Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สศอ. ชี้ ‘ฮาลาล’ โอกาสทองเศรษฐกิจไทย  เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    สศอ. ชี้ ‘ฮาลาล’ โอกาสทองเศรษฐกิจไทย เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    เศรษฐกิจ

    สศอ. ชี้ ‘ฮาลาล’ โอกาสทองเศรษฐกิจไทย เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    12 พ.ย. 2025 เวลา 17:44 น.

    สศอ. ชี้ 'ฮาลาล' โอกาสทองเศรษฐกิจไทย  เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    สศอ. ชี้ ‘ฮาลาล’ โอกาสทองเศรษฐกิจไทย มูลค่าตลาดโลกทะลุ 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นเป็นผู้นำอาเซียน

    • สศอ. ชี้อุตสาหกรรมฮาลาลเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ด้วยมูลค่าตลาดโลกรวมสูงถึง 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมทั้งสินค้า (อาหาร, เครื่องสำอาง, ยา) และบริการ (ท่องเที่ยว, ขนส่ง)
    • ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง 5 กลุ่มในการตอบสนองตลาดฮาลาล ได้แก่ อาหารจากพืช, อาหารสัตว์ (โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ปีก), สมุนไพรและเวชภัณฑ์, เครื่องสำอาง และแฟชั่น
    • สศอ. ตั้งเป้าผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมฮาลาลไทยไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และวางแผนพัฒนาระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2567–2571) เพื่อยกระดับมาตรฐาน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล
    • เป้าหมายหลักคือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางฮาลาลของอาเซียน” โดยต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศด้านอาหาร การท่องเที่ยว และสุขภาพ

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมม (สศอ.) Special Talk | THAILAND’s NEW PROSPECT: The Global Halal Economy ในงานสัมมนา Thailand’s New Prospect ที่จัดโดย “เนชั่น กรุ๊ป” ว่า อุตสาหกรรมฮาลาลถือเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในปัจจุบัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สู่ความมั่นคงและยั่งยืน เนื่องจากอุตสาหกรรมฮาลาลมีตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้บริโภคจำนวนมหาศาลทั่วโลก นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถผลักดันสินค้าและบริการฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

    ทั้งนี้ สศอ. ได้ดำเนินการศึกษาทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมฮาลาลอย่างรอบด้านในปี 2023 พบว่า ฮาลาลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหารอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยา, เครื่องสำอาง, เคมีภัณฑ์, เสื้อผ้า, เครื่องมือแพทย์, สมุนไพร, อาหารเสริม, อาหารสัตว์, บรรจุภัณฑ์, ตลอดจนการท่องเที่ยวและการขนส่ง

    สศอ. ชี้ 'ฮาลาล' โอกาสทองเศรษฐกิจไทย  เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    จากการศึกษาพบว่ามูลค่าตลาดโลกฮาลาลรวม (ปี 2023)มีมูลค่าสูงถึง 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นสินค้าฮาลาลมีมูลค่าถึง 546,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีสินค้าหลักประกอบด้วย 1. อาหารฮาลาล มีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 43% มูลค่ากว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ 2. เคมีภัณฑ์สัดส่วนสูงถึง 26% 3.ยา สัดส่วนประมาณ 11% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด

    ส่วนบริการฮาลาลมีมูลค่า 815,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบหลักที่มีมูลค่าสูงมาก ได้แก่ 1. การท่องเที่ยว 2. การขนส่ง และ 3. การบริการทางธุรกิจอื่นๆ ซึ่งขนส่งและบริการมีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือประมาณ 20–22% ของมูลค่ารวมบริการ

    นายศุภกิจ กล่าวว่า แม้ตลาดโลกจะมีมูลค่ามหาศาล แต่ปัจจุบันการส่งออกสินค้าฮาลาลของประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 8,850 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าฮาลาลตลาดโลก (546,000 ล้านดอลลาร์) ส่วนแบ่งของไทยมีเพียงแค่ 1.6% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่ประเทศไทยสามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวและมีส่วนร่วมในส่วนแบ่งตลาดนี้ได้อีกมากในอนาคต

    สศอ. ชี้ 'ฮาลาล' โอกาสทองเศรษฐกิจไทย  เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    “ปัจจุบันสินค้าส่งออกหลักของไทยคือ อาหาร ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 67% ของมูลค่าการส่งออกฮาลาลของไทย (ประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์) รองลงมาคือเคมีภัณฑ์ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20% (1,750 ล้านดอลลาร์)”

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมี 5 อุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันและมีความโดดเด่นมากในการสนองตอบต่อตลาดฮาลาล ได้แก่ 1. อาหารการพืช มีศักยภาพสูงในการแปรรูปวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล น้ำมันปาล์ม และผลไม้ต่าง ๆ 2. กลุ่มอาหารสัตว์ โดยเฉพาะการส่งออกเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งได้รับการยอมรับ 3. กลุ่มสมุนไพรและเวชภัณฑ์ ถือเป็นจุดแข็งของไทยเนื่องจากมีทรัพยากรวัตถุดิบ 4. กลุ่มเครื่องสำอาง และ 5. กลุ่มสิ่งของและแฟชั่น     

    ส่วนประเทศผู้ส่งออกหลักในตลาดฮาลาลโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินเดีย เยอรมนี และบราซิล ส่วนประเทศผู้นำเข้าและบริโภคหลักคือกลุ่ม OIC (ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม) นำโดยตุรกี 18% ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อินโดนีเซีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการไทย

    นายศุภกิจ กล่าวต่อว่า แม้ตลาดฮาลาลโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 6–8% แต่สินค้าไทยยังเติบโตเพียง 4.2% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง จึงจำเป็นต้องเร่งวางยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันการเติบโตไม่น้อยกว่า 10% และผลักดันไทยให้เป็น “ศูนย์กลางฮาลาลของอาเซียน”

    สศอ. ชี้ 'ฮาลาล' โอกาสทองเศรษฐกิจไทย  เร่งดันส่วนแบ่งไทยขึ้นผู้นำอาเซียน

    ทั้งนี้ สศอ. ได้กำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2567–2571) ครอบคลุมการยกระดับมาตรฐานฮาลาลให้เป็นสากล สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและโลจิสติกส์ รวมถึงการจัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

