Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Trip.com Group และ Google เปิด 5 เทรนด์ท่องเที่ยวมาแรงปี 2026

    Trip.com Group และ Google เปิด 5 เทรนด์ท่องเที่ยวมาแรงปี 2026

    Trip.com Group และ Google เปิดเผยถึงรายงาน “Why Travel?” ชี้ 5 เทรนด์การท่องเที่ยวมาแรงปี 2026 เจาะลึกพฤติกรรมการเดินทาง พุ่งเป้าถึงการแสดงตัวตน เสาะหาจุดหมายที่มีความหมาย เชื่อมโยงผู้คน รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวางแผนทริป

    Trip.com Group จับมือกับ Google จัดทำรายงาน “Why Travel?” รายงานเชิงลึกระดับโลกที่วิเคราะห์ พฤติกรรมการท่องเที่ยว ในมิติของ จุดมุ่งหมาย ผู้คน และสถานที่ เพื่อสำรวจแนวโน้มการเดินทางของผู้คนยุคใหม่ โดยอ้างอิงข้อมูลการจองจากทั่วโลกของ Trip.com Group ผสานกับข้อมูลการค้นหาและงานวิจัยของ Google เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้คนในยุคนี้แสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ชุมชน และใช้เทคโนโลยีที่ช่วยวางแผนการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัวในปี 2026

    5 เทรนด์หลักที่กำหนดอนาคตการท่องเที่ยว

    1.การเดินทางเพื่อแสดงออกถึงตัวตน (Travel as Expression) 

    โซเชียลมีเดียเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนการจองทริปท่องเที่ยว โดยเฉพาะใน ไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย นักท่องเที่ยวมากกว่า 75% กล่าวว่าพวกเขาดูไลฟ์สตรีมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ผู้ชมมากกว่า 40% และในบางตลาดสูงถึง 76% กล่าวว่ามีแนวโน้มจะจองการเดินทางโดยตรงผ่านลิงก์ในไลฟ์สตรีม

    2.การเดินทางเพื่อจุดมุ่งหมายที่มีความหมาย (Travel with Purpose)

    นักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การค้นหา “พิธีชงชาญี่ปุ่น” ใน Google เพิ่มขึ้นถึง 53% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนความนิยมในพิธีกรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีคุณค่าทางจิตใจ

    3.การเดินทางเพื่อสุขภาพและการฟื้นฟู (Travel to Heal)

    เทรนด์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน โดยผสมผสานความท้าทายเข้ากับการพักผ่อน การค้นหา “กอล์ฟและรีสอร์ทสปา” เพิ่มขึ้น 300% และแพ็กเกจ “สกีและสปา” เพิ่มขึ้น 250% เมื่อเทียบรายปี

    4.การเดินทางเพื่อเชื่อมโยงผู้คน (Travel to Connect)

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงการเดินทางอีกต่อไป แต่คือการแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อน ครอบครัว และชุมชน คอนเสิร์ตและกีฬากลายเป็นแรงจูงใจหลักของการเดินทาง โดยนักท่องเที่ยว 2 ใน 3 ยินดีเดินทางไปต่างประเทศเพื่อชมคอนเสิร์ต ขณะที่ “Endurance Tourism” หรือการท่องเที่ยวเพื่อร่วมกิจกรรมความอดทน เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน และแข่งขัน Hyrox เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

    5.การเดินทางแห่งอนาคตด้วยพลังของ AI (Travel of Tomorrow)

    เทคโนโลยี AI กำลังมีบทบาทสำคัญในการช่วยวางแผนทริป เนื่องจากความมั่นใจของผู้บริโภคในการใช้เทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น การค้นหา “ช่วยวางแผนการเดินทาง (Help planning my trip)” เพิ่มขึ้นถึง 190% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    เฝิง หาน รองประธาน Trip.com Group กล่าวว่า “การท่องเที่ยวในปี 2026 จะเป็นมากกว่าการเดินทางไปยังจุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง แต่คือการเดินทางที่มีความหมาย เราเห็นนักท่องเที่ยวบินข้ามโลกเพื่อร่วมมาราธอน ชิมอาหารท้องถิ่น หรือแม้แต่จองทริปผ่านโซเชียลมีเดีย การร่วมมือกับ Google ครั้งนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่เพียงว่าผู้คนเดินทางไปที่ไหน แต่ได้ค้นพบเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจเดินทาง”

    จอยส์ จาง ผู้อำนวยการจัดการ ทีม Greater China LCS Specialists, Google กล่าวเสริมว่า “เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในวิธีและเหตุผลที่ผู้คนออกเดินทาง โดยนักเดินทางต่างแสวงหาจุดมุ่งหมายที่ลึกซึ้งและประสบการณ์ที่มีความหมายยิ่งขึ้น เครื่องมือ AI ของ Google เช่น Gemini, AI Mode บน Search และ Google Translate กำลังกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในการวางแผนการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้อุตสาหกรรมและพันธมิตรของเราอย่าง Trip.com Group สามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจที่รออยู่ในปี 2026 และต่อๆ ไปได้อีกด้วย”

