Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (2 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (2 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (2 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 96 ,91 ลง 70 สตางค์ต่อลิตร

    ด้านดีเซลลดราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลพรีเมี่ยมลดราคา 1 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 59.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.70 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 59.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.70 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (บางจาก)

     ราคาน้ำมันวันนี้2569 (2 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/660426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39CVC8LwILg1N9oC_5sI2-

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 02 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 02 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 10.17 น.


    กลยุทธ์: รอจังหวะ
    แนวต้าน: $4,675 = 70,100 บาท
    แนวรับ: $4,500 = 69,300 บาท
    .
    ทำไมราคาทองคำจึงปรับตัวลดลง แม้ยังมีความเสี่ยงด้านสงครามและภูมิรัฐศาสตร์อยู่? ราคาทองคำถูกกดดันจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง เงินดอลลาร์แข็งค่า และเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยี แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังช่วยพยุงทองคำในระยะยาวก็ตาม
    .
    ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และลดความน่าสนใจของทองคำในสายตานักลงทุนทั่วโลก
    .
    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น จนตลาดกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้ Fed คงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป ขณะที่เม็ดเงินจำนวนมากยังไหลเข้าสู่หุ้น AI และเทคโนโลยี ส่งผลให้ทองคำขาดแรงซื้อสนับสนุนในระยะสั้น
    .
    ด้านปัจจัยที่ต้องติดตามต่อคือ ตัวเลขเงินเฟ้อยุโรปที่อาจส่งผลต่อค่าเงินและราคาทองคำ รวมถึงสัญญาณทางเทคนิคที่ยังไม่ยืนยันการกลับตัวขึ้น ทำให้นักลงทุนหลายส่วนยังเลือกชะลอการเข้าซื้อและรอความชัดเจนของแนวโน้มก่อนลงทุน
    .
    โดยสรุป ราคาทองคำในช่วงนี้ยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยี แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังช่วยพยุงความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในระยะสั้นตลาดยังให้น้ำหนักกับปัจจัยเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยมากกว่า ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรอความชัดเจนของแนวโน้มก่อนกลับเข้าซื้อทองคำอย่างจริงจัง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-02-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Octt6bsk0YhNe3C9c6fu5

  • Silver Economy เวียดนาม  โอกาสใหม่ของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

    Silver Economy เวียดนาม โอกาสใหม่ของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

    เนื้อข่าว 

    เศรษฐกิจกลุ่มผู้สูงอายุ (Silver Economy) เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการ และมีความจำเป็นสำหรับผู้สูงวัย ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วในเวียดนาม ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศ

    image.png

    ปัจจุบัน ผู้สูงอายุเวียดนามส่วนใหญ่นิยมใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยมากกว่าการย้ายเข้าไปอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ  ส่งผลให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (At-home services) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงอายุที่กำลังเติบโตของเวียดนาม

    นาย Huan Le รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Wecare247 กล่าวว่า เศรษฐกิจผู้สูงอายุของเวียดนามยังขาดแนวทางดำเนินการที่เป็นรูปธรรมซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง  
    แม้ผู้สูงอายุเวียดนามประมาณร้อยละ 80 ต้องการได้รับการดูแลที่บ้านก็ตาม  ทั้งนี้ โอกาสทางธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการสนับสนุนในชีวิตประจำวันที่เข้าถึงได้ง่าย มีความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวเวียดนาม 

    แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างสังคมของเวียดนาม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ แต่ยังขาดแคลนบริการด้านการดูแลอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    มูลค่าตลาดเศรษฐกิจสูงวัยของเวียดนามคาดว่าจะขยายตัวจาก 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 เป็น 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2577 สะท้อนแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ โดยปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดมาจากการบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งตอบโจทย์ด้านความสะดวก ใช้งานได้จริง มีความยืดหยุ่น และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับครอบครัวทั่วไป  ขณะเดียวกัน ระบบดูแลผู้สูงอายุของเวียดนามยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน ดร. Nguyen Van Vinh Chau รองผู้อำนวยการกรมอนามัย (Department of Health) นครโฮจิมินห์ ระบุว่า จากการตรวจสุขภาพประชาชน 500,000 คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุแต่ละคนมีโรคเรื้อรังมากกว่า 2 โรค และ ประมาณร้อยละ 10 ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน  แม้ความต้องการจะเพิ่มขึ้น แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุของนครโฮจิมินห์ยังคงมีข้อจำกัด  โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่เปิดแผนกเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Department) เพียง 15 แห่ง มีแผนกผู้ป่วยผู้สูงอายุแบบผสมผสาน (Mixed-Specialty Geriatric Department) 17 แห่ง และศูนย์คุ้มครองทางสังคม (social protection centers) 36 แห่งเท่านั้น จึงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดผู้สูงอายุ และด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึง ตั้งข้อสังเกตว่า เวียดนามยังขาดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบรายวันและศูนย์กิจกรรมชุมชนสำหรับผู้สูงอายุ  ที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งผู้สูงอายุสามารถพบปะสังสรรค์ ออกกำลังกาย และรับการดูแลในระหว่างที่บุตรหลานที่เป็นวัยผู้ใหญ่ออกไปทำงาน  อีกทั้งรูปแบบบริการดังกล่าวในหลายประเทศยังมีราคาค่าบริการต่ำกว่าการดูแลในสถานพักอาศัยแบบเต็มเวลาอย่างมาก  ซึ่งในเวียดนาม บริการประเภทนี้ยังมีอยู่จำกัดมาก

    นาง Nguyen Thi Kieu Oanh ผู้ก่อตั้งบริษัท Life Energy – Genki กล่าวว่า ผู้สูงอายุชาวเวียดนามจำนวนมากไม่ต้องการออกจากละแวกบ้านและชุมชนที่คุ้นเคย บริษัทจึงพัฒนารูปแบบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบกึ่งพักอาศัย โดยผู้สูงอายุยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย แต่ในระหว่างวันผู้สูงอายุสามารถมาที่ศูนย์ดูแล เพื่อพบปะเพื่อนฝูง สังสรรค์ เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพกายและสมอง รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ก่อนกลับไปใช้เวลากับครอบครัวในช่วงเย็น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันธุรกิจประเภทดังกล่าวคือการปรับเปลี่ยนทัศนะคดิของสมาชิกในครอบครัว ให้สนับสนุนญาติผู้ใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ยังสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ในหลายอุตสาหกรรมของเวียดนาม โดยคาดว่าในปี 2581 ประชากรเวียดนาม 1 ใน 5 คนจะมีอายุมากกว่า 60 ปี และภายในปี 2593 ประชากร 1 ใน 6 คนจะมีอายุเกิน 65 ปี

    นาย Matthew Powell ผู้อำนวยการบริษัท Savills Hanoi ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะผลักดันความต้องการอสังหาริมทรัพย์และบริการสำหรับผู้สูงอายุให้เพิ่มสูงขึ้น และขยายออกไปนอกเหนือจากความต้องการที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม  โดยจะรวมถึงชุมชนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ สถานดูแลผู้สูงอายุแบบมีผู้ช่วยดูแล (Assisted-living facilities) และโครงการที่พักอาศัยที่เน้นด้านสุขภาพ ซึ่งบูรณาการกับบริการดูแลสุขภาพระยะยาว  โดยคาดว่าในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการที่เติบโตเร็วที่สุดของเวียดนาม  เนื่องจากความต้องการการดูแลแบบมืออาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพิ่มสูงขึ้น  นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเริ่มให้ความสนใจเศรษฐกิจสูงวัยของเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่ผสานการพัฒนาที่อยู่อาศัย เข้ากับบริการด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness)  โดยมีกรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ เป็นตลาดสำคัญ  เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน รายได้ที่สูงขึ้น และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ขณะที่เมืองท่องเที่ยวชายทะเล เช่น นครดานัง  ญาจาง และฟูก๊วก กำลังกลายเป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับชุมชนผู้เกษียณอายุและรีสอร์ตที่เน้นด้านสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน

    (แหล่งที่มา https://news.tuoitre.vn/ ฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจใหม่ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 เวียดนามมีประชากรผู้สูงอายุประมาณ 16.1 ล้านคน (ร้อยละ 16 ของประชากรทั้งประเทศ) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านคน (ร้อยละ 17.5 ของประชากรทั้งประเทศ) ภายในปี 2573 แนวโน้มดังกล่าวได้เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดผู้สูงอายุ โดยเฉพาะบริการดูแลสุขภาพและบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (At-home services) ตลอดจนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบโครงการที่ผสานการพัฒนาที่อยู่อาศัยเข้ากับบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness)

    อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยกำลังสร้างความท้าทายอย่างมากต่อระบบสาธารณสุขของเวียดนาม จากการสำรวจผู้สูงอายุจำนวน 475,313 คน พบว่า ผู้สูงอายุแต่ละคนมีโรคเรื้อรังเฉลี่ยมากกว่า 2 โรค และจำเป็นต้องได้รับการรักษาระยะยาว โดยร้อยละ 63 ของผู้สูงอายุมีภาวะความดันโลหิตสูง  ร้อยละ 26 ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ร้อยละ 18 เริ่มมีภาวะร่างกายอ่อนแอ และร้อยละ 10 จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน  นอกจากนี้ ยังพบปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุอีกด้วย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า เวียดนามจำเป็นต้องมีระบบดูแลระยะยาวที่สามารถบริหารจัดการสุขภาพผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง  มากกว่าการรักษาเฉพาะอาการในระยะสั้น

    ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีผู้สูงอายุประมาณ 1.8 ล้านคน ความต้องการบริการฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่มีแผนกเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลที่มีแผนกผู้ป่วยผู้สูงอายุแบบผสมผสาน หรือศูนย์คุ้มครองทางสังคม ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดกลุ่มผู้สูงวัย  สะท้อนถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและเครือข่ายดูแลผู้สูงอายุ  นอกจากนี้ เวียดนามยังเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง ตลอดจนข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมและการดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ

    แม้การเข้าสู่สังคมสูงวัยจะเป็นความท้าทายสำคัญของเวียดนาม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ในการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพและเศรษฐกิจสูงวัยอย่างครบวงจร  โดยแนวคิดการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (Aging in Place) กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญของภาคสาธารณสุขเวียดนาม มุ่งเชื่อมโยงระบบการแพทย์ การดูแลทางสังคม และครอบครัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนและครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ

    นำเสนอโอกาส/แนวทางการเข้าสู่ตลาดผู้สูงอายุในเวียดนาม

    เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าภายในปี 2579 ประเทศจะเข้าสู่สถานะ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society)” จากเดิมที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัย (UNFPA Vietnam, 2569) การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุไม่เพียงก่อให้เกิดความท้าทายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในกลุ่มสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยอีกด้วย

    ปัจจุบัน ตลาดการดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care) ของเวียดนาม โดยเฉพาะบริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home-based Care) ตามมาตรฐานทางการแพทย์ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากรายงานร่วมของหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) ในนครโฮจิมินห์ และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 เวียดนามจะมีประชากรกลุ่มเป้าหมายสำหรับบริการดูแลผู้สูงอายุประมาณ 20 ล้านคน ขณะที่ตลาดการดูแลผู้สูงอายุมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.7 ต่อปี สะท้อนถึงศักยภาพทางธุรกิจที่น่าสนใจและแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ว่าธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) จะมีความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากกว่า แต่ยังมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อีกทั้งผู้บริโภคชาวเวียดนามส่วนใหญ่ยังได้รับอิทธิพลจากค่านิยมครอบครัวแบบเอเชีย ซึ่งมองว่าการส่งผู้สูงอายุเข้าพักในสถานดูแลเป็นทางเลือกสุดท้าย ส่งผลให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในตลาด Silver Economy ของเวียดนาม

