© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5230717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v76oI8q_lnaRVo0uL685r

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5230717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v76oI8q_lnaRVo0uL685r

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (Value Added Tax) มักเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นภาษีทางอ้อมที่กระทบต่อการใช้จ่ายและต้นทุนสินค้าโดยตรง ปัจจุบันประเทศไทยคงอัตรา VAT ไว้ที่ 7% มานานหลายปี แม้ว่าอัตราที่บัญญัติไว้ในกฎหมายจริงๆ จะอยู่ที่ 10% ก็ตาม การขยายเวลาคง VAT ที่ 7% จึงถือเป็นข่าวดีที่ช่วยผ่อนแรงให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้หายใจโล่งขึ้น
ล่าสุดรัฐบาลมีมติชัดเจนให้คงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ต่อไปจนถึงปี 2569 เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังต้องการแรงกระตุ้น การคงอัตรานี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคงมากขึ้นในสายตาของภาคธุรกิจด้วย
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่เก็บจากการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้จัดเก็บและนำส่งให้กรมสรรพากร แม้จะถูกมองว่าเป็น “ภาษีที่คนจ่ายโดยไม่รู้ตัว” แต่ก็เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐที่นำไปใช้พัฒนาประเทศ ปกติอัตราที่กำหนดในกฎหมายคือ 10% แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเลือกใช้อัตราชั่วคราวที่ 7% ต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
เหตุผลที่รัฐบาลขยายเวลา
สาเหตุหลักที่รัฐบาลยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% มาจากหลายปัจจัย เช่น
ผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน
สำหรับประชาชนทั่วไป การคง VAT 7% หมายถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้จะดูเป็นตัวเลขที่ไม่มาก แต่เมื่อสะสมตลอดทั้งปีถือว่าช่วยลดภาระครัวเรือนได้พอสมควร เช่น การซื้อของใช้ประจำวัน น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอาหารในร้านค้า หรือแม้แต่ค่าใช้บริการต่างๆ ล้วนอยู่ภายใต้การเก็บ VAT
หากรัฐบาลปรับ VAT กลับไปที่ 10% ตามกฎหมาย ราคาสินค้าและบริการแทบทั้งหมดจะต้องขยับขึ้นทันที การคงไว้ที่ 7% จึงช่วยรักษากำลังซื้อของคนไทยในภาวะที่รายได้ยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
ผลดีต่อภาคธุรกิจ
โดยเฉพาะธุรกิจ SME ได้รับผลดีโดยตรงจากการขยายเวลานี้ ต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป ช่วยให้แข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น และยังเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าได้เหมาะสมโดยไม่กระทบยอดขายมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องวางแผนลงทุนระยะยาวก็สามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้แม่นยำขึ้น ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการต่างชาติก็เห็นความเสถียรภาพด้านนโยบายภาษีของไทย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ผลต่อรายได้ของรัฐ
แม้การคง VAT ที่ 7% จะทำให้รัฐเก็บรายได้ภาษีลดลงจากอัตราที่ควรจะเป็น แต่รัฐบาลมองว่า “ผลได้เชิงเศรษฐกิจ” มีค่ามากกว่า เพราะเมื่อประชาชนกล้าจับจ่าย ธุรกิจมียอดขายเพิ่มขึ้น รายได้ภาษีในรูปแบบอื่นๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพ
แม้ประชาชนและผู้ประกอบการจะดีใจที่ VAT ถูกตรึงไว้ที่ 7% แต่ก็ยังมีคำถามว่า หลังจากปี 2569 แล้วจะเป็นอย่างไร รัฐบาลอาจต้องทบทวนภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นอย่างรอบคอบ หากเศรษฐกิจเติบโตแข็งแรงเพียงพอ การขยับ VAT กลับไปที่ 10% ก็อาจเป็นไปได้ แต่ในระยะสั้น การคง VAT ไว้ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์
กล่าวโดยสรุป การขยายเวลาคงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถึงปี 2569 เป็นสัญญาณบวกต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทำให้ต้นทุนธุรกิจไม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป และสร้างความมั่นใจให้การลงทุนในประเทศ แม้รัฐอาจสูญเสียรายได้บางส่วนจากการไม่เก็บเต็ม 10% แต่ผลที่ได้กลับมาคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคและการลงทุน ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้
ดังนั้น การตรึง VAT ไว้ที่ 7% จึงไม่ใช่เพียง “ข่าวดี” ในเชิงภาษีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการวางนโยบายที่คำนึงถึงสมดุลระหว่างรายได้รัฐกับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในอนาคตอีกด้วย
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/732247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cJcBlAdKw4rVrOrPGH079

เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I40T2FC_jYdNTowbUkJ_3

สุริยคติกาล วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025 จันทรคติกาล ตรงกับ วันพฤหัสบดี ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.10 น. เที่ยงจริง เวลา 12.03 น. อาทิตย์ตก เวลา 17.55 น. จันทร์ตก เวลา 19.55 น.
