Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : คลื่นลูกแรก – มติชนสุดสัปดาห์

    กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : คลื่นลูกแรก – มติชนสุดสัปดาห์

    วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

    ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ เข้าถึง และขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว ในมิติกว้างขวางกว่าที่คิด

    เกี่ยวกับสัมพันธ์ที่ว่าในบางภาพ เป็นชิ้นๆ ผมเคยนำเสนอมาบ้าง (ในมติชนสุดสัปดาห์) ตั้งแต่เมื่อปี 2560 (ซีรีส์ 4 ตอน เรื่อง “จีน” กับสังคมธุรกิจไทย) และติดตามต่อมา ว่าด้วยเรื่องอิทธิพลค้าปลีกออนไลน์จีนในประเทศไทย (มติชนสุดสัปดาห์ กันยายน 2562)

    คราวนี้ ตั้งใจให้ภาพพัฒนาการอันต่อเนื่อง และคลี่คลาย เป็นไทม์ไลน์ ในนั้นมีความพยายามย้อนรอยกลับไปมองให้ไกลมากจากจุดตั้งต้นที่สำคัญๆ

    เท่าที่ติดตาม สำรวจ ธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาสู่สังคมไทยในยุคแรกๆ เป็นช่วงคาบเกี่ยววิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ตั้งใจเข้าสู่ธุรกิจพื้นฐานซึ่งทรงอิทธิพลในสังคมไทย แม้อยู่ในท่ามกลางผู้ยึดครองอย่างเหนียวแน่น

    เปิดฉากด้วยธนาคารเก่าแก่ของจีน Bank of China (BOC) ก่อตั้งมากว่าศตวรรษในยุคสมัยก่อนคอมมิวมิสต์ (ก่อตั้งโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น) นับเป็นธนาคารที่เปิดดำเนินกิจการยาวนานที่สุดในประเทศจีน ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสี่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีน เคยมีฐานะเป็นธนาคารกลางในช่วงแรก

    ต่อมาในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน BOC เป็นธนาคารผู้ผูกขาดการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ และดูแลการชำระเงินระหว่างประเทศ

    ในยุคสมัยใหม่ (ตั้งแต่ปี 2537) มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ให้กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐอย่างเต็มตัว (รัฐบาลถือหุ้นข้างมาก) ก่อนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ในปีเดียวกัน (2543)

    ในปีนั้นเอง (2537) BOC ได้เข้ามาเปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย เข้ากับจังหวะรัฐไทยมีความมั่นใจอย่างมาก กับนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน (2536) ให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) แห่งภูมิภาค

    ดูตั้งใจแข่งกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ตามแผนการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศสามารถกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากนอกประเทศ แล้วนำมาปล่อยกู้ต่อได้สะดวกขึ้น ที่เรียกว่า BIBF (Bangkok International Banking Facilities) หรือ “กิจการวิเทศธนกิจ”

    BIBF มีส่วนให้ไทยเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะธุรกิจในจีนโดยรวมกำลังตั้งหลัก เริ่มต้นแผนการขยายเครือข่ายออกนอกประเทศ

    ในช่วงคาบเกี่ยว (ปี 2540) นั้น BOC ได้ยกระดับขึ้นเป็น ธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด สาขากรุงเทพฯ สามารถให้บริการทางการเงินเต็มรูปแบบ

    ความเป็นไปสัมพันธ์กับธุรกิจจีนในไทยอย่างแยกไม่ออก เมื่อกระแสคลื่นลูกใหญ่ถาโถม BOC จึงยกระดับขึ้นขั้นใหญ่ (ปี 2557) เปลี่ยนสถานะเป็นธนาคารลูก (Subsidiary) ภายใต้ชื่อ ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) จากวิเทศธนกิจ และบริการการเงินกว้างขึ้นแต่จำกัดเพียงสาขาเดียว สู่บริการรายย่อย (Retail Banking) อย่างเต็มตัว