    สำหรับผู้ประกอบการไทย กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจคือครอบครัวที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูงในนครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย นครดานัง ญาจาง และฟูก๊วก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านธุรกิจ Senior Living, Wellness และ Healthcare-linked Real Estate โดยการวางตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) 
    ควรมุ่งเน้นการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเข้าถึงได้ในระดับราคาที่เหมาะสม มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะบริการระดับหรู (Luxury Nursing Home)

    สินค้าและบริการไทยที่มีโอกาสในตลาดดังกล่าว ได้แก่ อาหารสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ อาหารทางการแพทย์ อุปกรณ์ช่วยเดิน เตียงผู้ป่วยและเตียงผู้สูงอายุ อุปกรณ์ปรับสภาพบ้านและห้องน้ำเพื่อความปลอดภัย ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพภายในบ้าน โดยสามารถพิจารณาช่องทางการตลาดผ่านโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา บริษัทประกันสุขภาพ และสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ได้หารือกับผู้แทนสมาคมเครื่องมือแพทย์นครโฮจิมินห์ (The Ho Chi Minh City Medical Equipment Association) ซึ่งให้ข้อมูลว่า เวียดนามยังมีความต้องการนักลงทุนและผู้ประกอบการในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะบริการที่มีคุณภาพในระดับราคาที่เข้าถึงได้สำหรับประชากรรายได้ปานกลาง ซึ่งยังเป็นช่องว่างสำคัญของตลาดในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยที่สนใจลงทุนในธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือประสงค์จะนำเสนอสินค้าและอุปกรณ์สำหรับการดูแลผู้สูงวัยในเวียดนาม สามารถติดต่อสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เพื่อประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป

                    โดยสรุป ตลาดผู้สูงอายุของเวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นประเด็นท้าทายทางสังคม สู่การเป็นหนึ่งในตลาดบริการสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งในด้านการลงทุน การให้บริการ และการส่งออกสินค้าเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f1x1tv1s8zoqw8pjs57nnw2y&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LhgyHt4ljlWX7nIKPn4fh

  • “สันติสุข” ฉายภาพ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า | TOPNEWS

    “สันติสุข” ฉายภาพ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า | TOPNEWS

    “สันติสุข” ฉายภาพ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า

    • เผยแพร่ : 02/06/2026 08:32

    “สันติสุข” ฉายภาพ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า ซื้อของกินของใช้ลดภาระค่าครองชีพเต็ม ๆ

    #topnewstv #ไทยช่วยไทยพลัส #กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1590780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H5bFmt9Chf_QRXXrc_i_c

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 02/06/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 02/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/151339&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15dN6nKBOPq9GTn8h3CZbA

  • ‘แม่ค้าหมูปิ้ง’ ยิ้มรับลูกค้าหลังร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดขายพุ่ง เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี | เดลินิวส์

    ‘แม่ค้าหมูปิ้ง’ ยิ้มรับลูกค้าหลังร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ยอดขายพุ่ง เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยสอบถามพ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายอาหารในตลาดเช้า เขตเทศบาลหนองฉาง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี หลังจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเริ่มดำเนินการ โดยพบว่าบรรยากาศการซื้อขายเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น หลายร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า โดยหนึ่งในร้านค้าที่ได้ร่วมโครงการดังกล่าว คือร้านจำหน่ายหมูปิ้งและไส้กรอกปิ้ง ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ (2 มิ.ย. 69) ทางร้านได้เร่งเตรียมของไว้ปิ้งย่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับลูกค้าที่คาดว่าจะออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