วันนี้ เวลา 00.00-01.06 น. ดาวจันทร์เสวยสวาตินักษัตรฤกษ์ที่ 15 ประกอบด้วยเทวีแห่งฤกษ์ เทวี แปลว่า นางพญา หมายถึง สตรีผู้มีฐานะและตำแหน่งสูง เวลา 01.07-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยวิสาขานักษัตรฤกษ์ที่ 16 ประกอบด้วยเพชฌฆาตแห่งฤกษ์ เพชฌฆาต แปลว่า ผู้ฆ่า ทำการเพื่อให้สิ่งที่เข้ามาพ่ายแพ้ ข่มขวัญ น่ายำเกรง มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ วันพฤหัสบดี-อุบาทว์ตามกาลโยค เวลา 00.00-24.00 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-อีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ทิศอัปมงคล-หรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) สีประจำวัน-เหลือง แสด สีสิริมงคล-แดงส้ม สีอัปมงคล-ดำ ม่วงแก่ ราศีที่ดาวศรีสถิต-ตุล ราศีที่ดาวกาลีสถิต-กุมภ์
เกิดวันนี้ เด็กชาย เป็นคนรักบ้านรักครอบครัว ชอบศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ความสามารถ ฝักใฝ่ในศิลปกรรมต่าง ๆ ชอบร้องรำหรือการแสดง นักเขียนหรือจิตรกร ใจกว้าง มีสติปัญญาดี ฉลาดหลักแหลมและปราดเปรียว รูปร่างหน้าตาดี จิตใจดี ชอบทำบุญกุศล ไปเจริญไกลแดนเกิด อายุมากขึ้นจะดีมีทรัพย์สินและลูกหลานมาก ประกอบการค้าเป็นล่ำเป็นสัน เป็นคนน่าเชื่อถือ เด็กหญิง เป็นคนหน้าตาดี ใจดี อ่อนหวาน เฉลียวฉลาด ชอบศึกษาหาความรู้ มีไหวพริบปฏิภาณดี ชอบทำคุณกับคนอื่น เพื่อนฝูงมาก มีผู้ให้ความเมตตาเกื้อหนุน มีชื่อเสียง ชอบทำงานที่ใช้สมองและสติปัญญา อนาคตแจ่มใส ชีวิตครอบครัวปกติสุขดี คู่ครองมีหลักฐานมั่นคง

เกิดวันอาทิตย์ อากาศที่มีเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี อาจทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ ควรรู้จักเก็บออมและระวังในการดำเนินชีวิต การไม่เข้าใจอีกฝ่ายและมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง รายจ่ายส่วนมากจะเป็นเรื่องเพศตรงข้าม ค่าภาษีสังคมและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ จะได้คบหาสมาคมกับผู้ใหญ่ เงินทองถูกใช้ไปเพื่อการศึกษาและการรักษาพยาบาล
เกิดวันจันทร์ โชคดีเรื่องความรัก มีโอกาสได้พบคนรักที่ดี จะได้รับความช่วยเหลือเรื่องการเงิน แม้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นแต่ควรมีความรอบคอบในการใช้จ่าย จะได้คบหากับผู้ใหญ่ คนมีความรู้ความสามารถ ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก มีข่าวทางไกล ศัตรูจะพ่ายแพ้ มีการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ ควรตรวจสภาพยวดยานพาหนะให้ดี สมาคมกับคนต่างถิ่น
เกิดวันอังคาร การเงินใช้จ่ายไปกับการรักษาหน้า ตาในสังคม การเสริมความงาม ความเป็นสง่าราศีและภาพ ลักษณ์ของตนเอง โชคดีจากผลงานเก่า ๆ ได้ของเก่า ๆ มรดกพินัยกรรม จะคิดได้หรือกลับใจได้เมื่อสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ระวังเพศตรงข้ามจะทำให้เดือดร้อนเรื่องการเงิน มีคนกล่าวหาซุบซิบนินทา มีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้ใหญ่ การงานต้องปรับปรุงแก้ไข มีลาภผลเล็กน้อย
เกิดวันพุธ ความคิดอ่านแจ่มใส การเจรจาติดต่อประสบความสำเร็จ จะได้ของฝากของขวัญ การงานมีเกณฑ์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น จะได้พบปะกับเพื่อนฝูงที่ถูกใจ กำลังมีคู่แข่งที่เป็นคนใกล้ชิด มิตรทางไกลจะมาหา จะได้สิ่งของที่ชอบใจ ผู้ใหญ่เจ็บป่วย การติดต่อสื่อสารคึกคัก การเจรจาติดต่อประสานงานประสบความสำเร็จ จะได้เข้าศึกษาอบรมเพิ่มเติม
เกิดวันพฤหัสบดี การเป็นคนช่างคิดจริงจังเข้มงวดจนเกินไป จะทำให้เกิดอาการเคร่งเครียดทางประสาทได้ง่าย มีโชคด้านอาหารการกิน ควรอยู่อย่างสงบรู้จักวางเฉยเสียบ้าง การใช้จ่ายไม่ควรฟุ่มเฟือย จะได้พบครูบาอาจารย์คนดีมีความรู้ จะได้ศึกษาหลักธรรม ระวังเอกสารสำคัญตกหล่นหาไม่พบ มีช่องทางในการหารายได้เพิ่มเติม ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี มีงานสำคัญรออยู่ข้างหน้า
เกิดวันศุกร์ คนรักมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาหารือกัน เรื่องความรักควรลดอาการจู้จี้ขี้บ่นลงไปบ้างก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานที่ดี มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาอบรมหาความรู้เพิ่มเติม คนต่างถิ่นต่างแดนมาติดพัน กังวลเรื่องญาติพี่น้องและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย จะพบกับบุคคลสำคัญในสังคม มีการเดินทางหรือได้รับของฝากของขวัญ