    เมื่อคอมมูนิตี้การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วย AI เติบโตอย่างรวดเร็ว Trip.com Group จึงมุ่งพัฒนาแพ็กเกจ “ทัวร์คอนเสิร์ตแบบครบวงจร” และขยายเครื่องมือช่วยวางแผนการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น Trip.Planner เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและตรงใจยิ่งขึ้น ในอนาคต การเดินทางจะไม่ใช่แค่การไปให้ถึงจุดหมาย แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างทริปที่ตรงกับความต้องการและสะท้อนตัวตนของแต่ละคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1204630&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw362IyYhKoG79hOxQWgElGp

  • เริ่มแล้ว! หนาวแรกของปีที่ภูหินร่องกล้า ‘ซากุระญี่ปุ่น’ ผลิบานพร้อมรับนักท่องเที่ยว

    เริ่มแล้ว! หนาวแรกของปีที่ภูหินร่องกล้า ‘ซากุระญี่ปุ่น’ ผลิบานพร้อมรับนักท่องเที่ยว

    ในช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวนักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นไปสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุณหภูมิ 19 องศา ขณะที่ ดอกซากุระญี่ปุ่นกว่า 350 ต้น ที่บ้านใหม่ร่องกล้า สีชมพูเข้มสดใสสะกดสายตานักท่องเที่ยว ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น มุ่งสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่เชิงอนุรักษ์ และยกระดับรายได้ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในพื้นที่

    24 ตุลาคม 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เริ่มต้นฤดูหนาว นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นไปสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น กางเต้นนอน ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า กันอย่างคึกคัก ท่ามกลางอุณหภูมิ 19 องศาเซลเซียล ซึ่งสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลดีให้ดอกซากุระญี่ปุ่น พันธุ์แท้ ที่ปลูกไว้จำนวน 350 ต้น ที่ “วิสาหกิจชุมชนปลูกซากุระญี่ปุ่นบ้านร่องกล้า” ได้ผลิดอกบานเป็นสีชมเป็นครั้งแรกหลายต้น ซึ่งปกติจะบานในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน

    ด้านนายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก และนายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดพิษณุโลก พร้อมชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าม้งบ้านใหม่ร่องกล้า และนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยน้ำไซ สาขาร่องกล้า ได้ร่วมกันสำรวจและชมแปลงปลูกดอกซากุระญี่ปุ่น เนื่องจากไม่คิดว่าปีนี้จะบานเร็วกว่าปกติ บางต้นเริ่มออกดอกสีชมพูตามกิ่งต่าง ให้ชมความงามแล้ว แม้จะยังไม่บานเต็มต้น เนื่องจากเป็นซากุระญี่ปุ่นที่เพาะเนื้อเยื่อและปลูกมาเพียง 3 ปี แต่สีชมพูเข้มของดอกที่เริ่มผลิบานก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชม โดยคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แปลงซากุระแห่งนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่ง “จุดไฮไลท์การท่องเที่ยวใหม่” ของบ้านร่องกล้าใจกลางอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งดอกซากุระญี่ปุ่นจะบานในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ต่อเนื่องจากช่วงซากุระเมืองไทยหรือดอกนางพญาเสือโคร่งที่ภูลมโล

    นายมนิตย์ สีฆสัมบันน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ชาวไทยภูเขาในพื้นที่ โดยชาวบ้านในชุมชนได้ช่วยกันดูแลแปลงซากุระญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด คาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า ซากุระญี่ปุ่นกว่า 350 ต้นจะบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของบ้านใหม่ร่องกล้า นักท่องเที่ยวไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ก็สามารถชมซากุระแท้ได้ที่นี่ เพราะอากาศของหมู่บ้านที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,500 เมตร ใกล้เคียงกับสภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ การปลูกซากุระญี่ปุ่นในพื้นที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ระบบรากที่ไม่หยั่งลึกทำให้เสี่ยงต่อความชื้นในฤดูฝน และปัญหาหนอนด้วงแก้วกัดกินรากจนต้นไม้ตายบางส่วน แต่ด้วยความร่วมมือของชุมชนและการดูแลต่อเนื่องทำให้ส่วนใหญ่ยังคงรอดและเติบโตดี

    ด้านนายเชษฐ์ ลีชานนท์ ผู้ใหญ่บ้านใหม่ร่องกล้า เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการปลูกซากุระญี่ปุ่น และเริ่มเห็นความงามมากกว่าปีก่อน คาดว่าอีก 2–3 ปีข้างหน้า ซากุระญี่ปุ่นจะบานเต็มต้นทั้ง 350 ต้น บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของศูนย์สงเคราะห์ชาวเขา การปลูกซากุระญี่ปุ่นไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้หมู่บ้าน แต่ยังเป็น “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่ช่วยต่อยอดอาชีพและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

    ตอนนี้พวกเราเปลี่ยนจากการทำเกษตรเป็นการท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะการส่งเสริมท่องเที่ยวทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้และชีวิตดีขึ้น เราช่วยกันดูแลแปลงซากุระโดยการตัดหญ้า ใส่ปุ๋ยเดือนละ 1–2 ครั้ง และรดน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้เติบโตสมบูรณ์ คาดว่า ฤดูกาลท่องเที่ยวจะเริ่มคึกคักตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงกุมภาพันธ์ โดยซากุระญี่ปุ่นจะบานต่อจากดอกนางพญาเสือโคร่ง

