Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทยเสี่ยง “ถูกลดเครดิตประเทศ” เมื่อฐานะการคลังใกล้ถึงขีดจำกัด

    ไทยเสี่ยง “ถูกลดเครดิตประเทศ” เมื่อฐานะการคลังใกล้ถึงขีดจำกัด

    หลายคนอาจเห็นข่าว ประเทศไทยถูกปรับมุมมองความน่าเชื่อถือด้านการคลังลงจาก Moody’s และ Fitch Ratings (บริษัทจัดอันดับเครดิต) จากเสถียรภาพ (Stable) กลายเป็นลบ (Negative) สะท้อนถึง สถานการณ์ของไทยที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง นับจากหลังวิกฤติโควิด-19 ที่ภาครัฐมีรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้น้อยลง

    ปัญหานี้หนักหนาแค่ไหน Thairath Money สรุปมาให้แล้ว

    คลังใกล้ถึงขีดจำกัด รายจ่ายพุ่ง

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ฐานะการคลังของไทยก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน โดย KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ย้ำว่า การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและใกล้จะถึง ‘ขีดจำกัด’ มากขึ้นเรื่อยๆ

    สาเหตุหลักมาจาก รัฐบาลต้องการพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาอย่างต่อเนื่อง ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP แต่ช่วงที่เกิดโควิด-19 ในปี 2564-2565 ก็พุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆ ทำให้รัฐบาลเลือกจะขาดดุลฯ สูงขึ้นอีก สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP

    จากการขาดดุลฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research คาดว่า มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายในปีงบประมาณ 2570 เร็วกว่ากระทรวงการคลังที่คาดการณ์ไว้

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีรายจ่ายอีกหลายด้านที่อาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง งบประจำ เช่น ค่าจ้างข้าราชการ, งบรัฐสวัสดิการ ฯลฯ โดยเฉพาะสังคมสูงวัยอาจทำให้งบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนพุ่งขึ้นจาก 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด ใน 15 ปีข้างหน้า นี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ คลังต้องแบกรับไว้

    รัฐรายได้หดเพราะเก็บภาษีได้น้อยลง?

    รายจ่ายพุ่ง แต่ขารายได้กลับลดลง ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยกว่าเป้าหมายวางเอาไว้ ที่หายไปถึง 6.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งลดลงจากภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ที่มีมาตรการทางภาษีสนับสนุนให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    ทว่าถ้าเจาะลึกลงไปว่าทำไมรัฐเก็บภาษีได้ต่ำเป้า อาจมาจากเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่ใหญ่เกินไป และคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง อาจพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง

    แต่รายได้รัฐที่เก็บได้น้อยนี่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าเราย้อนไปดู 20 ปีที่ผ่านมา ตัวสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมในปี 2546-2558 ที่ราว 16-17% ต่อ GDP ซึ่งนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมากลับพบว่าลดลงมาต่ำกว่า 15% ต่อ GDP แล้ว

    ปฏิรูปโครงสร้างการคลังต้องเริ่มที่ไหน

    เมื่อไทยยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติ ความน่าเชื่อถือหรือการรักษาอันดับเครดิตเอาไว้จึงสำคัญมาก โดย KKP Research มองว่ามี 4 เรื่องที่ต้องเร่งและเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

    1. ยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาว: เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน สร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุน และพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่

    ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ

    2. เพิ่มศักยภาพด้านรายได้รัฐ: ตัวอย่างเช่น การขยายฐานภาษี ลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ

    3. ปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ: เร่งปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับและจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

    4. สร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ: จัดทำงบประมาณแบบหลายปี (Multi-year budgeting) และมีองค์กรอิสระด้านการคลังคอยติดตามตรวจสอบและประเมินผล เพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2893404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v9yA5BZEepBDgG9d_qaM7

  • “อนุทิน” โชว์วิสัยทัศน์ แก้เศรษฐกิจแบบ Quick Big Win

    “อนุทิน” โชว์วิสัยทัศน์ แก้เศรษฐกิจแบบ Quick Big Win

    (5 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ พารากอนฮออล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการแสดงวิสัยทัศน์ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier: A Notional Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาศ อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะทูตานุทูต ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ THE STANDARD พร้อมผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,800 คน เข้าร่วมรับฟัง โดยนายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด เป็นผู้ดำเนินการสนทนา สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

     .

    นายนครินทร์ได้กล่าวต้อนรับและขอบคุณนายกรัฐมนตรี พร้อมได้สอบถามถึงความรู้สึกตลอดระยะเวลา 1 เดือนของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ได้ทำงานบรรลุตามเป้าหมายอย่างที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยก่อนหน้าได้เตรียมการและวางแผนกรอบการทำงานไว้ เพื่อให้การทำงาน 4 เดือน เป็นเวลาที่มุ่งมั่นทำงานอย่างเดียว โดยสิ่งที่ทำได้ก่อนจะเร่งทำอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องไหนที่ยังทำไม่ได้ก็ต้องรอรัฐบาลใหม่ 

    .

    “รัฐบาลมุ่งเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบ Quick Big Win ซึ่งเป็นที่มาของนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขปัญหาความมั่นคง การเร่งฟื้นฟูเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และภัยพิบัติต่าง ๆ” 

     .

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ในบริบท 4 เดือนที่ได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชนตาม MOA การเข้ามาเป็นรัฐบาลได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่า เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้น การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเห็นพ้องกันว่า “ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะมีอำนาจยุบสภา” ฉะนั้นต้องมีวิธีที่จะดำเนินการให้มีการยุบสภา และขณะนั้นพรรคประชาชนไม่มี candidate นายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ที่เหลือก็มีอยู่ไม่กี่คน และมีพรรคที่เห็นพ้องต้องกันว่ายุบสภาเพื่อไปเลือกตั้งคืนอำนาจให้กับประชาชน จึงเป็นที่มาของ MOA ดังกล่าว 

    .

