมนาคุณ *จำกัด 760 สิทธิ์

    คุ้มที่ 3: สิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18%* เมื่อใช้จ่ายเต็มจำนวนผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ / บัตรในเครือกรุงศรีคอนซูมเมอร์ (ผ่อน 0%* สูงสุด 10 เดือน รับเครดิตเงินคืน สูงสุด 12%*) *เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ ในหมวดMobile / IT / Camera / Gadget เงื่อนไขการผ่อนชำระเป็นไปตามที่ร้านค้า กำหนด, สินค้าที่ซื้อจากเพาเวอร์บายไม่เข้าร่วมโปรโมชัน​ รวมช็อปไอทีและ Gadget ครบทุกแบรนด์ในที่เดียว กับ Electronics Pro Day 2025 พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษและสิทธิประโยชน์จัดเต็มให้คุณคุ้มที่สุดทุกการซื้อ วันนี้ – 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243110&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FboxHJGngQ0UaEvXkXX-V

  • “เมตา” เปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ ราคา 25,000 บาท

    “เมตา” เปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ ราคา 25,000 บาท

    Meta เปิดตัว “แว่นตาอัจฉริยะ” รุ่นใหม่ มีหน้าจอแสดงผลในตัวเป็นครั้งแรก โดยมีราคา 25,000 บาท และมีแผนวางจำหน่ายสิ้นเดือน ก.ย. นี้

    แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้ใช้ชื่อว่า Meta Ray-Ban Display ถูกนำมาเปิดตัวที่ Meta Connect Conference ซึ่งมีขึ้นที่สำนักงานใหญ่ เมนโลพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา

    โดยแว่นตาอัจฉริยะรุ่นนี้ติดตั้งจอแสดงผลในตัวเป็นครั้งแรก ซึ่งจอดิจิทัลขนาดเล็กในเลนส์ด้านขวา สามารถทำงานพื้นฐาน เช่น รับการแจ้งเตือน เปิดตัวในราคา 799 ดอลลาร์ หรือราว 25,000 บาท และจะวางขายตั้งแต่ 30 ก.ย. นี้

    นอกจากแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่แล้ว บริษัทยังเผยโฉม Oakley Vanguard แว่นสำหรับนักกีฬาในราคา 499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 16,000 บาท เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มฟิตเนสอย่าง Garmin และ Strava เพื่อแสดงสถิติการฝึกแบบเรียลไทม์และสรุปผลหลังออกกำลังกาย เริ่มวางขาย 21 ตุลาคมนี้

    การเปิดตัว Meta Ray-Ban Display นับเป็นก้าวสำคัญของ Meta ในตลาดแว่นตาอัจฉริยะและ AI ที่กำลังดุเดือและเป็นความพยายามของ Meta ในการแข่งขันกับ Google และ OpenAI ที่เป็นผู้นำในด้าน AI ขั้นสูง 

    นักวิเคราะห์ประเมินว่า แม้ยอดขายอาจยังไม่สูง แต่สินค้าใหม่นี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่การเปิดตัว ต้นแบบ “Orion” ที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Meta เคยเปรียบเทียบว่าว่าเป็นเหมือนเครื่องมือเดินทางสู่อนาคต ซึ่งจะเปิดตัวภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/257372/amp&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fEAsiXyqIsRpCQDS7X87c

  • เอ็นไอเอเผยผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลกชี้ให้เห็น “เป้าหมาย” และ “ความท้าทาย” ใหม่ ที่ประเทศไทยต้องผลักดัน

    เอ็นไอเอเผยผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลกชี้ให้เห็น “เป้าหมาย” และ “ความท้าทาย” ใหม่ ที่ประเทศไทยต้องผลักดัน

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

    เอ็นไอเอเผยผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลกชี้ให้เห็น “เป้าหมาย” และ “ความท้าทาย” ใหม่ ที่ประเทศไทยต้องผลักดัน

    สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม Global Innovation Forum 2025 ภายใต้หัวข้อ “Global Health Tech towards Innovation Nation…เฮลท์เทคไทยมองไกลกว่าสุขภาพ” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองระดับโลกที่จะร่วมกันผลักดันนวัตกรรมไทยสู่อนาคต โดยภายในงานมีการนำเสนอ 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index; GII) ประจำปี 2568 และก้าวต่อไปของนวัตกรรมไทย 2. แนวโน้มกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกทางด้านเฮลท์เทค (Global Mega Trend in Health Tech) และ 3. โอกาสและความท้าทายของธุรกิจนวัตกรรมทางด้านเฮลท์เทคในระดับโลก (Global Challenge & Opportunity for Health Tech Inovative Business)

    .

    ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII 2025) ภายใต้หัวข้อ ‘Innovation at a Crossroads: Charting the Future นวัตกรรมบนจุดเปลี่ยน – การกำหนดทิศทางสู่อนาคต’ ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ

    ซบเซา จากการชะลอตัวของอัตราการเติบโตของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่ รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและภูมิทัศน์

    ด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มของโลกที่กำลังขับเคลื่อนนวัตกรรมท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม และอนาคตของนวัตกรรมจะขึ้นอยู่กับการลงทุนที่ยั่งยืน ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้าง เพื่อให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง โดยปีนี้มีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 78 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นดัชนีย่อย 2 ด้าน คือ 1. ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) ประกอบด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านสถาบัน ด้านทุนมนุษย์และการวิจัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบตลาด และด้านระบบธุรกิจและ 2. ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ โดยจะคำนวณจากค่าเฉลี่ยของดัชนีย่อยปัจจัยเข้าทางนวัตกรรมและดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม

    “สำหรับผลการจัดอันดับในปีนี้ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 45 (36.7 คะแนน) จากประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก 139 ประเทศ ลดลง 4 อันดับจากปีก่อนหน้า โดยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมและปัจจัยย่อยผลผลิตทางนวัตกรรมขยับลดลงเช่นเดียวกันอยู่อันดับ

    ที่ 46 และอันดับที่ 43 ตามลำดับ โดยประสิทธิภาพของปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลผลิตทางนวัตกรรมได้มีค่าอันดับใกล้เคียงกัน แม้ว่าผลผลิตทางนวัตกรรมได้มากกว่าปัจจัยนำเข้าที่ใส่ลงไปเพื่อพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน ประเทศไทยอยู่อันดับ 4 จากจำนวน 36 ประเทศ และอยู่อันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยสิงคโปร์ครองอันดับที่ 5 ของโลก มาเลเซียอันดับที่ 34 เวียดนามอันดับที่ 44 ขณะที่ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 50 และตามมาด้วยอินโดนีเซีย อันดับที่ 55”

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากการจัดอันดับรวมทั้ง 7 ปัจจัย ประเทศไทยมีอันดับลดลงเกือบทุกปัจจัย ยกเว้นปัจจัยด้านทุนมนุษย์และการวิจัย (Human Capital and Research) อยู่อันดับที่ 53 (เดิมอันดับ 71) โดยปัจจัยย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่อันดับที่ 36 (เดิมอันดับ 47) ขณะที่ปัจจัยที่อันดับลดลงมากที่สุดคือปัจจัยด้านด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อยู่อันดับที่ 59 (เดิมอันดับ 50) แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยด้านระบบตลาด (Market sophistication) ประเทศไทยยังมีอันดับที่ดี สะท้อนความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน การขยายตลาด และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงปัจจัยตัวชี้วัดจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศยังทำคะแนนได้ดีในหลายตัว เช่น สัดส่วนค่าใช้จ่ายมวลรวมภายในประเทศสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่ลงทุนโดยองค์กรธุรกิจต่างๆ (GERD financed by business) ยังคงอยู่อันดับที่ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนให้เห็นการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศยังมุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง จำนวนของสิทธิบัตรอนุสิทธิบัตรที่ยื่นขอหรือจดทะเบียนอยู่อันดับที่ 5 แสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เน้นการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