    ปัจจุบัน BOC มีเครือข่ายสาขาถึง 7 แห่งแล้ว อยู่ในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ที่เหลือกระจายไปปักหลักในภูมิภาคสำคัญๆ รวมทั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    ตามมาอีกรายในช่วงสังคมไทยวุ่นวายสับสน จากแรงกระเพื่อมและผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจ คือ Huawei Technologies เครือข่ายธุรกิจจีนซึ่งมีโครงสร้างกิจการที่แตกต่าง

    ก่อตั้งขึ้นราวทศวรรษเดียว (2530) ก่อนจะมาถึงไทย (2542) โดยอดีตวิศวกรกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จากบริษัทห้องแถวเล็กๆ ในเมืองเซินเจิ้น-เขตเศรษฐกิจพิเศษ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลก

    เป็นธุรกิจเอกชนอย่างแท้จริงในจีน ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพียงเท่านั้น แต่นำเสนอรายงานประจำปีในวงกว้างอย่างเคร่งครัด ด้วยเชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์ที่จำเป็นกับพันธมิตรธุรกิจระดับโลก

    ในช่วงเวลาธุรกิจจีนตั้งหลัก และขยายออกนอกประเทศ (ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา) Huawei เดินแผนสู่ตลาดตามชนบทและเมืองรองของจีนที่คู่แข่ง โดยเฉพาะเครือข่ายธุรกิจต่างชาติมองข้าม เช่นเดียวกับแผนการขยายไปสู่ตลาดโลก เริ่มจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างทวีปแอฟริกาและอาเซียน รวมถึงประเทศไทย

    Huawei เปิดฉากสำนักงานในกรุงเทพฯ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์เครือข่ายและระบบสื่อสาร โดยเฉพาะให้แก่ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย ที่ว่าไปเป็นธุรกิจหนึ่งซึ่งแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะอยู่ท่ามกลางคู่แข่ง ผู้ยึดครองตลาดในเวลานั้น ที่มาจากยุโรป อย่าง Ericsson Nokia และ Siemens เป็นช่วงที่เป็นโอกาส ในจังหวะเวลาโครงสร้างธุรกิจขยับขยายครั้งใหญ่ มีเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง (Telenor เข้ามาถือหุ้น DTAC) ขณะมีรายใหญ่รายใหม่ (เครือซีพี) ร่วมวง

    บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ (ปี 2545) ตามแผนขยายการลงทุน อ้างอิงช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานระบบ 2G และ 3G

    จากนั้นใช้เวลาพักหนึ่ง (จนถึงปี 2554) จึงบุกตลาดสมาร์ตโฟน ราคาประหยัด ด้วยระบบปฏิบัติการ Android ภายใต้แบรนด์ Huawei เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจัง

    กิจการเป็นไปด้วยดี จึงปักหลักตั้งสำนักงานในไทย (2559) ให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตามมาอย่างกระชั้นด้วยแผนการขยายธุรกิจให้หลากหลาย เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ และลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไปจนถึงบุกตลาดพลังงานสะอาด ในนาม Huawei Digital Power นำเสนออุปกรณ์สำคัญในระบบโซลาร์เซลล์ และระบบชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่กำลังมาแรง

    มีอีกราย อยู่ในข่ายยุคบุกเบิก ก้าวเข้าสู่ตลาดซึ่งถูกยึดครองอย่างมั่นคงราวครึ่งศตวรรษ โดยเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่น

    เรื่องราวโรงงานตู้เย็นชิงเต่า (Qingdao Refrigerator Factory) ที่เกือบเจ๊ง (ปี 2527) กลายเป็นเครือข่ายธุรกิจจีนที่เติบโตอย่างมหัศจรรย์ ราวทศวรรษเดียว ด้วยความร่วมมือกับธุรกิจเยอรมนี และเมื่อเปลี่ยนชื่อเป็น Haier