    ดอกซากุระญี่ปุ่นบ้านใหม่ร่องกล้าจึงไม่เพียงสร้างความงดงามทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือของชุมชน และเป็นความหวังใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในจังหวัดพิษณุโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/884338/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s0_y1uJUqcElfdfFamFvk

  • แลนด์มาร์กใหม่อันดามัน! “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดยิ่งใหญ่ โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัด ต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนระดับโลก

    แลนด์มาร์กใหม่อันดามัน! “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดยิ่งใหญ่ โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัด ต้นแบบศูนย์การค้ายั่งยืนระดับโลก


    “เซ็นทรัล กระบี่” มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่มิกซ์ยูส 114 ไร่ ภายใต้แนวคิด “Made by Krabi – สัมผัสความสุขจากทุกความเป็นกระบี่” รวมกว่า 300 แบรนด์ดัง ยกระดับเมืองกระบี่สู่ศูนย์กลางท่องเที่ยว

    บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ผู้นำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน เปิดตัว “เซ็นทรัล กระบี่” โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัดและแห่งที่ 6 ในภาคใต้ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่รวมกว่า 114 ไร่ ประกอบด้วยศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม PHYLL, บ้านเดี่ยวหรู BAAN NINYA และโรงแรม โดยตั้งเป้าให้เป็น “ห้องรับแขกของเมือง” และต้นแบบ ศูนย์การค้ายั่งยืนแห่งแรกของไทย ที่มุ่งสู่การรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับโลก EDGE Zero Certification

    นางสาว วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า

    “การเปิดเซ็นทรัล กระบี่ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเซ็นทรัลพัฒนา ในการยกระดับศักยภาพจังหวัดกระบี่ให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมเป็นต้นแบบของโครงการมิกซ์ยูสที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด ‘Made by Krabi – สัมผัสความสุขจากทุกความเป็นกระบี่’ ที่สะท้อนเอกลักษณ์และความภูมิใจของคนกระบี่อย่างแท้จริง”

    ศูนย์การค้า “เซ็นทรัล กระบี่” ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากธรรมชาติของหมู่เกาะ ใบปาล์ม และเรือหัวโทง ผสานสถาปัตยกรรมแบบ Semi-Outdoor ให้กลมกลืนกับทัศนียภาพเมืองชายทะเล พร้อมมาสคอต “น้องปูอันดา” สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของอันดามัน

    ภายในรวบรวมกว่า 300 แบรนด์ดัง ครบทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Tops, Auto1, Supersports, B2S, Power Buy, รวมถึงร้านแฟชั่นและอาหารยอดนิยมอย่าง Adidas, Skechers, Starbucks, Salad Factory, Bonchon, Fuji, MK, Pepper Lunch และอีกมากมาย พร้อมไฮไลต์พิเศษ SF Cinema ระบบ All Laser, Jetts Fitness 24 ชั่วโมง, และสวนสนุกในร่ม HarborLand ครั้งแรกของกระบี่

    ในด้านสิ่งแวดล้อม “เซ็นทรัล กระบี่” มุ่งสู่การเป็นอาคาร EDGE Zero ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่

    1. Energy Saving – ลดการใช้พลังงานกว่า 40% ติดตั้งโซลาร์เซลล์พื้นที่ 14,400 ตร.ม. ผลิตไฟฟ้าได้ 3.2 เมกะวัตต์

    2. Waste Management – ถนนรีไซเคิล Green Road ยาวกว่า 500 เมตร พร้อมจุด Recycle Station แลกขยะเป็นเงิน

    3. Upcycling & Art – แปลงขยะทะเลเป็นงานศิลปะตกแต่งแลนด์สเคป

    4. Krabi CSR Collection – ร่วมกับ Sabina และ Good Goods ผลิตเสื้อผ้าและของใช้จากแหอวนทะเลรีไซเคิล

    เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 จัดกิจกรรม “Life Up Krabi” นำโดยศิลปินชื่อดัง บิวกิ้น–พุฒิพงศ์, แอลลี่–อชิรญา, เต้ย–จรินทร์พร และ นท พนายางกูร พร้อมโชว์และเวิร์กชอปสุดพิเศษ รวมถึงโปรโมชั่นของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท เช่น รถยนต์ไฟฟ้า GEELY EX5 และแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สุดหรู

    “เซ็นทรัล กระบี่” เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 11.19 น. เป็นต้นไป โดยจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของอันดามัน ที่รวมทั้งการช้อปปิ้ง พักผ่อน ศิลปะ และความยั่งยืนไว้ในที่เดียว — จุดหมายปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกภายใต้แนวคิด “Made by Krabi – สัมผัสความสุขจากทุกความเป็นกระบี่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36851&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EEeTdfWfxjIclQ3oxXaDb

  • ผถห. SPREME ไฟเขียวทุ่ม 1.3 พันลบ.ลุยโครงการเช่าอุปกรณ์ไอทีภาครัฐ-เพิ่มกรอบลงทุน 3.2 พันลบ.

    ผถห. SPREME ไฟเขียวทุ่ม 1.3 พันลบ.ลุยโครงการเช่าอุปกรณ์ไอทีภาครัฐ-เพิ่มกรอบลงทุน 3.2 พันลบ.

