Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์เรียนรู้ทั่วประเทศ

    “นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์เรียนรู้ทั่วประเทศ

    “นฤมล” ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์เรียนรู้ทั่วประเทศ

    “รมว.นฤมล” ถก คกก.ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เคาะสถานศึกษาพอเพียง-ศูนย์การเรียนรู้กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ วางกรอบแนวทางขับเคลื่อน เน้นพัฒนาคุณภาพผู้ประเมิน

    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการศึกษา ครั้งที่ 1/2568 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมีสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินเป็น สถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือ “สถานศึกษาพอเพียง” ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 333 แห่ง แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 248 แห่ง, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 4 แห่ง, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 47 แห่ง, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) 2 แห่ง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 16 แห่ง, สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (สนศ.) 14 แห่ง และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 2 แห่ง และการประเมิน “สถานศึกษาพอเพียง” ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา” จำนวน 250 แห่ง แบ่งเป็น สังกัด สพฐ. 186 แห่ง, สอศ. 5 แห่ง, กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 54 แห่ง, สช. 2 แห่ง และ สถ. 3 แห่ง

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า ยังมีสถานศึกษาที่ยื่นขอรับการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา จำเป็นต้องขอเลื่อนการประเมินออกไป 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านจันทน์หอมตาเสก โรงเรียนบ้านโคก และโรงเรียนบ้านขนุน เนื่องจากเป็นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ และอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีกระสุนปืนใหญ่ตกจนเกิดความเสียหายในบริเวณสถานศึกษา ซึ่งที่ประชุมเห็นใจต่อเด็กนักเรียนและครูผู้สอนในพื้นที่ จึงเห็นชอบให้หน่วยงานดำเนินการ สามารถขอจัดสรรงบประมาณสำหรับการประเมินทั้ง 3 แห่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกรอบแนวทางขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพและองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรผู้ประเมิน เพื่อพัฒนาทักษะในการประเมิน รวมทั้งการติดตาม นิเทศ และให้คำแนะนำแก่สถานศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมทั้ง เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงภาคสถานศึกษา เพื่อเป็นหน่วยขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894991&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t5ke_scTi_TbcE5pIFWrv

  • ผู้ประกอบการ ร้องทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ยกเลิกห้ามดื่มนอกเวลาขาย 

    ผู้ประกอบการ ร้องทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ยกเลิกห้ามดื่มนอกเวลาขาย 


    ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯร้องทบทวนพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยกเลิกห้ามดื่มนอกเวลาขาย ด้าน“สิริพงศ์”แย้มแนวทางแก้ ปลดล็อกกลางวัน -ขยายเวลานั่ง เข้าวงคณะกรรมการควบคุมน้ำเมาพรุ่งนี้

    ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    นายสรเทพ  เผย  ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่มีปัญหาหลักคือเรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่จริงๆ วันนี้ที่มายื่นคือเรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2515 ซึ่งไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ ซึ่งสามข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ 1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว 2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โทรมาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็มๆ ทั้งนี้ทีเส็บจะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป แน่ๆ ถ้ากฎหมายนี้ไม่ได้แก้มีผลกระทบกับเขาแน่ๆ และถึงขั้นที่ว่าเขาอาจจะย้ายจัดการสัมมนาไปประเทศอื่น นี่คือผลกระทบ 

    นายสรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร การท่องเที่ยวมีความกังวล กระทั่งแม้แต่มัคคุเทศก์เองยังเป็นกังวล ว่าจะเอาอย่างไรอย่างเช่นหากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ในช่วงที่มีอากาศร้อนเขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาทีมันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมดกลายเป็นสภาวะสูญญากาศในช่วงนี้ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่ตนอยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ ตนจึงมายื่นข้อเสนอตรงนี้

    ด้านนายสง่า กล่าวว่า ในส่วนของถนนข้าวสารเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นกว่าคนต่อวัน สามารถสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก สิ่งที่เรากังวลคือถ้ามีการปรับจริงกระแสตรงนี้หากนักท่องเที่ยวโดนปรับสัก 1-2 คนแล้วไปสร้างกระแสจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากๆ ในสิ่งที่ภาคราชการออกอะไรมาที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีที่เป็นรากฐานของประเทศ ขอให้ช่วยกลับไปทบทวนดูบริบทของวันนี้ไม่เหมือนกับ 10 -20 ปีที่ผ่านมา จิตสำนึกของคนวันนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาปลูกจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอากฎหมายมาครอบผู้ประกอบการ

    ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาขาย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาขายแต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งเราได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา คิดว่าจะได้คำตอบ และมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค. นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้จะหารือกับคณะกรรมการดูว่ามีอะไรบ้างที่สามารถผ่อนปรน หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิดหนึ่ง

