Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบข้อเขียนและมีสิทธิเข้ารับการสอบสัมภาษณ์และสอบสอน สังกัด คณะเทคโนโลยีดิจิทัล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบข้อเขียนและมีสิทธิเข้ารับการสอบสัมภาษณ์และสอบสอน สังกัด คณะเทคโนโลยีดิจิทัล — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115446/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mfxV4er-nFaDGRS9t9XoB

  • ผู้ว่าการ ททท.ชี้เงินบาทแข็งค่า กระทบอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดรายได้ท่องเที่ยวลง 15-17%

    ผู้ว่าการ ททท.ชี้เงินบาทแข็งค่า กระทบอัตราแลกเปลี่ยน ฉุดรายได้ท่องเที่ยวลง 15-17%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 กันยายน 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อต้นปีอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มต้นที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าเงิน สวนทางกับประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น ที่อ่อนค่า 6.22 เปอร์เซ็นต์ จีนอ่อนค่า 2.65 เปอร์เซ็นต์ และเวียดนามอ่อนค่า 3.38 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ ททท.ประเมินผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเงินเป็นเงินบาท จะได้จำนวนเงินน้อยลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยสูงขึ้น เช่น ราคาห้องพัก โรงแรม ร้านอาหาร และค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวอาจดูแพงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ จะทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 15-17 เปอร์เซ็นต์ จากการที่ต่างชาติมองว่าการเดินทางเข้าไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน จากงบประมาณที่วางไว้ ทำให้มีการใช้จ่่ายเพิ่มขึ้น บางคนหนีไปเที่ยวประเทศค่าเงินถูกกว่าไทย แถมคนไทยที่พอจะมีเงินก็หนีไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเวียดนามที่มีค่าเงินอ่อนกว่าไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000090653&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Z3MvN4ZAj0zG5cu1hVkK

  • ความหวังใหม่ท่องเที่ยว-กีฬา ! “อรรถกร” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ก้าวสู่บทพิสูจน์ – INN News

    ความหวังใหม่ท่องเที่ยว-กีฬา ! “อรรถกร” นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ก้าวสู่บทพิสูจน์ – INN News

    รัฐบาลชุดใหม่แต่งตั้ง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัย 41 ปี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ เร่งจัดเตรียมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

    การเมืองไทยเปลี่ยนหน้าอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ความสนใจไม่ได้อยู่เพียงแค่การจัดโผเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคงเท่านั้น

    แต่สังคมยังคงจับจ้องไปที่กระทรวง ซึ่งเชื่อมโยงกับ “หัวใจประชาชน” อย่าง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่วันนี้ได้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นักการเมืองรุ่นใหม่วัยเพียง 41 ปี ก้าวขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือ “เบนซ์” เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2527 ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของนายอิทธิ ศิริลัทธยากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีต สส.ฉะเชิงเทรา หลายสมัย

    ปัจจุบัน นายอรรถกร สมรสกับ ณัฐญาน์ เลิศเลาห์กุล มีบุตรร่วมกัน 1 คน ส่วนกีฬาที่ชื่นชอบคือ ฟุตบอล และ กอล์ฟ  โดยทีมฟุตบอลที่เชียร์คือทีมลิเวอร์พูล

    จบการศึกษา ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ (Communication Arts) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโท Marketing Management จาก Middlesex University ประเทศอังกฤษ

    เส้นทางการเมืองของนายอรรถกร นายอรรถกร เป็น สส. มาแล้ว 3 สมัย และเคยผ่านตำแหน่งสำคัญมาแล้ว ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงรองประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร และมีผลงาน โดยถือเป็นคนที่แรกๆ ที่ยกเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” ขึ้นมาพูดอย่างจริงจังในสภา พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา

    วันนี้ นายอรรถกร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน และมีภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2025 นี้

    แม้พึ่งรับตำแหน่ง แต่ก็มีงานต่างๆที่รอการแก้ไข ทั้งงบประมาณ การบริหารจัดการสนาม และการสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการแข่งขัน และปัญหาอีกมากมายที่คาราคาซังมาจากรัฐบาลชุดก่อน

    ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการในเวลาไม่ถึง 90 วันก่อนการแข่งขันซีเกมส์ ต้องรอดูกันว่า รมว.กีฬา ป้ายแดงท่านนี้จะหาทางแก้อย่างไร

    สำหรับการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 ติดตามรับชมและส่งแรงเชียร์ให้ทีมชาติไทย คว้าชัยและเขียนหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ไปด้วยกัน

    การได้รัฐมนตรีหนุ่มวัย 41 ปี นำความหวังใหม่มาสู่สองเสาหลัก ทั้ง ท่องเที่ยว และ กีฬา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงวิจารณ์ว่าประสบการณ์ของเขาอาจยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความสดใหม่และมุมมองทันสมัยอาจเป็น ไพ่ใบสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่

    เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ แต่คือสมรภูมิที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สมาคมกีฬา ไปจนถึงแฟนบอลแฟนกีฬา “อรรถกร ศิริลัทธยากร” จะสามารถยืนระยะ และแปลงความคาดหวังให้กลายเป็นผลงานจริงได้หรือไม่ นี่คือคำถามใหญ่ที่สังคมกำลังรอคำตอบ

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_937529/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DIylP48-A7TBp088eIAfW

  • ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.

    ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.


    ธรรมนัส,ท่องเที่ยว,ทูตจีน

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีคำเชิญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ร่วมหารือความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวไทยจีน ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนศุกร์นี้เวลา 18:00 น และจะจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่รองนายกรัฐมนตรีด้วย ในการพบปะหารือครั้งนี้ จะมีวาระที่สำคัญคือ

    – การเชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนประเทศจีน ช่วงปลายเดือนตุลาคมศกนี้ โดยจะไปเยือนกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้หรือกวางโจวหรือเสฉวน

    – การหารือความร่วมมือและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และความร่วมมือในการปราบปราม ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศร่วมกัน

    – การฟื้นฟูคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าไทยจีน ที่มีระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k8tl_eqdN9PSkwedUgJD4

  • นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําสี่เดือนข้างหน้า

    นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําสี่เดือนข้างหน้า

    อาทิตย์ที่แล้วสํานักข่าวหลายแห่งถามผมว่ารัฐบาลทําอะไรได้บ้างช่วงสี่เดือนข้างหน้าที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะส่วนใหญ่มองว่าคงทําอะไรได้ไม่มากจากเวลาที่มีจำกัด แต่ผมมองต่าง มองว่าสี่เดือนถ้ารวมเลือกตั้งก็หกเดือนหรือครึ่งปีที่รัฐบาลจะทําอะไรได้มาก รัฐบาลจึงควรมองสี่เดือนว่าเป็นโอกาสที่จะแสดงฝีมือ แสดงผลงานให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งดีๆ สิ่งที่ถูกต้องกําลังเกิดขึ้น ให้ประชาชนชอบและอยากให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลควรมอง และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ในความเห็นของผม นโยบายของรัฐบาลช่วงสี่เดือนข้างหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรทําสามด้านขนานกัน

    ด้านแรกคือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่กําลังกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งที่ประชาชนและธุรกิจบ่นมากคือ เงินหายาก รายได้มีจำกัด กําลังซื้ออ่อนแอ สภาพคล่อง ภาระหนี้ ราคาพลังงานที่สูง และการปรับตัวกับภาษีทรัมป์ที่ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนว่ารายละเอียดคืออะไร เอกชนต้องทําอะไรบ้าง และรัฐบาลจะช่วยธุรกิจในการปรับตัวอย่างไร นี่คือด้านแรก

    ในส่วนนี้ ผมมีความเห็นที่อยากจะแนะนำรัฐบาลสองเรื่อง เรื่องเเรก การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องสําคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจและต้องทําจริงจัง เพราะเศรษฐกิจขณะนี้อ่อนแอและระบบการเงินอยู่ในช่วงการลดหนี้หรือ Deleveraging จากหนี้เสียที่ได้เพิ่มขึ้น ธนาคารจึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพานิชย์ทั้งระบบติดลบ กระทบสภาพคล่องของภาคธุรกิจ การแก้สินเชื่อให้ขยายตัวจึงต้องทําและควรทําในสองด้าน หนึ่ง ลดความเสี่ยง หรือ risk ของการปล่อยกู้ สอง ทําให้เศรษฐกิจขยายตัวเพื่อให้เกิดความต้องการสินเชื่อ การลดความเสี่ยงของการปล่อยกู้ทําได้โดยลดจำนวนหนี้เสียในบัญชีของธนาคารพานิชย์ให้มากสุด เมื่อธนาคารพานิชย์มีหนี้เสียในบัญชีน้อยลง ความพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อหรือ take risk ของธนาคารพานิชย์ก็จะกลับมา