    การเงิน หุ้น

    ผถห. SPREME ไฟเขียวทุ่ม 1.3 พันลบ.ลุยโครงการเช่าอุปกรณ์ไอทีภาครัฐ-เพิ่มกรอบลงทุน 3.2 พันลบ.

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผถห. SPREME ไฟเขียวทุ่ม 1.3 พันลบ.ลุยโครงการเช่าอุปกรณ์ไอทีภาครัฐ-เพิ่มกรอบลงทุน 3.2 พันลบ.

    บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น เดินหน้ารุกตลาดบริการ IT Solution ภาครัฐ หลังผู้ถือหุ้นอนุมัติลงทุนในสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 1,300 ล้านบาท สำหรับโครงการที่ประกาศจัดซื้อจัดจ้างแล้ว พร้อมเปิดกรอบวงเงินลงทุนเพิ่มอีก 3,200 ล้านบาท สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (TOR) ฟากซีอีโอ”ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล”ประเมินตลาดเช่าอุปกรณ์เทคโนโลยีภาครัฐเติบโตต่อเนื่อง สร้างรายได้ประจำ และผลตอบแทนยั่งยืน

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) (SPREME) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ลงทุนใน สินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 1,300 ล้านบาท สำหรับโครงการที่มีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างแล้ว และอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินลงทุนอีกไม่เกิน 3,200 ล้านบาท สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (TOR)

    ทั้งนี้ จากการคำนวณขนาดรายการตามงบการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 พบว่าการลงทุนดังกล่าวมี ขนาดรายการสูงสุดถึง 366.11% ของมูลค่ารวมสิ่งตอบแทน ซึ่งเข้าข่ายเป็นรายการประเภทที่ 4 หรือ “การเข้าจดทะเบียนโดยอ้อม” (Backdoor Listing) ตามประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ โครงการให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ขยายธุรกิจในกลุ่ม IT Solution Service โดยมุ่งเน้นให้บริการเช่าอุปกรณ์แก่หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการเทคโนโลยีทันสมัยโดยไม่ต้องลงทุนเอง ซึ่งเป็นตลาดที่มีความมั่นคงสูงและเติบโตต่อเนื่องจากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของภาครัฐ

    นอกจากนี้ บริษัทฯยังวางแผนให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การติดตั้ง การบำรุงรักษา และบริการหลังการขายตลอดระยะเวลาเช่า 5 ปี พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดทั้งรายเดือนและรายไตรมาส เพื่อรักษาคุณภาพและผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ด้วยฐานลูกค้าหลักเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีงบประมาณได้รับการอนุมัติแล้ว รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสินทรัพย์ เชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้กับบริษัทฯ และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างรายได้โดยรวมในระยะยาว”นายภานุวัฒน์ กล่าว

    ทั้งนี้ หากบริษัทฯ ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูลในแต่ละโครงการ จะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/451672&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b7MoALmv4ktrh4GTTqknV

  • โขน-ผ้าไทย-ป่า! 9 พระราชกรณียกิจที่ยังขับเคลื่อนเมืองไทย สู่ Soft Power ยั่งยืน

    โขน-ผ้าไทย-ป่า! 9 พระราชกรณียกิจที่ยังขับเคลื่อนเมืองไทย สู่ Soft Power ยั่งยืน

    9 พระราชกรณียกิจ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โอบอุ้มประชาราษฎร์ให้ยั่งยืน—จากศิลปาชีพ ผืนป่า น้ำ และการศึกษา สู่ภูมิคุ้มกันสังคมไทยระยะยาว

    ประเทศไทย, 25 ตุลาคม 2568 — ยามเช้าบนดอยสูงอันชื้นเย็นของภาคเหนือ เราเห็นเงาคนงานชุมชนเดินเรียงในแสงแรก หลายคนสวมซิ่นทอลวดลายดั้งเดิม บางคนอุ้มตะกร้าใส่เมล็ดพันธุ์แห้ง เตรียมลงแปลงผักตามรอยคันนาที่ถูกจัดแบบขั้นบันไดอย่างประณีต ภาพเล็กๆ เช่นนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในหมู่บ้านนับพันทั่วประเทศ และล้วนมี “เส้นด้าย” เดียวกันผูกโยง—พระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงบุกป่าฝ่าดอย โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปเยี่ยมราษฎรทุกภาคส่วนต่อเนื่องหลายทศวรรษ วางรากฐาน “อยู่ดีกินดี” ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ครอบคลุมศิลปวัฒนธรรม อาชีพ สุขภาพ ป่าไม้ น้ำ การศึกษา และการคุ้มครองผู้เปราะบาง

    บนโอกาสแห่งการระลึกพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานแนวทางพัฒนา ผู้สื่อข่าวได้ถอดบทเรียน 9 พระราชกรณียกิจ ที่ยังคงขับเคลื่อนอยู่ในพื้นที่จริง—ตั้งแต่ลุ่มน้ำที่ไหลลงทุ่ง ไปจนถึงเข็มทอที่เคลื่อนไปบนกี่—เพื่อชี้ให้เห็น “แกนหลักของเรื่อง” ว่าพระราชกรณียกิจเหล่านี้ไม่ใช่เพียงงานการกุศลเฉพาะหน้า หากคือ “ระบบนิเวศการพัฒนา” ที่ทำให้ประชาชนไทยมีภูมิคุ้มกันยั่งยืน