    เมื่อถามว่า จะมีแนวทางที่เหมาะสมพอจะตกลงกันได้หรือไม่ เพราะมีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนการขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเวลาเที่ยงคืน สำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งต่อกำลังดูแนวทาง แต่อาจจะมีให้นั่งต่อไปอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ระเบียบเหล่านี้จะเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตัวกฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดเพียงว่าห้ามขายและห้ามดื่ม ส่วนเรื่องเวลาต้องดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และย้ำว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถทำได้อย่างลำพัง แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เมื่อถามถึง การแบ่งโซนนิ่ง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทบทวน ทั้งนี้การยกเลิกโซนนิ่งทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อาจมีพื้นที่นำร่องในการลองปลดโซนนิ่ง หรืออาจมีการเพิ่มพื้นที่โซนนิ่ง

    อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลของประชาชนว่าหากยกเลิกโซนนิ่งแล้วจะเป็นอย่างไร เรียนว่า การจะปลดโซนนิ่งต้องมีเรื่องของกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง เพื่อการันตีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37460&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l5z4o-s7gVtdP5fssmzrB

  • เดอะมอลล์ กรุ๊ปหนุนขยายเกษียณ 65 ปี ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ดันกำลังซื้อ

    เดอะมอลล์ กรุ๊ปหนุนขยายเกษียณ 65 ปี ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ดันกำลังซื้อ

    นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดแรงงานกลายเป็นวิกฤตใหญ่ ผู้ประกอบการหลายธุรกิจ อาทิ การลงทุนเปิดร้านอาหารดีๆ มากมาย แต่ทุกรายบ่นเหมือนกันว่าหาคนไม่ได้ สะท้อนปัญหาโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งระบบ ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า คนวัยเกษียณจะพุ่งเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งประเทศ

    สำหรับคนอายุเกิน 60 ปีในปัจจุบันยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถทำงานได้อีกหลายปี หากรัฐบาลขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งแรงงาน ธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม เพราะตอนนี้ขาดแคลนแรงงานจริงๆ

    ขณะเดียวกันปัญหาแรงงานไม่ได้มาจากคนเกษียณเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากคนเกิดน้อยลง ลดลงต่อเนื่องกว่า 10% แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบลดลงทุกปี ขณะอายุเฉลี่ยของประชากรยืนยาวขึ้น ทำให้คนวัยทำงาน 1 คนต้องแบกภาระเลี้ยงดูคนถึง 3 คน ทั้งเด็กที่ยังไม่โตและผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว สร้างความหนักทั้งระบบเศรษฐกิจ

    อีกประเด็นท้าทายคือพฤติกรรมแรงงานรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนยุคใหม่สมัยนี้ไม่อยากทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น บางคนไม่อยากทำเสาร์อาทิตย์ด้วยซ้ำ อยากทำเมื่ออยากทำและหยุดเมื่อเหนื่อย ระบบการทำงานแบบเดิมไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และค้าปลีกที่ต้องใช้พนักงานอยู่หน้างานตลอดเวลา หากไม่ปรับโครงสร้างการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น ธุรกิจหลายประเภทจะเจอทางตัน

    อย่างไรก็ตาม สังคมสูงวัย ได้เปิดประตูโอกาสใหม่ทางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและเวลล์บีอิ้ง ธุรกิจโรงพยาบาลยังโตแน่นอน เพราะทุกวันนี้คนแก่แต่ไม่ตาย ต้องดูแลตัวเอง กินยา ตรวจสุขภาพต่อเนื่อง พัฒนาให้แก่แต่ไม่ตายจึงอยู่กันนานขึ้นอีก เชื่อว่าธุรกิจด้านสุขภาพ คลินิกเฉพาะทาง และสินค้าเพื่อผู้สูงอายุจะเติบโตต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เมื่อคนไม่ตายง่ายๆ ทั้งรัฐและเอกชนก็ต้องแบกรับต้นทุนการดูแลมากขึ้นเช่นกัน

    นางสาววรลักษณ์ กล่าวว่า ด้านธุรกิจค้าปลีกนั้น จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการหาลูกค้าใหม่มาเน้นสร้างความถี่ในการกลับมาใช้บริการ ตอนนี้เน้น สร้างความถี่ ทำให้ลูกค้าเดิมกลับมาบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะจัดอีเวนต์หมุนเวียน เปลี่ยนธีมทุกเดือน หรือทำโปรแกรมสมาชิกให้สิทธิพิเศษเฉพาะกลุ่ม “ถ้าไม่ทำให้เขามาบ่อยขึ้น จะเอายอดขายจากไหน ลูกค้าใหม่มีได้แค่ระดับหนึ่ง”

    “การยืดอายุเกษียณเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะช่วยให้แรงงานยังมีรายได้ ธุรกิจยังมีคนทำงาน และประเทศยังมีแรงขับเคลื่อนต่อ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราเข้าใจและปรับตัวทัน ต้องให้คนทุกวัยรู้สึกอยากใช้ชีวิต อยากใช้จ่าย และอยากมีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจต่อไป”

    ทั้งนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ เปิดแถลงข่าวจัดแคมเปญปีใหม่ “MONCHHICHI x THE MALL GROUP THE GREAT NEW YEAR 2026” ดึงคาแรกเตอร์ดังจากญี่ปุ่น “มอนชิชิ” มาสร้างประสบการณ์ Retailtainment ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกระดับเทศกาลปีใหม่ของไทยด้วยการผสาน Soft Power ญี่ปุ่น–ความอบอุ่นแบบไทย ผ่านการตกแต่งธีมพิเศษ คอลเลกชันลิมิเต็ด กิจกรรมป๊อปอัพสโตร์ มอนชิชิคริสต์มาสทาวน์ และสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะไทย พร้อมแคมเปญช้อป–รับของพรีเมียม และลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์รีเทลยุคใหม่ที่เน้นประสบการณ์ ความสุข และการมีส่วนร่วมของลูกค้าช่วงปลายปี โดยใช้งบการตลาด 500 ล้านบาท โดยคาดว่าไตรมาสที่ 4 ของปีนี้กำลังซื้อจะกลับมาและตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2568 เท่ากับปีที่ผ่านมาในระดับ 55,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2895209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r4MMWJfdSxSiCHx0C0dh9

  • เชียงใหม่ตอบรับ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน หนุนรัฐบาลเร่งเปิดเฟส 2

    เชียงใหม่ตอบรับ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน หนุนรัฐบาลเร่งเปิดเฟส 2

    บรรยากาศ การจับจ่ายซื้อสินค้าในช่วงที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสช่วงนี้เป็นไปอย่างคึกคัก ตลาดหลายแห่ง นั้นมีผู้คนมาจับจ่าย ซื้อสินค้าจำนวนมาก ผู้ประกอบการร้านค้าหลายรายสะท้อนออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ล่าสุด สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (โฆษกรัฐบาล) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ในช่วงจากนี้ไปถึงมีการเลือกตั้งใหม่ ประกอบด้วย โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

    “ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิและวงเงินงบประมาณที่จะนำมาดำเนินโครงการ ในเบื้องต้นจะพิจารณาให้สิทธิคนที่ไม่ได้รับสิทธิเฟสแรกก่อน ขณะที่คนที่ได้เฟสแรกไปแล้วจะได้รับสิทธิเพิ่มด้วย โดยทั้งเฟส 1 และเฟส 2 จะได้รับเงินเท่าๆ กัน”

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ณัชยา เรือนแก้ว แม่ค้าร้านอาหารพื้นเมือง กล่าวว่า ตั้งแต่มีโครงการคนละครึ่งพลัสทำให้การซื้อขายของเป็นไปอย่างคึกคักทุกวันและทำให้ยอดขายร้านของตนเพิ่มขึ้นโดยคนมาใช้จ่ายด้วยวอลเล็ตของเป๋าตังที่ผูกกับโครงการคนละครึ่งกันจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เลือกซื้อกับข้าวมื้อเช้าของวันเป็นปกติ แต่สังเกตจากลูกค้าประจำพฤติกรรมการใช้จ่ายนั้นเปลี่ยนไป หลายคนก็สามารถซื้ออาหารได้มากขึ้นกว่าที่เคยใช้เงินของตัวเองเต็มจำนวน ส่วนใหญ่ซื้ออาหารตั้งแต่ 20-30 บาท ไปจนถึงหลักร้อย เพื่อไปรับประทานกับครอบครัวก่อนที่จะไปเรียนหรือไปทำงาน

    “ส่วนตัวแล้วเข้าร่วมโครงการมาหลายครั้งแล้ว เช่นเดียวกับครั้งนี้ก็เข้าร่วมอีก เพราะเห็นว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือคนรากหญ้าจริงๆ การใช้จ่ายก็ง่ายมาก สะดวกสบาย เพียงแต่ต้องชาร์จแบตมือถือ มีสัญญาณเน็ต และต้องเติมเงินเข้าวอลเล็ตก่อน ซึ่งสนับสนุนมากๆ ที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มรากหญ้าได้ และสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งหากจะมีการพิจารณานำโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งยืนยันร้านของตนเองก็จะเข้าร่วมอย่างแน่นอน” ณัชยา กล่าว

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo06-1.jpg

    ด้าน พิมพ์อักษร คำหง้า กล่าวว่า ส่วนตัวนั้นเข้าร่วมโครงการมาโดยตลอด ตั้งแต่ “คนละครึ่ง” จนมาถึง “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งถือว่าการทำแอพพลิเคชั่นให้ใช้ก็ใช้งานง่ายสะดวกสบาย ส่วนใหญ่ก็จะนำไปซื้ออาหารรวมถึงของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็น

