Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝาก “ทองนพคุณ” รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุด 2.15% ต่อปี : อินโฟเควสท์

    ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝาก “ทองนพคุณ” รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุด 2.15% ต่อปี : อินโฟเควสท์

    ธ.ก.ส. เปิดตัว “เงินฝากทองนพคุณ” ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันได สูงสุดถึง 2.15% ต่อปี เฉลี่ยทั้งโครงการ 1.40% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 13 ต.ค. – 15 พ.ย. 68

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝากเงินแล้วรับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุด 2.15% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน แบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย

    • ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.68 – 15 เม.ย.69 อัตราดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี
    • ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.69 – 15 ก.ค.69 อัตราดอกเบี้ย 1.35% ต่อปี
    • ช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.69 – 13 ส.ค.69 รับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.15% ต่อปี

    เฉลี่ยทั้งโครงการ 1.40% ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1.65% ต่อปี) ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย สำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

    ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 พ.ย.68

    สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเปิดบัญชีและฝากเงินได้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.68 -15 พ.ย.68 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก

    นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ให้ผลตอบแทนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทันที สามารถฝาก “เงินฝากทองชมพูนุช” ที่มีอัตราดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน ฝากได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 ธ.ค.68 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zGPE45A3VARSWocUBBo06

  • ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองสัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวไทย สะท้อนถึงการอิ่มตัวจากแรงดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวลดลง สาเหตุมาจากที่เที่ยวเดิมขาดการต่อยอด และขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทำให้ความประทับใจในการท่องเที่ยวลดน้อยลง และลดทอนการท่องเที่ยวซ้ำ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเดินทางมาก่อนหน้า ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวในไทยควรต้องพัฒนาเพื่อยกระดับเพื่อรักษา Momentum ของนักท่องเที่ยวไทยไว้ และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาอีกครั้ง
     
    การท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจของไทย และยังเป็นช่องทางสำคัญของการส่งผ่านเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ หลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ปกติการหมุนเวียนของเม็ดเงินทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างธุรกิจอันเป็นแหล่งงานตามแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตามข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า เม็ดเงินรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2567 สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    โดย ttb analytics ประเมินรายได้ท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2568 ยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในมิติด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงถึง 284 ล้านคนต่อครั้ง ซึ่งแม้ยังอยู่ภายใต้บริบท “เที่ยวใกล้ ไปกลับ กระชับเส้นทาง” ส่งผลให้รายจ่ายต่อทริปลดลงแต่ด้วยการชดเชยของมิติจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศสามารถสร้างมูลค่าเกินกว่า 1.20 ล้านล้านบาท
     

    การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานับเป็นยุคทองของการท่องเที่ยว จากอานิสงส์ของโครงสร้างอายุของประชากรวัยท่องเที่ยว (25 ปี – 65 ปี) ที่นับว่ายังสามารถส่งผลบวกให้กับภาคการท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาณการท่องเที่ยวที่เคยเป็นจุดหนุนทั้งในรูปแบบ 

    1) กลุ่มเมืองท่องเที่ยวหลักในแต่ละภูมิภาคที่ปกติมีนักท่องเที่ยวเกินกว่า 4 ล้านคน / ครั้ง / ต่อปี เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 2566 เติบโตดีที่ 15.3% แต่เริ่มชะลอในปี 2567 ที่ 6.2% และปี 2568 การเติบโตของนักท่องเที่ยวกลับเหลือเพียง 0.4% หรือเมืองหลักในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ สงขลาเติบโต 59.1% ในปี 2566 และเริ่มชะลอลง 12.2% และ 6.3% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ  

    2) กลุ่มเมืองรองที่มีศักยภาพสูงเพียงพอดึงดูดให้พักค้างแรม เช่น จังหวัดจันทบุรี ปี 2566 เติบโตถึง 206.8% และค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 5.5% ในปี 2567 จนปี 2568 หดตัวลง -8.2% หรือจังหวัดสมุทรสงครามเติบโต 55.6% ในปี 2566 แต่กลับหดตัวลงต่อเนื่อง -3.0% และ -17.0% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ 