    โดย แม่ค้าร้านหมูปิ้ง เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการไทยช่วยไทยพลัส ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้วันนี้ตัดสินใจเพิ่มปริมาณสินค้าที่นำมาจำหน่าย เพราะมั่นใจว่ากำลังซื้อของประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากการใช้สิทธิผ่านโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ยังมองว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี ทั้งช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย และสร้างความคึกคักให้กับการค้าขายในชุมชน จึงอยากให้ภาครัฐมีโครงการลักษณะนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชนในระยะยาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5911149/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UTtYqsp5oJVgqgYvlLTBQ

  • สินทรัพย์จีนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    สินทรัพย์จีนกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก

    ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดโลก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสระบุว่า สินทรัพย์จีนกำลังกลายเป็นหลักยึดสำคัญ โดยระบบนิเวศ AI ที่คุ้มค่าของจีนพร้อมสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิต

    ขณะที่จีนเดินหน้าเปิดภาคการเงิน นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การรวมสินทรัพย์จีนเข้าในพอร์ตโฟลิโอระดับโลกมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น แม้หุ้นสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก

    นางจาง เสี่ยวหยาน (Zhang Xiaoyan) รองคณบดี จาก Tsinghua University (PBS School of Finance) กล่าวว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง แต่เงินทุนข้ามพรมแดนทั่วโลกยังคงขยายตัวในปี 2568 โดยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และจีนยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการลงทุนระหว่างประเทศตรรกะหลักของการจัดสรรเงินทุนระดับโลกนั้นเรียบง่าย กล่าวคือ นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้นด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ซึ่งสินทรัพย์จีนสามารถเสนอทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน

    ด้านผลตอบแทน นางจางชี้ถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งในภาคส่วนเกิดใหม่ของจีน เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและซอฟต์แวร์ การผลิตขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียว ในด้านความเสี่ยง สินทรัพย์จีนมีความสัมพันธ์ต่ำกับตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิวัติ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของภูมิทัศน์การลงทุนระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    นายเชน จาง (Shane Zhang) ประธานบริษัท มอร์แกน สแตนลีย์ ซิเคียวริตี้ส์ (ไชน่า) กล่าวว่า แม้ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีศุลกากร ภาวะช็อกทางพลังงาน และเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่โอกาสใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีน อาจกำลังเข้าสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “ซูเปอร์ไซเคิล” (super cycle) ที่นำโดยการลงทุนและการผลิต ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานจีน การผลิตระดับสูง วัสดุ และห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI กำลังดึงดูดความสนใจจากนานาชาติมากขึ้น 

    นายจางปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI โดยเน้นถึงความได้เปรียบด้านต้นทุนของจีนว่าการบรรลุประสิทธิภาพ การอนุมานโมเดลที่เทียบเคียงได้ (จุดที่โมเดล AI ที่ผ่านการฝึกแล้วประมวลผลข้อมูลใหม่แบบเรียลไทม์และสร้างผลลัพธ์) ในจีนมีต้นทุนเพียงร้อยละ 15-20 ของตัวเลขในสหรัฐฯ ซึ่งจะผลักดันให้มีการนำ AI ไปใช้ในวงกว้างมากขึ้นทั่วทั้งเศรษฐกิจจีน

    นายเหมี่ยว เหยียนเหลียง (Miao Yanliang) หัวหน้ากลยุทธ์ของ China International Capital Corp ยังกล่าวอีกว่า การปฏิวัติ AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่เก็งกำไรในตอนนี้ เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มผลิตภาพจริงๆ ไม่มีการใช้เลเวอเรจมากเกินไป และ valuation ก็ไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้กำลังใกล้ถึงจุดเปลี่ยน (inflection point) ที่การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปจะเปลี่ยนเป็นการเร่งตัวแบบทวีคูณ ผู้ชนะจะไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว อาจเป็นทั้งจีนและสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็จะได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีนี้เช่นกัน

    ในภูมิทัศน์ใหม่ นักลงทุนไม่สามารถพึ่งพาหลักยึดเพียงหลักเดียวได้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่การมองข้ามจีนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

