Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พิพัฒน์” ลุยฟื้นสัมพันธ์ เตรียมเปิดเส้นทางบินตรง ไทย-รัสเซีย หวังบูมท่องเที่ยว

    “พิพัฒน์” ลุยฟื้นสัมพันธ์ เตรียมเปิดเส้นทางบินตรง ไทย-รัสเซีย หวังบูมท่องเที่ยว

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โทมิคิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยและคณะ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และหารือแนวทางความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ว่า รัฐบาลภายใต้การบริหารของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างครบวงจรเพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้พี่น้องประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไทยและสหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่า 128 ปี และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่ใกล้ชิด โดยไทยและรัสเซียได้ร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งผ่านบันทึกแสดงเจตจำนงระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทยและของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบราง การขนส่งทางทะเลและการบิน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การฝึกอบรมวิชาชีพ และประสานความร่วมมือในเวทีพหุภาคี อาทิ ESCAP APEC และอาเซียน ซึ่งกระทรวงฯ อยู่ระหว่างพิจารณาเดินทางไปร่วมพิธีลงนามบันทึกดังกล่าว ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป

    ด้านนายเยฟเกนี โทมิคิน กล่าวว่า รัสเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านคมนาคมกับไทยมาอย่างต่อเนื่อง และต้องการขยายความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ รัสเซียมีความต้องการให้ไทยพิจารณาเปิดเส้นทางบินตรงสู่สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศหลังจากได้ยุติไปจากเหตุการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 นอกจากนี้ ยังต้องการหารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระบบรางและการซ่อมบำรุง โดยเชื่อมั่นว่ารัสเซียมีศักยภาพและความเชี่ยวชาญสามารถสนับสนุนการพัฒนาระบบรางของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากฝ่ายไทยในประเด็นดังกล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีนโยบายเปิดกว้างต่อเทคโนโลยีจากทุกประเทศ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ไทยมีข้อกังวลเรื่องความกว้างของระบบรางที่มีขนาดเพียง 1 เมตร จึงขอให้ฝ่ายรัสเซียพิจารณาปรับเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับมาตรฐานของไทยด้วย นอกจากนี้ ไทยยังมีความสนใจที่จะหารือในเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงระบบราง เนื่องจากเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและต้องการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวขอขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียและคณะ ที่ให้เกียรติมาเยือนกระทรวงคมนาคม การพบปะและหารือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผมเชื่อมั่นว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันนี้จะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของทั้งสองประเทศ อันจะช่วยเสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันในระยะยาวให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2893617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EnSvr5aRNCBoyjAMLi4zs

  • “ดาวโจนส์” ปิดบวก 226 จุด รับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง

    “ดาวโจนส์” ปิดบวก 226 จุด รับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกในวันพุธ (5 ..68) หลังจากดัชนีหลักทั้งสามฟื้นตัวจากแรงขายในวันก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาในกลุ่มเทคโนโลยี

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 47,311.00 จุด เพิ่มขึ้น 225.76 จุด หรือ +0.48% ขณะที่ ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,796.29 จุด เพิ่มขึ้น 24.74 จุด เพิ่มขึ้น +0.37% และ ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,499.80 จุด เพิ่มขึ้น 151.16 จุด หรือ +0.65%

    ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า มีบริษัทในดัชนี S&P500 จำนวน 379 แห่งรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 แล้ว โดย 83% ของบริษัทมีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้รวมของกลุ่มจะเติบโต 16.2% จากปีก่อน เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากการคาดการณ์เดิมที่ 8%

    ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานภาคเอกชนเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 22,000 ตำแหน่ง หลังจากลดลง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน 2568 โดยไม่รวมนอกภาคการเกษตร ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะชัตดาวน์รัฐบาล

    ขณะเดียวกัน สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการปรับขึ้นแตะระดับ 52.4 ในเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 50.8 จากระดับ 50.0 ในเดือนก่อนหน้า

    ด้านศาลฎีกาสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาคดีเกี่ยวกับการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากหลายประเทศทั่วโลก โดยมีข้อสงสัยว่ามาตรการดังกล่าวอาจเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งผู้พิพากษาหลายรายตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่เคยมีผู้นำสหรัฐฯ คนใดใช้กฎหมายนี้เพื่อเรียกเก็บภาษีลักษณะดังกล่าวมาก่อน