เกิดวันเสาร์ สิ่งที่ตกหล่นสูญหายจะได้คืน มีงานยาก ๆ เข้ามาให้ทำ ไม่ค่อยสนใจเรื่องจำนวนเงินมากนัก จะได้พบเพื่อนร่วมงานในอดีต เพื่อนฝูงให้เกียรติ โชคดีได้ลาภแล้วมีปัญหา การงานประสบความสำเร็จ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่พึงพอใจ การเงินหมุนเวียนดี มีงานใหม่ ๆ เข้ามาให้ทำ ความรักมีเรื่องง้องอนกันบ้างแต่จะเข้าใจกันในที่สุด.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5226988/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Stv0ehEi8Jxt5o1GXs0L3

ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาโครงสร้างบนระบบเศรษฐกิจมาต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศสามารถลดสัดส่วนประชากรที่อยู่ในสภาวะยากจนได้ แต่ระดับความเหลื่อมล้ำในหลายด้านยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน เมื่อพิจารณาภาพรวมของการกระจายรายได้และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน และการทำงานของระบบราชการที่ไม่ทันต่อยุคสมัย จะไทยปรากฏว่าอยู่ในตำแหน่งที่น่าวิตกกังวล เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศพัฒนาแล้ว
นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าปัจจุบันปัญความเหลื่อมล้ำถือว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญในการฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนสำคัญของปัญหาคือ ระบบราชการจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับพลวัตใหม่และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ และการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน
รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาสะท้อนสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ทั้งนี้แม้ว่าในปัจจุบันความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยอยู่ในระดับทรงตัว คือค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ 0.335 มาเหลือ 0.333 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ข้อมูลแสดงว่าความแตกต่างเรื่องของรายจ่ายระหว่างครัวเรือนรายได้สูงกับครัวเรือนรายได้น้อยมีความแตกต่างในหลายมิติ โดยในเขตเทศบาล ความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
ขณะที่นอกเขตเทศบาลกำลังเพิ่มขึ้น โดยเขตเทศบาลยังคงแสดงระดับความรุนแรงที่สูงกว่า ในมิติภูมิภาค ภาคใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ขณะที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ และภาคกลางแสดงเส้นโค้งระดับความเหลื่อมล้ำที่ลดลง
ข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุดอยู่ที่ส่วนแบ่งรายจ่ายของประชากร โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด (Decile 10) ยังคงครองส่วนแบ่งถึง 25.85% ของการใช้จ่ายทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) ได้รับเพียง 3.30% ความแตกต่างนี้คิดเป็น 7.83 เท่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงขนาดของปัญหา แม้ว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งของกลุ่มรายได้ต่ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยแสดงให้เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำที่เกินกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดยข้อมูลจาก World Inequality Database ในช่วงปี 2554-2566 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่มรายได้สูงสุด 10 % ต่อกลุ่มรายได้ต่ำสุด 50 % อยู่ที่ 4.41 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.626
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบทใกล้เคียงได้แก่ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย แม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่มีความเหลื่อมล้ำต่ำกว่าด้วยอัตราส่วนรายได้เพียง 3.04 และ 2.95 เท่า ตามลำดับ มาเลเซีย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย มีอัตราส่วนรายได้เพียง 2.14 เท่าและค่า Gini ที่ 0.495 ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายรายได้ที่สมดุลกว่า
“ข้อเท็จจริงนี้บ่งบอกว่า ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นเพราะฝ่ายต่อจีดีพีต่อหัวที่ต่ำ แต่เป็นผลจากปัญหาในโครงสร้างเศรษฐกิจและความไม่ประสิทธิผลของนโยบายการกระจายรายได้ของภาครัฐ”
