Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้แทนประเทศสมาชิก MRC ลงพื้นที่ดูงานแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำรวก – แม่น้ำสาย กรณีศึกษาความร่วมมือในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงข้ามพรมแดน

    ผู้แทนประเทศสมาชิก MRC ลงพื้นที่ดูงานแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำรวก – แม่น้ำสาย กรณีศึกษาความร่วมมือในการบริหารจัดการแม่น้ำโขงข้ามพรมแดน

    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นายชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้แก่ นายจันทะเนด บัวละพา รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าคณะผู้แทนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้แทนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผู้แทนกลุ่มหุ้นส่วนการพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

    โดยในช่วงเช้า คณะได้เดินทางไปยังจุดศึกษาดูงาน จุดที่ 1 ณ สกายวอร์ค วัดพระธาตุดอยเวา จังหวัดเชียงราย เพื่อรับฟังบรรยายการดำเนินการโครงการขุดลอกแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ทอดแนวยาวกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา ความยาว 44.8 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา ในการป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน มีเป้าหมายหลักเพื่อปรับปรุงสภาพการไหลของน้ำและป้องกันการสะสมของตะกอน การบริหารความเสี่ยงและการบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนชายแดน  โดยเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมไทย – เมียนมา เกี่ยวกับเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก (JCR) และ MRC การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศทั้งในมิติด้านวิศวกรรม และด้านสังคม ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระดับลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

    จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังจุดศึกษาดูงานจุดที่ 2 ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 ภายใต้พระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมซึ่งเคยใช้ปลูกฝิ่น และเพื่อยกระดับชีวิตของชุมชนบนพื้นที่สูง การศึกษาดูงานในครั้งนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้รูปแบบการพัฒนาพื้นที่บนภูเขาสูงอย่างยั่งยืนทั้งด้านการฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ การสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งประสบผลสำเร็จและเป็นต้นแบบของการพัฒนาในพื้นที่สูงของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11i6P50_NqAA1DVERZik_q

  • ประกาศ “มิชลินไกด์ประเทศไทย 2569” ร้านอาหารไทยแห่งที่สองคว้า “3 ดาวมิชลิน”

    ประกาศ “มิชลินไกด์ประเทศไทย 2569” ร้านอาหารไทยแห่งที่สองคว้า “3 ดาวมิชลิน”

    สำหรับนักกินและนักท่องเที่ยวสายกิน ไม่มีอะไรจะฟินไปกว่าการเดินทางตามรอย “คู่มือมิชลินไกด์” (Michelin Guide) โดยแบรนด์ล้อรถยนต์ชื่อดังที่ต้องการชวนทุกคนออกเดินทางที่แนะนำร้านอาหารคุณภาพในแบบที่คุณจะไม่ผิดหวัง

    ปีนี้ “มิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569” ซึ่งเป็นฉบับที่ 9 แล้ว ได้แนะนำร้านอาหารระดับท็อปจำนวนมาก ที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นสำหรับผู้มองหาประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    MICHELIN
    การประกาศมิชลินไกด์ประเทศไทย 2569

    โดยวันที่ 27 พ.ย. 68 ได้มีการเปิดตัว มิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ พร้อมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อมีร้านอาหารเพิ่มอีก 1 แห่งที่ได้รับ “3 ดาวมิชลิน“ ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน ซึ่งเป็นระดับสูงสุด รวมทั้งสิ้น 2 แห่ง

    สำหรับร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรร แบ่งออกเป็น

    รางวัล “3 ดาวมิชลิน” มี 2 ร้าน (เลื่อนระดับจาก 2 ดาวมิชลิน 1 ร้าน) ดังนี้

    • ศรณ์
    • ซูห์ริง (NEW)

    นอกจาก “ศรณ์” ซึ่งครองตำแหน่งร้านระดับ 3 ดาวมิชลินร้านแรกในไทย ในปีนี้ยังมีร้านอาหารร่วมครองรางวัลนี้อีก 1 ร้าน คือ “ซูห์ริง” ร้านอาหารที่ก่อตั้งโดยเชฟฝาแฝด โธมัสและแมทธิอัส ซูห์ริง (Thomas & Mathias Sühring)

    โดยถ่ายทอดเสน่ห์อาหารเยอรมันร่วมสมัยผ่านเทสติงเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากสูตรอาหารในครอบครัว ความทรงจำวัยเด็ก และการเดินทาง วัตถุดิบตามฤดูกาลถูกนำมาปรุงอย่างเชี่ยวชาญด้วยเทคนิคดั้งเดิมแบบเยอรมัน ทั้งการหมัก การดอง และการรมควัน ทุกจานรังสรรค์อย่างประณีตและจัดวางอย่างงดงาม ทำให้ได้รับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทั้งอร่อยและน่าประทับใจ