    3) เมืองรองกลุ่มไปเช้า-เย็นกลับอาทิ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 2566 เติบโต 25.2% ในปี 2567 เริ่มชะลอตัวลงเหลือ 11.8% และปัจจุบันเหลือ 6.8% หรือกลุ่มจังหวัดที่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น จังหวัดตรังที่ในปี 2566 เติบโต 51.5% แต่ค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 22.8% และ 5.1% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ 

    และ 4) การท่องเที่ยวในรูปแบบกลุ่มจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกันเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน เช่น นครพนม-สกลนคร ปี 2566 เติบโต 29.0% และเริ่มชะลอตัวลงในปี 2567 และ 2568 ที่เติบโต 9.4% และ 7.2% ตามลำดับ

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ในมุมมองของ ttb analytics ปัจจัยที่สำคัญต่อการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากภาวะอิ่มตัวของแหล่งท่องเที่ยวเดิม ที่เริ่มสูญเสียแรงดึงดูดเมื่อไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ซ้ำซากทำให้ความพึงพอใจลดลง และลดโอกาสในการกลับมาเยือนซ้ำ สะท้อนได้จากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต้นทุนการเดินทางสูงและมีทางเลือกที่หลากหลายในตลาดโลก หากไทยยังคงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวเดิมโดยไม่ต่อยอดหรือยกระดับประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจทำให้เสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังปี 2557 (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19) จึงสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวของคนไทย จากการใช้ทรัพยากรเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับประสบการณ์ และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่แน่นอนแต่มีค่าครองชีพสูงขึ้น การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวจึงถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ทั้งในด้านระยะทาง ค่าใช้จ่ายต่อทริป และความคุ้มค่าของประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวแบบใกล้บ้าน ไปเช้า–เย็นกลับ หรือเลือกเมืองรองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมืองหลัก ซึ่งแม้จะช่วยกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ก็สะท้อนถึงข้อจำกัดที่มากขึ้นสำหรับการเติบโตของภาพรวมการท่องเที่ยวของคนไทย

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    จากปัจจัยดังกล่าว ทาง ttb analytics มองสิ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อยกระดับทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่และการฟื้นกำลังซื้อในการท่องเที่ยว ได้แก่

    (1)   ยกระดับ Public Transport : หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการท่องเที่ยวไทยคือ “การเข้าถึง” แม้ไทยมีถนนและสนามบินเพียงพอ แต่ยังขาด Connectivity และมี Cost of Time สูง การเดินทางระยะไกลด้วยรถโดยสารใช้เวลานาน ส่วนเครื่องบินแม้เร็วแต่มีต้นทุนสูงและขั้นตอนยุ่งยาก เมื่อลงเครื่องยังต้องเดินทางต่อเพื่อเข้าเมือง ขณะที่ระบบขนส่งท้องถิ่นก็ยังไม่ครอบคลุม ทำให้นักท่องเที่ยวต้องเช่ารถ เพิ่มค่าใช้จ่ายและความยุ่งยาก ส่งผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสูง (Last Mile Tourism) ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึง ดังนั้น โครงการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังก่อสร้างนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อเข้าถึงพื้นที่หลักของแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงภาครัฐที่ ต้องเร่งเชื่อมต่อสถานีรถไฟกับระบบขนส่งท้องถิ่น เพื่อเพิ่ม Connectivity ของระบบขนส่งเข้าด้วยกัน และช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาสนใจท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นจากความสะดวกและต้นทุนที่ลดลง

    (2)  เที่ยวไทยไปได้ทุกเวลา : หากประเทศไทยต้องการยกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ความเคยชิน การปรับภาพลักษณ์ใหม่ “All-Season Tourism” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ ในช่วง Off Peak หรือสถานที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ผ่านการนำเสนอ เช่น หน้าฝน เป็น Green Season ที่เน้นกิจกรรมธรรมชาติ เช่น น้ำตก ป่าฝน และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ส่วนหน้าหนาวสามารถโปรโมท ดอยสูง ทะเลหมอก และเส้นทางเดินป่า  เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง  ด้วย “การสร้างภาพจำใหม่ว่า “เที่ยวไทยได้ทุกเวลา” ที่ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและลดความแออัดในจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง และบริการที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่”