นอกจากนี้การกำหนดตำแหน่งของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเมื่อขยายขอบเขตการเปรียบเทียบไปยังประเทศพัฒนาแล้ว ตำแหน่งของไทยยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์และสวีเดน ถือว่ามีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในโลก โดยมีอัตราส่วนรายได้ของกลุ่ม Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่า และค่า Gini ที่ 0.387 และ 0.389 ตามลำดับ ผลลัพธ์นี้เป็นผลมาจากระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมและโครงสร้างภาษีก้าวหน้าที่ช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่ากลุ่มนอร์ดิก โดยมีอัตราส่วนรายได้เฉลี่ย 1.61 และ 1.83 เท่า และค่า Gini ที่ 0.451 และ 0.473 ตามลำดับ ความแตกต่างนี้เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพากลไกตลาดเสรีเป็นหลัก แม้จะมีระบบสวัสดิการสังคมก็ตาม
ส่วนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น แม้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง แต่กลับเผชิญความเหลื่อมล้ำมากกว่ากลุ่มนอร์ดิกและยุโรปตะวันตก โดยมีอัตราส่วนรายได้ที่ 1.82 และ 2.33 เท่า และค่า Gini ที่ 0.471 และ 0.508 ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภาคเอกชนมากกว่าระบบสวัสดิการสังคม
ไทยในส่วนนี้มีตัวเลขที่ 4.41 และ 0.626 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าทั้งกลุ่ม และอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก
ความเหลื่อมล้ำของไทยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกในระบบ การแก้ไขประเด็นนี้จำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งตามข้อมูลของสภาพัฒน์ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจได้แก่
1.จำเป็นต้องพัฒนาระบบภาษีให้ครอบคลุมฐานความมั่งคั่งและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบยังคงมีสัดส่วนสูง ซึ่งหากสามารถทำให้เป็นทางการได้ ก็จะเพิ่มฐานภาษีและรายได้ของรัฐ
2.ต้องลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการศึกษาและการจ้างงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในอาชีพและคุณภาพชีวิตของแรงงาน
3.ควรศึกษาแนวทางจากประเทศกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งสามารถรักษาความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในระดับต่ำโดยไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
4.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาบัน นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบราชการ ที่ยังคงเป็นปัจจัยซึ่งชะลอและฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ระบบราชการในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากองค์กรที่มีบทบาทแบบแสดงการมีอิทธิพล ให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ทันกับพลวัตใหม่ของการเปลี่ยนแปลงโลก และสามารถเป็นผู้นำในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำและการจัดสวัสดิการประชาชนอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษาได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjTR87CIwpDoU9vQ99rPQ

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ(ผวจ.) นำคณะหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ลงพื้นที่เยี่ยมชม ให้กำลังใจและเลือกซื้อสินค้า ที่ ตลาดนัดฮิมอ่าง ตำบลโนนหนามแท่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ(ตรงข้ามศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ) โดยมี นายไพทูรย์ พรหมสอน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ นางนิภาพรรณ เหล่าแค คลังจังหวัดอำนาจเจริญ และ หัวหน้าส่วนราชการร่วมคณะ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อเยี่ยมผู้ประกอบการในตลาดกว่า 76 ร้านค้า พร้อมร่วมอุดหนุนสินค้า และ ให้คำแนะนำแนวทางในการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ ความสะอาด และ การตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้เสริม ยกระดับคุณภาพสินค้าของประชาชน และ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kEF-FADX1bYyEsp359Srv

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา (ปภ.พังงา) เปิดเผยว่า วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านบางหาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา
ส่งผลให้เกิด น้ำป่าจากเทือกเขาหลักไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ท่องเที่ยวเขาหลักเซ็นเตอร์ อย่างฉับพลัน ขณะนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนหลายร้อยคนกำลังพักผ่อน ดื่มกิน และช้อปปิ้ง ต้องแตกตื่นหนีเอาตัวรอด
เบื้องต้นน้ำได้ไหลลงมาตามลำคลองที่มุ่งสู่ทะเล แต่ปริมาณฝนที่ตกหนักทำให้น้ำในคลองเอ่อล้น มีสีแดงขุ่น และไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ช้อปปิ้งใจกลางเขาหลัก ระยะทางกว่า 800 เมตร น้ำท่วมสูงราว 1 เมตร กระแสน้ำเชี่ยวแรงจน รถยนต์ขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์หลายคันจอดเสีย ถนนเพชรเกษมไม่สามารถสัญจรได้ทั้งสองฝั่ง ทำให้การจราจรติดยาวกว่า 1 กิโลเมตร
เจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัดพังงา, ตำรวจ สภ.เขาหลัก และเทศบาลตำบลคึกคัก ได้เร่งเข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเดินทางกลับขึ้นเครื่องบิน ซึ่งต้องขนย้ายสัมภาระและเดินลุยน้ำไปขึ้นรถอีกฝั่งหนึ่ง
ด้าน นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบว่าน้ำได้ไหลเข้าท่วมร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งช้อปปิ้ง และบาร์หลายแห่งในเขาหลักเซ็นเตอร์
รวมถึงโรงแรมใกล้เคียงอย่าง เขาหลักซีวิว ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำป่าทำให้ผนังกั้นน้ำบริเวณลำคลองทรุดตัวเสียหาย
นายนพคุณ ใจช่วย ผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่เผยว่า “ฝนตกหนักมาก น้ำในคลองเอ่อล้นอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่รู้ตัว ผมต้องตะโกนบอกให้รีบหนีออกมา ถือเป็นเหตุการณ์น้ำป่าหนักที่สุดในรอบ 30 ปีที่เคยเจอ”
ขณะนี้หน่วยงานท้องถิ่นอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายและเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642118&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OGj6FKRfkdMdEJ4Vdj0Qm

“แบงก์ชาติ” คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 โต 2.2% ลุ้นไตรมาส 4 ได้อานิสงส์โครงการ “คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน” ฟื้นกำลังซื้อ หนุนจับจ่ายใช้สอยคึกคัก ดันจีดีพีโตทะลุ 1.3% พร้อมคาดเงินเฟ้อไทยปีนี้ 0.0% การันตียังไกลภาวะเงินฝืด รัฐบาลเปิดให้ฟู้ดเดลิเวอรีเชื่อมคนละครึ่งพลัส
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.2% และยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6% โดยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3% ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอลงจากภาคการผลิต และภาคการส่งออกที่เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐ
ทั้งนี้ คาดว่าในไตรมาส 3/2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.5% และไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวได้ 1.3% โดยในช่วงไตรมาส 4 นั้น จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเข้ามาช่วยเพิ่มบรรยากาศการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยวในประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ได้ 0.2-0.3% และเป็นผลทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัวได้ 1.3%
“มาตรการภาครัฐเข้ามาช่วย ซึ่งมีผลมากในช่วงไตรมาส 4 ที่เริ่มต้นใช้มาตรการ โดยเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ทำให้แนวโน้มในตลาดเริ่มคึกคักขึ้น ทั้งฝั่งพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ช่วยสร้างความหวังให้เศรษฐกิจไทยได้” น.ส.ปราณีระบุ
สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น มองว่ามีแนวโน้มจะทยอยฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวระยะไกลยังขยายตัวได้ ประกอบกับนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทยอยกลับมา โดยคาดว่าทั้งปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ 33 ล้านคน คิดเป็นรายรับ 1.4 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีน ราว 4.4 ล้านคน ส่วนปี 2569 คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน คิดเป็นรายรับ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีน 6 ล้านคน