    แม้ศาลยังไม่ประกาศคำตัดสิน แต่การตั้งข้อสงสัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดหวังว่า ศาลอาจเพิกถอนมาตรการภาษีของทรัมป์ในอนาคต โดยคาดว่าคำวินิจฉัยอาจมีขึ้นภายในเดือนมิถุนายน 2569

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวขึ้นนำตลาด โดยหุ้น AMD เพิ่มขึ้น 2.5% หลังจากร่วงแรงในวันก่อนจากความกังวลเรื่องมูลค่าสูงเกินจริง ขณะที่หุ้น McDonald’s ปรับขึ้น 2.2% จากยอดขายที่ออกมาดีกว่าคาด และหุ้น Amgen พุ่ง 7.8% หลังรายงานกำไรสูงกว่าคาดการณ์ของตลาด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/793740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bCNfmGOmICazs59xd7FHC

  • ดาวโจนส์ปิดที่ 47,311.00 จุด เพิ่มขึ้น 225.76 จุด

    ดาวโจนส์ปิดที่ 47,311.00 จุด เพิ่มขึ้น 225.76 จุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108495&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R_PyVA4mQj5-AJ3RnKT1j

  • ท่องเที่ยวสู่ไฮซีซั่น! โบรกชู CENTEL-ERW ท็อปพิก รับต่างชาติคึกคัก

    ท่องเที่ยวสู่ไฮซีซั่น! โบรกชู CENTEL-ERW ท็อปพิก รับต่างชาติคึกคัก

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้อัปเดทสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 26 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยแล้วทั้งสิ้น 26,245,277 คน ลดลง 7.25% สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,211,816 ล้านบาท

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วทะลุ 26 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1.21 ล้านล้านบาท

    สอดคล้องกับฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัท ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รมว. ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 644,179 คน เพิ่มขึ้น 9% จากสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยวันละ 92,026 คน

    ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 26,330 คน (เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน) และรัสเซีย 38,749 คน (เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน, เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ขณะที่ประเทศที่มีจำนวนลดลง ได้แก่ มาเลเซีย 77,086 คน (ลดลง 15% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน, ลดลง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) จีน 72,470 คน (ลดลง 3% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน, ลดลง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) และอินเดีย 54,478 คน (ลดลง 1% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน, เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul market) ซึ่งขยายตัวมากกว่า 25% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาที่ขยับขึ้นมาติดอันดับ 5 จากเดิมอันดับ 7 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 2 ล้านคน และยังคงอยู่อันดับ 3 ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 10 ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 2 พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 26,889,456 คน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกามีการเติบโตได้ดีมาก เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งคาดว่า ERW จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาสูงถึง 11% ของรายได้ (รองจากสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่ 14%) นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวรัสเซียยังคงเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องอีก เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน สะท้อนถึงการเข้าสู่ช่วง High Season ของไทยอย่างแท้จริง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาชะลอตัวลง ลดลง 3% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แต่ยังคงเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยลดลงเหลือ 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ลดลงราว 30%-40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

    คาดว่าในไตรมาส 4/2568 มีโอกาสที่จะเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการจองตั๋วล่วงหน้าที่เกิดขึ้นแล้ว ประกอบกับเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหลักของไทย (High Season) ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภายในประเทศบางส่วน แต่คาดว่าผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด

    สำหรับหุ้นที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT และ SHR ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ยังคงหดตัวลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เข้าสู่ช่วง Low Season ของไทย

    นักวิเคราะห์ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 จะอยู่ที่ 33 ล้านคน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 4.5 ล้านคน ลดลง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในไตรมาส 4/2568 นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย Top pick ของกลุ่มนักวิเคราะห์เลือก CENTEL และ ERW มีดังนี้

    บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36.00 บาท จากกำไรไตรมาส 3/2568 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากยอด Booking และการเติบโตของรายได้ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ไตรมาส 2 เป็นจุด Bottom ของปีไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากสนามบินมัลดีฟส์ที่มีการเปิด Terminal ใหม่ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ CENTEL ที่มีสัดส่วนรายได้จากมัลดีฟส์ราว 15%

    บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 ปี 2568 จะหดตัว เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2568 และคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีในไตรมาส 4/2568

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า สัปดาห์สิ้นเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน (27 ต.ค.-2 พ.ย. 68) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังขยายตัวต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นราว 9% จากสัปดาห์ก่อนหน้า นำโดยตลาด รัสเซียและกลุ่มประเทศระยะไกล (Long-haul) ที่เติบโตเด่น ขณะที่ตลาดจีนยังคงอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบรายสัปดาห์ อย่างไรก็ดี ยอดนักท่องเที่ยวสะสมตลอดปีจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ราว 26.9 ล้านคน หดตัว 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าแม้เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) แล้ว แต่การฟื้นตัวยังไม่เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดหลักจากเอเชียซึ่งยังฟื้นช้ากว่ากลุ่มระยะไกล เช่น รัสเซีย และ ยุโรป

    อย่างไรก็ตาม คงน้ำหนัก Neutral กลุ่มการบิน โดยยังคาดผลประกอบการกลุ่มการบินผ่านช่วง Peak จากการฟื้นหลัง COVID-19 คลี่คลาย และการได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลงมาก (เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน) แล้วผลประกอบการมีแนวโน้มหดตัวในครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 (ลดลง 18% เมื่อเทียบงวดเดียวของปีก่อน) ดังนั้นยังเลือก บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23.50 บาท เป็นหุ้น Top pick กลุ่มฯ จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2568 (ลดลง 4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน, เพิ่มขึ้น 67%จากไตรมาสก่อน) เด่นกว่ากลุ่มฯ และลุ้นความชัดเจนโครงการสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมองเป็นบวกไม่ว่าจะยกเลิก (คาดทำให้ความเสี่ยงการใช้เงินลงทุนสูงในอนาคตลดลง) หรือเดินหน้าต่อ (คาดภาครัฐจะผ่อนปรน เงื่อนไขการลงทุนมากขึ้น) และหุ้น บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 27.75 บาท กลับมาน่าสนใจหลัง จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/793732&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iMV5laKpoMcvErZTJknTa

  • NBT CONNEXT – จังหวัดเลย เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเลย ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “รักเลย 365 วัน” เชิญชวนผู้มาเยือนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่งดงามตลอดทั้งปี

    NBT CONNEXT – จังหวัดเลย เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเลย ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “รักเลย 365 วัน” เชิญชวนผู้มาเยือนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่งดงามตลอดทั้งปี

    NBT CONNEXT – จังหวัดเลย เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดเลย ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “รักเลย 365 วัน” เชิญชวนผู้มาเยือนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่งดงามตลอดทั้งปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thainews.prd.go.th/regionnews/news/view/1498265/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJ7lzi3bt8Hfd2vMhHZgW

  • โมเดลใหม่การพัฒนาเศรษฐกิจไทย : สร้างไม่ยาก แต่ทำยากกว่า

    โมเดลใหม่การพัฒนาเศรษฐกิจไทย : สร้างไม่ยาก แต่ทำยากกว่า

    โมเดลใหม่การพัฒนาเศรษฐกิจไทย : สร้างไม่ยาก แต่ทำยากกว่า

    ให้รับรู้ถึงถึงความอ่อนแอและเหนื่อยล้า ของกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด 

    หากนับตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 6% แต่หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงพบกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 อัตราการขยายตัวของไทยลดลงเหลืออยู่ประมาณ 4-5 % ต่อปี 

    แต่พอพ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์จนถึงวิกฤติโควิด ในช่วงปี 2553 – 2562 นั้น ไทยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 3.6 % และหลังจากโควิดคือตั้งแต่ปี 2564 – 2567 นั้น อัตราการขยายตัวคาดว่าจะอยู่ประมาณ 2.0 % ซึ่งน่าจะเป็นสัญญานเตือนภัยว่ารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้มาตลอด 3 ทศศวรรษมีกำลังไม่มากพอที่จะพาเศรษฐกิจของไทยทะยานให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ 

    หลายปีแล้วที่ผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชน จนถึงนายกรัฐมนตรีหลายท่านก็ออกมาพูดว่าถ้าไทยต้องการให้ GDP เติบโต 5% ต่อปี ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่ไปไหนแม้ว่าหลายอย่างได้เริ่มและทิ้งร่องรอยไว้ แต่การสานต่ออย่างจริงจังยังเป็นปัญหา จนผมได้เห็นหัวข้อการจัดสัมมนาของ TDRI ประจำปีนี้ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หัวเรื่องน่าสนใจ “รูปแบบใหม่ในการพัฒนาประเทศ” 