    พร้อมกันนี้ ยังเตรียมส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากรเฉพาะทาง การจัดแสดงสินค้า การขยายตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซ และการสร้างความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีกับประเทศอาเซียนและทั่วโลก

    “ฮาลาลคือประตูเศรษฐกิจใหม่ของไทย ที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศ ทั้งด้านอาหาร การท่องเที่ยว และสุขภาพ ซึ่ง สศอ. จะผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่แนวหน้าธุรกิจฮาลาลโลกอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pcfVwbcRItP8u03TmUDqi

  • ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    ไอที

    ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ความสำเร็จของนักวิจัยไทย นวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ กระตุ้นสเต็มเซลล์ พิชิตเอดส์ 

    ในงานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ครั้งที่ 51

    ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพด้านนวัตกรรมสุขภาพด้วยผลงานของนักวิจัยไทย ที่ได้รับการยอมรับในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ในงาน ประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ครั้งที่ 51 (STT51) หรือ The 51st International Congress on Science, Technology and Technology-based Innovation ซึ่งจัดโดย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอผลงานวิจัยล่าสุด

    หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือ การบรรยายโดย ศ.ดร. พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) APCO และหัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM ในหัวข้อ “WORLD’S FIRST 100 CASES OF HIV CURE WITH STEM CELLS STIMULATED BY FORTIFIED MANGOSTEEN EXTRACT” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมจากพืชธรรมชาติของไทย ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากผู้เข้าร่วมประชุม

    ศ.ดร. พิเชษฐ์ กล่าวว่า  “นับเป็นความสำเร็จของวงการวิทยาศาสตร์ไทยที่สามารถพัฒนาวิธีดูแลผู้ติดเชื้อ HIV ด้วยแนวคิดใหม่โดยใช้ ‘อาหารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน’ ที่ปลอดภัย ได้ผลจริง และไม่มีผลข้างเคียง หลังจากที่ทีมวิจัยได้ค้นคว้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี โดยสูตรประกอบด้วยสารสกัดจากพืชรับประทานได้ 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และใบบัวบก ซึ่งทำงานร่วมกันในการกระตุ้นสเต็มเซลล์ (Stem Cell) ให้พัฒนาเป็นเม็ดเลือดขาว T Cell ทั้ง CD4 (Th1, Th17) และ CD8 (Killer T Cell) เพื่อจัดการกับเชื้อ HIV ได้อย่างมุ่งเป้า พร้อมช่วยซ่อมแซมเทโลเมียร์ในเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายฟื้นฟูและชะลอวัยไปพร้อมกัน” 

    จากข้อมูลทางคลินิกในกลุ่มผู้ติดเชื้อ HIV ครบ 100 รายแรกของโลก ด้วยนวัตกรรมมังคุดเสริมฤทธิ์ พบว่า ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูภูมิคุ้มกันจนเชื้อ HIV ไม่สามารถตรวจพบในเลือดได้ ถือเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของ “นวัตกรรมภูมิคุ้มกันจากมังคุดเสริมฤทธิ์” ที่พัฒนาโดยคนไทยอย่างแท้จริง  ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/453999&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s35LRszMCYNZlAgINFjVH

  • “ภูมิกิตติ์” ชู Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “ภูมิกิตติ์” ชู Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งงาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวในการเสวนา “The Future of Wellness Economy” ในงาน 55th Nation Group THAILAND’s NEW PROSPECT ว่า “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กำลังกลายเป็นหนึ่งใน เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวนักท่องเที่ยว และยืดระยะเวลาการพักเฉลี่ยของนักเดินทางทั่วโลกในไทย

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีทั้งแบบ Primary Wellness Tourism คือเดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง เช่น สปา ดีท็อกซ์ ฟื้นฟูร่างกาย และ Secondary Wellness Tourism คือการท่องเที่ยวทั่วไปที่ผสมกิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น โยคะ อาหารสุขภาพ หรือกีฬาเบา ๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตสูงทั่วโลก

    นายภูมิกิตติ์ชี้ว่า ตลาดแห่งโอกาสที่สำคัญในปัจจุบันคือ ตลาดมุสลิม ซึ่งมีประชากรมุสลิมกว่า 5.2 พันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดซาอุดีอาระเบีย ที่มีการเติบโตของนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยสูงถึง 300% หลังจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เคยเป็นกลุ่ม Big Medical Tourism มาก่อน แต่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่าน (shift) ไปสู่ Wellness Tourism เนื่องจากรัฐบาลประเทศเขาเริ่มลดภาระในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และหันมาสนับสนุนให้ประชาชนหันมาดูแลไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น

    “กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเหล่านี้มีศักยภาพสูง เนื่องจากพวกเขามาในรูปแบบครอบครัวขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะมาเพื่อรับบริการ หรือการออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น  เช่น การมาตรวจเลือดทุก 3 หรือ 6 เดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงทั้งต่อการท่องเที่ยวและสุขภาพของไทย” นายภูมิกิตติ์ กล่าว

    นายภูมิกิตติ์ ย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บริการด้านสุขภาพ และอาหารที่หลากหลาย สามารถต่อยอดสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ ระดับโลกได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ มาตรฐานบริการ บุคลากรสุขภาพที่มีความพร้อม ไปจนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเองต้องดีด้วย

    ทั้งนี้ ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกฎหมาย และพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้เพียงพอ ทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ช่วยทางการแพทย์ เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งการท่องเที่ยวจะยั่งยืนได้ ต้องลงมือทำ 

    “ถ้าเราอยากเป็น Wellness Tourism อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีก่อน ประเทศจะดึงดูดนักท่องเที่ยวสุขภาพได้ ก็ต่อเมื่อคนในประเทศสุขภาพดีพอจะเป็นตัวอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ต้องถามภาครัฐถึงนโยบายสนับสนุน เพื่อสร้างความพร้อมก่อน จะจุดธูปอย่างเดียวไม่ได้ต้องทำด้วย” นายภูมิกิตติ์ กล่าว