    1) “ศิลปาชีพ” และการฟื้นผ้าไทย: จากงานบ้านเป็น “อุตสาหกรรมสร้างคุณค่า”

    ในยามที่ผ้าไหมและหัตถกรรมพื้นบ้านเคยถูกเมิน พระองค์ทรงหยิบยกให้กลับมามีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ พระองค์มี พระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งงานส่งเสริมการทอผ้าไหม เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ท่ามกลางวิกฤต ก่อเกิดโครงสร้าง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT)” เป็นกลไกขับเคลื่อนอาชีพทั่วประเทศ

    ผลลัพธ์เชิงรูปธรรม—ในระดับ “อัตลักษณ์ชาติ”—คือการที่ผ้าไทยก้าวพ้นความเป็นเครื่องนุ่งห่มท้องถิ่น สู่แฟชั่นร่วมสมัยที่คนทั้งโลกชื่นชม (พระองค์ทรงได้รับการยกย่องใน พ.ศ. 2505 ว่าเป็นหนึ่งในสตรีที่แต่งพระองค์งามที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญแฟชั่นนานาชาติ) ขณะเดียวกัน นโยบายรัฐช่วงหลังยังต่อยอดการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน (คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย” ให้หน่วยงานส่งเสริมการแต่งผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน) ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทอผ้า—ปั่นไหม–ย้อมสีธรรมชาติ–ออกแบบ–แปรรูป—คึกคักขึ้น ผู้ทอมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และชุมชนสามารถรักษาลวดลายเฉพาะถิ่นไว้ได้โดยมีตลาดรองรับ

    แกนสำคัญ ไม่ใช่เพียง “ขายได้” แต่คือการยกระดับ “ความรู้-มาตรฐาน-การตลาด” จนผ้าไทยกลายเป็นสินค้าคุณภาพสูง ส่งมูลค่าเพิ่มกลับสู่มือชุมชน เป็น Soft Power ที่ทรงพลังกว่าการประชาสัมพันธ์ใดๆ

    2) พระราชทานความคุ้มครองด้านสาธารณสุข: จากหน่วยแพทย์พระราชทานถึงยุคโรคอุบัติใหม่

    การเดินทางไปทุกพื้นที่ทำให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็น “ช่องว่างสุขภาพ” ของชนบท พระองค์จึงมีพระราชดำริให้จัด คณะแพทย์ตามเสด็จ วางฐานสู่ หน่วยแพทย์พระราชทาน” ที่ยังทำงานอยู่จนปัจจุบัน ควบคู่การสนับสนุนโครงการ หมอหมู่บ้าน” ให้ชาวบ้านรู้จักการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ใช้ยาถูกวิธี และส่งต่อผู้ป่วยหนักได้ทันท่วงที

    ในยุคโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 พระองค์ยังทรง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และ อุปกรณ์ PAPR ให้โรงพยาบาลของรัฐหลายสังกัด เพื่อคุ้มครองบุคลากรด่านหน้า สะท้อน หลักคิด “คุ้มครองผู้คุ้มครองเรา” ที่ลดความสูญเสียเชิงระบบ หากคำนวณเชิงเศรษฐศาสตร์สุขภาพ การป้องกันบุคลากรหนึ่งคนให้ปลอดภัยย่อมแปลเป็นศักยภาพการดูแลผู้ป่วยนับร้อย—คือผลตอบแทนต่อสังคมที่สูงอย่างยิ่ง

    3) “บ้านเล็กในป่าใหญ่”: ปรัชญาป่ากับน้ำ และการอยู่ร่วมกันของคนกับธรรมชาติ

    พระราชดำรัสที่ชาวไทยคุ้นหู พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำไพเราะ แต่คือ ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ที่จับต้องได้ โครงการ บ้านเล็กในป่าใหญ่” (Small House in the Big Forest) เริ่มที่ บ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ (พ.ศ. 2534) เป็นต้นแบบการจัดการพื้นที่สูง: รักษาป่าดั้งเดิม ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม จัดพื้นที่ทำกินให้ชัดเจน ส่งเสริมเกษตรที่ไม่ทำลายป่า และจัดหาแหล่งน้ำให้พอเพียง

    จากต้นแบบดังกล่าว ขยายไปยังหลายจังหวัด—บ้านอุดมทรัพย์ (กำแพงเพชร), บ้านหนองห้า (พะเยา), ดอยฟ้าห่มปก (เชียงใหม่)—ผลสำคัญคือ “ยุติแรงดึงให้บุกรุกป่า” ด้วยการสร้างทางเลือกอาชีพที่มั่นคงกว่า และทำให้ป่ากลายเป็น สินทรัพย์สาธารณะ” ที่ชุมชนร่วมดูแล ไม่ใช่ทรัพยากรที่ถูกช่วงชิง

    4) ฟื้น “โขน” สู่มรดกภูมิปัญญามนุษยชาติ: เมื่อศิลปะและอัตลักษณ์คือภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม

    พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าศิลปะระดับชั้นสูงอย่าง โขน” กำลังเผชิญความเสี่ยงสูญหาย จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ ศึกษารากเหง้าเครื่องแต่งกาย–ดนตรี–ท่ารำ ตามราชประเพณี สร้างองค์ความรู้และฝึกช่างฝีมือรุ่นใหม่ให้ครบห่วงโซ่ จนเกิด โขนพระราชทาน” เรื่องรามเกียรติ์ (พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา) ที่ยกระดับมาตรฐานทั้งศิลป์และระบบจัดการเบื้องหลัง