นอกจากนี้ มีข้อมูลความเห็นจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว คาดว่านักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งมีสัญญาณการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวจีน และผลจากการแก้ปัญหาด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวลดลง และกดดันต่อความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการประกอบธุรกิจมากขึ้น
ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในปีนี้ จะอยู่ที่ 0.0% ส่วนปี 2569 อยู่ที่ 0.5% และปี 2570 อยู่ที่ 1% โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 2/2569 และกลับเข้าสู่ขอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงินที่ระดับ 1-3% ได้ในช่วงปี 2570 ส่วนความกังลว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
เนื่องจาก 3 สาเหตุสำคัญคือ 1.การที่อัตราเฟ้อต่ำในปัจจุบัน เป็นผลจากราคาสินค้าที่ลดลงเพียงบางหมวด เช่นกลุ่มพลังงานและอาหารสด (ผัก-ผลไม้) ในขณะนี้ราคาสินค้ากลุ่มอื่น ไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและในวงกว้าง 2.เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคา ที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอดีต และ 3.เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3%
“การที่องค์ประกอบของตะกร้าเงินเฟ้อไทยมีสัดส่วนของสินค้ากลุ่มพลังงานและอาหารในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จึงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้เงินเฟ้อไทยต่ำ นอกจากนี้ ราคาสินค้าหมวดอาหารของไทยก็อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อีกทั้งแนวโน้มราคาพลังงานไม่เร่งตัวขึ้นมาก ประกอบกับไทยมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในบางช่วง” นายสุรัชระบุ
วันเดียวกัน น.ส.ปราณี สุทธศรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อขยายผลการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รัฐบาลได้เปิดให้บริการ “ฟู้ดเดลิเวอรี” เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งอย่างเป็นทางการ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิร่วมจ่ายผ่านระบบเดิมได้ทันที ซึ่งกลไกการใช้งานจะดำเนินการผ่าน G-Wallet ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ โดย G-Wallet จะปรากฏเป็นหนึ่งในช่องทางชำระเงิน (payment method) ในระบบของแอปเดลิเวอรีโดยอัตโนมัติ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกใช้สิทธิคนละครึ่งได้สะดวก ไม่ต้องสลับแอปหรือดำเนินการเพิ่มเติม.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/883265/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03X0q7IPmpYYJmbgf4YnXz

แอสเซทไวส์ ต่อยอดแนวคิดร้านปันกัน สู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” ผนึกพลังผู้บริหาร-คนดัง-พาร์ทเนอร์ ร่วมนำของรักของใช้มาแบ่งปันในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยรายได้จากการจำหน่ายร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเท่าเทียมให้เด็กไทย พร้อมส่งเสริมการใช้ซ้ำอย่างรู้คุณค่า สอดรับเป้าหมาย SDGs ตลอดทั้งโครงการมอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 617 ทุน พร้อมเดินหน้าสร้างความสุขให้สังคมอย่างยั่งยืน

วุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากแนวคิดร้านปันกัน x AssetWise ซึ่งเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปัน ที่แอสเซทไวส์ร่วมกับร้านปันกันโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมแบ่งปันสิ่งของสภาพดีที่ไม่ใช้แล้วมาส่งต่อ แล้วแปรเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนให้แก่เด็กและเยาวชน ล่าสุด บริษัทได้ต่อยอดสู่ “AssetWise x PANKAN Showcase” พื้นที่แห่งการแบ่งปันความสุขที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ โดยรวบรวมของรักจากผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ และศิลปินคนดัง มาจำหน่ายในงาน “ถนนปันกัน ครั้งที่ 11” โดยนำรายได้มาร่วมสมทบเป็นทุนการศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมให้กับเยาวชน พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการเพิ่มคุณค่าของสิ่งของด้วยการใช้ซ้ำอย่างยั่งยืน