    ฉากที่สำคัญคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (A-Share) ในปี 2536 การบุกเบิกตลาดสหรัฐอเมริกา (ปี 2542) และอีก 2 ทศวรรษถัดมา กลายเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของโลก

    ปี 2545 Haier ชิมลางตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผ่านกิจการร่วมทุนกับ บริษัท ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อาศัยโรงงานและเครือข่ายการจัดจำหน่ายของไดสตาร์ ด้วยนำชิ้นส่วนโทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศจากจีนเข้ามาประกอบและวางจำหน่ายในไทยในแบรนด์ Haier ผ่านมาไม่กี่ปี (2550) จึงตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง แม้ถือว่าตั้งหลักได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเชีย และมาเลเซีย

    จุดเปลี่ยนสำคัญในไทยในปี 2550 นั้น มาจากเข้าซื้อโรงงานผลิตตู้เย็นของ Sanyo ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ต่อมาพัฒนาเป็นฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าที่ใหญ่ที่สุดของ Haier ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    และถือเป็นจังหวะสำคัญสัมพันธ์กับดีลใหญ่ในเวลาต่อมา (2554) ด้วยการเข้าซื้อกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแบรนด์ Sanyo ทั้งในญี่ปุ่นและอาเซียน

    ตามมาจังหวะก้าวต่อเนื่อง สู่ดีลใหญ่ยิ่งขึ้น ที่สำคัญๆ ได้แก่ ซื้อกิจการ Fisher & Paykel แห่งนิวซีแลนด์ (2555) GE Appliances – สหรัฐอเมริกา (2559) เป็นดีลประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนวงการ ทุ่มเงินกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของ GE กลายเป็นผู้นำตลาดอเมริกาเหนือ รวมทั้งแบรนด์ Candy แห่งอิตาลี (2561) เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดยุโรป ในจังหวะเดียวกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ( 2561) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (2563)

    ปัจจุบัน Haier ในไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน่าสนใจ ไล่บี้แบรนด์ญี่ปุ่นอย่างตื่นเต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_906976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rh4XCGT6nihQsUU-ht21p

  • ‘ผึ้งหลวง’ เคาะเอกฉันท์! ส่ง ‘นฤพนธ์’ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ชิงนายก อบจ.นนทบุรี | เดลินิวส์

    ‘ผึ้งหลวง’ เคาะเอกฉันท์! ส่ง ‘นฤพนธ์’ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ชิงนายก อบจ.นนทบุรี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ศาลา 5 วัดสะพานสูง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นนทบุรี และอดีต ส.อบจ.นนทบุรี กลุ่มผึ้งหลวง รวมทั้งอดีตสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ประมาณ 30 คน ได้ประชุมกันเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อสรรหาตัวผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี แทน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ที่ถูกนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี หลายสมัย ยิงเสียชีวิต

    โดยที่ประชุมเสนอชื่อ นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ เป็นผู้สมัครลง นายก อบจ.นนทบุรี ให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง ผลปรากฏว่าสมาชิกกลุ่มผึ้งหลวง มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งนายนฤพนธ์ ลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี

    น.ส.วิภาวัลย์ วรวรรณปรีชา อดีตเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติตามเดิม คือส่งนายนายนฤพนธ์ ลงสมัคร นายก อบจ.นนทบุรี โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ส่งนายนฤพนธ์ ลงสมัคร

    โดยที่ประชุมมี ส.อบจ. อดีต ส.อบจ. อดีต สจ. ประมาณ 30 คน เมื่อได้มติดังนี้แล้ว ทางกลุ่มแจ้งมติกับทางท้องถิ่นต่างๆ ทราบ ซึ่งของท้องถิ่นต่างๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยใช้เวลาประชุมนานเกือบประมาณ 1 ชั่วโมง เปิดให้ทุกคนเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จนกระทั่งท้ายที่สุด ที่ประชุมก็มีมติเป็นเอกฉันท์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6110973/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DU9Bm7CF8C2dPDcIDP6jf