    “เงินทุนทั่วโลกกำลังเคลื่อนย้ายจากการถ่วงน้ำหนักมากเกินไปในสินทรัพย์สหรัฐฯ ไปสู่การจัดสรรที่หลากหลายมากขึ้น” นายเหมี่ยวกล่าว พร้อมระบุว่าน้ำหนักของจีนในพอร์ตโฟลิโอโลกปัจจุบันยังต่ำกว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจีน ในขณะที่ธนาคารกลางต่างประเทศกระจายเงินสำรองและนักลงทุนแสวงหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการถือครองที่เน้นเงินดอลลาร์ สินทรัพย์ที่อ้างอิงเงินหยวนก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยการเปิดภาคการเงินอย่างต่อเนื่องของจีนและการทำให้เงินตราระหว่างประเทศมีความมั่นคงยิ่งขึ้นสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเปิดภาคการเงินของจีนกำลังเร่งตัวขึ้น โดยมีการเข้าถึงตลาดที่ง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และกลไกการลงทุนข้ามพรมแดนที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้สินทรัพย์จีนมีน้ำหนักมากขึ้นในพอร์ตโฟลิโอทั่วโลก

    “นักลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาดที่เปลี่ยนแปลง” นางจาง เสี่ยวหยาน รองคณบดีมหาวิทยาลัยซิงหัว กล่าว “ด้วยการเปิดประเทศระดับสูงของจีนและการดำเนินนโยบายที่เอื้ออำนวย ตลาดทุนในประเทศจะต้อนรับโอกาสในการพัฒนามากขึ้น เสนอศักยภาพการลงทุนระยะยาวสำหรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

    แม้สินทรัพย์จีนจะดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าจังหวะและแรงผลักดันของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามอง

    นายหลุยส์ ควีส์ (Louis Kuijs) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ S&P Global Ratings กล่าวว่า นวัตกรรมและความสามารถในการผลิตของวิสาหกิจจีนมีการแข่งขันสูง โดยระบุว่าความท้าทายอยู่ที่อุปสงค์ในประเทศและการบริโภค

    ในมุมมองของนายควีส์ การกระตุ้นการบริโภคขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาความกังวลของครัวเรือนเกี่ยวกับความมั่นคงของรายได้และงาน รวมถึงการเพิ่มความพร้อมของบริการสาธารณะ เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษาให้กับประชากรย้ายถิ่นในเมืองของจีน

    ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    จากบทความข่าวเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะหลักยึดสำคัญของตลาดโลก โดยเฉพาะจากระบบนิเวศ AI ที่คุ้มค่าและการเปิดภาคการเงิน ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยเพื่อปรับตัวและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว

    1.การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ AI ต้นทุนต่ำของจีน ไทยควรร่วมมือกับจีนในการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ในภาคการผลิตและบริการของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการท่องเที่ยว เนื่องจากต้นทุนการพัฒนา AI ในจีนต่ำกว่าสหรัฐฯ มาก (เพียงร้อยละ 15-20) การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมพัฒนากับจีนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนของไทย

    2.การดึงดูดเงินลงทุนจากจีนและปรับพอร์ตการลงทุน ในขณะที่เงินทุนโลกกำลังกระจายตัวออกจากสหรัฐฯ และสินทรัพย์จีนได้รับความสนใจมากขึ้น ไทยควรส่งเสริมให้กองทุนสถาบันของไทย (เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ ประกันสังคม) จัดสรรสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์จีนเพิ่มขึ้น ทั้งหุ้น พันธบัตรรัฐบาลจีน และโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับผลตอบแทนที่ดี