    “ยืนยันว่ากำหนดเวลายังเป็นไปตาม Timeline เดิม ไม่เปลี่ยนความคิด ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายเข้ามาเตือนหรือคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นข้ออ้างให้เลื่อนการยุบสภาออกไป แต่ยืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติตามแน่นอน ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน เมื่อครบ 4 เดือน จะมีการยุบสภา ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม”  

    .

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐบาลช่วง 4 เดือน ยืนยันว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี และทีมงานได้ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ทีมรัฐมนตรีที่เชิญเข้ามาเป็นผู้มีความสามารถ มืออาชีพ และมีความเสียสละ เพื่อมาช่วยบริหารประเทศ หากทุกคนร่วมกันเปลี่ยนบริบทของประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารราชการ และมุ่งทำเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชนสามารถกลับคืนมาได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยความตั้งใจจริง

    .

    ส่วนประเด็นที่มีกระแสว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินนั้น นายกฯ กล่าวว่าต้องทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน ซึ่งการกระทำของแก๊งมิจฉาชีพ (scammer) เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเกิดขึ้นได้ในหลายประเทศ แต่สแกมเมอร์อยู่ในประเทศที่มีระบบและพัฒนาแล้วไม่ได้ แต่จะอยู่ในประเทศที่มีช่องว่างทางกฎหมาย ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อปราบปราม ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมด้านการบังคับใช้กฎหมายไว้แล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการวางแผนและปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกง ฟอกเงิน ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการบางส่วนเป็นเรื่องความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะได้ในขณะนี้

    .

    “ไทยไม่ใช่ศูนย์กลาง แต่อยู่ตรงกลางของภูมิภาค ที่สามารถทำสแกมเมอร์ได้ ไทยมีความน่าเชื่อถือในภูมิภาค ค่าเงินบาทเป็นที่ยอมรับ ทำให้สแกมเมอร์ กลุ่มยาเสพติด การค้ามนุษย์ ทุนเทา มองไทยเป็นเป้าหมาย รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีใครหรือหน่วยงานใดที่ใหญ่กว่ากฎหมาย นอกจากนี้ รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้มาเฟียหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลมาข่มขู่หรือมีอำนาจเหนือรัฐ” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    .

    สำหรับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีความเข้าใจกลไกของรัฐ และสามารถลงมือปฏิบัตินโยบายได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เช่น นโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” คิดว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ประชาชนได้ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมในส่วนของกลุ่มคนเปราะบาง

    .

    “รัฐบาลมีนโยบายเติมเงินให้ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนทุกคน ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่รัฐบาล 4 เดือนทำสำเร็จ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากประชาชน”

    .

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยจะปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญด้านการเงินสำหรับประชาชน รวมถึงนโยบายด้านพลังงาน ที่ได้ผลักดันโครงการไฟฟ้าชุมชน เดินหน้าสู่ Green economy โดยต้องทำให้ประชาชนเข้าใจบริบทพลังงานสีเขียว สร้างความคุ้นเคยกับพลังงานสะอาด ปรับตัวตามกติกาใหม่ของโลก สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับโลก อีกทั้งการดำเนินดังกล่าวนี้ เป็นการวางกรอบให้รัฐบาลในอนาคตสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืน

    .

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง 3 สิ่งที่โฟกัสที่สุดที่อยากทำให้สำเร็จ เรื่องแรก คือการยุบสภาวันที่ 31 มกราคม 2569 เรื่องที่สองคือเรื่องปากท้องของประชาชน และที่ทำสำเร็จแล้ว โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง นอกจากนี้จะผลักดันคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 เพื่อเกิด After Shock ภายในเดือนธันวาคม 2568 ส่วนเรื่องที่สามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และเรื่องของลดค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NmOAuAIs8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0atKBIBrfENavRBeGhOH1v

  • กกร. คง GDP ปี 68 ที่ 2.2% จับตา กม.ใหม่กระทบแข่งขัน จี้รัฐเร่งเบิกจ่าย

    กกร. คง GDP ปี 68 ที่ 2.2% จับตา กม.ใหม่กระทบแข่งขัน จี้รัฐเร่งเบิกจ่าย

    กกร. เผยเศรษฐกิจปี 68 โตต่ำ 1.8–2.2% แม้ส่งออกโตแต่หนุน GDP จำกัด จี้เร่งเบิกงบ ดันมาตรการกระตุ้น จับตากฎหมายใหม่กระทบแข่งขันธุรกิจ แนะใช้ RIA มาตรฐานสากล พร้อมหนุนปฏิรูประบบราชการ–กม.อำนวยความสะดวก

    วันนี้ (5 พ.ย.2568) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อสรุปภาพเศรษฐกิจและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยที่ประชุม กกร. ประเมินว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่ล่าสุด IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2568 โต 3.2% หนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตดี แต่ไทยกลับได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวมีสัดส่วน Local Content ต่ำ จึงไม่ส่งต่อเป็นมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร

    ดังนั้น กกร.ยังคงกรอบประมาณการเดิม GDP โตเพียง 1.8–2.2% แม้การส่งออกคาดโตสูงถึง 9.5–10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ รวมถึงทองคำ ขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 10.2% กระทบต่อดุลการผลิตในประเทศ ขณะเดียวกันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำเพียง -0.1% ถึง 0.1%