    (3)   สนับสนุนและลดหย่อน : มีการสนับสนุนจากภาครัฐที่จูงใจเพียงพอในการสนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้เต็มประสิทธิภาพ และให้ใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ขยายวงเงินใช้จ่ายเมืองรองให้ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง รวมถึงการขยายไปยังกลุ่มสินค้าและบริการให้ได้รับการลดหย่อนภาษี เนื่องจากจำนวนเงินที่จำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากการเดินทางแค่ 1 ทริป การท่องเที่ยวเมืองรองในทริปถัดไปอาจไม่จูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรอง ส่งผลให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในครั้งถัด ๆ ไป ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศอาจไม่ได้รับแรงจูงใจเพิ่มเติม  รวมถึงโครงการคนละครึ่งที่ภาครัฐมีนโยบาย อาจนำไปปรับใช้เพิ่มเติมในภาคโรงแรมและท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

    โดยสรุป แม้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันจะสะท้อนลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-shape ในบางพื้นที่ ที่ยังฟื้นตัวได้ดี แต่อีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จึงควรต้องมีแรงหนุน Momentum ให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปรียบว่าเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย วันนี้ อาจเริ่มเก่าจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การซ่อมบำรุงเพื่อยื้ออาการอาจช่วยยืดเวลาได้บ้าง แต่หากต้องการให้ประสิทธิภาพกลับมาเหมือนเดิม อาจถึงเวลาที่ต้อง Overhaul ใหม่ทั้งระบบ ทั้งในมิติของการเข้าถึง (Accessibility) การสร้างภาพจำใหม่ (Rebranding) และการออกแบบการท่องเที่ยวแบบ All-Season Tourism เพื่อให้เครื่องยนต์เครื่องนี้กลับมาทำงานเต็มที่ และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2eKSdG-EoszhA1w1dWmH

  • ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเกือบครึ่ง “ทุกข์มากกว่าสุข” ปัจจัยหลักคือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”

    ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเกือบครึ่ง “ทุกข์มากกว่าสุข” ปัจจัยหลักคือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”

    ซูเปอร์โพลเผย คนไทยเกือบครึ่ง “ทุกข์มากกว่าสุข” ปัจจัยหลักคือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”

    ผลการสำรวจโดยซูเปอร์โพลพบ คนไทยเกือบครึ่งรู้สึก “ทุกข์มากกว่าสุข” ในชีวิตประจำวัน โดย “ปัญหาเศรษฐกิจ” คือความทุกข์สำคัญอันดับหนึ่ง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความสุข ความทุกข์ และการเมืองของคนไทย วันนี้ จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,258 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8 – 11 ต.ค. 68

    ผลการสำรวจเผยให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้สึก “ทุกข์มากกว่าสุข” ในชีวิตประจำวัน โดย 43.7% ระบุว่า “วันนี้รู้สึกทุกข์มากกว่าสุข” ในขณะที่เพียง 18.9% รู้สึก “สุขมากกว่าทุกข์” และอีก 37.4% ระบุว่ามีความรู้สึกสุขและทุกข์พอ ๆ กัน

    ซูเปอร์โพล
    ซูเปอร์โพลสำรวจความเห็นของประชาชนเรื่อง “ความสุข ความทุกข์ และการเมืองของคนไทย”

    สะท้อนถึงภาวะความรู้สึกของประชาชนที่โน้มเอียงไปทางด้านลบมากกว่าด้านบวก ซึ่งเป็นสัญญาณทางสังคมที่ควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะความรู้สึก “ทุกข์” ในมิติทางจิตใจมักสัมพันธ์โดยตรงกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระบบการเมือง

    หากพิจารณาปัจจัยที่ทำให้คนไทยรู้สึก “มีความสุข” มากที่สุด จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีความหมายเชิงคุณภาพชีวิตมากกว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยร้อยละ 68.9 ระบุว่า “ครอบครัว” เป็นแหล่งความสุขสำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ “งาน” ร้อยละ 65.3 และ “เงิน” ร้อยละ 64.8 ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของความมั่นคงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ร้อยละ 61.1 ระบุว่า “เพื่อน” เป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ “สุขภาพ” มีสัดส่วนร้อยละ 59.7 และอีก 53.2% ระบุถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความสำเร็จ ความรัก ความเป็นอิสระ การช่วยเหลือผู้อื่น และการปฏิบัติทางศาสนา เช่น การสวดมนต์

    ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนอย่างเด่นชัดว่า ความสุขของคนไทยในวันนี้ผูกพันกับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสงบทางใจ มากกว่าการพึ่งพาระบบภายนอกหรือรัฐ

    ในทางตรงข้าม ปัจจัยที่สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยร้อยละ 68.1 ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ” คือความทุกข์สำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ “การเมืองที่วุ่นวาย ขัดแย้ง เสียของ พัวพันผลประโยชน์” ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 64.9 และ “ความไม่มั่นคงในชีวิต” อยู่ที่ร้อยละ 62.7 ตามมาด้วย “ความเจ็บป่วย” ร้อยละ 52.9 “การตกงาน” ร้อยละ 33.4 และ “ปัจจัยอื่น ๆ” เช่น การสูญเสีย ความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม และการถูกเอารัดเอาเปรียบ คิดเป็นร้อยละ 36.2

    ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ของคนไทยในวันนี้เป็น “ความทุกข์เชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และความเหลื่อมล้ำในสังคม มากกว่าความทุกข์ส่วนบุคคล นอกจากนี้การที่ “การเมือง” เป็นปัจจัยสร้างความทุกข์สูงถึงร้อยละ 64.9 ยังบ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจและความรู้สึกผิดหวังในระบบการเมืองปัจจุบันของประชาชนจำนวนมาก

    ในอีกมิติหนึ่งของการสำรวจ เมื่อสอบถามถึงลักษณะของผู้นำทางการเมืองที่คนไทยอยากเห็นเพื่อให้สังคมมีความสุขมากขึ้น พบว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนให้ความสำคัญกับคุณภาพของผู้นำมากกว่าขั้วการเมือง โดยร้อยละ 84.7 ต้องการผู้นำที่ “ดี เก่ง และกล้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ผลดี” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สะท้อนถึงความคาดหวังต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง ขณะที่ร้อยละ 81.5 ต้องการผู้นำที่ “โปร่งใส ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน” สะท้อนถึงความต้องการความเชื่อมั่นทางการเมือง ร้อยละ 76.3 ต้องการ “คนรุ่นใหม่ที่กล้าเปลี่ยนแปลง ล้างบางการเมืองเก่า” ร้อยละ 74.5 อยากเห็นผู้นำที่ “เป็นอิสระจากขั้วอำนาจเดิม” และร้อยละ 73.1 ต้องการผู้นำที่ “จริงใจ ทำงานเก่ง และเข้าถึงง่าย”

    ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่า ประชาชนไทยมีความต้องการผู้นำที่ “โปร่งใส ทำงานได้จริง และแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม” มากกว่าผู้นำที่เพียงแค่มีชื่อเสียงหรืออยู่ในระบบอำนาจเก่า

    ในส่วนของการตัดสินใจทางการเมือง พบว่า ประชาชนร้อยละ 51.9 ระบุว่ายัง “ไม่ตัดสินใจ” ว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ขณะที่ร้อยละ 24.6 แม้จะ “ตัดสินใจแล้ว” แต่ก็ “อาจเปลี่ยนใจได้” และมีเพียงร้อยละ 23.5 เท่านั้นที่ “ตัดสินใจแน่นอน” ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 76.5 ยังเปิดกว้างต่อการตัดสินใจทางการเมือง และยังไม่เกิดการยึดโยงกับพรรคการเมืองใดอย่างมั่นคง

    นี่เป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการสื่อสารเชิงนโยบายในอนาคต เพราะประชาชนกลุ่มนี้อาจเป็นฐานเสียงที่กำหนดทิศทางของการเมืองไทยในระยะยาวได้หากมีพรรคหรือผู้นำที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางการเมืองได้อย่างแท้จริง

    เมื่อนำผลการสำรวจทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า ความสุขของคนไทยในวันนี้เกิดจาก “ความมั่นคงใกล้ตัว” เช่น ครอบครัว งาน รายได้ เพื่อน และสุขภาพ ขณะที่ความทุกข์กลับมีรากมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ความไม่มั่นคงในชีวิต และความเหลื่อมล้ำ ความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองสะท้อนผ่านตัวเลขที่สูงถึงร้อยละ 64.9 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเชิงสังคมอย่างสำคัญว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะเดียวกัน ความหวังของประชาชนได้เคลื่อนมาสู่ “ผู้นำรุ่นใหม่ที่โปร่งใส เก่ง และกล้าปฏิรูป” มากกว่าผู้นำแบบเดิมที่ผูกพันอยู่กับขั้วอำนาจเก่า