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    “ถือว่าโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันค่าของชีพนั้นสูงขึ้น หากเราใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัส เหมือนกับเราได้ย้อนเวลามาใช้จ่ายในสินค้าในยุคที่ถูกลงกว่าปัจจุบันครึ่งหนึ่ง ส่วนตัวอยากให้มีโครงการนี้ต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยเหลือประชาชนกลุ่มรากหญ้าได้จริงๆ”

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

    ขณะที่ สายทอง วงศ์กุณา ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่พลาดโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 เนื่องจาก ไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์ได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าแอพพลิเคชั่นเป๋าตังได้ จึงต้องไปดำเนินการที่ธนาคารกรุงไทย แต่เนื่องจากมีคนรอคิวยืนยันตัวตนจำนวนมาก ก็ทำให้ตนเองนั้นพลาดโอกาสนี้ไป เพราะหลังจากที่ยืนยันตัวตนเสร็จ นั้นการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 1 นั้นเต็มทั้ง 20 ล้านสิทธิ์แล้ว

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-PhotoSQ01.jpg

    “จากการติดตามข่าวสารที่รัฐบาลจะมีการเปิดโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง โดยจะให้คนที่ไม่ได้ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส มาก่อน จะได้รับยอดเงิน 4,000 บาท เพื่อความเท่าเทียม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งยืนยันว่ารอบนี้จะติดตามข่าวสารและลงทะเบียนตามวันเวลาที่กำหนดให้ทัน เพราะถือว่าเงิน 4,000 บาท รวมกับของตนเองอีกครึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเงินจำนวนมากที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าอาหารการกิน รวมถึงค่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต้องใช้ ก็ถือว่าช่วยได้เยอะ”

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo01.jpg

    รศ.นิสิต พันธมิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยบรรเทาค่าของชีพประชาชนได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าของใช้ที่จำเป็นในตลาดต่างๆ กันอย่างคึกคัก

    “แต่อย่างไรก็ตาม ในมิติของการท่องเที่ยว โครงการนี้อาจไม่รับความจูงใจมากนัก เพราะวงเงินที่ให้ใช้จ่ายต่อวันนั้นมีจำกัด หากคิดว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงินจะไม่เพียงพอต่อราคาที่พัก แต่ถ้ามองกลับกัน เช่นโครงการเที่ยวคนละครึ่ง จะเป็นการตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยวได้ ชัดเจนกว่า แต่พอมาเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส โดยประชาชนทั่วไป ผลที่จะไปกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว เป็นรองกว่าปัจจัย 4 ก็คือสินค้าที่มีมีความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค”

    ข้อมูลจากสำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่พบว่า  ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 5,000 ราย ซึ่งคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 จะส่งผลให้มีการเงินหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 4,174 ล้านบาท

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-responds-to-half-half-plus-scheme-supporting-the-government-in-accelerating-phase-2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nE5-ppdSTlujJ3RsTOF4b

  • ชี้ปลายปีตลาดหุ้นฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน

    ชี้ปลายปีตลาดหุ้นฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน

    ชี้ปลายปีตลาดหุ้นฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 ตุลาคม 2568)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 135.73 นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และความผันผวนของค่าเงินบาท

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนตุลาคม 2568 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ 1.ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มกราคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 135.73  2.ความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่และนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” 3.หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM)   3.หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION) 4.  ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 5.ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ  สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน

    สำหรับผลสำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 4.9% อยู่ที่ระดับ 124.30 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 11.6% อยู่ที่ระดับ 137.50 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 7.7% อยู่ที่ระดับ 153.85 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 16.0% อยู่ที่ระดับ 140.00  โดยในเดือนตุลาคม 2568 ดัชนี SET ปรับตัวทะลุ 1,300 จุดโดยมีปัจจัยหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยหนุนกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจไทย แต่ยังคงมีความกังวลต่อการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปที่ซบเซายืดเยื้อ แรงกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐอเมริกา โดย SET Index ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ปิดที่ 1,309.50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.77% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 39,473 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,496 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 100,739 ล้านบาท