ร้านปันกัน x AssetWise เกิดจากความตั้งใจของแอสเซทไวส์ที่มุ่งเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร พนักงาน ชุมชน และพันธมิตรทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2565 จนเกิดเป็นร้านค้าต้นแบบของสังคมแห่งการแบ่งปันระหว่างภาคเอกชนและร้านปันกัน โดยเปิดสาขาแรกที่ Mingle Mall รังสิต และต่อยอดมาถึงการจัด Showcase ในครั้งนี้ ซึ่งนับจนถึงปัจจุบันเราสามารถจำหน่ายสินค้าได้ถึง 4,316,917 บาท และเปลี่ยนรายได้ให้กลายเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไปแล้วกว่า 617 ทุน

ไฮไลท์ของงาน “AssetWise x PANKAN Showcase” คือการนำของรักของสะสมอย่าง กระเป๋า หมวก เสื้อ เครื่องประดับ ผ้าพันคอ รองเท้า ของเล่น ของใช้จากเหล่าศิลปินและคนดัง อาทิ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, ไบรท์ พิชญทัฬห์, แม่โอ๋-ธนภรณ์ เวชสุภาพร, แอนนา เสืองามเอี่ยม, หมูแฮม โชตินภา, ณิชา พูลโภคะ, พรฟ้า ปุณิกา, ดินสอสี พนิดา, MI Thailand 2025 รวมถึงครอบครัว TPNG และเสื้อกีฬาแรร์ไอเทมที่เต็มไปด้วยลายเซ็นของนักเตะชื่อดังจากสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด รวมทั้งหมดกว่า 350 ชิ้น มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 18-19 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักช้อปสายบุญและแฟนคลับที่มาร่วมอุดหนุนอย่างคึกคัก พร้อมยังมีจำหน่ายในร้านปันกันสาขาต่างๆ เพื่อสานต่อพลังแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือของแอสเซทไวส์และร้านปันกัน สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งด้านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และการลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่รับผิดชอบ ด้วยการแบ่งปันสิ่งของเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่า และการรวมพลังกันเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “Punn by AssetWise” และ “ร้านปันกัน x AssetWise” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการเติบโตเคียงข้างสังคม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/860763/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FvQMuI1E3-LBwDzVYDG2j

“นิปปอนเพนต์” จับมือกับ “ททท.” และ “กทม.” ร่วมสนับสนุนการจัดงานเทศกาลดีวาลีที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศอินเดียกับงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ส่งสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพร่วมรังสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ที่ช่วยสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดียบนกำแพงและพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ถ่ายทอดผ่านแลนด์มาร์ก 8 จุดทั่วย่าน “พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง” ใช้พลังแห่งสีสันเพิ่มชีวิตชีวาให้เมืองอย่างยั่งยืน สร้างความสวยงามและคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนในชุมชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้กับย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ

คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นิปปอนเพนต์ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนวัตกรรมและยั่งยืนยอดขายอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานเทศกาลดีวาลี “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ผ่านการสนับสนุนสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพสูงเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกำแพงและบนพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ทั้งหมด 8 จุดแลนด์มาร์กในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เพื่อให้สอดรับกับการจัดเทศกาลดีวาลีและยังช่วยฟื้นฟูความสวยงามให้กับย่านได้ในระยะยาว
สำหรับเทศกาล “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 บริเวณคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด หรือ “ลิตเติ้ล อินเดีย” มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เทศกาลดีวาลี “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” ตามประเพณีของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนาน กลายเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ สร้างย่านดังกล่าวให้กลายเป็นแลนด์มาร์กวัฒนธรรมไทย-อินเดียแห่งแรกของไทย