    นายภูมิกิตติ์ กล่าวว่า ในปี 2569 ประเทศไทยเตรียมจัดงาน World Wellness ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 7–10 พฤศจิกายน 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness Tourism ของโลก 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j2P_1EYslN5ai-YKqeez7

  • B

    B

    ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิสัยทัศน์เพื่อสุขภาพยั่งยืนของคนไทย

    BDMS Wellness Clinic จุดประกายพลังเศรษฐกิจสุขภาพไทย สู่ยุค Wellness Economy 5.0 ณ งาน BDMS Academic Annual Meeting 2025

    บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนสประเทศไทย ในงานประชุมวิชาการประจำปี BDMS ACADEMIC ANNUAL MEETING 2025 ภายในธีม STRIVING FOR HEALTHCARE EXCELLENCE ACROSS THE LIFESPAN: FROM PREVENTION TO PRECISION MEDICINE นำโดยเซสชัน Wellness Economy 5.0 โดย นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และแขกรับเชิญอันทรงเกียรติอีกมากมาย อาทิ คุณวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ, เชฟปู หรือ คุณปูริดา ธีระพงษ์ Executive Chef of Moevenpick BDMS Wellness Resort Bangkok, รองศาสตราจารย์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, คุณศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้, คุณวรวิทย์ ศิริพากย์ Founder & Chief Executive Officer of PA?PURI, ดร. สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ นักแสดงและนางแบบมากความสามารถ, คุณธนา เธียรอัจฉริยะ Founder House of Wisdom และ เจ้าของเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” พร้อมสปีกเกอร์ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ได้มาแบ่งปันแนวคิด พร้อมเคล็ดลับในการเสริมสร้างคอมมูนิตีคนสุขภาพดีให้ประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 BDMS Wellness Clinic จุดประกายพลังเศรษฐกิจสุขภาพไทย สู่ยุค Wellness Economy 5.0 ณ งาน BDMS Academic Annual Meeting 2025

    Wellness is the New Wealth: นาทีทองของเศรษฐกิจเวลเนสไทยที่ทั่วโลกจับตา

    หนึ่งในเซสชันไฮไลท์ของงาน ได้แก่ หัวข้อ “Wellness Economy 5.0” นำโดย นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท ในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ คุณธนา เธียรอัจฉริยะ Founder House of Wisdom และ เจ้าของเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” ที่ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์สำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพเชิงป้องกันของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Wellness Economy 5.0” ที่ผสานเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศาสตร์สุขภาพของประเทศไทยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน

    นอกจากนี้ นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเติบโตของมูลค่า ตลาดเวลเนสสูงที่สุดในโลก โดยในช่วงปี 2565-2566 มูลค่าตลาดเวลเนสของไทยเติบโตสูงถึง 28.4% สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ในภาคส่วนของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) พบว่าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 119.5% ซึ่งถือเป็นอันดับสองของโลกรองจากประเทศจีน ตามมาด้วยการเติบโตของกลุ่มอาหารสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก, กลุ่มการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลและความงาม, การขยายตัวของแพทย์แผนโบราณและแพทย์ทางเลือก, รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพในมิติอื่น ๆ ตามลำดับ

    “ประเทศไทยของเราเปี่ยมไปด้วยศักยภาพในการขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ได้รับความนิยมสูงสุดในระดับนานาชาติ คือ สปาและภูมิปัญญาการนวดแผนไทย ไม่ว่าจะเป็นการนวดประคบสมุนไพร หรือการนวดกดจุดสะท้อนเท้า ซึ่งดำเนินการโดยแพทย์แผนไทยและนักกายภาพบำบัดที่มีความชำนาญการ นอกจากนี้ สมุนไพรไทยยังถือเป็นอีกหนึ่งขุมทรัพย์ล้ำค่าของประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 12,211 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภูมิปัญญาไทยที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจเวลเนสได้อย่างมีศักยภาพ”

    นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว อาหารไทยที่มีเอกลักษณ์และดีต่อสุขภาพ, ธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามและอุดมสมบูรณ์, รวมถึงความชำนาญการของบุคลากรทางการแพทย์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Wellness Hub ระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับสากลได้นั้น เราต้องเริ่มต้นจากการทำให้ ‘คนไทย’ แข็งแรงก่อน เพราะเรื่องสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นประเด็นสำคัญในระดับชาติ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี พ.ศ. 2576 ซึ่งหมายความว่า เมื่ออายุขัยเฉลี่ยของประชากรเพิ่มสูงขึ้น แต่อายุขัยสุขภาพเพิ่มขึ้นตามไม่ทัน ระยะเวลาที่ต้องอยู่กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็จะยาวนานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันในการปรับระบบสุขภาพไทยจากรูปแบบ Reactive Healthcare ที่เน้นการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่ Proactive Healthcare หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเมื่อเราสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้ร่วมกัน ประเทศไทยจะสามารถยืนอยู่ในฐานะศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ” นายแพทย์ตนุพลกล่าวทิ้งท้าย

    ดูแลโลก ดูแลใจ และดูแลสุขภาพ กับเกษตรอินทรีย์: เคล็ดลับวัย 92 ปีของคุณวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ

    หากพูดถึงหนึ่งใน Soft Power ของประเทศไทยที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ข้าวไทย” คือตัวแทนแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และสุขภาพที่คนทั่วโลกชื่นชม และหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสานและพัฒนาข้าวไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ คือ คุณวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ หญิงเก่งผู้เปี่ยมด้วยพลังและความมุ่งมั่น แม้ในวัย 92 ปี ก็ยังคงแข็งแรง สดใส และไม่หยุดสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสังคม

    คุณวัลลีย์คือผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้เกิด “ข้าวสุโข” ถึง 6 สายพันธุ์ ซึ่งล้วนอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพ เธอเริ่มต้นเส้นทางเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จากแรงบันดาลใจและความตั้งใจของเธอและนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้งบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งส่งเสริมแนวทางเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคืนสมดุลให้ธรรมชาติและสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับผู้คน ผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นนั้นได้กลายเป็น “ข้าวสุโข” ข้าวไทยคุณภาพสูงจากจังหวัดสุโขทัย ที่สะท้อนทั้ง คุณค่าแห่งสุขภาพ วิถีเกษตรอินทรีย์ และจิตวิญญาณแห่งความยั่งยืน