  • เปิดขุมทรัพย์ ‘ไม้แปลก-ไม้หายาก’ ไทย ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง เจาะตลาดโลก

    เปิดขุมทรัพย์ ‘ไม้แปลก-ไม้หายาก’ ไทย ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง เจาะตลาดโลก

    เปิดขุมทรัพย์ ‘ไม้แปลก-ไม้หายาก’ ไทย ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง เจาะตลาดโลก

    เปิดขุมทรัพย์ ‘ไม้แปลก-ไม้หายาก’ ไทย ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง เจาะตลาดโลก

    นายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director และผู้เชี่ยวชาญในวงการไม้แปลก-ไม้หายาก เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อยอดไม้แปลกและไม้หายากของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และยกระดับสู่ระดับโลก 

    โดยดำเนินการผ่าน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale #22  ซึ่งนำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ Garden of the World มานำเสนอ

    ไทยแหล่งผลิตไม้แปลกอันดับต้นโลก

    ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพสูงมากในการเป็นแหล่งผลิตไม้แปลกอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยทักษะของผู้ประกอบการเกษตรไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการเพาะขยายพันธุ์พืชได้งดงามและหลากหลาย 

    ซึ่งงานดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ในการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อจากทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เพื่อขับเคลื่อนไม้แปลกให้กลายเป็นสินทรัพย์สีเขียวที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    เปิดขุมทรัพย์ ‘ไม้แปลก-ไม้หายาก’ ไทย ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง เจาะตลาดโลก

    อีกทั้งจะมีการนำเสนอแนวคิด Terrarium หรือการปลูกพรรณไม้ในระบบปิด ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากทั่วโลก เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือพื้นที่จำกัดในเชิงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต Terrarium เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์มีชีวิตที่ช่วยสร้างสมาธิและความผ่อนคลาย ลดความเครียดจากการทำงาน 

    ขณะเดียวกันในเชิงเศรษฐกิจยังเป็นรูปแบบการปลูกที่ใช้พื้นที่น้อยแต่ให้มูลค่าสูง เหมาะสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการและความสวยงามของศิลปะจากพรรณไม้ จึงได้จัดให้มีการประกวดสุดยอด Terrarium โดยมีเกณฑ์การตัดสินที่สะท้อนถึงมาตรฐานระดับสากล 4 ประการ ได้แก่ ความหายากของสายพันธุ์ไม้ที่นำมาจัดวาง ความสวยงามขององค์ประกอบศิลป์และการออกแบบ ความสมบูรณ์ของการเลี้ยงที่พืชต้องมีสุขภาพแข็งแรง โดยเชื่อว่าสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับฝีมือของผู้ประกอบการไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    เปิดขุมทรัพย์ ‘ไม้แปลก-ไม้หายาก’ ไทย ปั้นธุรกิจมูลค่าสูง เจาะตลาดโลก

    “อุตสาหกรรมไม้แปลกของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมที่สร้างสรรค์ไม้แปลกให้สวยงามยิ่งขึ้น และรายใหม่ โดยงานดังกล่าวจัดวันที่ 14 – 16 ส.ค. 69 ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางไม้แปลกโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/666547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GeYA0blimT0h8qmfEBefi

  • ตลาดท่องเที่ยวเอเชียแข่งเดือด ฉุดต่างชาติมาไทยชะลอ

    ตลาดท่องเที่ยวเอเชียแข่งเดือด ฉุดต่างชาติมาไทยชะลอ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WVoDq9G5sUsZm-j03xhDZ

  • เกาหลีเหนือส่ง “หญิงโสด” นับ 6,000 คนเข้าจีน! แฉสาเหตุเบื้องหลัง ส่งไปทำอะไร?

    เกาหลีเหนือส่ง “หญิงโสด” นับ 6,000 คนเข้าจีน! แฉสาเหตุเบื้องหลัง ส่งไปทำอะไร?