    3.การเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานร่วมกับจีนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ จากบทความระบุว่าจีนกำลังเข้าสู่ “ซูเปอร์ไซเคิล” ด้านการผลิตและการลงทุน โดยเฉพาะในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และระบบอัตโนมัติ ไทยควรวางตำแหน่งตนเองเป็นฐานการผลิตเสริมของจีนในภูมิภาคอาเซียน โดยส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (supply chain integration) และดึงดูดนักลงทุนจีนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    4.การส่งเสริมการใช้เงินหยวนในภูมิภาคและเปิดรับกลไกการเงินของจีน ด้วยแนวโน้มที่ธนาคารกลางทั่วโลกกระจายเงินสำรองออกจากเงินดอลลาร์ และจีนเปิดระบบการลงทุนข้ามพรมแดนมากขึ้น ไทยควรเร่งเจรจาความตกลงการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Settlement) กับจีนให้ครอบคลุมมากขึ้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยใช้เงินหยวนในการค้าและการลงทุน รวมถึงพิจารณาออกพันธบัตรสกุลเงินหยวนในตลาดการเงินของไทย เพื่อดึงดูดสภาพคล่องจากนักลงทุนจีน

    5.การเสริมสร้างนวัตกรรมในประเทศควบคู่กับความร่วมมือ แม้บทความจะชี้ว่าวิสาหกิจจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่จุดอ่อนของไทยคืออุปสงค์ในประเทศและการบริโภค ดังนั้น ไทยควรใช้เทคโนโลยี AI และเงินทุนจากจีนมาช่วยยกระดับ SMEs และสตาร์ทอัพไทย พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลและทักษะแรงงานไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการลดความกังวลด้านความมั่นคงในงานของประชาชน ตามที่ผู้เชี่ยวชาญจาก S&P กล่าวไว้

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยควรมองจีนเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีและการเงินที่สำคัญ ปรับกลยุทธ์จากเดิมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และยุโรปเพียงด้านเดียว หันมาใช้ประโยชน์จากต้นทุน AI ที่ต่ำกว่า ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์จีน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    มิถุนายน 2569

    แหล่งข้อมูลผู้รายงาน : วัง เค่อจู (Wang Keju) จาก China Daily

    https://mp.weixin.qq.com/s/zRtfs_ilwllpY-7u3Gga1w

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/os1xkyjp50dfc1z76hw9ljst&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iSOFMmY-PZjKUOzIgIiON

  • อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ชี้แจง ภาพดรามา นักท่องเที่ยว-ช้างป่า บริเวณทุ่งกวาง “ย้ำ” จนท.คุมเข้มความปลอดภัย

    อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ชี้แจง ภาพดรามา นักท่องเที่ยว-ช้างป่า บริเวณทุ่งกวาง “ย้ำ” จนท.คุมเข้มความปลอดภัย

    ​จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณทุ่งกวาง ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา (วันที่ 1 มิถุนายน 2569) ซึ่งปรากฏภาพมุมมองคล้ายมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นและส่งผลกระทบต่อช้างป่านั้น

    ​อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงและมาตรการการดำเนินการในวันดังกล่าว ดังนี้

    • เนื่องจากในวันเวลาดังกล่าวได้มีช้างป่าออกมาหากินบริเวณโป่งตามธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวให้ความสนใจชะลอรถและจอดชมช้างป่าเป็นจำนวนมาก ในเวลาต่อมาช้างป่าได้เดินออกจากโป่งเพื่อข้ามถนน ทำให้ไม่สามารถขยับรถได้ เนื่องจากรถจอดอยู่หนาแน่น เจ้าหน้าที่จึงดูแลรักษาระยะห่างระหว่างช้างป่ากับนักท่องเที่ยว และเร่งดำเนินการจัดการจราจร เพื่อให้รถยนต์ของนักท่องเที่ยวสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย
    • มาตรการควบคุมและการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ ​ในจุดดังกล่าว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่ได้มีการจัดกำลังและเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ได้แก่ ​ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ​ศูนย์ปฏิบัติการกู้ภัยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ​ชุดระวังไพร ฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรและควบคุมไฟป่า และ​ศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา โดยร่วมกันดูแล เฝ้าระวัง และจัดระเบียบระยะห่างระหว่างนักท่องเที่ยวกับช้างป่า พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรที่ชะลอตัวให้เคลื่อนตัวได้อย่างปลอดภัย

    อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวทุกท่าน ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด “ไม่เข้าใกล้ช้างป่า ไม่ส่งเสียงดัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างจริงจัง” เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

    Photo : อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – Khao Yai National Park

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73005&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UBDflpkR4XsotMjQVel0S

  • สุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ คิกออฟ LOVE PRIDE 2026 ดันไทยขึ้นฮับท่องเที่ยวแห่งความหลากหลาย

    สุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ คิกออฟ LOVE PRIDE 2026 ดันไทยขึ้นฮับท่องเที่ยวแห่งความหลากหลาย

    สุรศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวฯ จับมือภาคเอกชน คิกออฟ LOVE PRIDE 2026 ดันไทยขึ้นแท่นฮับท่องเที่ยวแห่งความหลากหลาย ด้วย Pride Economy พลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานและปล่อยขบวน LOVE PRIDE 2026 พร้อมระบุว่า งาน LOVE PRIDE 2026 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน

    “Pride Economy เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ โดยประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลกด้านรายได้จากการท่องเที่ยวของกลุ่ม LGBTQ+ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก”

    สำหรับบรรยากาศภายในงาน LOVE PRIDE 2026 เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักท่องเที่ยว และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยตลอดเส้นทางขบวนพาเหรด LOVE PRIDE 2026 ได้รับความสนใจจากประชาชนที่ร่วมโบกมือทักทายและร่วมเฉลิมฉลองอย่างอบอุ่น

    ขณะเดียวกันนายสุรศักดิ์ ได้ร่วมปล่อยขบวนพาเหรด LOVE PRIDE 2026 จากศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์สู่สนามเทพหัสดิน เพื่อร่วมส่งต่อพลังแห่งความรัก ความเท่าเทียม และความภาคภูมิใจในความหลากหลาย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ในอนาคต

    โดยมี คุณโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และคุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เอ็ม ดิสทริค สยามพารากอน รีเทล และบางกอกมอลล์ เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2936673&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R5QIM-ABJgdAnwT_DIX79

  • สะเดา | นักท่องเที่ยวมาเลเซียตกค้างหน้าด่านสะเดาซ้ำช่วงหยุดยาว รถติดยาวกว่า 700 เมตร ภาคท่องเที่ยวตั้งคำถามการบริหารจัดการ

    สะเดา | นักท่องเที่ยวมาเลเซียตกค้างหน้าด่านสะเดาซ้ำช่วงหยุดยาว รถติดยาวกว่า 700 เมตร ภาคท่องเที่ยวตั้งคำถามการบริหารจัดการ

    วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียตกค้างบริเวณหน้าด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อเนื่องหลายวัน ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 1 มิถุนายน 2569 พบรถยนต์นักท่องเที่ยวจอดรอคิวเต็ม 3 ช่องการจราจร ยาวกว่า 700 เมตร หลังไม่สามารถเดินทางข้ามด่านกลับประเทศได้ทันเวลา

    บรรยากาศบริเวณหน้าด่านเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต้องนอนพักอยู่ภายในรถ บางครอบครัวนำผ้ามาปูนั่งริมถนน เพื่อรอให้ด่านเปิดในเวลา 05.00 น. ก่อนต้องเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดต่ออีกระลอก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการด่านชายแดน ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และสะเดา

    ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่–สงขลา กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไม่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักในภูมิภาคอื่น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากยังปล่อยให้เกิดภาพนักท่องเที่ยวต้องนอนรอหน้าด่านเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนในพื้นที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งการบริหารเวลาเปิด–ปิดด่าน การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดและเทศกาลที่มีปริมาณการเดินทางสูง

    ภาพข่าว : Ong Sitthiphataraprabha

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31024/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hiBJaMVONxrzUnKWrVL_G