    ด้วยเหตุนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จึงจําเป็นและสำคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจ คล้ายกรณีปี 2540 การปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องทําจริงจัง ต่อยอดจากสิ่งที่ทําอยู่ ทําเป็นระบบโดยใช้กลไกตลาดและรัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งหรือเอาเงินหลวงไปอุ้มเพราะเป็นการกู้ยืมของภาคเอกชน แต่ควรสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพานิชย์ปรับโครงสร้างหนี้จริงจัง และใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานที่มีในระบบการเงินเข้ามาช่วยการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ในประเทศที่มีกว่า70แห่ง

    คําแนะนําที่สอง คือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีแจกเงิน แต่ควรใช้เงินแก้ปัญหาที่ตรงเป้าตรงประเด็น ที่เป็นข่าวมากขณะนี้คือโครงการคนละครึ่งที่รัฐจะช่วยหารสองเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านบริโภคของประชาชน เป็นการกระตุ้นด้านอุปสงค์ โครงการนี้ถ้าจะทำ รัฐควรเรียนรู้และปิดจุดอ่อนต่าง ๆ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาในอดีต เช่น การเข้าถึงของประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ การกําหนดวงเงินใช้จ่าย ทําเลร้านค้าร่วมโครงการ และประเภทสินค้าที่ประชาชนสามารถใช้ได้

    แต่ที่อยากแนะนําคือ ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ลึกกว่าเมื่อห้าปีที่แล้วตอนนําโครงการคนละครึ่งมาใช้ครั้งแรก โครงการคนละครึ่งให้ประโยชน์คนที่มีรายได้ มีงานทํา มีเงินใช้ ที่สามารถใช้เงินที่มีซื้อของได้มากขึ้น แต่คนที่ไม่มีรายได้ ตกงาน ไม่มีเงินก็ไม่ได้ประโยชน์ และสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือ มีงานทํา มีรายได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทําคือกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอุปทาน คือสร้างงานให้คนเหล่านี้มีงานทํา ให้มีรายได้ ด้วยโครงการในลักษณะคนละครึ่งเช่นกัน แต่เป็นคนละครึ่งด้านการจ้างงาน

    รายละเอียดคือบริษัทใดจ้างงานเพิ่ม รัฐจะช่วยบริษัทโดยหารสองหรือจ่ายครึ่งหนึ่งค่าจ้างหรือเงินเดือนที่บริษัทจ่ายให้พนักงานที่จ้างเพิ่ม นี่คือเเรงจูงใจที่จะนําไปสู่การสร้างงานที่ภาคธุรกิจจะมีส่วนร่วม รัฐอาจกำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานที่จ้างต้องเป็นคนไทย ตกงานมาแล้วนานกว่าหกเดือนหรือเป็นนักศึกษาจบใหม่ รายได้หรือเงินเดือนของพนักงานที่โครงการช่วยไม่เกิน 25,000บาทต่อเดือน แต่ละคนที่ได้งานรัฐจะช่วยเหลือเป็นเวลาสูงสุดห้าเดือน คือสามเดือนแรกช่วงทดลองงานและอีกสองเดือนหลังได้บรรจุเป็นพนักงาน โครงการลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์มากกับธุรกิจเอสเอ็มอีที่เงินเดือนพนักงานจะเป็นค่าใช้จ่ายอันดับต้นๆที่บริษัทจะตัดเมื่อธุรกิจมีปัญหา คือลดการจ้างงาน

    ในแง่ผลต่อเศรษฐกิจ ตัวทวีคูณต่อเศรษฐกิจจะมากกว่าโครงการคนละครึ่งที่กระตุ้นการใช้จ่ายอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัวเพราะจะมีเงินของบริษัทเข้ามาร่วมกระตุ้นอีกครึ่งหนึ่ง และผลต่อเศรษฐกิจจะยิ่งทวีคูณถ้าคนละครึ่งด้านการจ้างงานสามารถทําคู่ไปกับคนละครึ่งด้านการใช้จ่าย

    ด้านที่สองของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําในช่วงสี่เดือนข้างหน้า คือวางระบบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างโดยเริ่มต้นให้เห็นว่าปัญหาโครงสร้างของประเทศเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ และถ้าเริ่มแก้ไขประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและคนในประเทศก็จะเกิดขึ้นทันทีแบบทันตาเห็น ซึ่งมีสองเรื่องที่ผมคิดว่ารัฐบาลสามารถทําได้ในสี่เดือนและเป็นสองเรื่องที่ผมได้ให้ความเห็นกับสื่อไป