    แฉแผนลับเกาหลีเหนือ! ส่งแรงงาน “หญิงโสด” กว่า 6,000 คนเข้าจีน หาเงินตราต่างประเทศ เมินมาตรการคว่ำบาตรของ UN

    วิทยุเสรีเอเชีย (RFA) รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าววงในระบุว่า ในช่วงปี 2024 ถึงมีนาคม 2026 เกาหลีเหนือได้ส่งแรงงานรวมกว่า 7,000 คน ไปยังเขตพัฒนาเศรษฐกิจตู๋เหมิน ในมณฑลจี๋หลิน ทางตอนเหนือของประเทศจีน

    โดยพบว่าประเด็นที่น่าตกใจคือ กว่า 86% ของแรงงานทั้งหมดเป็น “หญิงโสด” คิดเป็นจำนวนพุ่งสูงเกิน 6,000 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทางการเกาหลีเหนือยังคงเพิกเฉยต่อมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อส่งแรงงานออกไปหาเงินยกกระเป๋าให้รัฐบาล

    เผยสาเหตุ! ทำไมต้องส่ง “สาวโสดบริสุทธิ์” ทะลักเข้าจี๋หลินนับพันคน

    รายงานจาก Daily NK ที่อ้างอิงข้อมูลของ RFA ระบุว่า เอกสารภายในได้บันทึกขอบเขตการส่งแรงงานเกาหลีเหนือไปยังเขตพัฒนาเศรษฐกิจตู๋เหมินเอาไว้ แม้จะไม่ได้ระบุสัดส่วนอายุแบบละเอียด แต่กลับมีการระบุสถานะ “หญิงโสด” ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่า 6,000 คน หรือ 86% ของแรงงานที่ถูกส่งไปทั้งหมด

    พ่อค้าชาวเกาหลีเหนือในจีนเปิดเผยว่า โรงงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจตู๋เหมินส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตัดเย็บเสื้อผ้า แปรรูปอาหารทะเล และผลิตของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสายงานที่ต้องอาศัยความละเอียดประณีตของแรงงานผู้หญิงสูงมาก ส่งผลให้ทางการเกาหลีเหนือคัดเลือกและส่งออกเฉพาะกลุ่มหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานเป็นจำนวนมาก

    หน่วยงานลับ “ห้อง 39” บงการเบื้องหลัง! 1 ปี ยอดส่งแรงงานพุ่ง 2 เท่า

    องค์กรเบื้องหลังการส่งออกแรงงานในครั้งนี้คือบรรดาบริษัทการค้าที่ทำหน้าที่หาเงินตราต่างประเทศให้แก่ผู้นำระดับสูงของเกาหลีเหนือ ข้อมูลระบุว่า บริษัทภายใต้การดูแลของสำนักการค้าอายอนราโด ได้ส่งแรงงานหญิงโสดไปราว 900 คนในปี 2025 รวมไปถึงบริษัทภายใต้สหภาพแรงงานเกาหลีเหนือที่ส่งไปอีกหลายร้อยคน

    ต่อมาในเดือนมีนาคม 2026 บริษัทในเครือสำนักการค้าคยองฮึง ก็ได้ส่งแรงงานหญิงโสดตามไปอีกราว 700 คน

    ทั้งนี้ สำนักการค้าคยองฮึง, อายอนราโด และบงฮวา ต่างเป็นองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของ “ห้อง 39” ซึ่งเป็นหน่วยงานลับที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเงินทุนส่วนตัวของพรรคแรงงานเกาหลี รายได้ส่วนใหญ่ของแรงงานเกาหลีเหนือในต่างแดนจะถูกริบส่งให้รัฐบาล จึงถือเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศสำคัญที่ระบอบคิมจองอึนพึ่งพาอย่างมาก