    ตลาดแรงงานยังเปราะบางอัตราว่างงานในกองทุนประกันสังคมไตรมาส 2/68 แตะ 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี กลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันระหว่างประเทศและสงครามการค้า ขณะที่แรงงานนอกระบบสูงขึ้นจากช่วงโควิด กดทับผลิตภาพแรงงานและกำลังซื้อ

    ขณะที่ภาคการเงิน ความคืบหน้าแนวทางแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไก Debtor Centric โดยรวมศูนย์บริหารหนี้รายย่อยผ่าน SAM และ JV AMC รองรับลูกหนี้ 3.4 ล้านราย และยอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท พร้อมวางระบบข้อมูลศักยภาพลูกหนี้เพื่อช่วยกลับคืนสู่กลไกตลาด

    นอกจากนี้ กกร.แสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายใหม่ ที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบ (RIA) อย่างรอบด้าน ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งอาจสร้างภาระต้นทุนสูงให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน กกร. จึงเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายด้วยกระบวนการ RIA มาตรฐานสากล เปิดรับฟังทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

    ในเวลาเดียวกัน กกร. สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับระบบราชการ ผ่านร่าง พ.ร.บ.ยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย และร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ รวมถึงการเดินหน้า Regulatory Guillotine เพื่อลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดย กกร. จะทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    สำหรับปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ รวมถึง คำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ว่าด้วยอำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษี ซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์การค้าและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    กกร. หวังว่ารัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 เร่งมาตรการ คนละครึ่งพลัส ส่งเสริม SMEs และนโยบาย Made in Thailand ตาม Quick Big Win จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยปี 2568 ให้ใกล้เคียงระดับ 2.5% เหมือนปีก่อนหน้า

    อ่านข่าว:

    อังกฤษขึ้นบัญชีดำ 39 ราย ไทยโดนด้วยฐานละเมิดกม.คว่ำบาตรรัสเซีย

    ค่าไฟ น้ำมัน อาหารสด ลด กดเงินเฟ้อ ต.ค.ลบ 7 เดือน คาดทั้งปีติดลบ

    เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iOKNGJRBBUjzICfHJxuKA

  • 5 New growth engine พาประเทศไทยก้าวสู่ ‘เศรษฐกิจใหม่’

    5 New growth engine พาประเทศไทยก้าวสู่ ‘เศรษฐกิจใหม่’

    เลขาฯ บีโอไอ วิเคราะห์ 5 ปัจจัยเปลี่ยนทิศลงทุนโลก ชี้อาเซียนคือ “Bright Spot” พร้อมเปิด 10 จุดแข็งไทยดึงดูด FDI ขึ้นแท่นฐานผลิตสำคัญของอาเซียน

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวปาฐกถา บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ที่จัดขึ้นวันนี้ (5 พฤศจิกายน) เป็นวันแรก
    ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญเกิดขึ้นโลกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีขั้นต่ำ (Global minimum tax) ซึ่งหลายประเทศเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องมีการวางแผนธุรกิจใหม่ ปรับทิศทางการลงทุน รวมทั้งโครงสร้างซัพพลายเชนครั้งใหญ่

    โดยหากดูปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางการลงทุนในระยะข้างหน้า “ภูมิทัศน์โลกที่กำลังปรับ ทิศทางทางลงทุน” มี 5 ปัจจัย ได้แก่

    1. Geopolitical tensions : ความขัดแย้งของสหรัฐฯ-จีน เปรียบเสมือนสงครามโลกครั้งที่ 3 ส่งผลให้เกิดการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่ เช่น การแย่งชิงแร่หายาก อย่าง ‘แรร์เอิร์ธ’

    2. Disruptive Technologies : เกิดการขยายตัวการลงทุน โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI

    3. Sustainability : เกิดการแสวงหาแหล่งพลังงานสะอาดใหม่ กระแสการเติบโตการลงทุนพลังงานสีเขียว

    4. Global Minimum Tax : เกิดข้อจำกัดการใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาเครื่องมือดึงดูดการลงทุนใหม่

    5. Aging Society : เกิดการลดลงของประชากรวัยทำงาน ทำให้นักลงทุนมองหาตลาดแรงงานขนาดใหญ่

    อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมแนวโน้มการลงทุน (FDI) โลกลดลง 11% ในปี 2024 แต่ในช่วง 2 ปี ที่น่าสนใจคือ FDI ไหลเข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้น 8% ธุรกิจต้องลดความเสี่ยง เกิดยุทธศาสตร์ใหม่ China Plus+1 หลายประเทศที่มีฐานการผลิตทั้งจีนและตลาดอื่น ต่างมองหาฐานผลิตใหม่ในอาเซียน ส่งผลให้อาเซียนกำลังเป็น ‘Bright Spot ‘ ทั่วโลกจับตามองมากขึ้น รูปแบบทุกการลงทุนกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป และก้าวเข้าสู่ ‘New Global Manufacturing Hub’

    “ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวน อาเซียนกลายเป็นฐานผลิตใหม่ของโลก หากดูรายสาขาย่อยอาเซียนมีทั้งจุดแข็งทั้งการส่งออก โลจิสติกส์ ประสิทธิภาพการผลิต แรงงานประชากรรวมถึง 700 ล้านคน มีความเสี่ยงต่ำจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย มีทั้งส่วนเสริมและแข่งกัน ดังนั้น คลื่นการลงทุน จึงมีขนาดใหญ่เติบโตไปพร้อมกันได้”