    หนึ่ง ยกระดับทักษะของแรงงานไทยด้านเทคโนโลยี การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีเป็นปัญหาหลักที่ทําให้ภาคอุตสาหกรรมไทยขาดการพัฒนาและไม่ยกระดับด้านเทคโนโลยีอย่างที่ควร รวมถึงทำให้ประเทศไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงในประเทศได้ แต่นอกจากทักษะแรงงาน ข้อจํากัดของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมคือการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีในเขตชนบท และการไม่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาโดยบริษัทในภาคอุตสาหกรรมไทยเอง ดังนั้น จุดแรกที่ต้องแก้ไข คือทักษะด้านดิจิทัลคอมพิวเตอร์ของแรงงานเพื่อต่อยอดไปสู่การลงทุนของภาคเอกชน

    สิ่งที่รัฐบาลทําได้ช่วงสี่เดือนคือทําโครงการนำร่องยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลให้เห็นเป็นตัวอย่าง เป็นรูปธรรม ทําเป็น Sandbox ที่กระจายอยู่ใน4-5 พื้นที่ของประเทศ อันนี้ไม่ใช่การจัดหลักสูตรอบรมสองสามอาทิตย์ที่ราชการชอบทําที่เน้นจํานวนผู้เข้าอบรมเยอะๆ แต่เป็นหลักสูตรยกระดับทักษะและความรู้ของแรงงานด้านเทคโนโลยีที่จริงจัง มีภาคธุรกิจ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเข้าร่วม เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิตอลและ cloud computing ให้กับภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เช่น AI และ Data Centre ในอนาคต ไม่ให้ประเทศไทยตกขบวน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลสามารถริเริ่มได้ และเราอาจเห็นคนไทยที่มีทักษะระดับนี้เกิดขึ้นเป็นพันคนได้ภายในปีนี้

    สอง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในประเทศด้วยการเปิดเสรีธุรกิจ ให้คนที่มีความสามารถมีโอกาสที่จะทําธุรกิจและประกอบอาชีพ ความไม่เสรีคือธุรกิจมีการแข่งขันน้อย ส่วนใหญ่เป็นผลจากกฏหมาย ระเบียบ ข้อห้าม และเงื่อนไขของราชการ ที่สร้างข้อกําหนดในการทําธุรกิจที่ยุ่งยาก มีต้นทุนสูง ปิดกั้นการเข้ามาของคนใหม่ ๆ ซึ่งถ้ารุนแรงก็กลายเป็นธุรกิจผูกขาด ไม่มีการแข่งขัน มีผู้ประกอบการรายเดียวที่มีอำนาจเหนือตลาด การเปิดเสรีคือการผ่อนคลาย ยกเลิกหรือแก้ระเบียบเหล่านี้ ที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่มีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจเพราะโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ ตัวอย่างเช่น การเปิดเสรีธุรกิจเบียร์ ที่ท้องถิ่นทั่วประเทศรวมถึงเกษตรกรได้ประโยชน์

    ในช่วงสี่เดือน รัฐบาลสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนทั้งประเทศโดยผ่อนคลายกฏระเบียบที่ปิดกั้นการแข่งขันในระดับที่รัฐบาลสามารถทําได้โดยใช้อํานาจบริหารของกระทรวง ไม่ต้องแก้กฏหมาย ประเทศเรามีหน่วยราชการระดับกระทรวงอยู่ 20 แห่ง ซึ่งถ้าแต่ละกระทรวงสามารถผลักดันการเปิดเสรีในส่วนที่ตนเกี่ยวข้องเพียงหนึ่งเรื่องในช่วงสี่เดือนข้างหน้า เช่น พลังงานเรื่องการใช้ที่พลังงานแสงอาทิตย์ เกษตรเรื่องปุ๋ย ประโยชน์ของการผ่อนคลายกฏระเบียบ 20 เรื่องต่อเศรษฐกิจจะมหาศาล และจะสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต เหมือนฝนที่ทำให้ดอกไม้ทั้งประเทศบานสะพรั่ง

    ด้านที่สามของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําในช่วงสี่เดือนข้างหน้า คือ สร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนว่าการทํานโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีเหตุมีผล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศกําลังเกิดขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในประเทศไทยกลับคืนมา และที่ควรทําคือ