    โดยย้อนกลับไปในปี 2024 มีการส่งแรงงานไปเพียง 1,500 คน แต่พอถึงปี 2025 ตัวเลขกลับพุ่งสูงเกิน 4,000 คน หรือโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลาเพียงปีเดียว

    iStockphoto

    เมินมาตรการคว่ำบาตรของ UN! จีนรับแรงงานเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติคว่ำบาตรมาตั้งแต่ปี 2017 โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดต้องส่งตัวแรงงานเกาหลีเหนือกลับประเทศให้หมดภายในสิ้นปี 2019

    อย่างไรก็ตาม หากรายงานของ RFA เป็นจริง นั่นหมายความว่าจีนไม่เพียงแต่ยังคงรับแรงงานเกาหลีเหนือไว้เท่านั้น แต่ยังเปิดทางให้มีการนำเข้าแรงงานระลอกใหญ่อีกด้วย ซึ่งเข้าข่ายการละเมิดมติคว่ำบาตรของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง

    แหล่งอ้างอิง

    1. ETtoday

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9903819/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MK8AAH75S935DvwMfRTQd

  • วว. ขนทัพ “อัศวินชีวภัณฑ์” ร่วมจัดแสดงกิจกรรมในงานมหกรรมวิทย์ 2569 ชูนวัตกรรมจุลินทรีย์ ยกระดับเกษตรปลอดภัย ขับเคลื่อน BCG สู่ความยั่งยืน

    วว. ขนทัพ “อัศวินชีวภัณฑ์” ร่วมจัดแสดงกิจกรรมในงานมหกรรมวิทย์ 2569 ชูนวัตกรรมจุลินทรีย์ ยกระดับเกษตรปลอดภัย ขับเคลื่อน BCG สู่ความยั่งยืน

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ขนทัพนวัตกรรมตอบโจทย์ยุคใหม่ภายใต้แนวคิด “อัศวินชีวภัณฑ์ วว. : พิทักษ์พืช พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ร่วมจัดแสดงกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจนักวิทย์น้อยให้กับน้อง ๆ หนู ๆ ในงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569” บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 100 ตารางเมตร ระหว่างวันที่ 15-23 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00-19.00 น. ณ Hall 9-11 อิมแพค เมืองทองธานี

    พร้อมโชว์ศักยภาพ ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรมอาหาร 2 (ด้านการเกษตร) หรือ ICPIM 2 ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบมาตรฐานสากล กำลังการผลิตกว่า 115,000 ลิตร/ปี คลังสายพันธุ์จุลินทรีย์เด่นกว่า 11,000 สายพันธุ์ และนวัตกรรมเห็ดเศรษฐกิจ หวังลดต้นทุนเกษตรกร สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากตามกลไก BCG Economy Model อย่างเป็นรูปธรรม

    ในยุคที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม วว. พร้อมนำเสนอประสบการณ์เรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปว่า จุลินทรีย์ไม่ได้เป็นเพียงเชื้อก่อโรค แต่คือ “อัศวินชีวภาพ” ที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องพืชผล สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยภายในบูธของ วว. ณ Hall 9 (เสาที่ 26) มีการจัดแสดงสายพันธุ์จุลินทรีย์วิจัยเด่น ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยพิษวิทยา (OECD GLP) และการันตีไร้เชื้อปนเปื้อน ครอบคลุม (1) ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชครบวงจร เชื้อราไตรโคเดอร์มา ป้องกันโรคพืชจากเชื้อรา แบคทีเรีย Bacillus subtilis ป้องกันโรคแบคทีเรีย รวมทั้งชีวภัณฑ์กำจัดแมลง เช่น บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม และ BT ช่วยลดการใช้สารเคมีสังเคราะห์และลดต้นทุนเกษตรกรได้ 30–40% (2) ชีวภัณฑ์ส่งเสริมการเติบโต จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ช่วยละลายฟอสเฟตและโพแทสเซียม เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหารของพืช ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า และ (3) นวัตกรรมแห่งอนาคต ยีสต์ผลิตสารต้านอนุมูลอิสระ “แอสตาแซนธิน” สำหรับสัตว์ และ Pichia farinosa สำหรับผลิตโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein)