    “จากผลการจัดอันดับ GII 2025 นี้ NIA เชื่อมั่นว่านวัตกรรมไทยยังมีโอกาสในการก้าวต่อไป โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเร่งสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก จากจุดเด่นปัจจัยย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมฝั่งอุปทานที่ต้องต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงไปสู่ฝั่งอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการเติบโตและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็งเพื่อเร่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ

    ของนวัตกรรม ทั้งนี้ NIA ยังคงต้องมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร ด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ Groom – Grant – Growth – Global โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม การเร่งผลักดันให้เกิด Thailand Innovation Hub เพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์กลางนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ 

    และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโต สร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพของไทยผ่านโปรแกรมเร่งสร้างการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยว/ซอฟต์พาวเวอร์/สังคม และการยกระดับวิสาหกิจฐานนวัตกรรมให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และต่อยอดการลงทุนสู่ตลาดสากลผ่าน 3 โปรแกรม ได้แก่ Corporate Spark เน้นการจับคู่ธุรกิจกับสตาร์ตอัปนานาชาติที่มีเทคโนโลยีหรือบริการโดดเด่น Global Market Link สร้างโอกาสเชื่อมโยงและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และ Global Investment Link ยกระดับศักยภาพเพื่อโอกาสรับการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ” 

    ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ ภายในงานมีประเด็นเสวนาที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกทางด้าน

    เฮลท์เทค โดยนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด พญ.จามรี เชื้อเพชระโสภณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลเมดพาร์ค และนายธเนศ บุญคุณศักดิ์ Business Technology Leader บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับกระแสโลกที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    และระบบสุขภาพในปัจจุบัน ตั้งแต่การมาถึงของ Longevity Economy เพื่อตอบรับกระแสของผู้คนที่หันมาเอาใจใส่กับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ก้าวต่อไปของความเป็น Global Medical Hub ไม่ว่าจะเป็นระบบวินิจฉัยดิจิทัล มาตรฐานการตรวจรักษาที่โปร่งใส และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงบริการสุขภาพเข้ากับความต้องการของผู้ป่วยต่างชาติ รวมทั้ง Quantum Computing และ AI 

    ที่กำลังพลิกโฉมวงการสาธารณสุขด้วยระบบประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในการนำมาใช้วินิจฉัยโรคที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดกำลังท้าทายประเทศไทยในการจะเลือกเป็นเพียง “ผู้ตาม” หรือจะก้าวขึ้นมาเป็น Global Player ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมนี้

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโอกาสและความท้าทายของธุรกิจนวัตกรรมทางด้านเฮลท์เทคในระดับโลก โดย ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช นายธนกฤต ประสิทธิภาพ กรรมการสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย 

    และ พญ.เมธินี ไหมแพง ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 1 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ร่วมกันฉายภาพโอกาสและ

    ความท้าทายที่รออยู่ ทั้งจากกรณีศึกษาของ Siriraj Excellent Innovation Center และ HEALTHi Lab ที่เปลี่ยนงานวิจัย

    ในห้องทดลองให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ที่ใช้งานจริง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อให้ระบบนิเวศการวิจัยไม่หยุดอยู่ที่กระดาษ การเติบโตของตลาดที่มีความต้องการเทคโนโลยีสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความท้าทายคือ กฎระเบียบที่ซับซ้อน การเข้าถึงทุนที่ยังจำกัด และความยากลำบากในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ รวมทั้งมุมมองการก้าวสู่ตลาดระดับโลกของไทยผ่านการขับเคลื่อน Digital Healthcare ที่ช่วยยกระดับการบริการ

    และประสิทธิภาพในการรักษา อันจะนำไปสู่การยอมรับในระดับสากล ซึ่งทำให้เห็นชัดว่าสุขภาพและเทคโนโลยียังคงเป็นหนึ่งใน

    เสาหลักของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศไทยนั้น โอกาสและความท้าทายในการสร้างระบบนิเวศที่พร้อม การผลักดันงานวิจัย

    สู่ตลาด และการสนับสนุนผู้ประกอบการเฮลท์เทคให้ก้าวออกไปแข่งขันในระดับโลกยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/446936&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eK0Xn7Z8YjgvpEEJnaci9