    5  New growth engine พาประเทศไทยก้าวสู่ ‘เศรษฐกิจใหม่’

    ขณะเดียวกัน 10 จุดแข็งของไทยที่สามารถแข่งขันได้ ที่เป็นแม็กเน็ตดึงดูดการลงทุน

    1.ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน
    2.บุคลากรทักษะสูง
    3.ห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแกร่ง
    4.ตลาดมีศักยภาพสูง
    5.ประตูสู่ตลาดโลก
    6.ความพร้อมในการ Go digital
    7.ความพร้อมในการ Go Green
    8.นโยบายส่งเสริมการลงทุน
    9.ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้
    10.ความน่าอยู่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับ Expat

    5  New growth engine พาประเทศไทยก้าวสู่ ‘เศรษฐกิจใหม่’

    นฤตม์ กล่าวอีกว่า ทิศทางการลงทุนในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นว่ามีบริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย ไม่ว่าจะเป็น Infineon , Lumentum, Microchips, บริษัทในเครือ Foxconn, Garmin, Haier, Hisense, Homa, Sunwoda, กลุ่มยานยนต์ EV จีน เช่น CHANGAN, Mazda

    โดยมีการลงทุนผ่าน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักนโยบายรัฐบาล

    • ยานยนต์สมัยใหม่: มุ่งเน้นการผลิตยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
    • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ : ครอบคลุมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร (PCB) และอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
    • การท่องเที่ยวระดับคุณภาพ: เน้นการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวหรู
    • การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และการเกษตรสมัยใหม่
    • การแปรรูปอาหาร: มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารให้มีมูลค่าเพิ่มสูงและตอบสนองความต้องการของตลาดโลก
    • การแพทย์ครบวงจร: ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจการแพทย์และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    “อุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนอกส์ขั้นสูง ในช่วง 3 ปี
    มีการลงทุนเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ซึ่งชิป ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นกลางน้ำและกลางน้ำ เราต้องพัฒนาไปสู่ปลายน้ำ เพราะเวลาพูดถึงชิป เรามีจุดแข็ง สร้างโลคัลแชมเปี้ยน เป็นเป้าหมายที่เราต้องไปให้ได้ ดังนั้น อนาคตจะมีการพัฒนาทักษะดิจิทัล ให้กับบุคลากรไทย ส่งเสริม SME เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้”

    รวมไปถึง จะเร่งการส่งเสริมการลงทุนแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
    พร้อมเชื่อมโยงซัพพลายเชน เพื่อให้มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากที่สุด ตลอดจนสร้างกลไกการจัดหาพลังงานสะอาด Direct PPA , UGT (Utility Green tariff) เทคโนโลยีชีวภาพ โดยไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เป็นประเทศ ผลิตอุตสาหกรรมนี้ได้ ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของไทยคือการเป็น Bio hub
    และ อุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร โดยเฉพาะการส่งเสริมอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่อาหารอนาคต (Future food)

    ทั้งนี้ 3 มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต “Quick Big Win”

    • มาตรการเร่งรัดการลงทุน เร่งรัด 70 โครงการค้างท่อ 3 แสนล้านบาท , สร้างกลไกใหม่ Thailand Fast pass เพื่อสร้าง Fast track ปลดล็อคเงื่อนไขการลงทุน
    • มาตรการสร้างบุคลากรแรงงานทักษะขั้นสูง 1 แสนคน
    • มาตรการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน โดย 2 มาตรการข้างต้นจะมีการประกาศในวันพรุ่งนี้ (6 พฤศจิกายน)

    นฤตม์ ย้ำว่า “โอกาสของไทยกำลังมาพร้อมพายุที่รุนแรง แต่เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยก้าวสู่ สร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่สร้างองคาพยพ อุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้าง New growth engine” โดยประเทศไทยต้องเดินหน้า 5 ด้าน ดังนี้

    • อุตสาหกรรมใหม่, สร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ (New industry)
    • เทคโนโลยีใหม่ (New Technology)5สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพการผลิต
    • บุคลากรทักษะใหม่ (New Talent) พัฒนาทักษะบุคลากรไทยและดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต
    • ซัพพลายเชนใหม่ (New Supply Chain) เชื่อมโยงผู้ผลิตชั้นนำกับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
    • พลังงานใหม่ (New Energy) เร่งพัฒนากลไกพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-6/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g3NmIiQz_7sOEzTSuGHpv

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศเรื่องผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ของคณะผู้แทนไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศเรื่องผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ของคณะผู้แทนไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศเรื่องผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ของคณะผู้แทนไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 5 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 พ.ย. 2568

    | 154 view

    เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำการบรรยายสรุปเกี่ยวกับผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ของคณะผู้แทนไทย ให้แก่คณะทูตต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย โดยมีนายพลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน และนางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ร่วมบรรยายด้วย การบรรยายสรุปดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของไทยในการประชุมฯ และแนวทางการดำเนินการของไทยในระยะต่อไปเพื่อขยายผลการประชุมดังกล่าว โดยมีคณะทูตต่างประเทศเข้าร่วมการบรรยายสรุปจำนวนกว่า 100 คน จาก 68 ประเทศ 1 องค์กร (สหภาพยุโรป) และ 6 องค์การ

    การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคดังกล่าวเป็นการประชุมระหว่างประเทศเวทีแรกของนายกรัฐมนตรีหลังเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการแนะนำตัวและพบหารือกับผู้นำประเทศต่าง ๆ พร้อมทั้งนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ของไทย ในห้วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงบทบาทของไทยที่มุ่งผลักดันผลประโยชน์ของประเทศ และพร้อมที่จะร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะออนไลน์สแกม โดยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศเรื่องการป้องกันและปราบปรามออนไลน์สแกม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายประเทศ นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่มีการหารือกัน เช่น สถานการณ์ในเมียนมา โดยไทยสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน โดยหวังว่า การเลือกตั้งในเมียนมาที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของกระบวนการสันติภาพ ช่วยให้เกิดการหารือที่ครอบคลุมทุกฝ่าย

    ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมอาเซียนและอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมการประชุมฯ และประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการหารืออย่างกว้างขวาง อาทิ การส่งเสริมความเป็นแกนกลางและความเป็นเอกภาพของอาเซียนในการรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ การเปลี่ยนผ่านสีเขียวและดิจิทัล ธรรมาภิบาลด้านปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม

    กรอบการประชุมระหว่างประเทศระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนและเอเปคสะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคนิยม (Regionalism) และพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ว่า ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้เพียงลำพัง ซึ่งบทบาทของไทยในการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนระบอบพหุภาคีและการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาคมระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fmbrief-asean-apec-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CqBVBX58hC2uht2gsSJjm

  • CPF จับมือจุฬาฯ-อบก.-สสว.-ดีป้า ร่วมขับเคลื่อน SME ไทยสู่ยุค Net Zero และดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CPF จับมือจุฬาฯ-อบก.-สสว.-ดีป้า ร่วมขับเคลื่อน SME ไทยสู่ยุค Net Zero และดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน โดยผนึกกำลังกับพันธมิตร 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก., สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) คู่ค้าของซีพีเอฟ ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SME ถือเป็น “หัวใจของเศรษฐกิจไทย” มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการจ้างงาน การพัฒนานวัตกรรม และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน SME ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ กฎระเบียบทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ซีพีเอฟจึงได้ดำเนิน โครงการ “SMEx ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Partner to Grow: เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้า SME ในห่วงโซ่อุปทานสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้ความร่วมมือ ทั้ง 5 องค์กรจะถ่ายทอดความรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยแนวทาง Lean Six Sigma ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และได้บูรณาการความร่วมมือพันธมิตรรัฐและสถาบันการศึกษา ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนก้าวถึงแหล่งทุนในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการได้รับรองการใช้เครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน

    “SME เป็น Backbone สำคัญของเศรษฐกิจไทย ซีพีเอฟมีคู่ค้า SME ในห่วงโซ่อุปทานกว่า 5,000–6,000 ราย และเราเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องเดินไปพร้อมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็น Best Practice แนวทางช่วยส่งเสริมให้ SME ไทยสามารถเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างสมดุล” นายประสิทธิ์กล่าว

    ด้านรศ.ดร. วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าSME คือเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย จุฬาฯ พร้อมสนับสนุนด้วยองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการจัดการคาร์บอนเครดิต การพัฒนาบุคลากร และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน ESG และ SDGs เพื่อให้ SME มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า อบก. มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการลดและรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเข้าร่วมของ SME จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจในระยะยาว”

    ดร. ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ธุรกิจ SME นับเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย SME มีสัดส่วน 99.5% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ประมาณ 35% โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถของ SME ที่ครบมิติ ทั้งด้านธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ช่วยให้ SME ไทยดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
    ดร. ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล ดีป้า กล่าวเสริมว่า “ดีป้าให้ความสำคัญกับการผลักดันผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ AI Transformation ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดต้นทุน พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจและการตลาดให้ตอบโจทย์ความต้องการของ SME ในยุคการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven Economy)”

    ภายใต้ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรทั้ง 5 องค์กร จะร่วมกันสนับสนุนให้คู่ค้า SME มีขีดความสามารถสูงขึ้น ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับขีดความสามารถดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ปรับตัวได้รวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และพร้อมร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/05/591652/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xV196BTM7jBN3yuCAiTVf

  • ธปท. ภาคเหนือ แถลงข่าว ไตรมาส 3 ปี 2568 ภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ปรับลดลง | TOPNEWS

    ธปท. ภาคเหนือ แถลงข่าว ไตรมาส 3 ปี 2568 ภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ปรับลดลง | TOPNEWS

    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น.นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ แถลงภาพรวมภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ณ อาคารสำนักงาน ชั้น 1 ห้องเขลางค์นคร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

    นายณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ กล่าวว่า เศรษฐกิจภาคเหนือปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง โดยการบริโภคหดตัวเล็กน้อย ตามกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลง ประกอบกับ รายได้เกษตรกรหดตัวมากตามราคาพืชสำคัญ ภาคการท่องเที่ยวหดตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และชาวไทยลดลงเล็กน้อย ผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวจากปัจจัยชั่วคราวในหมวดเครื่องดื่ม การลงทุนภาคเอกชนหดตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้หดตัวจากผลของฐานสูงในปีก่อน

    รายได้เกษตรกร หดตัว ตามราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ลดลง ผลจากปริมาณผลผลิตโลกเพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกลดลง ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ตลาดชะลอการรับซื้อ และราคาลำไยที่ผลผลิตออกสู่ตลาด มากเป็นประวัติการณ์ ด้านผลผลิตพืชหลักยังขยายตัวต่อเนื่องตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย แต่มีทิศทางชะลอลงหลังจากขยายตัวสูงในช่วงก่อนหน้า

    ภาคอุตสาหกรรม หดตัว ตามการผลิตเครื่องดื่มจากปัจจัยชั่วคราวที่บางโรงงานปิดปรับปรุงสายการผลิต ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย เช่น สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์ไม้และกระดาษปรับลดลง หลังเร่งผลิตและส่งออกไปในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ดี อาหารแปรรูปกลับมาขยายตัวตามการส่งออกไปเอเชีย และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวตามอุปสงค์ที่ดีต่อเนื่อง