    นอกเหนือจากสารชีวภัณฑ์ วว. ยังนำเสนอนวัตกรรมความเชี่ยวชาญกว่า 63 ปี ในการเพาะเลี้ยงและต่อยอด “เห็ดเศรษฐกิจ” แบบครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชนคาร์บอนต่ำ ได้แก่ 1.เห็ดไมคอร์ไรซา เทคโนโลยีเชื้อเห็ดป่าอาศัยร่วมกับรากพืช ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ และผลักดันวิสาหกิจชุมชนสู่การเป็น “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” 2.เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางฟ้าขาว นวัตกรรมการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ พัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” สรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือด และ 3.เห็ดเมืองร้อนและเห็ดเมืองหนาว นวัตกรรมเพาะเห็ดฟางในตะกร้าสำหรับสร้างอาชีพเสริมในครัวเรือน และเทคโนโลยีเพาะเห็ดเมืองหนาวเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

    การเข้าร่วมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ของ วว. ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการนำผลงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาปลดล็อกศักยภาพภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไทย

    โดย วว. พร้อมให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) ผ่านระบบ “วว. JUMP” ทั้งการวิเคราะห์สายพันธุ์ การทดสอบแปลง การรับจ้างผลิต (OEM) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ซึ่งช่วยลดการใช้สารเคมีสะสมในพื้นที่เกษตรแล้วกว่า 10,000 ไร่ ส่งมอบสารชีวภัณฑ์กว่า 1.3 ล้านลิตร และสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมกว่า 370 ล้านบาท ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เกษตรกรรมปลอดภัย ปลอดสารพิษตกค้าง และเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐาน BCG Economy Model รับบริการด้านสารชีวภัณฑ์ วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” https://tistrservices.tistr.or.th/

    #สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
    #อว #วว #TISTR #สารชีวภัณฑ์ #ICPIM2 #เห็ดเศรษฐกิจ #NSTFair2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1045751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YL1THO3wA1bOzlYktI2ui

  • BOI เปิดประตู “ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์” ดึงทุน-เทคโนโลยีเสริมเศรษฐกิจไทย

    BOI เปิดประตู “ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์” ดึงทุน-เทคโนโลยีเสริมเศรษฐกิจไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า บีโอไอได้รับโอกาสให้ร่วมเดินทางไปกับคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17–22 สิงหาคม 2569 เพื่อจัดกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการ “เปิดประตู” ครั้งสำคัญเข้าสู่ประเทศไทย

    นายนฤตม์ กล่าวว่า ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีจุดแข็งด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ซึ่งจะมาช่วย “เติมเต็ม” ศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

    ออสเตรเลียเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสำคัญของอุตสาหกรรมอนาคตหลากหลาย อาทิ ดิจิทัล พลังงาน Advanced Manufacturing และเกษตรสมัยใหม่ ขณะที่นิวซีแลนด์เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของโลก อีกทั้งมีจุดแข็งด้านเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในการเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบปะแบบ One-on-One กับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของทั้งสองประเทศที่อยู่ระหว่างตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเข้ามาช่วยต่อยอดฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และดิจิทัล

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Investment Networking กับทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะได้สื่อสารโดยตรงกับกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยที่ร่วมเดินทางไปกับคณะมากกว่า 10 บริษัท ตลอดจนบริษัทไทยบางส่วนที่ลงทุนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ได้ทำความรู้จักและสร้างความร่วมมือในอนาคตให้มากยิ่งขึ้น

    “มากกว่ามิติด้านการทูต แต่จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศในการดึงดูดทั้งเม็ดเงินลงทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในประเทศไทย มาช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงบนเวทีโลก” นายนฤตม์ กล่าว