    ภายในงาน BDMS Academic Annual Meeting 2025 คุณวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้าน เกษตรอินทรีย์ พร้อมร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงานในการดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมสุดพิเศษ Cooking Live Session เคียงข้างกับ เชฟปู หรือ คุณปูริดา ธีระพงษ์ Executive Chef of Moevenpick BDMS Wellness Resort Bangkok เพื่อรังสรรค์เมนูสุขภาพ “หลนข้าวหมาก” ที่ใช้วัตถุดิบหลักจาก ข้าวสุโขทัย 3 สายพันธุ์ อันเป็นข้าวอินทรีย์คุณภาพสูงที่ปลูกด้วยความใส่ใจจากไร่ของคุณวัลลีย์เอง พร้อมรับฟังเคล็ดลับการดูแลสุขภาพในวัย 92 ปี ที่ได้แบ่งปันอย่างเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็นแนวทางด้านโภชนาการที่สมดุล การเลือกบริโภคอาหารจากธรรมชาติ รวมถึงการออกกำลังกายและการดูแลใจให้มีความสุขอยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความงามและความแข็งแรงอย่างยั่งยืนนั้น เกิดขึ้นได้จากการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

    จากเมืองที่เทพสร้าง สู่เมืองที่คนร่วมสร้าง: วิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่ในแบบฉบับของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

    กรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยชีวิต สีสัน และความหลากหลาย กำลังเผชิญกับความท้าทายของการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม การคมนาคม คุณภาพชีวิต และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ รองศาสตราจารย์ ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ของการ “สร้างเมือง” ที่ไม่ได้ฝากไว้กับโชคชะตาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป โดยท่านผู้ว่าฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเมืองกรุงเทพด้วยจุดมุ่งมั่นที่จะยกระดับกรุงเทพฯ ให้ไม่เพียงแค่เป็นเมืองที่มีผู้เดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ในอันดับต้น ๆ และสามารถส่งเสริม “คุณภาพชีวิต” ให้กับประชากรในกรุงเทพมหานครได้อย่างเท่าเทียม

    โดยท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านได้วาง “กลยุทธ์” การพัฒนาเมืองในหลายมิติ เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเท่าเทียม หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการพัฒนา “เส้นเลือดฝอยของกรุงเทพฯ” ซึ่งหมายถึงตรอก ซอก ซอย และพื้นที่ชุมชนเล็ก ๆ ที่มักถูกมองข้าม หากเปรียบกรุงเทพฯ เป็นร่างกาย เส้นเลือดใหญ่คือถนนสายหลักและย่านธุรกิจซึ่งมีความสำคัญ แต่ “เส้นเลือดฝอย” เหล่านี้ก็เป็นหัวใจของชีวิตเมืองที่หล่อเลี้ยงวิถีผู้คนให้ดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพไม่แพ้กัน ดังนั้นการพัฒนาเส้นเลือดฝอยจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ เพื่อให้กรุงเทพฯ เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน พร้อมสร้าง “ความสุขที่เข้าถึงได้” ให้กับคนทุกกลุ่มในเมืองนี้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นโครงการสวน 15 นาทีใกล้บ้าน โครงการพัฒนาทางเท้า 1,000 กม. โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น โครงการศูนย์ดูแลเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชน โครงการห้องเรียนดิจิทัล และโครงการเพื่อสังคมอื่น ๆ อีกมากมาย

    ปล่อยใจให้ผ่อนคลายด้วย ‘กลิ่น’ ศาสตร์และศิลป์ที่ช่วยคลายอาการ ‘Burn Out’ โดย PA?PURI

    ‘กลิ่น’ คือสิ่งที่ช่วยให้เราเครียด หรือผ่อนคลาย ซึ่งมีผลต่อสุขภาพองค์รวมของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในเซสชันนี้ คุณวรวิทย์ ศิริพากย์ Founder & Chief Executive Officer of PA?PURI ร่วมสัมผัสพลังการบำบัดจากกลิ่นธรรมชาติ ผ่านศาสตร์และศิลป์แห่งกลิ่นบำบัด (Aromatherapy) ที่ช่วยคืนสมดุลให้กับจิตวิญญาณของผู้เข้าร่วมทุกท่านในมิติที่หลากหลาย

    ตลอดช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้ทำความเข้าใจถึงบทบาทของกลิ่นในฐานะ “เครื่องมือบำบัดอารมณ์” ที่สามารถช่วยลดความตึงเครียด กระตุ้นสมาธิ และสร้างพลังบวกให้กับร่างกาย พร้อมทั้งได้สัมผัสและเรียนรู้ความแตกต่างของกลิ่นแต่ละชนิด ซึ่งแต่ละกลิ่นล้วนมีคุณสมบัติเฉพาะในการฟื้นฟูสุขภาพ เช่น การกระตุ้นพลังงานชีวิต การสร้างความสงบภายใน ในขณะที่กลิ่นบางกลิ่นสามารถลดฮอร์โมนความเครียด และมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกายเช่นเดียวกัน

    เคล็ด(ไม่ลับ) การดูแลตัวเองจากภายในด้วย Scientific Wellness กุญแจของความงามที่ไม่เสื่อมตามกาลเวลาของ ดร.แอน สิเรียม

    ในยุคที่ความงามไม่ได้หมายถึงเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือ “สุขภาพที่ดีจากภายใน” ดร.แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ นักแสดงและนางแบบมากความสามารถ ได้ถ่ายทอดแนวคิดการดูแลสุขภาพองค์รวมผ่านศาสตร์ Scientific Wellness ที่มุ่งเน้นการเข้าใจร่างกายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญของ “ความงามที่ไม่เสื่อมตามกาลเวลา” โดยคุณแอนได้มาแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพร่วมกับ แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล รองผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู และ ผู้อำนวยการคลินิกผิวพรรณ, ความงาม และสุขภาพเส้นผม BDMS Wellness Clinic พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบเฉพาะบุคคล การรับประทานวิตามินเฉพาะบุคคล การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน และการทำทรีทเมนต์ผม ณ BDMS Wellness Clinic