    ข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลสำรวจนี้จึงมีความชัดเจนว่า หากต้องการยกระดับความสุขของประชาชนอย่างยั่งยืน (1) รัฐและภาคการเมืองจำเป็นต้องลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (2) สร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม (3) ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองให้เปิดกว้างต่อคนรุ่นใหม่และการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (4) สร้างความมั่นคงในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม 

    “ความสุขของคนไทยไม่ได้อยู่ที่คำสัญญาทางการเมือง หากแต่อยู่ที่ความมั่นใจว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองสามารถตอบสนองต่อความต้องการจริง ๆ ได้ ความสุขของประชาชนจึงเป็นทั้งเป้าหมายและดัชนีวัดความสำเร็จของการพัฒนาประเทศที่แท้จริง” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/259025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13eo9YgWl7Fv5y8wjo7q7X

  • จาก 60 สู่ 70 ปี: มาตรฐานใหม่ของอายุเกษียณโลก ทำงานนานเพื่ออยู่รอด

    จาก 60 สู่ 70 ปี: มาตรฐานใหม่ของอายุเกษียณโลก ทำงานนานเพื่ออยู่รอด

    ประเทศที่ยังอยู่ที่ 60–65 ปี

    ในอีกฟากหนึ่งของโลก หลายประเทศยังคงอายุเกษียณไว้ที่ระดับเดิม เช่น

    • แคนาดา และ ญี่ปุ่น คงที่ที่ 65 ปี แต่เปิดโอกาสให้เลื่อนเกษียณไปถึง 70 ปีเพื่อเพิ่มเงินบำนาญ
    • จีน ยังอยู่ที่ 60 ปีสำหรับผู้ชาย และ 50–55 ปีสำหรับผู้หญิง แต่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะเริ่มเพิ่มอายุเกษียณขึ้น 3–5 ปีภายในปี 2039
    • อินเดีย ยังคงที่ราว 60 ปีโดยไม่มีแผนเปลี่ยนแปลง
    • สิงคโปร์ มีแผนเพิ่มจาก 63 เป็น 65 ปีภายในปี 2030

    กลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังเผชิญความท้าทายด้าน “ภาระผู้สูงอายุ” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนแรงงานใหม่ไม่เพียงพอจะรองรับผู้เกษียณที่ยาวนานขึ้น

    70 คืออายุเกษียณใหม่ในอนาคต

    ข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)  ระบุว่า ในปี 2022 อายุเกษียณเฉลี่ยของผู้ชายอยู่ที่ 64.4 ปี และผู้หญิงอยู่ที่ 63.3 ปี แต่ในอีก 40 ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 66.3 และ 65.8 ปีตามลำดับ สำหรับคนรุ่นที่เกิดหลังปี 2000

    ประเทศอย่างเดนมาร์ก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดนจะเป็นกลุ่มแรกที่แตะอายุเกษียณ 70 ปี ขณะที่ประเทศใหญ่อื่น ๆ อย่างอังกฤษ สหรัฐฯ และเยอรมนี จะอยู่ที่ 67 ปี ซึ่งแปลว่า “อายุ 67” กำลังกลายเป็น “65 ใหม่ของโลก” และ “70” กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานถัดไปของคนรุ่นใหม่

    แต่การเพิ่มอายุเกษียณก็สร้างความท้าทายให้กับผู้กำหนดนโยบายไม่น้อย โดยเฉพาะในประเด็น “แรงงานสูงวัย” ที่อาจมีปัญหาสุขภาพ หรือทำงานในอาชีพที่ใช้แรงมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหามาตรการช่วยเหลือให้คนเหล่านี้ยังมีรายได้ แม้ยังไม่ถึงอายุเกษียณ หรือสามารถเลือกเกษียณก่อนเวลาได้โดยไม่เสียสิทธิ์มากเกินไป

    ในขณะเดียวกัน อัตราการเกิดที่ลดลง ก็กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบบำนาญ เพราะจำนวน “ผู้ทำงาน” มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับ “ผู้เกษียณ” ซึ่งหมายความว่าภาระการดูแลผู้สูงอายุจะยิ่งหนักขึ้นในอนาคต

    หากตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ การปรับอายุเกษียณก็ไม่ใช่ภาระ แต่จะเป็น “โอกาส” ในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน และเปิดทางให้ผู้สูงอายุมีชีวิตบั้นปลายที่มั่นคงและมีความสุขมากขึ้น

    ที่มา hainesglobalpensions

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HPz8rWfqpbPDB2pnN9jmk

  • จีนโวยสหรัฐฯ ใช้สองมาตรฐานหลังทรัมป์ขู่เพิ่มภาษีอีก 100%

    จีนโวยสหรัฐฯ ใช้สองมาตรฐานหลังทรัมป์ขู่เพิ่มภาษีอีก 100%

    กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์สหรัฐฯ ว่าใช้สองมาตรฐาน หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจีน 100% เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสงครามการค้าที่กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

    ทรัมป์ได้จุดชนวนสงครามการค้ากับจีนขึ้นใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาปักกิ่งว่าประกาศมาตรการจำกัดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธแบบก้าวร้าวผิดปกติ ทำให้ทรัมป์ประกาศจะเพิ่มภาษีพิเศษ รวมถึงการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน

    จีนตอบโต้

    กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า การขู่เพิ่มภาษีของทรัมป์เป็น “ตัวอย่างที่เป็นแบบฉบับของสองมาตรฐาน” และระบุว่า วอชิงตันได้เพิ่มมาตรการทางเศรษฐกิจต่อปักกิ่งมาตั้งแต่เดือนกันยายน กระทรวงแถลงผ่านเว็บไซต์ว่า “การขู่ว่าจะเก็บภาษีในอัตราสูงทุกครั้งไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในการติดต่อกับจีน”

    ปัจจุบันสินค้าจีนต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ระดับ 30% ภายใต้มาตรการที่ทรัมป์ประกาศใช้ โดยกล่าวหาปักกิ่งว่าช่วยเหลือในการค้าเฟนทานิล และการประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยภาษีระดับ 10%

    แร่แรร์เอิร์ธคือไพ่เด็ด

    แร่แรร์เอิร์ธกลายเป็นชนวนขัดแย้งสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ วัสดุเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตทุกอย่างตั้งแต่สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงอุปกรณ์ทหารและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

    จีนครองตำแหน่งผู้นำโลกในการผลิตและแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธ และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาจีนประกาศมาตรการควบคุมใหม่สำหรับการส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในการขุดและแปรรูปแร่สำคัญ

    ทรัมป์ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า จีนมีจุดยืนที่ “เป็นปรปักษ์อย่างยิ่ง” และไม่ควร “ปล่อยให้จีนใช้โลกเป็น ‘ตัวประกัน’”

    ผู้นำสหรัฐฯ ยังขู่ว่าจะถอนตัวจากการประชุมกับ สีจิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เกาหลีใต้ในปลายเดือนนี้

    นี่จะเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกระหว่างผู้นำจากสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมามีอำนาจในเดือนมกราคม

    ความตึงเครียดกลับมาอีกครั้ง

    ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากปักกิ่งและวอชิงตันตกลงพักมาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวในสงครามการค้าแบบโต้ตอบกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อนจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าทวิภาคี

    จีนระบุเมื่อวันศุกร์ว่า จะเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมท่าเรือพิเศษ” จากเรือที่ดำเนินการและต่อในสหรัฐฯ โดยเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “มาตรการป้องกัน” เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ เก็บธรรมเนียมท่าเรือจากเรือจีน โดยอ้างว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าว “ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของจีน”

    วอชิงตันประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมต่อเรือของสหรัฐฯ หลังจากที่อุตสาหกรรมนี้ตกต่ำมานานหลายทศวรรษ จนทำให้จีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียเข้ามาครองตลาดนี้

    จีนประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษที่ท่าเรือกับเรือที่ดำเนินงานและสร้างโดยสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็น “การกระทำเพื่อป้องกัน” ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้

    Photo by MANDEL NGAN / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-criticizes-us-double-standards-trump-threatens-100-percent-tariff&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw318yv6INXAYH20QYQWaMRa