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ผลการเจรจานโยบายการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน การแก้ปัญหา Government shutdown ของสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน แนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงในหลายประเทศซึ่งอาจทำให้มีการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกมีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียโดยรวม ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศทั้งภาคการส่งออก ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะจับตามองหุ้นในกลุ่มค้าปลีกซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมากที่สุด อย่างไรก็ตามจากภาวะตลาดหุ้นของวันนี้(12 พ.ย.68) กลับพบว่าหุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวร่วงลงมาโดยเฉพาะหุ้น CPAXT ที่ร่วงนำกลุ่ม หลังจากที่มีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/68 ที่มีกำไรลดลงอย่างมาก และพลาดเป้าคาดการณ์ของตลาดและนักวิเคราะห์ ซึ่งมองว่าปัจจัยหลักมาจากความอ่อนแอของธุรกิจทั้งขายส่งและขายปลีก รวมถึงแรงกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้น โดยผลประกอบการไตรมาส 3/68 ของ  CPAXT รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.86 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวลดลงถึง -22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งผลกำไรที่ออกมานี้ถือว่า ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 15% และยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 18%

    สำหรับภาพรวมกลุ่มค้าปลีกปัจจุบันการลงทุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีกยังคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งการร่วงลงของกลุ่มค้าปลีกในวันนี้จึงเป็นผลมาจากการกดดันด้านผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่หุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มค้าปลีกมองเป็นหุ้น CPALL

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/927297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NDZbi1HFJSoakxVBf7CoM

  • FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนคงอยู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” คาดหวังศก.ไทยฟื้นจากมาตรกระตุ้นภาครัฐ

    FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนคงอยู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” คาดหวังศก.ไทยฟื้นจากมาตรกระตุ้นภาครัฐ

    12 พฤศจิกายน 2568, 16:51น.

              นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2568 (สำรวจวันที่ 20-31 ตุลาคม 2568) พบว่า ‘ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน’ (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ที่ระดับ 135.73

              นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)

              ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และความผันผวนของค่าเงินบาท

               ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนตุลาคม 2568 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

               – ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มกราคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 135.73

               – ความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่และนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’

               – หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM)

               – หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)

               – ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

               – ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน

              ผลสำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 4.9% อยู่ที่ระดับ 124.30 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 11.6% อยู่ที่ระดับ 137.50 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 7.7% อยู่ที่ระดับ 153.85 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 16.0% อยู่ที่ระดับ 140.00

               ในเดือนตุลาคม 2568 ดัชนี SET ปรับตัวทะลุ 1,300 จุดโดยมีปัจจัยหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยหนุนกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจไทย แต่ยังคงมีความกังวลต่อการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปที่ซบเซายืดเยื้อ แรงกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐอเมริกา โดย SET Index ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ปิดที่ 1,309.50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.77% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 39,473 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,496 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 100,739 ล้านบาท

               ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ผลการเจรจานโยบายการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน การแก้ปัญหา Government shutdown ของสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน แนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงในหลายประเทศซึ่งอาจทำให้มีการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกมีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียโดยรวม

               ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศทั้งภาคการส่งออก ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    #ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน

    #สภาธุรกิจตลาดทุนไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ENdKKeNmr7ZVfhRzmNC_v

  • “ทุนพระราชทาน” เปลี่ยนชีวิต สานต่อพระราชปณิธานแห่งการให้

    “ทุนพระราชทาน” เปลี่ยนชีวิต สานต่อพระราชปณิธานแห่งการให้

    “ทุนพระราชทาน” เปลี่ยนชีวิต สานต่อพระราชปณิธานแห่งการให้

    12 พฤศจิกายน  2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในห้องเรียนเล็ก ๆ กลางดอยสูงของโรงเรียนบ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ชาวปกาเกอญอประสานกับน้ำเสียงของ “ครูมงคล ทองบือ” ผู้ถ่ายทอดความรู้ด้วยหัวใจแห่งความรักและความกตัญญู

    ครูผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กยากจนบนดอยแห่งนี้ แต่ได้รับโอกาสครั้งสำคัญจากทุนพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านขุนแตะในปี 2545 พระองค์ทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง “โครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านขุนแตะ” เพื่อให้ราษฎรบนพื้นที่สูงมีอาชีพที่มั่นคง และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนการศึกษาแก่เยาวชนยากจน หนึ่งในนั้นคือ “ครูมงคล” ผู้ได้รับทุนเรียนต่อจนจบปริญญาตรี และทรงรับมารดาไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์

    “ทุนพระราชทาน” เปลี่ยนชีวิต สานต่อพระราชปณิธานแห่งการให้

    นาย มงคล ทองบือ ครูโรงเรียนบ้านขุนแตะ เปิดเผยว่า จากเด็กที่ได้รับทุนการศึกษาจากพระองค์ท่าน วันนี้ เด็กชายในวันวานได้เติบโตเป็นครูผู้ให้ เพื่อทดแทนบุญคุณ ที่ตนเคยได้รับ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ  โดยใช้ภาษาปกาเกอญอในการสอน เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจบทเรียนและสนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น ครูมงคลบอกด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า “พระองค์ไม่เพียงมอบทุนให้เรียน แต่ทรงมอบชีวิตใหม่ให้กับผมและครอบครัว”