    จากน้ำหนัก 100 โล…สู่สุขภาพดี 100 ปี” เส้นทางแห่งแรงบันดาลใจของคุณโจ้ x หมอแอร์ ผ่านพลังของการ ‘วิ่ง’

    ในยุคที่การดูแลสุขภาพกลายเป็นไลฟ์สไตล์ “การวิ่ง” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการวิ่งเป็นหนึ่งในกีฬาที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครหลายคน เช่นเดียวกับเรื่องราวของ คุณโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ Founder House of Wisdom และ เจ้าของเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” ชายที่เคยมีน้ำหนักตัวเกือบ 100 กิโลกรัม แต่สามารถพลิกชีวิตด้วยการวิ่ง จนกลับมามีสุขภาพแข็งแรงได้อีกครั้ง และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการวิ่งพร้อมกับส่งเสริมสุขภาพ ในเซสชันนี้ จึงได้มี คุณหมอแอร์ หรือ นายแพทย์อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา แพทย์หัวใจและการกีฬา BDMS Wellness Clinic และ Founder Avarin Running มาแชร์ทริคการวิ่งและการดูแลสุขภาพหัวใจ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ออกวิ่งอย่างมีคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน

    นอกจากเซสชันไฮไลท์ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีเซสชันที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้อีกมากมาย เช่น เซสชัน Why is exercising decisive for the health of aging population? : ก้าวเข้าสู่วัย ‘เกษียณ’ อย่างมั่นใจ ด้วยพลังแห่งการ ‘ขยับตัว’ โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์จีรี ดโวชัค Senior Executive Advisor of BDMS Wellness Clinic และ Senior Advisor Schulthess Clinic Zurich, Switzerland เซสซัน The Role of University in Thailand Wellness Hub: มหาวิทยาลัยไทยกับบทบาทสำคัญในการปั้นแพทย์ สู่อนาคตแห่งการเป็น Wellness Hub โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ เซสซันการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้มีสุขภาวะทางการเงินที่ดีอย่าง Financial Wellness: The next frontier of holistic well-being: สุขภาพทางการเงิน: พรมแดนใหม่ของสุขภาวะองค์รวม โดย คุณศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้

    งาน BDMS Academic Annual Meeting 2025 นับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกันจากคณะแพทย์ และผู้นำในแวดวงเวลเนสทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิดการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ระดับสากล ผ่านการนำเสนอวิสัยทัศน์ มุมมอง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตลอดจนการแบ่งปันแรงบันดาลใจจากบุคคลต้นแบบด้านสุขภาพในหลากหลายมิติ ซึ่งล้วนสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของ BDMS Wellness Clinic ในการส่งเสริม “สุขภาพเชิงป้องกัน” เพื่อสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietltadlo48shubmstc61tjmf5ceckzn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw200NVWau1YnT33Geqgzlv_

  • รัฐบาลจัดหนัก 20 มาตรการเศรษฐกิจ กระตุ้นต่อเนื่อง 4 เดือนก่อนยุบสภา

    รัฐบาลจัดหนัก 20 มาตรการเศรษฐกิจ กระตุ้นต่อเนื่อง 4 เดือนก่อนยุบสภา

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้กำหนดไทม์ไลน์การขับเคลื่อนมาตรการทางด้านเศรษฐกิจผ่านโครงการที่สำคัญ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม 2569 ซึ่งล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ได้รับทราบข้อมูลล่าสุดของโครงการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะต้องผลักดันออกมาให้สำเร็จในช่วง 4 เดือนก่อนยุบสภา รวมทั้งสิ้น 20 โครงการ โดยที่ผ่านมาได้ผ่านการเห็นชอบแล้ว 9 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 11 โครงการ จะทยอยนำเสนอเข้ามาให้ครม.เศรษฐกิจ พิจารณาต่อไป

    สำหรับภาพรวมโครงการทั้งหมด ตามไทม์ไลน์ของรัฐบาล เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ซึ่งมีโครงการสำคัญที้ดำเนินการไปแล้ว คือ 

    1.โครงการเติมวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านการเติมเงินให้ครั้งละ 850 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2568ใช้เงินงบประมาณ 22,780 ล้านบาท ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยจำนวน 13.4 ล้านคน  

    2.โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการแล้ว อยู่ระหว่างการใช้สิทธิ์ของประชาชนและร้านค้า โดยให้รัฐบาลโอนลงไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริหารคนละ 2,000-2,400 บาท ใช้เงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท 

    3.มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เที่ยวดีมีคืน ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการแล้ว อยู่ระหว่างการใช้สิทธิ์ของประชาชนและผู้ประกอบการ

    4.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ  โดยเฉพาะการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ Front Load ด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา

    5.มาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด ของกระทรวงพลังงาน เช่น โซลาร์เพื่อประชาชน และระบบพลังงานรองรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

    ส่วนเดือนพฤศจิกายน 2568 มีโครงการสำคัญ คือ 

    1.มาตรการแก้หนี้ประชาชน ที่มีภาระหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ผ่านกลไกการบริหารหนี้เสีย (AMC) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    2.มาตรการของกระทรวงพาณิชย์  ทั้ง การดูแลค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตร ถิ่นกำเนิดสินค้า และการตรวจสอบนิติบุคคล ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    3.โครงการ Upskill หรือ Reskill ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะได้รับเงินสนับสนุน 2,000 บาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    4.โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย มีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้งาน AI ฟรี 1 ปี ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว 

    5.มาตรการส่งเสริม SMEs โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และกรมศุลกากร โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    6.มาตรการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    7.มาตรการกระทรวงพลังงาน โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    8.มาตรการการคลังเพื่อวางรากฐาน โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    9.มาตรการการลงทุนเพื่ออนาคต โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเตรียมเสนอครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ 

    10.โครงการ Business Transformation ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุดอยู่ระหว่างการร่างแผนและเตรียมเสนอครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้