    จุดคลี่คลายปม ในเวทีโลกเกิดขึ้นเมื่อ ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียน โขนไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ พ.ศ. 2561 ไม่เพียงยืนยันความงาม หากยืนยัน “ความมีชีวิต” ของศิลปะไทยที่ยังถ่ายทอดต่อไปได้ พระราชกรณียกิจด้านวัฒนธรรมจึงไม่ใช่การห่อหุ้มของเก่า แต่คือการต่อชีวิตให้วัฒนธรรมยืนหยัดได้จริงในตลาดร่วมสมัย

    5) ทรงอุปถัมภ์ศาสนา—เสริม “ทุนทางจิตใจ” ให้สังคมพหุวัฒนธรรม

    พระองค์ทรงแสดงบทบาท ธรรมราชินี” ผ่านการเคารพและอุปถัมภ์ ทุกศาสนา—พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์–ฮินดู ซิกข์—เพราะทรงเห็นว่าศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและชี้นำพฤติกรรมพลเมือง พระองค์โดยเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีสำคัญทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้ง พระราชทานปัจจัยบำรุงสงฆ์ ดูแลพระภิกษุอาพาธ สนับสนุนโรงพยาบาลที่ให้บริการพระสงฆ์ และให้ความสำคัญกับมารยาทข้ามศาสนาในทุกพื้นที่ที่เสด็จฯ

    เมื่อสังคมเผชิญความหลากหลายสูงขึ้น “ทุนทางจิตใจ” และ ทักษะอยู่ร่วมกัน คือภูมิคุ้มกันเชิงสถาบัน พระราชกรณียกิจด้านศาสนาจึงเป็นรากที่ทำให้สังคมไทยยืนตัวอยู่ได้ท่ามกลางความแตกต่าง

    6) “สถาบันสิริกิติ์” และพิพิธภัณฑ์ “ศิลป์แผ่นดิน”: หล่อเลี้ยงฝีมือคน สร้างตลาดศิลป์ไทย

    ผลงานประณีตศิลป์จาก โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ที่พัฒนาต่อเนื่องเกือบ 40 ปี ได้ยกระดับเป็น สถาบันสิริกิติ์” (ตั้งแต่ 21 กันยายน 2553) ทำหน้าที่ทั้งพัฒนา–อนุรักษ์–เผยแพร่งานช่างไทยชั้นสูง เช่น ปักเส้นไหมโบราณ งานคร่ำ งานสานย่านลิเภา งานถนิมพิมพาภรณ์ ไปจนถึง เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง อันวิจิตร

    ปลายทางของการพัฒนาไม่หยุดที่ “ชิ้นงาน” แต่คือ พื้นที่เรียนรู้และตลาด อย่างพิพิธภัณฑ์ ศิลป์แผ่นดิน” (อ.ย.) ที่จัดแสดงงานช่างให้คนไทย–ชาวโลกได้สัมผัส สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และทำให้ลูกหลานชาวไร่ชาวนากลายเป็นช่างฝีมืออาชีพ—นี่คือการยกระดับ “ทุนมนุษย์” ผ่านศิลป์และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

    7) “ฟาร์มตัวอย่าง” ตามพระราชดำริ: ศูนย์เรียนรู้เกษตรครบวงจรและความมั่นคงในยามวิกฤต

    ก่อกำเนิดที่ บ้านขุนแตะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ฟาร์มตัวอย่างทำหน้าที่เป็น ห้องเรียนกลางแจ้ง ให้ประชาชนเข้าใจระบบเกษตรครบวงจร—ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงสัตว์ ทำประมง ระบบน้ำ—โดยยึดหลัก พอเพียง–พึ่งตนเอง–หมุนเวียนทรัพยากร เมื่อถึงวิกฤตอย่างโควิด-19 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสืบสานพระราชดำริและพระราชทานอนุญาตนำพื้นที่ ฟาร์มตัวอย่าง 30 แห่ง ใน 17 จังหวัด มาใช้ จ้างงานประชาชน ภายใต้โครงการ “ต้านภัยโควิด-19” ช่วยพยุงครัวเรือนที่ตกงานให้มีรายได้ระยะสั้น พร้อมถ่ายทอดทักษะอาชีพระยะยาว

    ผลสะท้อนเชิงนโยบายคือ ฟาร์มไม่ใช่ “แปลงสาธิต” เฉยๆ แต่เป็น “เครื่องมือเสถียรภาพ” ของเศรษฐกิจชุมชนในช่วงผันผวน—เมล็ดพันธุ์ ความรู้ และตลาดชุมชนถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกัน จนคนสามารถยืนได้ด้วยตัวเองหลังวิกฤต

    8) พระเมตตาด้านสังคมสงเคราะห์: ปกป้องผู้เปราะบางในและนอกพรมแดน

    ตั้งแต่การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยยากไร้ ไปจนถึงเหตุการณ์ผู้ลี้ภัยชายแดน—เช่น เหตุเขาล้าน จ.ตราด—พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมผู้ลี้ภัยด้วยพระองค์เอง พระราชทานอาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และ โปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยร่วมกับกาชาดสากล เข้าไปช่วยอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสนับสนุน การศึกษาทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถพึ่งพาตนในระยะยาว