    ซูห์ริง ปรากฏชื่อในคู่มือมิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย มาตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์ปี 2561 ในฐานะร้าน 1 ดาวมิชลิน แต่เพียง 1 ปีต่อมาก็ได้รับการเลื่อนระดับเป็นร้าน 2 ดาวมิชลิน และสามารถครองสถานะ 2 ดาวมิชลินเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 7 ปี

    การเลื่อนระดับสู่รางวัล 3 ดาวมิชลินได้ในคู่มือฯ ฉบับปี 2569 นับเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศ ความสม่ำเสมอ และความมุ่งมั่นรักษามาตรฐานสูงสุดด้านอาหารได้เป็นอย่างดี

    รางวัล “2 ดาวมิชลิน” มี 8 ร้าน (เลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน 2 ร้าน) ดังนี้

    • บ้านเทพา
    • เชฟส์เทเบิล
    • โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค
    • กา
    • เมซซาลูน่า
    • อาหาร
    • แอน-โซฟี พิค แอท เลอ นอร์มังดี (NEW)
    • อินดี (NEW)

    “แอน-โซฟี พิค แอท เลอ นอร์มังดี” เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่เชฟแอน-โซฟี พิค และเชฟชาวญี่ปุ่น ทามากิ โคบายาชิ ร่วมกันนำเสนออาหารจานเด่นที่โด่งดังของเชฟพิค ซึ่งรวมถึงล็อบสเตอร์อันเลื่องชื่อ และเซ็ตเมนู Voyage ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน

    ส่วน “อินดี” เป็นร้านอาหารอินเดียสมัยใหม่ที่เปิดประสบการณ์ให้นักชิมได้สัมผัสเสน่ห์รสชาติจากทุกภูมิภาคของอินเดีย ผ่านเซ็ตเมนูราว 10 คอร์ส ที่แต่ละจานโดดเด่นด้วยการนำเสนอและรสชาติ ทั้งยังมีเรื่องราวเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น กุ้งคาราบิเนโร ที่ปรุงสด ๆ ตรงหน้าเพื่อแทนภาพรัฐกัว, ผักดอง ที่สื่อถึงบรรยากาศฤดูหนาวอันทรหดแห่งเทือกเขาหิมาลัย และ ปราตา ที่ทำจากหอยเชลล์ฮอกไกโด ซึ่งสะท้อนประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นของเชฟ

    รางวัล “1 ดาวมิชลิน” มี 28 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 3 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 4 ร้าน)

    • เอ็ทตี้ ทเวนตี้        
    • อัคคี  
    • อักษร
    • เอวองท์      
    • บลู บาย อลัง ดูคาส         
    • ชิม บาย สยามวิสดอม     
    • โคด้า 
    • เอเลเมนท์ อินสไปร์ บาย เซล เบลอ     
    • โกท  
    • ฮาโอมา      
    • อิกนีฟ         
    • เจ๊ไฝ 
    • ฤดู    
    • เมซง ดูนานท์        
    • มีอา  
    • น้ำ     
    • นว
    • โพทง
    • เรโซแนนซ์  
    • สำรับสำหรับไทย   
    • เสน่ห์จันทน์ 
    • ซิกเนเจอร์  
    • สวนทิพย์    
    • วรรณยุค    
    • อาวลิส        
    • พรุ
    • โบ.ลาน (NEW)
    • คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา (NEW)
    • เอทช่า (NEW)
    • กากัน (NEW)
    • จุกซุนแช (NEW)
    • นุสรา (NEW)
    • ซูชิ ไซโตะ (NEW)

    “โบ.ลาน” ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก ร้านอาหารไทยที่นำเสนอเมนูซึ่งผสมผสานตำรับไทยดั้งเดิมควบคู่กับแนวคิดเรื่องการทำอาหารอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยคัดสรรวัตถุดิบหายากจากเกษตรกรรายย่อยมารังสรรค์เป็นอาหารที่ถ่ายทอดมรดกไทยอย่างลึกซึ้งผ่านเทคนิคการปรุงที่แม่นยำและการนำเสนอที่เรียบง่าย เพื่อขับเน้นให้รสชาติที่กลมกล่อมและซับซ้อนโดดเด่นเต็มที่

    “คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา” ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก ร้านอาหารอิตาเลียนที่นำเสนอ เซ็ตเมนูมื้อกลางวันหรือดินเนอร์แบบเทสติงเมนู ที่จัดเต็มทุกมิติของรสชาติ อาหารทุกจานผสานความคลาสสิกเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ได้อย่างละเมียดละไมและลงตัว