    และคิดว่าคงแยกเป็นสาขา ๆ ด้วย เพื่อความเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัด แต่สำหรับผมทุกเรื่องร้อยต่อกันจนมองเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมว่าหัวข้อนี้เหมาะสมกับเวลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะในวันนี้เศรษฐกิจของไทยเจอแรงกระทบ ไม่ว่าจะภายในภายนอกนั้นอย่างรุนแรงในรูปแบบที่ไม่ค่อยเจอนัก ซึ่งพร้อมจะสร้างวิกฤติทางเศรษฐกิจใหม่ได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ สงครามการค้า และกติกาการค้าระหว่างประเทศที่สุดจะดาดเดา แถมเศรษฐกิจของไทยก็มีประเด็นที่ต้องจัดการอีกมากในการที่จะปรับรูปแบบการพัฒนาประเทศใหม่ 

    โมเดลใหม่การพัฒนาเศรษฐกิจไทย : สร้างไม่ยาก แต่ทำยากกว่า

    ทั้งนี้ ขอสรุปประเด็นต่าง ๆ เพื่อเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์ของผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายนั้น ในการมองหาโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ดังนี้ 

    • ประเทศไทย พึ่งพิงการส่งออกสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือกว่า 70% ของมูลค่า GDP
    • สินค้าส่งออกของไทยมักจะเป็นรายการเดิมๆ จำพวกอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่ไม่ใช่ของคนไทย ทำให้นโยบายการพัฒนาและธุรกิจทั้งหมดถูกกำหนด มาจากสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ
    • สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่มีนวัตกรรมในสัดส่วนที่ต่ำและเป็นนวัตกรรมเบื้องต้น จึงทำให้มูลค่าไม่มากพอที่จะผลักดันให้รายได้รวมของประเทศทะลุกับดักประเทศรายได้ขั้นกลางได้
    • โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย แถมยังมีปัญหาทั้งจำนวนและคุณภาพของแรงงาน คือข้อจำกัดที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่หรือธุรกิตแห่งอนาคต
    • ระบบบริหารราชการแผ่นดินที่ขาดประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล รวมถึงคุณภาพของผู้กำหนดนโยบาย และข้อกฎหมายระเบียบ ต่างๆ ที่ยังเน้นการกำกับ ดูแล มากกว่าการพัฒนา และหลายด้านยังไม่ทันสถานการณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ 

    ทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องใหม่ รับรู้กันอยู่แล้ว ในทุกภาคส่วน แต่การลงมือแก้ไข พัฒนา ยังขาดความจริงจังและต่อเนื่องในการดำเนินงาน ซึ่งต้องออกแรงกับการปรับวิสัยและทัศนคติในการเปลี่ยนแปลงของคนดูแลโดยเฉพาะราชการที่อยู่ต่อเนื่องยาวนานกว่าการเมือง ที่เข้ามาบริหารและออกไป และเป้าหมายใหญ่อยู่ที่ผลลัพธ์ในระยะสั้น เพื่อคะแนนเสียงทางการเมือง ซึ่งก็ไม่เสียหายหรือผิดอะไร แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การดำเนินงานที่ดีนั้นต้องมีแรงส่งต่อเศรษฐกิจในระยะยาวให้ได้ และต้องถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องในแนวทางวิสัยทัศน์ระยะยาวของข้าราชการประจำ ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำให้เนียน ๆ กับนโยบายของนักการเมืองผู้มาใหม่ ว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อทิศทางของการพัฒนานั้นยังเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ในระยะยาวที่จำเป็นของประเทศ 

    แต่ในระยะสั้นจะตอบสนองทางการเมืองอย่างไร ที่ไม่เสียหายหรือทำให้ประเทศเดินเป๋ไปเป๋มา ผมเชื่อว่าข้าราชการทำได้ ถ้าตั้งใจ และเข้าใจ ในบริบทของเงื่อนไขต่างๆ ได้ดีด้วย แต่ที่แย่ คือที่ผ่านมา หลายหน่วยงานประจำ เป๋ไป เป๋มาซะเอง ทำตัวเองเป็นคนมองผลลัพธ์ในระยะสั้นแบบนักการเมือง