    การท่องเที่ยว หดตัว ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยความต้องการท่องเที่ยวของชาวไทยลดลง จากข่าวน้ำท่วมบางพื้นที่ในช่วงต้นไตรมาส แม้มีมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาช่วยบ้าง ขณะที่ชาวต่างชาติลดลงโดยเฉพาะชาวจีน เกาหลีไต้ และใต้หวัน สอดคล้องกับอัตราการเข้าพักแรมที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้รายได้รวมจากนักท่องเที่ยวหดตัว

    การอุปโภคบริโภค หดตัวเล็กน้อย ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย สะท้อนจากสินค้าอุปโภคบริโภคหดตัว ประกอบกับการใช้จ่ายในหมวดบริการลดลงโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดน้ำท่วมบางพื้นที่ ด้านสินค้าคงทนปรับลดลง จากยอดขายรถกระบะ ตามกำลังซื้อที่ลดลงและการระมัดระวังการให้สินเชื่อ ขณะที่รถยนต์นั่งปรับดีขึ้นจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวใหม่และมีการปรับลดราคา

    การลงทุนภาคเอกชน หดตัว ตามการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ในกลุ่มรถยนต์เชิงพาณิชย์ประเภทรถกระบะและรถแทรกเตอร์ รวมถึงกลุ่มเครื่องจักรเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมหดตัว ขณะที่การลงทุนเพื่อการก่อสร้างขยายตัวเล็กน้อยตามยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากโครงการที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ขณะที่โครงการก่อสร้างเพื่อที่อยู่อาศัยยังหดตัว

    การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว ตามการนำเข้าแร่พลวงจากเมียนมาขยายตัว อย่างไรก็ดี การนำเข้ากระแสไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และผลไม้จากจีนหดตัว ด้านการส่งออกหดตัวจากการส่งออกทุเรียนและมังคุดไปจีน อย่างไรก็ดี การส่งออกไปเมียนมาปรับดีขึ้นแต่ยังถูกจำกัดจากนโยบายการค้าของเมียนมา และมาตรการจำกัดการส่งออกของไทย ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงไป สปป.ลาว ขยายตัว

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดอาหารสดที่ลดลงจากราคาผักและผลไม้สด

    ตลาดแรงงาน ลดลงเล็กน้อย สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 หดตัวเล็กน้อย ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ช่วงปลายไตรมาสปรับดีขึ้นบ้างก่อนเข้าฤดูท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1379710&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10NbtGJjwD5-miUHlZF_Ox

  • อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    แม้เพิ่งเปิดเทอมได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่ประเทศไทยกลับต้องพบกับอุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” อย่างน้อย 3 ครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน จนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินครั้งแล้ว ครั้งเล่า ถึงเวลาต้องปฏิรูปปัญหาที่เรื้อรังมานาน

    เช้าวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา รถสองแถวรับส่งนักเรียนเฉี่ยวชนกับรถบัส มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 28 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เกิดอุบัติเหตุอีก 2 ครั้ง ที่จังหวัดขอนแก่นมีกรณีรถเก๋งเสียหลักพุ่งชนรถตู้รับส่งนักเรียน มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย และเหตุเพลิงไหม้รถตู้รับส่งนักเรียนในจังหวัดอุดรธานี ที่แม้เหตุสุดท้ายจะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน” ที่เรื้อรังมานานและต้องเร่งแก้ไข

    อุบัติเหตุซ้ำซาก ปัญหา “รถรับส่งนักเรียน” ยังไม่ถูกแก้ไข

    ข้อมูลจากการรวบรวมแหล่งข่าวด้านอุบัติเหตุทางอินเทอร์เน็ตของสภาผู้บริโภค ระบุว่า ระหว่างปี 2566 – 2568 เกิดอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียน กว่า 80 ครั้ง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มากกว่า 780 ราย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย แม้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์ความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับเด็กอย่างจริงจัง แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และเกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ปี 2567 มีรถรับส่งนักเรียนที่ได้รับอนุญาตเพียง 5,042 คัน ในขณะที่ประมาณการว่ารถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศมากกว่า 50,000 คัน ซึ่งหมายความว่ามีรถรับส่งนักเรียนกว่า 45,000 คัน หรือ 90% ของทั้งหมดที่ไม่มีใบอนุญาต โดยรถเหล่านี้อาจมีสภาพทรุดโทรมและไม่ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ส่งผลให้นักเรียนกว่า 540,000 คน (เปรียบเทียบรถรับส่งนักเรียน 1 คัน บรรทุกนักเรียน 12 คน ตามกฎหมาย) ต้องเผชิญความเสี่ยงในการเดินทางด้วยรถที่ไม่มีมาตรฐานและการจัดการความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

    5 ปัจจัยหลัก ต้นเหตุสำคัญ

    อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนในแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องของ “โชคร้าย” แต่คือภาพสะท้อนของปัญหาที่ฝังรากลึก ทั้งในระดับพฤติกรรมบุคคล ไปจนถึงระบบกำกับดูแลของรัฐ โดยหากมองลึกลงไปในรายละเอียดจะแยกสาเหตุของปัญหาได้เป็น 5 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่

    1. ความประมาทของคนขับ เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ชะลอเมื่อถึงทางแยก หลับใน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร งานวิจัยด้านความปลอดภัยบนท้องถนนระบุว่า “การหลับใน” เป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุรถโดยสารในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนปัญหาการทำงานเกินเวลาและขาดการอบรมคนขับที่ได้มาตรฐาน