    หนึ่ง ศึกษาทบทวนโครงการต่าง ๆ ที่ค้างอยู่โดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ ว่าควรทําต่อหรือไม่ เพราะมีหลายโครงการที่ใช้เงินมาก แต่สาธารณชนไม่มีข้อมูลว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจหรือไม่ หรือจะสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจตามมา เช่น อนุญาตินักท่องเที่ยวแปลงสินทรัพย์คริปโตเป็นเงินบาทเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือคาสิโน โครงการ20บาทตลอดสายซึ่งคงมีหน่วยงานรัฐขาดทุน และโครงการแลนด์บริดจ์ นี่คือโครงการที่ควรมีการศึกษาเชิงลึกถึงผลดีผลเสียต่อเศรษฐกิจในแง่นโยบายสาธารณะ ทําโดยองค์กรวิชาชีพอิสระที่เป็นกลางและมีความรู้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล อันไหนดีก็ทำต่อ อันไหนไม่ดีก็หยุด ผมเชื่อว่าการทํานโยบายอย่างมีเหตุมีผลจะเรียกศรัทธาและความไว้วางใจที่ภาคเอกชนและประชาชนมีต่อรัฐบาลและนักการเมืองกลับคืนมา

    สอง เริ่มแก้ปัญหาระยะยาวที่เป็นความเป็นความตายของประเทศ ที่คนพูดถึง แต่ไม่ทําอะไร หนึ่งในนั้นคือปัญหาสังคมสูงวัย ที่จะนำไปสู่สองปัญหาใหญ่ตามมา คือ คนสูงวัยในประเทศมีมากขึ้นแต่ไม่มีรายได้ และประเทศขาดแคลนแรงงาน ต้องนําแรงงานหรือผู้อพยพจากต่างประเทศมาช่วยเศรษฐกิจ จนนำไปสู่ความตึงเครียดในสังคม เช่นล่าสุดที่อังกฤษ ออสเตรเลีย และในยุโรป

    เพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหานี้ในอนาคต รัฐบาลอาจสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนเริ่มจ้างคนสูงวัยเข้าทำงานตามความสามารถเพื่อช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงาน ทําให้คนสูงวัยมีรายได้ สามารถอยู่ได้อย่างสง่างาม ไม่เป็นภาระให้รัฐหรือลูกหลาน โดยรัฐให้เครดิตภาษีกับภาคธุรกิจเป็นการตอบแทน ซึ่งมีหลายบริษัทเริ่มทําแล้ว นี่คือตัวอย่างของนโยบายที่รัฐบาลสามารถเริ่มผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในสี่เดือน ซึ่งไม่ยาก และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่ประชาชนพร้อมสนับสนุน

    เห็นได้ว่าเวลาสี่เดือนนั้นไม่สั้น และมีหลายอย่างที่รัฐบาลสามารถเลือกทำได้ ที่ตรงกับการแก้ปัญหาของประเทศ แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกทําอะไร ต้องทําอย่างมีธรรมาภิบาล คือ โปร่งใส มีเหตุมีผล ตรวจสอบได้ ถูกต้องตามกฏหมาย และมองผลประโยชน์ของประเทศและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

    ที่สําคัญ รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนให้มาก ให้ประชาชนเข้าใจสิ่งที่รัฐบาลทํา อย่าปิดบังหรือคลุมเครือ เพราะประชาชนคือผู้ถือหุ้นถ้าเปรียบประเทศเป็นบริษัท และอย่างที่ทราบผู้ถือหุ้นสามารถเปลี่ยนบอร์ดและฝ่ายจัดการของบริษัทได้

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/865860/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29SiLkEaINROndN2SCOMCn

  • โมดีขอคนอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีแพง

    โมดีขอคนอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีแพง

    นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย กล่าวปราศรัยต่อสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยขอให้ประชาชนหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศ และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศแทน เพื่อผลักดันให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังตึงเครียด

    หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% โมดีได้กระตุ้นให้มีการใช้ “Swadeshi” หรือสินค้าที่ผลิตในอินเดีย ผู้สนับสนุนของโมดีเริ่มรณรงค์คว่ำบาตรแบรนด์สินค้าอเมริกันหลายแบรนด์ อาทิ แม็คโดนัลด์ เป๊ปซี่ และแอปเปิล ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในอินเดีย

    “สินค้าหลายอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันล้วนผลิตในต่างประเทศ เราแค่ไม่รู้…เราจะต้องกำจัดมันทิ้ง” โมดีกล่าวในการปราศรัยต่อประชาชนทั่วประเทศ ก่อนการบังคับใช้มาตรการลดหย่อนภาษีผู้บริโภคในวงกว้างในวันจันทร์ “เราควรซื้อสินค้าที่ผลิตในอินเดีย”

    อินเดียมีประชากร 1,400 ล้านคน และเป็นตลาดหลักของสินค้าอุปโภคบริโภคอเมริกัน ซึ่งมักซื้อจากแอมะซอน ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของสหรัฐฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ต่างๆ ของสหรัฐฯ ได้ขยายการเข้าถึงไปยังเมืองเล็กๆ มากขึ้น

    โมดียังขอให้เจ้าของร้านค้ามุ่งเน้นไปที่การขายปลีกสินค้าที่ผลิตในอินเดีย โดยให้เหตุผลว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งเริ่มส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น

    ทั้งนี้ คาดว่า ปิยุช โกยัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดียจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อเจรจาการค้า ซึ่งจะเป็นการเปิดการเจรจาครั้งใหม่ ท่ามกลางความพยายามในการคลี่คลายความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ตึงเครียด

    Photo by Kin Cheung / POOL / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/modi-urges-indians-get-rid-foreign-products-amid-strained-us-ties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q4-gAD2_xW2zWHF9OyT2w

  • ฝนถล่มอำนาจเจริญ น้ำท่วมถนนสายเศรษฐกิจ รถเล็กออกจากห้างดังไม่ได้ รอร่วม 1 ชั่วโมง

    ฝนถล่มอำนาจเจริญ น้ำท่วมถนนสายเศรษฐกิจ รถเล็กออกจากห้างดังไม่ได้ รอร่วม 1 ชั่วโมง

    ภูมิภาค

    ฝนถล่มอำนาจเจริญ น้ำท่วมถนนสายเศรษฐกิจ รถเล็กออกจากห้างดังไม่ได้ รอร่วม 1 ชั่วโมง

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 22 ก.ย.68  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น.ของวันที่ 21 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งผลให้ตัวเมืองอำนาจเจริญ ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึง ถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วม สูงเฉลี่ย 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆกัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้าน เดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง  อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 2 แห่งตั้งอยู่ รวมถึง เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และ สถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจาก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี แม็คโคร โลตัส และ สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลาย จึงออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยก เข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้(อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xC7H-7BkRXYXiw8i9U1w7

  • นายกฯ เผยร่าง นโยบายรัฐบาล เสร็จแล้ว ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งสังคม-เศรษฐกิจ-มั่นคง

    นายกฯ เผยร่าง นโยบายรัฐบาล เสร็จแล้ว ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งสังคม-เศรษฐกิจ-มั่นคง

    วันนี้ (21 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด

    ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า ขณะนี้ร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีจำนวนทั้งหมด 8 หน้า โดยนโยบายทั้งหมดจะเน้น 4 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจปากท้อง, ความมั่นคงและชายแดน, ปัญหาสังคม, ภัยธรรมชาติและการเยียวยา

    นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นเรื่องการลดค่าครองชีพแก่ประชาชน เช่น นโยบายคนละครึ่ง ซึ่งขณะนี้เรื่องระบบการใช้-วงเงินอยู่ระหว่างการพูดคุย, การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ลดค่าทางด่วน รวมถึงอาจจะมีการปรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ เช่น โซลาร์รูฟท็อป เป็นโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ เพื่อให้เข้ากับการทำงานของอายุรัฐบาล 4 เดือน

    นอกจากนี้จะมีการหยิบนโยบายของพรรคเพื่อไทย มา เช่น หวยเกษียณ โดยอาจจะมีการปรับรูปแบบ ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สายสีแดงและม่วง ที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวต้องรอการพูดคุยอีกครั้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนหลังแถลงนโยบาย

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-policy-draft/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NP05tOS_mXuMIXHufr2jm

  • อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    วันนี้ (22 กันยายน) ที่สมาคมธนาคารไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมี ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ ‘ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่’ ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะสถาบันหลักทางเศรษฐกิจ

    สัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    อนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคนก็ยังมีเป้าหมายเดียวกันคือ ใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้น เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอย่างเต็มที่

    แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือหน่วยงานธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงินและการอุตสาหกรรมมาก่อน ตนก็เคยเป็นคนในแวดวงธนาคารมาก่อน