    ส่วนเดือนธันวาคม 2568 มีโครงการสำคัญ คือ 

    1.สลากเพื่อการออม  โดยกระทรวงการคลัง  ล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือและร่างแผน ก่อนจะเสนอครม.เศรษฐกิจ ในสัปดาห์แรกของเดือนนี้

    2.พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลัง  ล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือและร่างแผน ก่อนจะเสนอครม.เศรษฐกิจ ในสัปดาห์แรกของเดือนนี้

    3.โครงการ Thailand Individual Account (TISA) หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือและร่างแผน ก่อนจะเสนอครม.เศรษฐกิจ ในสัปดาห์แรกของเดือนนี้เช่นดัน

    4.การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อติดตามผลเชิงนโยบาย ของรัฐบาล ครอบคลุมด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจ ล่าสุดมีการสร้าง Analytics Dashboard แล้ว โดยจะเสนอเข้ามาให้ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบต่อไป

    สุดท้ายเดือนมกราคม มีโครงการสำคัญ คือ 

    1.โครงการคนละครึ่งเฟส 2 (Upskill / Reskill) ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดและเริ่มร่างแผนการดำเนินโครงการแล้ว ก่อนจะสรุปและเสนอมายังครม.เศรษฐกิจ ต่อไปในสัปดาห์แรกของเดือนนี้

    แหล่งข่าวระบุว่า ในการดำเนินมาตรการหรือโครงการทั้งหมดนี้ รัฐบาลตังใจผลักดันนโยบายต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีมาตรการต่าง ๆ ที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม 65 ล้านคน ทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง และกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยประชาชนแต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์จากมาตรการหรือโครงการสนับสนุนกับบริบทของตนเอง โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21E2zKSCMHoteRFWXaSHfb

  • เปิดไทม์ไลน์ 20 มาตรการเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน กระตุ้นต่อเนื่อง 4 เดือน ก่อนยุบสภา

    เปิดไทม์ไลน์ 20 มาตรการเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน กระตุ้นต่อเนื่อง 4 เดือน ก่อนยุบสภา

    เศรษฐกิจ

    12 พ.ย. 2025 เวลา 17:00 น.

    เปิดไทม์ไลน์ 20 มาตรการเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน กระตุ้นต่อเนื่อง 4 เดือน ก่อนยุบสภา

    เปิดไทม์ไลน์ 20 มาตรการเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน กระตุ้นต่อเนื่อง 4 เดือน ก่อนยุบสภาฯ  ครอบคลุมประชาชน 65 ล้านคนครบทุกกลุ่ม เห็นชอบแล้ว 9 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 11 โครงการ จะทยอยนำเสนอเข้ามาให้ครม.เศรษฐกิจพิจารณาต่อไป สารพัดมาตรการใหญ่ทยอยคลอด ทั้งมาตรการการลงทุน การส่งเสริมการออม และไฮไลท์ คนละครึ่งเฟส 2

    • รัฐบาลกำหนดไทม์ไลน์ 4 เดือน (ต.ค. 68 – ม.ค. 69) เพื่อผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 20 โครงการก่อนการยุบสภา
    • มาตรการทั้งหมดแบ่งเป็น 9 โครงการที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว และอีก 11 โครงการที่เตรียมทยอยเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
    • โครงการสำคัญที่เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยว
    • เป้าหมายของมาตรการทั้งหมดคือการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มรายได้ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้กำหนดไทม์ไลน์การขับเคลื่อนมาตรการทางด้านเศรษฐกิจผ่านโครงการที่สำคัญ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม 2569 ตามที่กำหนดไว้ว่าจะมีการยุบสภาฯเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ได้รับทราบข้อมูลล่าสุดของโครงการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะต้องผลักดันออกมาให้สำเร็จในช่วง 4 เดือนก่อนยุบสภา รวมทั้งสิ้น 20 โครงการ โดยที่ผ่านมาได้ผ่านการเห็นชอบแล้ว 9 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 11 โครงการ จะทยอยนำเสนอเข้ามาให้ครม.เศรษฐกิจ พิจารณาต่อไป

    สำหรับภาพรวมโครงการทั้งหมด ตามไทม์ไลน์ของรัฐบาล เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ซึ่งมีโครงการสำคัญที้ดำเนินการไปแล้ว คือ

    1.โครงการเติมวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านการเติมเงินให้ครั้งละ 850 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2568ใช้เงินงบประมาณ 22,780 ล้านบาท ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยจำนวน 13.4 ล้านคน 

    2.โครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการแล้ว อยู่ระหว่างการใช้สิทธิ์ของประชาชนและร้านค้า โดยให้รัฐบาลโอนลงไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริหารคนละ 2,000-2,400 บาท ใช้เงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท

    3.มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เที่ยวดีมีคืน ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการแล้ว อยู่ระหว่างการใช้สิทธิ์ของประชาชนและผู้ประกอบการ

    4.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ  โดยเฉพาะการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ Front Load ด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา

    5.มาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด ของกระทรวงพลังงาน เช่น โซลาร์เพื่อประชาชน และระบบพลังงานรองรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

    ส่วนเดือนพฤศจิกายน 2568 มีโครงการสำคัญ คือ

    1.มาตรการแก้หนี้ประชาชน ที่มีภาระหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ผ่านกลไกการบริหารหนี้เสีย (AMC) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    2.มาตรการของกระทรวงพาณิชย์  ทั้ง การดูแลค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตร ถิ่นกำเนิดสินค้า และการตรวจสอบนิติบุคคล ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    3.โครงการ Upskill หรือ Reskill ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จะได้รับเงินสนับสนุน 2,000 บาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    4.โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย มีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้งาน AI ฟรี 1 ปี ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    5.มาตรการส่งเสริม SMEs โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และกรมศุลกากร โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    6.มาตรการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    7.มาตรการกระทรวงพลังงาน โดยเตรียมเสนอเข้ามายัง ครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    8.มาตรการการคลังเพื่อวางรากฐาน โดยเตรียมเสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ครั้งหน้า

    9.มาตรการการลงทุนเพื่ออนาคต โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเตรียมเสนอครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้