  • คาลเท็กซ์ ขานรับนโยบายภาครัฐ หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    คาลเท็กซ์ ขานรับนโยบายภาครัฐ หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    คาลเท็กซ์ ขานรับนโยบายภาครัฐ หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    คาลเท็กซ์ โดย บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย นำโดย นายชาแชงค์ นานาวาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการพาณิชย์ SPRC พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมพิธีเปิด “กิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดใช้พลังงาน โดยใช้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นช่องทางจัดจำหน่าย” จัดโดย สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานและเครือข่าย ภายใต้แนวคิด “กินพี่…แล้วหมีหนาว”

    ในระยะแรก คาลเท็กซ์ นำร่องร่วมกิจกรรมฯ ผ่านสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ จำนวน 4 แห่งในจังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับคัดเลือกเป็นจุดจัดจำหน่าย ได้แก่ สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ บจก. ช.วิบูลย์บริการ 1996 ตำบลแชแล อำเภอกุมภวาปี หจก. ช.วิบูลย์หนองหาน ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน            หจก. ช.วิบูลย์โนนสะอาด ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด และ หจก. ช.วิบูลย์หนองหาน สาขาหนองหาน 2 ตำบลหนองหาน อำเภอหนองหาน โดยจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในเขตอีสานที่ผ่านการพัฒนา     เพื่อลดใช้พลังงาน 8 ชนิดบนชั้นวางสินค้า (Shelf) ในร้านกาแฟของสถานีบริการน้ำมันนั้น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เลือกซื้อและเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น.

    การมีส่วนร่วมของคาลเท็กซ์ในครั้งนี้  ไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน  แต่ยังเป็นการสะท้อนบทบาทของภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานอย่างจริงจัง ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่มุ่งสร้างคุณค่าแก่ ผู้บริโภค ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/920423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UFBUGDxp7XCmjiBRKoFt_

  • เปิดวิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” รับสิทธิสูงสุด 2,400 บาท

    เปิดวิธีลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” รับสิทธิสูงสุด 2,400 บาท

    ขั้นตอนลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” เพื่อรับสิทธิช่วยจ่ายสูงสุด 2,400 บาท อย่าลืมเช็กเงื่อนไขการใช้สิทธิ

    โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

    5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่
    (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ใครได้เท่าไหร่บ้าง

    • สำหรับกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ 2,400 บาท 

    คือ ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

    • สำหรับกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท 

    คือ ประชาชนผู้ไม่ยื่น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้างต้น

    ช่องทางลงทะเบียนสิทธิ์ผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง

    เงื่อนไขการใช้สิทธิ์สำหรับประชาชน

    • ผู้ที่ได้รับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งพลัส ใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเวลา 23:00 น. เพื่อไม่ให้โดนตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขโครงการ
    • ใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น. โดยชำระผ่าน G Wallet

    วิธีลงทะเบียนและใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งพลัส

    เริ่มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 เวลา 06:00 – 22:00 น.

    “ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ์” โครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ “เป๋าตัง” เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ “เป๋าตัง” และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง และ SMS (ภายใน 3 วัน)

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ์

    6. เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิ์คงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    “ผู้ที่เคยรับสิทธิ์” โครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ์

    6. เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิ์คงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง.

    อ้างอิง www.คนละครึ่งพลัส.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2888522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11TaqBZnQqjTf20yy0GmNh

  • โพลชี้คนทั่วไปสับสน “บัตรลงคะแนน 4 ใบ” มอง 4 เดือน ไม่เพียงพอสร้างความเข้าใจ

    โพลชี้คนทั่วไปสับสน “บัตรลงคะแนน 4 ใบ” มอง 4 เดือน ไม่เพียงพอสร้างความเข้าใจ

    นิด้าโพลชี้ ประชาชนยังสับสน “บัตรลงคะแนน 4 ใบ 6 คำถาม” มอง 4 เดือน ไม่เพียงพอสร้างความเข้าใจเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ-ยกเลิก MOU 43 และ 44 แต่เห็นด้วยหากดำเนินการทั้งหมดในวันเดียวกัน

    วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “บัตรลงคะแนน 4 ใบ 6 คำถาม จะไหวไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบัตรลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    เมื่อถามความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม (บัตรเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้งหนึ่งใบ; บัตรเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อหนึ่งใบ; บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหนึ่งใบ 2 ข้อ; บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 หนึ่งใบ 2 ข้อ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของประชาชนทั่วไป พบว่า

    • ร้อยละ 48.55 ระบุว่า สับสนมาก
    • ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน
    • ร้อยละ 11.99 ระบุว่า ไม่สับสนเลย
    • ร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    ด้านความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของตนเอง พบว่า

    • ร้อยละ 34.73 ระบุว่า ไม่สับสนเลย
    • ร้อยละ 26.80 ระบุว่า สับสนมาก
    • ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน
    • ร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    ความเพียงพอของระยะเวลา 4 เดือน ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่เพียงพอเลย
    • ร้อยละ 24.43 ระบุว่า เพียงพอแน่นอน
    • ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ค่อนข้างเพียงพอ
    • ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเพียงพอ
    • ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ในวันเดียวกัน พบว่า

    • ร้อยละ 49.16 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการทั้งหมดในวันเดียวกัน
    • ร้อยละ 26.11 ระบุว่า ควรแยกการดำเนินทั้งสามเรื่องเป็นคนละวันกัน
    • ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ออกไปอีกวัน
    • ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ออกไปอีกวัน
    • ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
    • ร้อยละ 2.82 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกไปอีกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888553&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32lpmRL1rUFscirtRGTIDm

  • ‘สว.นพดล’ โต้ ‘พิธา’ กลไกสภายังศึกษาMOU 43-44 ยันเป็นกลางยึดผลประโยชน์ชาติ  | เดลินิวส์

    ‘สว.นพดล’ โต้ ‘พิธา’ กลไกสภายังศึกษาMOU 43-44 ยันเป็นกลางยึดผลประโยชน์ชาติ  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ต.ค. ที่ผ่านมา กมธ.ได้ลงพื้นที่ จ.ตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No man land โดย กมธ. ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก จากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่ จ.จันทบุรีและตราดหลายครั้งมาก ฝ่ายไทยก็ประท้วงไปหลายครั้ง ในครั้งนี้ กมธ. ได้ไปสุดชายแดน ซึ่งได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของเรา และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย นอกจากนี้ หลักหมุดที่ 72 ก็สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราวไป

    “เราลงไป ฝ่ายกัมพูชาก็ถ่ายรูปเราไปพอสมควร เราเห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอน ยื่นออกไปในทะเลตรงนั้น ตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ทำให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ผมเลยบอกว่าขอให้ทางทัพเรือลองเอาแผนที่ดาวเทียม แล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไร ตรงนี้เราจะได้เก็บมาเป็นข้อมูลทั้งหมด” นายนพดล กล่าว

    นายนพดล กล่าวต่อว่า ถ้า กมธ.ไม่มา เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดกี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้ตนให้นำข้อมูลการละเมิดทั้งหมด รวมถึงหลังประท้วงได้แก้ไขหรือไม่ เข้าสู่ที่ประชุมแล้ว คงจะได้มีการถกเถียงกัน

    ส่วนที่มีการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 2543-2544 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ. 1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่ไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี  ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญ ในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่าไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

    “หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก  ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ” นายนพดล กล่าว

    นายนพดล กล่าวต่อว่า ตนได้ประสานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ เพราะขณะที่เป็นนายกฯ เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 2544 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้ตกลง และตนก็พร้อมพอดี

    เมื่อถามว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภา ในการยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุใดถึงใช้ประชามติ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ.ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดีข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว ว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196955/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35xUykLwgktNntv4b-MSh1

  • เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    การศึกษา

    เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสภาพความเป็นอยู่ของบ้านพักครูโรงเรียนบ้านแม่ตาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครู ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับสภาพบ้านพักครู

    โอกาสนี้ เลขาธิการ กพฐ. ตรวจสภาพบ้านพักครูด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับครูผู้พักอาศัย เพื่อรับฟังความคิดเห็นและปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการครู ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของประเทศ ทั้งนี้ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับไปพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนและปรับปรุงในระดับนโยบายต่อไป

    ข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/450174&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29lAvbqjzZ8vFFRvuT4sJQ