    สำหรับทหาร ตำรวจ อาสาสมัครผู้พลีชีพหรือบาดเจ็บ พระองค์ทรงก่อตั้ง มูลนิธิสายใจไทย เพื่อฟื้นฟูร่างกาย–จิตใจ–อาชีพ ให้สามารถกลับมาเป็นพลังครอบครัวอีกครั้ง ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของมูลนิธิยังเป็นทั้งรายได้และศักดิ์ศรีให้กับผู้เสียสละเหล่านี้

    9) การศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส: “โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์” และทุนการศึกษา

    พระองค์ทรงเจาะจงดูแลพื้นที่ ห่างไกล ที่เด็กมีโอกาสน้อย ผ่านการพระราชทานทุนเริ่มต้นจัดตั้ง โรงเรียนเจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ ในพื้นที่ชายแดนและดอยสูง (เช่น บ้านห้วยขาน อ.ฝาง และ ต.แม่ริม จ.เชียงใหม่) โดยประสาน ตำรวจตระเวนชายแดน ดูแล ต่อมาขยายการสอนถึงระดับมัธยมต้น และที่สำคัญ—พระองค์ทรง รับนักเรียนยากจนไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เกือบ 2,000 คน รวมถึงเด็กพิการให้เข้าศึกษาในโรงเรียนเฉพาะความสามารถ จนสามารถประกอบอาชีพดูแลตนเองได้

    การศึกษาที่พระราชทานโอกาสเช่นนี้ แก้โจทย์ “ความเหลื่อมล้ำรุ่นสู่รุ่น” โดยตรง—เมื่อลูกหลานบนดอยอ่านออกเขียนได้ มีวิชาชีพ และกลับมาพัฒนาชุมชนตนเอง—ความมั่นคงชายแดนและการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมก็แข็งแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ

    เชียงรายในกระจกพระราชกรณียกิจ: จากป่า–ผ้า–พหุชนเผ่า สู่เมืองท่องเที่ยวยั่งยืน

    หากซูมลงพื้นที่เชียงราย—จังหวัดชายแดนที่มีทั้งป่าเขาสลับซับซ้อนและความหลากหลายทางชาติพันธุ์—เราพบรอยพิมพ์ชัดเจนของพระราชกรณียกิจทั้ง 9 ด้าน

    • ป่าและน้ำ: แนวทาง “บ้านเล็กในป่าใหญ่” และการอนุรักษ์ดิน–น้ำถูกใช้เป็นต้นแบบในหลายลุ่มน้ำชายแดน ช่วยชะลอปัญหาดินถล่ม–น้ำหลาก และทำให้แปลงเกษตรบนพื้นที่สูงทำกินได้โดยไม่บุกรุกป่า
    • ศิลปาชีพ: ผ้าทอลวดลายล้านนาปรับตัวเป็นสินค้า Q (คุณภาพ) และสินค้าเชิงท่องเที่ยว สร้างรายได้เสริมให้ผู้หญิงและผู้สูงอายุในชนบท
    • การศึกษา: โรงเรียนในเครือข่ายตำรวจตระเวนชายแดนและโรงเรียนท้องถิ่นได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เด็กชาติพันธุ์เข้าถึงภาษาไทยและทักษะอาชีพมากขึ้น
    • สังคมสงเคราะห์และสุขภาพ: หน่วยแพทย์เคลื่อนที่–โครงการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ—ถูกใช้จริงในฤดูฝนยืดเยื้อของภาคเหนือ

    เมื่อนำทั้งหมดมาประกอบกัน เชียงรายจึงมี “ทุนสังคม” สำคัญในการก้าวสู่ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” อย่างที่จังหวัดพยายามผลักดันในช่วงไฮซีซัน—นักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์แท้จริงจะพบทั้งป่าแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ ศิลป์ผ้าและกาแฟพิเศษของชุมชน และเรื่องเล่าการพัฒนาที่มีคนท้องถิ่นเป็นพระเอก

    พลังที่ต่อยอดได้ของ “พระราชกรณียกิจแบบระบบ”

    หัวใจของพระราชกรณียกิจทั้ง 9 ด้านคือ ความต่อเนื่อง” และ “การทำงานเชิงระบบ”—ไม่ใช่โครงการฉาบฉวย แต่เป็น แพลตฟอร์ม ที่ให้คนตัวเล็กสามารถลุกขึ้นยืนได้ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนกว่าเดิม

    • ถ้าต้องการลดความยากจนอย่างถาวร: ต้องสร้างทั้ง รายได้ (ศิลปาชีพ–ฟาร์มตัวอย่าง–ตลาดสร้างสรรค์) และ ลดความเสี่ยง (สุขภาพ–การอนุรักษ์ป่า–การศึกษา)
    • ถ้าต้องการคุมวิกฤตสาธารณสุข: ต้องเสริม ระบบคุ้มครองด่านหน้า และ ความรู้ชุมชน ให้รับมือได้ก่อนป่วยหนัก
    • ถ้าต้องการให้วัฒนธรรมอยู่ได้: ต้องทำให้ ศิลป์–การตลาด–การถ่ายทอดช่าง เชื่อมกัน