    นาย มงคล ทองบือ ครูโรงเรียนบ้านขุนแตะ

    จากพระเมตตาแห่งทุนพระราชทาน สู่แรงบันดาลใจบนดอยสูงแห่งนี้ ครูมงคลยังคงสืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ ถ่ายทอดความรู้และความหวังให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เติบโตอย่างงดงามท่ามกลางขุนเขา

    “ทุนพระราชทาน” เปลี่ยนชีวิต สานต่อพระราชปณิธานแห่งการให้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378969294&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw194TojvuK11gnKpXMMTDBS

  • กรมการท่องเที่ยว”เร่งยกระดับห้องน้ำแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย ชูมาตรฐานสะอาด ปลอดภัย เพื่อประสบการณ์ที่ดีของนักเดินทาง

    กรมการท่องเที่ยว”เร่งยกระดับห้องน้ำแหล่งท่องเที่ยวทั่วไทย ชูมาตรฐานสะอาด ปลอดภัย เพื่อประสบการณ์ที่ดีของนักเดินทาง

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ มุ่งยกระดับคุณภาพสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย และสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว โดยล่าสุดปรับปรุงแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว 12 แห่งทั่วไทย

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การเดินทางท่องเที่ยวในปัจจุบัน นอกจากเส้นทางและจุดหมายปลายทางแล้ว “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวให้ความใส่ใจ เพราะสะท้อนภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวและประเทศโดยรวม กรมการท่องเที่ยวจึงเดินหน้าโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกสบายให้ได้ตามเกณฑ์สากล

    สำหรับห้องน้ำที่ปรับปรุงแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่​ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู, เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี,
    ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว), จุดชมวิวหินช้างสี, วัดธาตุ พระอารามหลวง, พระธาตุขามแก่น, วัดพระบาทภูพานคำ จ.ขอนแก่น,วัดภูมินทร์ และวัดศรีพันต้น จ.น่าน, วัดราชบูรณะ จ.พิษณุโลก, ปราสาทหินพนมวัน จ.นครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จ.ราชบุรี

    จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ โดยตั้งเป้าดำเนินการปรับปรุงห้องน้ำให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569

    “ห้องน้ำสะอาด คือ จุดเริ่มต้นของประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดี” นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/256614&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f4DzKMSzBO7kDJq9zhoST

  • เอกชนบุกทำเนียบ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่

    เอกชนบุกทำเนียบ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่

    เอกชนบุกทำเนียบ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่

    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและบริการนำโดย นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร, นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย รวมถึง นายณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ นายกสมาคมสุราท้องถิ่นไทย พร้อมตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบ

    สาระสำคัญของหนังสือระบุว่า กลุ่มผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณายกเลิกข้อห้าม “นั่งดื่มนอกเวลาขาย” ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ปลดล็อกเวลาขายแต่เพิ่มข้อห้าม “นั่งดื่ม” ในเวลาห้ามขาย และกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากฝ่าฝืน

    นายสง่า เรืองวัฒนกุล กล่าวว่า ข้อห้ามดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมากในกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาห้ามขายแต่ลูกค้ายังนั่งดื่มต่อ ทำให้เกิดความสับสนว่าผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะถูกปรับหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีความชัดเจน อาจกระทบต่อการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซันที่กำลังจะมาถึง

    รวมถึงมาตรการที่รัฐบาลน่าจะดำเนินการได้จริงในขณะนี้ คือ การยกเลิกกฎห้ามขายเวลา 14:00-17:00 น. และการขยายเวลานั่งดื่มจากเที่ยงคืนเป็น 01:00 น. ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้สูง

    ด้านสถานการณ์รายได้ นายสง่าระบุว่า เมื่อเทียบแบบ year-to-year กับปีที่แล้ว รายได้ของผู้ประกอบการไม่ได้ลดลงเลย อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือบวกลบกันไปเล็กน้อย โดยดูจากอัตราการเข้าพัก (occupancy) และรายได้ พบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 80% ซึ่งถือว่าดี เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดจีน ตลาดท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหลักคือตลาดเอเชีย ในขณะที่ย่านข้าวสาร 80% เป็นนักท่องเที่ยวยุโรป

    เอกชนบุกทำเนียบ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมเรื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่

    หากมีการปลดล็อคในครั้งนี้ ผลกระทบจะไม่เป็นระยะยาว เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังคงเดินทางมาท่องเที่ยวอยู่แล้ว และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบแล้ว ภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดียที่แสดงถึงความคึกคักของแหล่งท่องเที่ยวจะช่วยสร้างผลดีตามมา สำหรับช่วงปีใหม่นี้ ย่านข้าวสารจะมีการจัดงานเคาต์ดาวน์เช่นเดิมทุกปี