    10.โครงการ Business Transformation ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุดอยู่ระหว่างการร่างแผนและเตรียมเสนอครม.เศรษฐกิจสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้

    ส่วนเดือนธันวาคม 2568 มีโครงการสำคัญ คือ

    1.สลากเพื่อการออม  โดยกระทรวงการคลัง  ล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือและร่างแผน ก่อนจะเสนอครม.เศรษฐกิจ ในสัปดาห์แรกของเดือนนี้

    2.พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม โดยกระทรวงการคลัง  ล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือและร่างแผน ก่อนจะเสนอครม.เศรษฐกิจ ในสัปดาห์แรกของเดือนนี้

    3.โครงการ Thailand Individual Account (TISA) หรือบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือและร่างแผน ก่อนจะเสนอครม.เศรษฐกิจ ในสัปดาห์แรกของเดือนนี้เช่นดัน

    4.การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อติดตามผลเชิงนโยบาย ของรัฐบาล ครอบคลุมด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจ ล่าสุดมีการสร้าง Analytics Dashboard แล้ว โดยจะเสนอเข้ามาให้ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบต่อไป

    สุดท้ายเดือนมกราคม มีโครงการสำคัญ คือ

    1.โครงการคนละครึ่งเฟส 2 (Upskill / Reskill) ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดและเริ่มร่างแผนการดำเนินโครงการแล้ว ก่อนจะสรุปและเสนอมายังครม.เศรษฐกิจ ต่อไปในสัปดาห์แรกของเดือนนี้

    แหล่งข่าวระบุว่า ในการดำเนินมาตรการหรือโครงการทั้งหมดนี้ รัฐบาลตังใจผลักดันนโยบายต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีมาตรการต่าง ๆ ที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม 65 ล้านคน ทั้งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง และกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยประชาชนแต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์จากมาตรการหรือโครงการสนับสนุนกับบริบทของตนเอง โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16ZrDSY3HsP4Ix2lBdwPqJ

  • ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เซ็นทรัลกรุ๊ปผลักดันชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เซ็นทรัลกรุ๊ปผลักดันชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    เพราะการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องไม่ทิ้งไว้ข้างหลัง ล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำพันธกิจ “เติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ผ่านการสนับสนุนและพัฒนาสินค้าท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนทั่วประเทศ ผนึกกำลังบริษัทในเครือขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่  โดยกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่า “รากของความยั่งยืน เริ่มจากรากของชุมชน” การสนับสนุนสินค้าชุมชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการต่อยอดภูมิปัญญาไทย นำความรู้และวัตถุดิบเฉพาะถิ่นมาสร้างนวัตกรรมและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ทั้งยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน เสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน และชุมชนมีความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดของตนเอง

    พิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    พิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    พิชัย  จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ‘ความยั่งยืนของประเทศเริ่มต้นจากความเข้มแข็งของชุมชน’ เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตจากฐานราก สนับสนุนให้ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้ต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    สำหรับเรา การพัฒนาชุมชนไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบขององค์กร แต่เป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ที่กลุ่มเซ็นทรัลยึดถือมายาวนาน เรามุ่งใช้พลังของธุรกิจเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคุณค่าของผู้คน ท้องถิ่น และสังคม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้ความเจริญทางเศรษฐกิจเดินคู่ไปกับความภูมิใจในรากเหง้าความเป็นไทย เราจึงมุ่งมั่นร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน (Community Product) ให้มีศักยภาพทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตรในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของความยั่งยืน”

    sustainability-central-group-grassroots-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โครงการด้านความยั่งยืน เซ็นทรัล ทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล

    โครงการ “ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา” อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Earth Net Foundation) ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ขับเคลื่อนการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลผลิต การรับซื้อ แปรรูป และจัดจำหน่ายผ่าน “จริงใจ Farmers’ Market” และ “ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต” รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโลจิสติกส์ให้ได้มาตรฐาน อย.  นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แกนิก” เป็นศูนย์การเรียนรู้และโฮมสเตย์ด้านเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 14 ล้านบาทมีจำนวนสมาชิกว่า 130 ครัวเรือน และต้อนรับผู้มาเยือนและศึกษาดูงานกว่า 800 คน ในปี 2567

    sustainability-central-group-grassroots-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และวิสาหกิจชุมชน พัฒนาเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคนิคคาร์บอนต่ำ พลิกฟื้นพื้นที่เสื่อมโทรมกว่า 5,000 ไร่ สู่เกษตรยั่งยืน นำผลผลิตจำหน่ายที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ จริงใจ Farmers’ Market สร้างรายได้รวมกว่า 41 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,000 ราย โครงการยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับเขตเข้าประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ และได้รับการต่อยอดโดยโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี

    โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ บ้านกุดจิก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร สืบสานภูมิปัญญาการย้อมครามและสีธรรมชาติ พัฒนานวัตกรรมย้อมผ้าให้ทันสมัยและคงทน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมสร้างโรงย้อม โรงทอ และพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายผ่าน Good Goods และห้างเซ็นทรัล ช่วยขยายตลาด และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจาก 3.5 แสนบาท เป็นกว่า 3.6 ล้านบาท ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คนต่อปี สะท้อนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    sustainability-central-group-grassroots-economy-SPACEBAR-Photo03.jpg

    นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ยังขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและเกษตรอินทรีย์ เช่น “Central Robinson Love the Earth Project” ที่ผลักดันสินค้าชุมชนรักษ์โลก “ท็อปส์ ท้องถิ่น” และ “จริงใจ ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต” ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือนได้จำหน่ายผลผลิตปลอดภัยทั่วประเทศ ตลอดจนโครงการสนับสนุนผู้ค้าและเกษตรกรในท้องถิ่นโดยโรบินสันไลฟ์สไตล์ ไทวัสดุ และโก โฮลเซลล์ ขณะที่เซ็นทรัลพัฒนาใช้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่สร้างรายได้และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่วนเครือโรงแรมเซ็นทาราสนับสนุนสินค้าชุมชนและอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ปพัฒนา “ฟาร์มสามารถ” เพื่อสร้างอาชีพให้ผู้พิการ พร้อมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรอินทรีย์กว่า 45 ชุมชนทั่วประเทศ ทุกโครงการล้วนสะท้อนแนวคิด “การเติบโตที่แบ่งปันได้” ที่กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล

    sustainability-central-group-grassroots-economy-SPACEBAR-Photo04.jpg

    โดยกลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของความยั่งยืนของประเทศ เพราะในทุกผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นล้วนสะท้อนเรื่องราวของผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน การต่อยอดและพัฒนาให้สินค้าชุมชนเติบโตอย่างเข้มแข็งจึงเป็นมากกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่คือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของสังคมไทยให้คงอยู่และก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sustainability-central-group-grassroots-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uVAWMQccXdf7dUjoNwnIX

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 – InterGold

    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.22 น.