    2. สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากรถหลายคันมีสภาพเก่า หลายคันถูกดัดแปลงจนผิดกฎหมายเพื่อบรรทุกนักเรียนได้มากขึ้น เช่น รถตู้ถอดเบาะใส่เบาะยาว หรือรถหกล้อโดยสารที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อรับนักเรียนโดยตรง หรือรถสองแถวที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันด้านความปลอดภัย เป็นต้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและไม่มีอุปกรณ์นิรภัย ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้นทันที

    3. การกำกับดูแลที่หย่อนยาน ปัญหาคลาสสิกของไทยคือ “มีกฎหมายแต่ไม่บังคับใช้จริง” รถจำนวนมากไม่ขึ้นทะเบียน ขาดการตรวจสภาพ หรือแม้แต่ผ่านการตรวจแต่อาจจะยังมันใจไม่ได้ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างการจัดการความปลอดภัยทั้งระบบ

    4. สภาพแวดล้อมรอบโรงเรียนที่ไม่เอื้อต่อความปลอดภัย หลายโรงเรียนไม่มีจุดจอดรถรับส่งที่ชัดเจน ถนนหน้าโรงเรียนคับแคบ ไม่มีทางเท้า หรือจุดรับส่งนักเรียนปะปนกับรถยนต์ทั่วไป ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทุกเช้าเย็น

    5. การขาดระบบข้อมูลและการติดตามผล กรมการขนส่งทางบกไม่มีข้อมูลจำนวนรถรับส่งนักเรียนที่แท้จริงโดยเฉพาะรถที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนว่ามีจำนวนเท่าใดส่งผลให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของนักเรียนและอุปสรรคในการวางนโยบายจัดระเบียบระบบขนส่งนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีฐานข้อมูลกลางที่บันทึกเส้นทาง คนขับ รถ และพฤติกรรมการขับขี่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์และป้องกันเชิงรุก

    เสนอแนวทาง สู่เป้าหมายอุบัติเหตุเป็นศูนย์

    คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ระบบรถรับส่งนักเรียนกลายเป็น “ระบบขนส่งที่ปลอดภัย” แทนที่จะเป็น “จุดเสี่ยงของชีวิตเด็ก”

    แนวทางหนึ่งที่หลายฝ่ายเสนอคือ การบังคับใช้มาตรฐานอย่างจริงจัง ทั้งของกระทรวงศึกษาธิการและกรมการขนส่งทางบก ในส่วนการขึ้นทะเบียน การออกใบรับรอง ตรวจสภาพรถทุกคัน และจำกัดจำนวนผู้โดยสารตามกฎหมาย พร้อมบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับผู้ประกอบการและโรงเรียนที่ละเมิด นอกจากนี้ควรสร้างระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ ให้ผู้ปกครอง ครู และหน่วยงานท้องถิ่นสามารถรายงานปัญหาได้ เช่น รถขับเร็ว จุดจอดไม่ปลอดภัย หรือพฤติกรรมคนขับที่น่ากังวล

    อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการ ปลูกฝัง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ตั้งแต่ระดับโรงเรียนและครอบครัว เช่น อบรมคนขับและครูให้เข้าใจขั้นตอนการดูแลนักเรียนในรถทุกเช้าเย็น รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารให้ผู้ปกครองรับรู้เส้นทาง เวลา และข้อมูลรถของลูกผ่านระบบดิจิทัล และสุดท้ายคือ การจัดสภาพแวดล้อมรอบโรงเรียนให้ปลอดภัย เช่น แยกเลนรถรับส่งนักเรียน ทำทางเท้าและรั้วกั้น สร้างจุดรับส่งที่ชัดเจน พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือระบบจีพีเอส (GPS) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่

    เดินหน้าโครงการ เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ

    ในมุมของการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้บริโภคได้ร่วมมือกับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนา “เกณฑ์ประเมินความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียน” ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางต้นแบบขยายผลไปทั่วประเทศโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานและกำกับดูแลในเรื่องความปลอดภัย

    นอกจากนี้ ในปี 2568 – 2570 สภาผู้บริโภคได้จัดโครงการ “ความร่วมมือสานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” ซึ่งหนึ่งเป้าหมายของโครงการ คือการร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรผู้บริโภคใน 12 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน สงขลา ภูเก็ต ปัตตานี ขอนแก่น สุรินทร์ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานครเพื่อพัฒนาระบบบริการขนส่งสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็ก ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีการสำรวจและออกแบบการเดินทางที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและลักษณะของแต่ละพื้นที่ด้วย

    ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2566 – 2568 สภาผู้บริโภค ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 6 ภูมิภาค ได้ผลักดัน “โครงการแผนงานร่วมทุนเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรม” โดยจัดตั้งโรงเรียน“ศูนย์เรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” 20 โรงเรียน ใน 15 จังหวัด โดยมีกรอบพัฒนาชัดเจน 5 เกณฑ์ 9 องค์ประกอบ ตั้งแต่การสร้างระบบข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งรถ นักเรียน เส้นทาง อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มคนขับเพื่อสร้างมาตรฐานร่วม การจัดจุดจอดปลอดภัย ไปจนถึงการสร้างคณะทำงานร่วมระหว่างครู ผู้ปกครอง และท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลนักเรียนเป็นระบบและยั่งยืน

    สำหรับกรอบการพัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้ฯ  5 เกณฑ์ ได้แก่ 1. มีพื้นที่เรียนรู้ทางกายภาพ (มีรถรับ-ส่งนักเรียน มีพื้นที่จุดจอด) 2. มีองค์ความรู้เรื่องจัดการรถรับ-ส่งนักเรียน 3. มีบุคลากรจัดการที่รับผิดชอบ 4. มีรูปแบบการจัดการศูนย์เรียนรู้ และ 5. มีแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