นิปปอนเพนต์ จึงให้ความร่วมมือกับภาครัฐในส่วนสำคัญของเทศกาลผ่านการสนับสนุนสีสำหรับสร้างความสวยงามให้กับย่านคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด เนรมิตแลนด์มาร์กงานศิลปะทั้งหมด 8 จุด แบ่งเป็นศิลปะบนกำแพง (Art Wall) 4 จุด ได้แก่ ตรอกทางเดินทะลุคลองโอ่งอ่าง, ผนังห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม, อาคาร 3 คูหาข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ อาคารการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ และศิลปะบนถนน (Art Street) 4 จุด ได้แก่ ถนนเชื่อมคลองโอ่งอ่าง, ทางม้าลายหน้าวัดซิกข์, ตรอกข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม และ เส้นนำทางในตลาดพาหุรัด โดยผลงานศิลปะในจุดต่างๆ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนในย่านพาหุรัด เช่น การค้าขายผ้า ตลาดผ้า วัดซิกข์ เทศกาลดีวาลี รวมถึงลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายผ้าอินเดีย ลายรังโกลี ฯลฯ
โดยนิปปอนเพนต์มีการสนับสนุนสีนวัตกรรมทั้งหมดรวม 4 ชนิดสำหรับกิจกรรมนี้ แบ่งเป็นสีนวัตกรรมทาอาคารเกรดอัลตร้าพรีเมียมเพื่อปรับใช้กับศิลปะบนกำแพง (Art Wall) ได้แก่ นิปปอนเพนต์ ควิก ซีลเลอร์ สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ เพิ่มความยึดเกาะดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาสีลอกล่อน, นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาภายนอกเกรดอัลตร้าพรีเมียมสวยแกร่งยาวนาน 15 ปี+ และ นิปปอนเพนต์ อัลตร้า การ์ด นวัตกรรมฟิล์มใสปกป้องสีเพื่อให้สีบนอาคารทนทานยาวนานไม่ลอกล่อน 20 ปี+ ขณะที่ศิลปะบนถนน แบรนด์ได้ส่ง Nippon Paint Traffic Paint สีจราจรคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติให้สีชัดเจนและทนทานให้กับศิลปินได้ใช้งาน สีทั้งหมดถือเป็นสีนวัตกรรมคุณภาพสูงสุดที่นิปปอนเพนต์ตั้งใจคัดสรรเพื่อกิจกรรมครั้งนี้ โดยเล็งเห็นว่าความสวยงามสาธารณะควรคงอยู่คู่กับผู้คน ชุมชน สังคม และเมืองได้อย่างยั่งยืน
“กิจกรรมการสนับสนุนสีเพื่อนำไปสร้างผลงานศิลปะ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับย่านชุมชนพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิปปอนเพนต์ที่เชื่อว่า ‘พลังของสี’ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปจนถึงเมืองหรือระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้ เนื่องจากสีบนผนังอาคารนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่สวยงาม สร้างความปลอดภัยให้กับเมืองด้วยสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชน และเป็นแรงดึงดูดให้คนนอกย่านหรือนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเยี่ยมเยือน” คุณวัชระกล่าว
ทั้งนี้ โครงการเพื่อสังคม (CSR) ของนิปปอนเพนต์ทุกโครงการและจากทุกประเทศจะยึดแนวคิด “Colouring Lives” ซึ่งเป็นแนวคิดของแบรนด์ในระดับโลกที่มีหัวใจสำคัญ คือ โครงการเพื่อสังคมของนิปปอนเพนต์จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ที่จับต้องได้จริง’ ให้กับชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับแกนใดแกนหนึ่งจาก 3 แกน ได้แก่ Education (การศึกษา), Empowerment (การสร้างพลังให้ผู้คนและสังคม) และ Engagement (การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) ซึ่งกิจกรรมพลังแห่งสีที่ช่วยเนรมิตย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างและงานเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับชุมชน หรือ แกน Engagement ด้วยการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน และสร้างโอกาสให้ย่านการค้าเก่าแก่นี้ได้ยกระดับเพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับชุมชน
สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจชมผลงานศิลปะในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างที่ให้สีสันสดชัดด้วยคุณภาพของสีนวัตกรรมนิปปอนเพนต์ สามารถตามรอยเยี่ยมชมภายในพื้นที่และถ่ายรูปคู่กับแลนด์มาร์กใหม่ของลิตเติ้ล อินเดียทั้ง 8 จุดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ โดยมีความพิเศษในช่วงเ??ทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 พื้นที่พาหุรัด-คลองโอ่งอ่างจะมีการประดับไฟอันวิจิตรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ต้อนรับแสงใหม่ในชีวิตพร้อมเสริมความสำเร็จและโชคลาภตามความเชื่อของชาวอินเดียอีกด้วย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iez25t12zijaxqljz55rlgk5atjkws2f&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sc5OUEMZsSCxoglnulzVE