    กลยุทธ์ : ทองทะยานแรง!
    แนวรับ : $4,100  หรือ  63,000 บาท
    แนวต้าน : $4,160  หรือ  63,600 บาท

    ข่าว :

    .

    ราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาทองคำไทยพุ่งแตะราว 63,400 บาท ส่วนราคาทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 4,140 ดอลลาร์สหรัฐ การดีดตัวครั้งนี้เกิดจากทั้งปัจจัยพื้นฐานและทางเทคนิค โดยตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดอาจเข้าสู่นโยบายผ่อนคลายทางการเงินหลังยุติการดูดสภาพคล่อง (QT) ในวันที่ 1 ธ.ค. ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและหนุนราคาทองคำให้พุ่งขึ้นาง

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำสามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดขาลงรอบก่อนหน้า หากราคาทะลุแนวต้าน 4,160-4,165 ดอลลาร์ได้ จะยืนยันแนวโน้มกลับตัวขึ้นรอบใหม่ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังคงหนุน ได้แก่

    1. ความคาดหวัง QE หลังหยุด QT-ตลาดมองว่าเฟดอาจกลับมาอัดฉีดสภาพคล่อง 
    2. เศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแรง-ตัวเลขการจ้างงานและภาวะ Shutdown สะท้อนภาพเศรษฐกิจถดถอย 
    3. ดอลลาร์อ่อนค่า-จากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศบวกต่อราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว

    กลยุทธ์ :

    .

    ราคาทองในช่วงนี้ปรับตัวแรงขึ้นต่อเนื่อง การ “ไล่ซื้อ” มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้รอดูการปิดแท่งเทียนรายสัปดาห์ หากปิดบวกเหนือ 4,100 ดอลลาร์จะยืนยันแนวโน้มขาขึ้น จากนั้นจึงรอ “จังหวะย่อซื้อ” บริเวณแนวรับ 4,100 หรือ 4,060-4,070 ดอลลาร์ (ประมาณ 63,000 บาท) เพื่อเข้าซื้อสะสม โดยใช้หลักจิตวิทยาการลงทุน “กล้าเมื่อคนอื่นกลัว และกลัวเมื่อคนอื่นกล้า” เป็นแนวทางในการตัดสินใจ

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-12-nov-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AWpRIoUp9KxMutSBBYACw

  • ศธจ.พังงา ขับเคลื่อนการศึกษาเอกชน จัดประชุมผู้บริหารครั้งที่ 1/2568

    ศธจ.พังงา ขับเคลื่อนการศึกษาเอกชน จัดประชุมผู้บริหารครั้งที่ 1/2568

    ภูมิภาค

    ศธจ.พังงา ขับเคลื่อนการศึกษาเอกชน จัดประชุมผู้บริหารครั้งที่ 1/2568

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นางพัทธนันท์ นิลพัฒน์ ศึกษาธิการจังหวัดพังงา นางสรุชา หุตะจูฑะ รองศึกษาธิการจังหวัดพังงา ประชุมผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในสังกัดจังหวัดพังงา ณ ห้องประชุมโรงเรียนตัรบียะห์อิสลามียะห์ อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา 

    การประชุมจัดขึ้นเพื่อพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมวางแผนการดำเนินงานด้านการศึกษาเอกชนในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารจากโรงเรียนเอกชนในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นางพัทธนันท์ กล่าวถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างภาครัฐและโรงเรียนเอกชนในการยกระดับคุณภาพการศึกษา พร้อมเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีมาตรฐาน และตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

    “สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงา พร้อมเป็นศูนย์กลางการประสานงาน สนับสนุน และส่งเสริมการทำงานของโรงเรียนเอกชนทุกแห่ง เพื่อให้การจัดการศึกษาในจังหวัดพังงามีคุณภาพและความเท่าเทียม” — ศึกษาธิการจังหวัดพังงากล่าว

    บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น เป็นกันเอง เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาการศึกษาเอกชนของจังหวัดพังงาให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454012&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H4PXs4aYbRsG3PY36iiN7

  • ผู้ใหญ่ใจดีมอบทุนการศึกษา ทุนประพฤติดี ขยัน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ นศ.เทคนิคระยอง 3 ราย

    ผู้ใหญ่ใจดีมอบทุนการศึกษา ทุนประพฤติดี ขยัน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ นศ.เทคนิคระยอง 3 ราย

    ภูมิภาค

    ผู้ใหญ่ใจดีมอบทุนการศึกษา ทุนประพฤติดี ขยัน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ นศ.เทคนิคระยอง 3 ราย

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 12 พ.ย.68 ที่อาคารอำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง บริษัท นนทกฤช ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคระยอง จำนวน 3 ราย โดยผ่าน ดร.ชรินทร์ ชูชื่น รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง เป็นผู้แทนมอบให้กับนายอำนาจ ชูมา และนายอดิศักดิ์ คงตุก นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาช่างก่อสร้าง รายละ 3,000 บาท และนายธนกร คุ้มพลาย นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง จำนวน 2,000 บาท ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษาที่มี ‘ความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียร แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์’ ทั้งนี้บริษัทฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาการศึกษา จึงได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นขวัญและกำลังใจให้นักเรียนที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454010&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LeUpCUZyeiiXow9–nXhQ