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    เปิดโผเอกชนไทยร่วมคณะ “อนุทิน” บุกออสซี่–นิวซีแลนด์ เจาะตลาด–ต่อยอดลงทุน

    “อนุทิน” บุกออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ นำเอกชนไทยเจาะตลาด ดึงลงทุน–เทคโนโลยีใหม่

    ครม. ไฟเขียวแผนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย 4 ปี ดันเศรษฐกิจ–พลังงานสะอาด

    ครม. ไฟเขียวปฏิญญาไทย–นิวซีแลนด์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าการค้าโต 3 เท่า

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/854622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34vAREISH_gZM_llbcltne

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.12 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NlqYVm2q0q9B9uiOZJgC2

  • น้ำใจคนไทย! ป้าวัย 67 เปิดร้าน “เต็มอิ่ม 10 บาท” ชวนกลุ่มผู้สูงอายุทำแก้เหงา ใครไม่มีเงินให้กินฟรี | เดลินิวส์

    น้ำใจคนไทย! ป้าวัย 67 เปิดร้าน “เต็มอิ่ม 10 บาท” ชวนกลุ่มผู้สูงอายุทำแก้เหงา ใครไม่มีเงินให้กินฟรี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศความคึกคักที่ร้าน “เต็มอิ่ม 10 บาท” ตั้งอยู่เลขที่ 262 หมู่ 9 ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย ภายในร้านร่มรื่นด้วยต้นไม้ บรรยากาศเย็นสบาย ทางร้านให้บริการอาหารราคาประหยัดเพียง 10 บาททุกเมนู โดยมีให้เลือก 6 เมนู ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยว, ข้าวซอย, ข้าวมันไก่, ราดหน้า, ขนมจีน และขนมหวาน พร้อมบริการผักสดและน้ำดื่มฟรี ลูกค้าหลายรายสั่ง 2-3 เมนู หรือสั่งครบชุด 6 เมนู ในราคาเพียง 60 บาท

    นางชุมพร นันตะนา อายุ 67 ปี ผู้ดูแลร้าน เปิดเผยว่า เปิดร้านมาได้ 2 ปีแล้ว เดิมทีเคยขายในราคา 5 บาท ในชื่อร้าน “โรงนาอารมณ์ดี” แต่เมื่อย้ายสถานที่และวัตถุดิบปรับราคาขึ้น จึงปรับมาเป็น 10 บาท และตั้งใจว่าจะไม่ขึ้นราคาอีกเด็ดขาด

    จุดประสงค์หลักของการเปิดร้านคือ ไม่อยากให้ผู้สูงอายุในครอบครัวว่างงาน จึงชักชวนพี่น้องมาช่วยกันทำอาหารขายแก้เหงา ไม่ได้หวังผลกำไรหรือหวังจะร่ำรวย เพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน ต้นทุนวัตถุดิบตกวันละประมาณ 1,500 บาท ขายได้วันละกว่า 3,000 บาท มีรายได้เป็นค่าเหนื่อยวันละ 100-200 บาท ก็พอใจแล้ว ที่สำคัญคือตั้งใจช่วยเหลือคนจนและคนมีรายได้น้อย หากใครไม่มีเงินจริงๆ ทางร้านยินดีให้กินฟรี

    ด้าน นางไพรินทร์ เอี่ยมลออ ลูกค้าประจำชาว จ.ลำพูน กล่าวว่า มาอุดหนุนก่อนไปทำงานทุกเช้า เพราะอาหารสะอาด อร่อย และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัว การมาทานที่นี่สั่งครบชุด 6 เมนู จ่ายเพียง 60 บาท ซึ่งเท่ากับก๋วยเตี๋ยวเพียงชามเดียวของร้านทั่วไป ถือเป็นร้านที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6109455/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M56qfr-oF9fYeM8V_tgZx

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 17/08/69

    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 17/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22JnQH578sXAqscgmAaqX7