    หากมองเป็นรายสาขา ประเทศไทยก็พยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายด้าน ยกตัวอย่างด้านอุตสาหกรรม ไทยก็มีการกำหนดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ S Curve ต่างๆ และรัฐบาลต่อๆ มาก็พยายามเดินตามนั้น แม้จะเปลี่ยนชื่อไปเป็น IgniteThailand ซึ่งผมถือว่าเป็นความเก่งของ Deep State ที่คุมการเมืองให้ แม้จะสร้างวาทะกรรมทางนโยบายเป็นของตนเองได้ แต่ยังเดินในกรอบระยะยาวอยู่ได้ ที่ยังมองไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นเป้า เพียงแต่ว่าระดับความเอาจริงเอาจังและความต่อเนื่องยังเดินช้ากว่าเพื่อน ๆ รอบด้านเรา รวมทั้งการทำงานกับภาคเอกชนนั้นอาจจะต้องเข้มข้นกว่าเดิม เพราะเขาคือ Stakehilders ที่สำคัญสุด

    การระดมสมองของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และคนวางนโยบายในครั้งนี้น่าจะช่วยให้เห็นภาพของโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่ผ่านมาในแนวคิดเดิม ๆ ก็มีหลายรูปแบบ Export-led-Growth หรือ Domestic Demand–led-Growth หรือ Innovation-led-Growth หรือ Green Growth หลายแบบ หลายโมเดล แต่ผมว่าวันนี้ อาจต้องเป็น Hybrid ละมั้ง แต่จะผสมผสานกันแบบไหน อย่างไร ก็ต้องสุมหัวกันดี ๆ แต่อย่าลืมออกแบบการผลักดันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนา ไม่งั้นเพื่อนที่รับผิดชอบทำซื่อ ๆ เฉย ๆ นะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/643246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CMOTZJWUjAxCRu8cIv1B2

  • ชาวสุรินทร์ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจคึกคักด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    ชาวสุรินทร์ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจคึกคักด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    ชาวสุรินทร์ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจคึกคักด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส”


    5/11/2568 | 14 |

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.00 น. ณ บริเวณสระน้ำวัดจุมพลสุทธาวาส สวนรักสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในงาน “สืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568” พร้อมทั้งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนางแสงดาว ศรีจันทร์เวียง รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัด รักษาราชการแทนนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุรินทร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนชาวสุรินทร์ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

    ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่แต่ละท้องถิ่นต่างมีวัตถุประสงค์และความเชื่อแตกต่างกันออกไป เช่น การลอยกระทงเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (ปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททา ประเทศอินเดีย) หรือต้อนรับพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จกลับจากเทวโลกหลังจากไปโปรดพระพุทธมารดา

    นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุตเถระผู้บำเพ็ญบริกรรมคาถา ณ สะดือทะเล หรือเพื่อบูชาเทพเจ้าตามคติความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น บางแห่งลอยกระทงเพื่อแสดงความสำนึกในพระคุณพระแม่คงคา ขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ รวมถึงเพื่อสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัย และอธิษฐานขอพรให้สมปรารถนา

    ภายในงาน เทศบาลเมืองสุรินทร์ได้จัดนิทรรศการแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

    นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนหลากหลายรายการ โดยประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยคึกคัก สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้ร่วมงานอย่างอบอุ่น


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/438631&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mnjqwDyqsPGbptySCxg-B

  • “นร.บ้านปรางค์คล้า” ทำกระทงใบไม้ ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หวังให้เป็นโมเดลต้นแบบอย่างยั่งยืน

    “นร.บ้านปรางค์คล้า” ทำกระทงใบไม้ ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หวังให้เป็นโมเดลต้นแบบอย่างยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07rstUsyVmdcfJaFjs5BfQ

  • “รมว.นฤมล”เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ปั้น ‘ช้างเผือก’ไทยสู่เวทีโลก ย้ำ การศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ

    “รมว.นฤมล”เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ปั้น ‘ช้างเผือก’ไทยสู่เวทีโลก ย้ำ การศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ

    เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการปฐมนิเทศออนไลน์โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) นักเรียนและนักศึกษาทุนรุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้ ถือเป็นโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 สำหรับให้ทุนการศึกษาระดับ ม.4 และ ปวช.ปีที่ 1 ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจากข้อมูลที่ทาง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถึงจำนวนผู้สมัครรับทุน ODOS รุ่นที่ 1 กว่า 100 คน และสำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 62 คนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคอยให้กำลังใจและช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนที่น้องๆ ยังขาด เพราะต้องยอมรับว่า การสอบแข่งขันเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต่างประเทศย่อมมีการแข่งขันที่สูง และต้องแข่งกับเด็กจากประเทศต่าง ๆ ยิ่งต้องเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับท็อปของโลกด้วย ก็ยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก แต่อาจารย์ก็เชื่อว่าเด็กไทยที่เรียนในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ไม่ได้แพ้กับเด็กในต่างประเทศ เช่นเดียวกับอาจารย์ที่มาจากครอบครัวธรรมดา และเรียนในมหาวิทยาลัยไทย ก็ต้องใช้ความพยายามในการสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศเช่นกัน

    “ขอให้น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาใช้โอกาสไปเรียนในต่างประเทศ มากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถือเป็นโอกาสได้เรียนรู้ด้านอื่นๆ ให้มีประสบการณ์ชีวิต มีเพื่อน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม พร้อมนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมพระคุณผู้ให้โอกาสเรา ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สถานศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการ กองทุน กสศ. ตลอดจนรัฐบาลที่มีโครงการดี ๆ เช่นนี้ และสุดท้ายคือประชาชนในชาติที่เสียภาษี เพื่อนำมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับพวกเราทุกคน เพราะการศึกษา ถือเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดในการที่พัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะการก้าวไปสู่ประเทศที่มีการศึกษาและมีรายได้ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ กสศ. คณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่งน้อง ๆ เข้ามารับทุนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ และขอให้ช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการเตรียมตัวสอบ การเตรียมโปรไฟล์ การเรียนภาษาต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ส่วนตัวนักเรียนเอง ก็ต้องมีความพยายามและทุ่มเท เพื่อเตรียมตัวไปแข่งขันกับผู้คนทั่วโลกต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    โครงการ ODOS รุ่น 3 มีผู้ผ่านการคัดเลือก 1,200 คน แบ่งเป็น ชาย 850 คน และหญิง 350 คน ในสังกัด สพฐ. 1,124 คน สอศ. 66 คน อว. 7 คน และอปท. 3 คน ครอบคลุม 77 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในครอบครัวรายได้ไม่ถึง 150 บาท/วัน มีเกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 3.75 ขึ้นไป (725 คน เป็นปวช. 1 จำนวน 19 คน ม.4 จำนวน 706 คน) มีเป้าหมายให้โอกาสแก่เยาวชนที่ มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนโอกาส ให้ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)

    ทั้งนี้ โครงการ ODOS ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 รวมผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 3,600 คน และจากการดำเนินงานพบว่า นักเรียนนักศึกษากว่าครึ่งหนึ่งมาจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 12,000 บาท เป็นการชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากมีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน “ช้างเผือก” ที่แม้มีศักยภาพสูง แต่หากไม่ได้รับโอกาส ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/890634/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y8XMpjHngeR40EvFpIV0b

  • NBT CONNEXT – ศค.จชต. สร้างการรับรู้สัญจร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” และแผนปฏิบัติการการศึกษาหน่วยงานสังกัด ศธ.และหน่วยร่วมบูรณาการด้านการศึกษาในพื้นที่ จ.ปัตตานี

    NBT CONNEXT – ศค.จชต. สร้างการรับรู้สัญจร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” และแผนปฏิบัติการการศึกษาหน่วยงานสังกัด ศธ.และหน่วยร่วมบูรณาการด้านการศึกษาในพื้นที่ จ.ปัตตานี

    NBT CONNEXT – ศค.จชต. สร้างการรับรู้สัญจร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” และแผนปฏิบัติการการศึกษาหน่วยงานสังกัด ศธ.และหน่วยร่วมบูรณาการด้านการศึกษาในพื้นที่ จ.ปัตตานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thainews.prd.go.th/regionnews/news/view/764605/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I47uZRA6SSiGPgluhj8Ay