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ความไม่ชัดเจนของกฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปที่นิยมดื่มตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ ร้านอาหารและโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตสถานบริการอาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งสื่อต่างประเทศ เช่น สำนักข่าว 10 News จากออสเตรเลีย ได้เริ่มรายงานเตือนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับข้อห้ามดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายเดินทาง

    ด้าน นายณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ นายกสมาคมสุราท้องถิ่นไทย กล่าวเสริมว่า ภาคเอกชนต้องการเห็นรัฐบาลเร่งหาทางออกที่สมดุลก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจสำคัญ พร้อมเสนอให้ยกเลิกมาตรการห้ามดื่มนอกเวลาขาย และปรับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลผลกระทบทางสังคม

    ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก โดยได้สั่งการให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เร่งพิจารณาแนวทางแก้ไข ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้

    นายสิริพงศ์กล่าวว่า แนวทางเบื้องต้นอาจออก “ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี” ฉบับใหม่ เพื่อปลดล็อกช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืนอาจจำกัดการขายได้ถึงเที่ยงคืน แต่เปิดให้นั่งดื่มต่อได้ในระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ จะต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    สำหรับประเด็นโซนนิ่ง นายกรัฐมนตรีให้แนวทางว่าการยกเลิกทั้งหมดอาจทำไม่ได้ในทันที แต่อาจเริ่มจากพื้นที่นำร่องบางแห่ง หรือขยายพื้นที่ผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายและลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

    ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งหาข้อสรุปและออกแนวทางผ่อนคลายโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่ถือเป็นฤดูกาลสำคัญของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/643808&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18HCZmniZ8FLdQKSJHNNS1

  • 5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ในเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “Panel Discussion : Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่จัดขึ้นโดย “เนชั่น กรุ๊ป” ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและสถาบันการเงินได้ตอกย้ำถึงโอกาสทองของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฮาลาล” ของภูมิภาค โดยระบุชัดว่าอุตสาหกรรมฮาลาลคือ “เครื่องจักรใหม่” ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (GDP) ของประเทศให้เติบโตอย่างมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างทางโอกาสขนาดใหญ่ที่รอการต่อยอด

    นายภัทรพล ลิ้มภักดี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้เน้นย้ำว่าโครงสร้างของอุตสาหกรรมฮาลาลนั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่อาหาร แต่ครอบคลุมมิติอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, สุขภาพ, ท่องเที่ยว, แฟชั่น, ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์และซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องในหลายเซกเตอร์อยู่แล้ว สศอ. จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ผ่านแผนพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลระยะแรก (พ.ศ. 2567-2570) เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางฮาลาล” โดยใช้กลไกหลัก 3 ด้าน

    หนึ่งคือ ด้านดีมานด์ (Demand) มุ่งส่งเสริมการค้าและสร้างการรับรู้ในตลาดโลก สองคือ ด้านซัพพลาย (Supply) เน้นยกระดับคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะเทรนด์ใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตแบบโลว์คาร์บอนและการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกในอนาคต และสามคือ ด้านอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมพัฒนากลไกสนับสนุนตามนโยบาย Quick-Big-Win

    นอกจากนี้ “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” ยังสามารถนำมาต่อยอดได้ โดยเฉพาะด้านอาหาร แฟชั่น และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายด้านคุณภาพวัตถุดิบ การสอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาลของประเทศคู่ค้า รวมถึงการขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้ความเข้าใจหลักศาสนาอิสลาม นายภัทรพลย้ำว่า “ฮาลาลไม่ใช่ของมุสลิมไทย แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ” และเสนอให้มี “ศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ” เพื่อสร้างมาตรฐานและบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ เนื่องจากฮาลาลคือความเชื่อ ความไว้วางใจ และจริยธรรมทางเศรษฐกิจในฐานะหน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการรากฐาน

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการรากฐาน ดร. ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ว่า สสว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนา SME โดยมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการเข้าใจและแก้ไข “จุดด้อย” ของธุรกิจได้อย่างตรงจุด ทั้งด้านการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต การตลาด และคุณภาพสินค้า โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบคือการเข้าถึงข้อมูล และความเข้าใจผิดที่มองว่าการขออนุญาตหรือรับรองมาตรฐานฮาลาลเป็นเรื่องยุ่งยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Digital Transformation เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในยุคปัจจุบัน สสว. จึงได้มีการจัดอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบให้ความช่วยเหลือ เช่น โครงการ SME ปัง! ตั้งได้คืน ภายใต้ระบบ BDS (Business Development Service) ในรูปแบบ E-Marketplace ที่ สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ในสัดส่วน 50-80% ดร.ปณิตาได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันแนวคิด “ฮาลาล วัน สตอป เซอร์วิส” (Halal One Stop Service) เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย ทั้งสินค้าฮาลาลและสินค้าทั่วไป ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ด้านการสนับสนุนทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัล นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ได้ประกาศ “สามธงสำคัญ” ในการขับเคลื่อน SME ฮาลาล ธงแรกคือ การเติมทุน โดยเตรียมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษที่อัตรา 3% คงที่ 3 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้สะดวก ซึ่งรวมถึงสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท, สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท และสินเชื่อ “SME Green Productivity” สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท

    ธงที่สองคือ การพัฒนาผู้ประกอบการ โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน และให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่ยุคดิจิทัลผ่าน “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ครบวงจร 24 ชั่วโมง ที่มีเครื่องมือสำคัญ 6 ด้าน เช่น ระบบ Business Health Check, E-Learning, และ SME D Coach แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการฮาลาลสามารถพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบ On-site และธงที่สามคือ การร่วมลงทุน

    โดยธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อลดภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้อย่างเดียว นายพิชิตได้เสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command เพื่อกำหนดทิศทางและกลไกสนับสนุนที่ครบวงจร

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    นายณรงค์เดช สุขจันทร์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า มาตรฐานฮาลาลไทยภายใต้ชื่อ “The Central Islamic Council of Thailand” เป็น “ฮาลาลของประเทศไทย” ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากทั่วโลกมายาวนานกว่า 70 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 และถือเป็นโลโก้ฮาลาลเดียวของประเทศไทยที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้บนบรรจุภัณฑ์ได้ และเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจคือ โลโก้นี้สามารถนำไปขายได้ทั่วโลก (One Logo, Sell Worldwide) ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่น (trust) ที่มีต่อประเทศไทย

    ปัจจุบัน ไทยได้รับการยอมรับในระดับสูง โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองประมาณ 10,000 ราย และมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 200,000 รายการ ซึ่งถือว่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก แม้หลายฝ่ายอาจมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นมุสลิม (non-Muslim) อาจมีเครดิตน้อยในการผลิต แต่ไทยยังคงมีโอกาสสูงในการใช้กลยุทธ์หลักคือการใช้สถานะความเป็น “ครัวโลก” ในการผลิตอาหาร โดยเน้นยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือและการยอมรับซึ่งกันและกัน ล่าสุดในการจัดงาน Grand Halal มีองค์กรที่ทำความร่วมมือกับไทยรวม 156 องค์กร จาก 54 ประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ว่าฮาลาลไทยสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าขององค์กรเหล่านั้นได้

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    เสริมในมิติของโอกาสและการปรับ Mind Set ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBank) ได้ชี้ว่า เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจที่เติบโตสูงนี้ ประเทศไทยและผู้ประกอบการต้องเปลี่ยน Mind Set เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น “Muslim friendly country” โดยจุดแข็งที่สำคัญของไทยคือการเป็นประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชาวตะวันออกกลางมองประเทศไทยในแง่ดี

    เศรษฐกิจอิสลาม (Islamic Economy) ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาล เพราะปัจจุบัน 1 ใน 4 ของประชากรโลกคือชาวมุสลิม ทำให้เกิดกำลังซื้อขนาดใหญ่ โดยสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจฮาลาลคือ อาหาร รองลงมาคือเรื่องการท่องเที่ยวและการเดินทาง และสิ่งที่น่าจับตาคือ ประชากรมุสลิมส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเติบโตและกำลังซื้อในอนาคตที่สูงมาก ดร.ทวีลาภอธิบายว่า เศรษฐกิจอิสลามนั้นเป็นมากกว่าการบริโภคทั่วไป แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา หัวใจหลักคือการมีชีวิตที่พอเพียง และหลักการทางการเงินที่ไม่พึ่งพาระบบดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดความยั่งยืนและความพอเพียงที่สังคมโลกกำลังให้ความสำคัญ

    นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์ที่น่าจับตามองคือ การที่ผู้บริโภคเริ่มมีความรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแบรนด์ของตะวันตก (West) ซึ่งสร้างโอกาสให้แบรนด์เล็ก ๆ สามารถสร้างการรับรู้และกำลังซื้อในตลาดอาหรับได้ ในบทบาทของ IBank ในฐานะ Islamic Bank ดร.ทวีลาภกล่าวว่า ธนาคารพยายามทำตัวเป็น “ตัวเชื่อม” ในโลกของการเงินอิสลาม และเป็น “ประตูสำหรับประเทศไทยที่เปิดไปสู่โลก” เพื่อเชื่อมโยงการค้า (Trade) และการลงทุน (Investment) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเครือข่ายธนาคารอิสลามในประเทศสำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g6y9GKmAeHHyU7X1L8Fwl