    ส่วน องค์ประกอบ 9 ประการที่จะทำให้เกิดระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย ได้แก่ 1.ระบบข้อมูลนักเรียน รถ คนขับ เส้นทาง พฤติกรรมคนขับ 2. ระบบเฝ้าระวัง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยรายงานปัญหา 3. มีระบบการดูแลนักเรียนในรถที่ถูกต้อง ทั่วถึง 4. มีการรวมกลุ่มคนขับ สร้างข้อปฏิบัติและวางแผนร่วมกัน 5. ต้องมีมาตรฐาน ตรวจสอบสภาพรถ และขึ้นทะเบียนกับขนส่ง 6. มีจุดจอดรถที่ปลอดภัย และระบบความปลอดภัยหน้าโรงเรียน 7. มีระบบคณะทำงานและหลักเกณฑ์เพื่อติดตามประเมินผลทั้งระบบ 8. มีกลไกจัดการโดยครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และ 9. มีคณะทำงานระดับอำเภอหรือจังหวัด

    นี่เป็นเพียงส่วนนึ่งของการขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่สภาผู้บริโภคดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีองค์กรผู้บริโภค และอีกหลายหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ หยุดความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

    ความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียน คือสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะต่อให้ระบบการศึกษาจะดีเพียงใด หากเส้นทางไปโรงเรียนเต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย ความรู้และความฝันของเด็ก ๆ ก็อาจต้องจบลง

    ความปลอดภัยบนถนนจึงเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่เด็กทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม และ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งภาครัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ประกอบการ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้มีโอกาสเติบโต เรียนรู้ และกลายเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/05112568_school-bus_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01_4rxayaCsRdS5mHrhGhn

  • ธ.ก.ส.ปันน้ำใจให้น้อง ครั้งที่ 4 มอบทุนการศึกษา 250,000 บาท ร่วมสานฝันให้นักศึกษา ม.แม่โจ้

    ธ.ก.ส.ปันน้ำใจให้น้อง ครั้งที่ 4 มอบทุนการศึกษา 250,000 บาท ร่วมสานฝันให้นักศึกษา ม.แม่โจ้

    ภูมิภาค

    ธ.ก.ส.ปันน้ำใจให้น้อง ครั้งที่ 4 มอบทุนการศึกษา 250,000 บาท ร่วมสานฝันให้นักศึกษา ม.แม่โจ้

    วันพุธ ที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล  ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยเอก ดร.จิระชัย  ยมเกิด ผู้ช่วยอธิการบดี , นายพงษ์พิพัฒน์  ราชจันทร์ รก.ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา และบุคลากรกองพัฒนานักศึกษา  ให้การต้อนรับ คุณเชษฐา แหล่ป้อง ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 54 รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และเครือข่ายศิษย์เก่าแม่โจ้ ธ.ก.ส.  ในโอกาสเข้ามอบทุนการศึกษา “พี่แม่โจ้ ธ.ก.ส. ปันน้ำใจให้น้อง ครั้งที่ 4” ประจำปีการศึกษา 2568  จำนวน 250,000 บาท  ซึ่งเป็นการระดมทุนจากเครือข่ายศิษย์เก่าแม่โจ้ที่ทำงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ โดยทุนการศึกษานี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสานฝันทางการศึกษาให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ต่อไป 

    ทั้งนี้ ผู้แทนนักศึกษาผู้รับทุนได้ร่วมให้การต้อนรับและกล่าวแสดงความขอบคุณ ณ ห้องอินทนิล ชั้น 2 สำนักงานมหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยแม่โจ้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453078&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nFGE03fiomLtBqE1M5GSN

  • “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการปฐมนิเทศออนไลน์โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) รุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 สำหรับนักเรียนและนักศึกษาจำนวนกว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่งทั่วประเทศ โดยจัดขึ้น ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในพิธีว่า การมอบทุน ODOS ถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ทั้งนี้ โครงการ ODOS รุ่นก่อนหน้าประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นที่ 1 มีผู้ได้รับทุนกว่า 100 คน และมี 62 คนได้รับสิทธิ์ศึกษาต่อต่างประเทศตามประกาศของสำนักงาน ก.พ.

    รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยระดับโลก มีความเข้มข้นสูง จึงจำเป็นที่นักเรียนไทยจะต้องได้รับการส่งเสริมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นใจ พร้อมย้ำว่า “เด็กไทยไม่ได้ด้อยกว่าเด็กชาติใด หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม”

    “ขอให้นักเรียนใช้โอกาสนี้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ชีวิต เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ รู้จักวัฒนธรรมและเพื่อนจากนานาชาติ และนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ที่สำคัญต้องไม่ลืมพระคุณของผู้ให้โอกาส ทั้งพ่อแม่ ครูอาจารย์ สถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงประชาชนผู้เสียภาษี เพราะการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    สำหรับโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 มีผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 1,200 คน แบ่งเป็นเพศชาย 850 คน และเพศหญิง 350 คน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 1,124 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 66 คน สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 7 คน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3 คน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้ได้รับทุนส่วนใหญ่มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 150 บาทต่อวัน และมีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 3.75 ขึ้นไป

    ทั้งนี้ โครงการ ODOS ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว 3 รุ่น รวมผู้ได้รับทุนทั้งสิ้นกว่า 3,600 คน โดยมากกว่าครึ่งมาจากครัวเรือนยากจนหรือยากจนพิเศษ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูงแต่ขาดโอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนผ่านโครงการนี้จึงมีส่วนสำคัญในการสร้าง “ช้างเผือก” ของชาติ ให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เวทีโลกในอนาคต.

    “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732973&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTsuIhrUM5PkQYmWq97Va