    “จริงๆ สลับข้างยังไม่รู้ ใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี ศุภจี อรรถพล วรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์ จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อมาก่อน” อนุทินกล่าว

    ทั้งนี้ ภายหลังการหารือนั้น นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตนเองและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน เราไม่เสียเวลาหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่งจากประธานสมาคมและคณะกรรมการบริหาร โดยมีการหารือหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่รัฐบาลมีความห่วงใยและขอรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย เช่น เรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สิน SMEs หนี้ครัวเรือน การขอความร่วมมือในการผ่อนปรนและเร่งให้มีความเท่าเทียมทางการค้า จึงต้องรับฟังความเห็น ความกังวล และข้อห่วงใยของสมาคมธนาคารไทย

    อนุทิน กล่าวต่อว่า เราต้องสู้กับการแข่งขันในภูมิภาคด้วย ทำอย่างไรให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน ทำอย่างไรจะแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานของการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้ก็เร่งดำเนินการ ตนไม่ค่อยกังวล เพราะหลายคนในทีมเศรษฐกิจเป็นประธานกรรมการผู้จัดการธนาคารเก่า เรื่องพวกนี้ รับไปหมดแล้ว ตนมีหน้าที่เห็นชอบและผลักดันตามที่เอกนิติได้ทำการเสนอขึ้นมา ตนมั่นใจว่าจะนำการหารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด

    อนุทิน กล่าวต่อว่า จะเร่งศักยภาพของประเทศไทย เพิ่มมูลค่าในภาคท่องเที่ยว การบริการ Medical Wellness พืชผลทางการเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ไทยยังมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับการขยายอุตสาหกรรม เพื่อขยายขนาดของเศรษฐกิจต่อไป

    สำหรับประเด็นที่ห่วงที่สุดในภาคการเงินนั้น เอกนิติ กล่าวเสริมว่า วันนี้ได้หารือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาเยอะ ได้ตกลงร่วมกันในการฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เร็วยั่งยืน ฟื้นสั้นให้มีผลยาว เพื่อสัมพันธ์กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แก้ปัญหาเก่าๆ ที่สามารถทำได้ 

    โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน และได้รับคำแนะนำที่ดีจากสมาคมธนาคารไทย และจะทำงานร่วมกันเรื่องสภาพคล่อง เพราะ SMEs เป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการไทย จะพยายามให้สภาพคล่องไปถึงเขา ไม่ใช่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะเตรียมพร้อมไปสู่โลกยุคใหม่ แข่งขันได้เก่งขึ้น พัฒนาทักษะและดูเรื่องการทำธุรกิจ 

    เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองได้ไปที่สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้พบกับผู้ประกอบการไทยไปรับฟังปัญหา ซึ่งสมาคมธนาคารไทยเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้เครื่องจักรเดิน ผู้ประกอบการทำงานได้ดีส่งเสริมไปสู่ธุรกิจใหม่ในเวลาสั้นๆ “QUICK BIG WIN” ต้องรับไปทำการบ้านอีกเยอะ

    อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมเศรษฐกิจประชุมสมาคมธนาคารไทย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-economic-team-thai-bank-association-meeting/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NFrKg5A5-jVJxYqgBypAs

  • เจาะ 5 เรื่อง ปลุกเศรษฐกิจไทย ที่ภาคอุตสาหกรรม อยากเห็นในรัฐบาล “อนุทิน”

    เจาะ 5 เรื่อง ปลุกเศรษฐกิจไทย ที่ภาคอุตสาหกรรม อยากเห็นในรัฐบาล “อนุทิน”

    “เกรียงไกร เธียรนุกุล” เผย 5 เรื่องด่วนพลิกวิกฤตเศรษฐกิจยุคนายกฯ “อนุทิน” ความพร้อมภาษีสหรัฐ เสริมสภาพคล่องการเงิน SMEs ลดค่าไฟ ยุติปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน กลายเป็นความหวังจุดเริ่มต้นเศรษฐกิจไทยหรือไม่ และภาคธุรกิจต้องการฝากการบ้านกับรัฐบาลชุดใหม่อย่างไรบ้าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะตัวแทนภาคอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทาง”

    จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้ฝากการบ้านไว้ 5 เรื่องสำคัญ คือ 

    1) การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ

    การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว 

    2) การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Pw7xugHFnA6t7O4WxUpe