    เพราะฉะนั้น เมื่อสังคมไทยเดินหน้าสู่นโยบายพัฒนารอบใหม่ บทเรียนจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงคือ ทำเล็กให้ลึก ทำช้าให้ยั่งยืน” แล้วปล่อยให้ผลลัพธ์ขยายตัวด้วยพลังของชุมชนเอง

    เสียงทอผ้าบนกี่ไม้ยังดังแผ่วในยามสาย ขณะน้ำที่ไหลตามฝายชะลอค่อยๆ เติมความชุ่มชื้นสู่ทุ่ง หากมองเครือข่ายเหล่านี้จากบนฟ้า เราจะเห็นเป็นเส้นเลือดฝอยของประเทศ—เส้นเลือดที่พระราชกรณียกิจได้วางไว้ให้หล่อเลี้ยง “หัวใจ” ของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT Foundation)
    • สถาบันสิริกิติ์ (โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาเดิม) / พิพิธภัณฑ์ “ศิลป์แผ่นดิน”
    • กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
    • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม / UNESCO
    • สำนักนายกรัฐมนตรี / กรมประชาสัมพันธ์
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / กรมป่าไม้
    • สำนักงานตำรวจตระเวนชายแดน / กระทรวงศึกษาธิการ
    • สภากาชาดไทย / คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)
    • มูลนิธิสายใจไทย
    • สำนักราชเลขาธิการ / สำนักพระราชวัง

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/queen-mother-royal-initiatives-sustainable-legacy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I0WWajwlcPlMX-cztT1ip

  • สจด. ร่วมต้อนรับคณะกรรมการตรวจประเมินคุณภาพภายในระดับสถาบันตามเกณฑ์ EdPEx ปีการศึกษา 2567 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมต้อนรับคณะกรรมการตรวจประเมินคุณภาพภายในระดับสถาบันตามเกณฑ์ EdPEx ปีการศึกษา 2567 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116247/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26EQLFyuTRn2WtvcpsnFCw

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mg5L18ay8kgIIgiEMFAes

  • ฉะเชิงเทรา NT น้อมนำผ้าพระกฐินพระราชทานทอดถวาย ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา NT น้อมนำผ้าพระกฐินพระราชทานทอดถวาย ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา/NT น้อมนำผ้าพระกฐินพระราชทานทอดถวายฯ ประจำปี 2568 วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปี 2568 ให้กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เพื่อน้อมนำทอดถวาย ณ วัตโสธรรรรามวรวิหารพระอารามหลวง จังหวัดฉะเชิงเทราโดยในวันนี้ (24 ตุลาคม 2568) พันเอก สรรพชัยย์ หวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน NT พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีจิต
    ศรัทธาได้ร่วมกันอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน จากส่วนขายและบริการลูกค้าฉะเชิงเทรา ไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหารอย่างพร้อมเพรียง โดยภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการได้จัดให้มีการฉลองสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทาน

    ขึ้น ณ อาคารเอนกประสงค์ โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหารทั้งนี้ในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 NT ขอเชิญชวนประชาชนชาวแปดริ้วทุกท่าน ได้มาร่วมในพิธีทอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ด้วย เพื่อร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดย กำหนดให้มีพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานขึ้นในเวลา 09.19 น. พร้อมกันนี้ NT จะร่วมมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนและ
    สถานพยาบาลในพื้นที่เป็นลำดับต่อไป

    นับตั้งแต่ ปี2564 ของการก่อตั้ง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ในบทบาทผู้ให้บริการหลักด้านการสื่อสารโทรคนาคมและดิจิทัลของประเทศไทย ได้สานต่อการทำนุบำรุง พระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวาร
    พระกฐินเพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ในเทศกาลกฐินยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1367582&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23dPXuNyN1-KZJHDmC9T5c

  • แผ่นดินไทยสูญเสีย “แม่ของแผ่นดิน”  พระราชินี พระพันปีหลวง บทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจที่ฝากไว้กับแผ่นดิน

    แผ่นดินไทยสูญเสีย “แม่ของแผ่นดิน” พระราชินี พระพันปีหลวง บทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจที่ฝากไว้กับแผ่นดิน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jXFaswytRr7ydHXfE8uIv

  • ทรัมป์เยือนเอเชีย หวังลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจ-แร่สำคัญก่อนพบสี จิ้นผิง : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์เยือนเอเชีย หวังลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจ-แร่สำคัญก่อนพบสี จิ้นผิง : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมลงนามข้อตกลงด้านเศรษฐกิจและแร่ธาตุสำคัญกับประเทศคู่ค้าระหว่างการเยือนภูมิภาคเอเชียในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันต่อจีนก่อนการพบปะระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการประชุมสำคัญระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ว่า ทรัมป์ต้องการข้อตกลงที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเนื้อหาของข้อตกลงจะมีลักษณะอย่างไร

    ทั้งนี้ การเดินทางของทรัมป์จะเริ่มที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังญี่ปุ่น และปิดท้ายที่เกาหลีใต้เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งจะเป็นเวทีพบปะแบบตัวต่อตัวระหว่างทรัมป์และสี เพื่อหารือและคลี่คลายข้อพิพาทด้านภาษีและการควบคุมการส่งออกที่ยืดเยื้อ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HbLFyfpa4UwwJniZp5OLl