    “เอทช่า” ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก ร้านอาหารที่เชฟถ่ายทอดแนวคิด “ไร้พรมแดน” ผ่านเทสติงเมนู 11 คอร์ส “360°” และ 8 คอร์ส “180°” ซึ่งนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานเทคนิคการปรุงแบบยุโรปเข้ากับวัตถุดิบพื้นถิ่นของไทยได้อย่างประณีต ทุกจานล้วนปรุงอย่างพิถีพิถันและเคารพในรสชาติพื้นถิ่นอย่างลึกซึ้ง โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล

    “กากัน” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านอาหารที่นำเสนออาหารสุดสร้างสรรค์กว่า 20 คอร์ส โดยอาหารแต่ละจานเสิร์ฟมาพร้อมการแสดงแสงสีและจังหวะดนตรีเร้าใจ 5 องก์ ผสานรสชาติที่จัดจ้าน การเล่าเรื่องอันชวนดื่มด่ำ และพลังงานอันเปี่ยมชีวิตชีวา ซึ่งถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเชฟชื่อดังได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    “จุกซุนแช” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านอาหารเกาหลีร่วมสมัยที่นำเสนอเมนูโอมากาเสะซึ่งถ่ายทอดการตีความรสชาติอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมในมิติใหม่ อาหารแต่ละจานเปี่ยมความประณีต สมดุล และงดงามสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็น ซุปหนวดปลาหมึก, เกี๊ยวไส้ทรัฟเฟิล หรือ บิบิมบับปู

    “นุสรา” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านอาหารไทยภายใต้การนำของเชฟ “ต้น” ฐิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านฤดู (Le Du) ที่ครองรางวัลหนึ่งดาวมิชลินมาตั้งแต่ปี 2562 ร้านนุสรานำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษ โดยผสานอาหารไทยชั้นเลิศเข้ากับทิวทัศน์อันงดงามของวัดโพธิ์จากชั้นดาดฟ้า ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีเขียวมะกอกแต่งแต้มด้วยสีทอง สร้างบรรยากาศหรูหราอย่างมีระดับ เมนูแนะนำ ได้แก่ เนื้อวากิวผัดซอสกะเพราแดง รสเข้มข้นกลมกล่อม และ น้ำพริกสี่ภาค

    “ซูชิ ไซโตะ” เลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected ร้านซูชิซึ่งเสิร์ฟซูชิสไตล์เอโดะที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ถ่ายทอดเทคนิคดั้งเดิมจากสมัยเอโดะโดยใช้อาหารทะเลสดใหม่ซึ่งส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นหลายครั้งต่อสัปดาห์ และข้าวอาคิตะซึ่งหุงด้วยการควบคุมอุณหภูมิและความชุ่มชื้นอย่างประณีต เสิร์ฟเป็นชุดเล็ก ๆ เพื่อคงคุณภาพที่ดีที่สุดในทุกคำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/food/262426&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fam6DRdBTZ9n0zt-_oEb-

  • ส่งออกโตเศรษฐกิจไปต่อ จับตาผลพวงอุทกภัยใต้

    ส่งออกโตเศรษฐกิจไปต่อ จับตาผลพวงอุทกภัยใต้

    “คลัง” เผยเศรษฐกิจไทยเดือน  ต.ค.68 ยังไปต่อ อานิสงส์ส่งออกโตต่อเนื่อง 16  เดือนติด หนุนเต็มพิกัด สวนทางลงทุนภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติแผ่ว จับตาผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ-สถานการณ์น้ำท่วมใต้ และความขัดแย้งในหลายภูมิภาค หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค.2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28,835.6  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  และเมื่อจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐ อินเดีย  ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสริมจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่ 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ต.ค.2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ต.ค.2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ต.ค.2568 อยู่ที่ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย.2568 อยู่ที่ 64.8 ต่อจีดีพี สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ต.ค.2568  ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

     “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม  2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายวินิจกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/904387/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rWANtAsK8SZyhDyO-edeX

  • คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย ต.ค. จับตาผลกระทบน้ำท่วมใต้ : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยส่งออก-ท่องเที่ยวในปท. ยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทย ต.ค. จับตาผลกระทบน้ำท่วมใต้ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

    อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -5.3% และ -13.7% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยขยายตัว 67.8% 21.5% และ 16.3% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 168.9% 24.3% และ 15.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบปรับตัวลดลง

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 32.9% 29.% 9.4% และ 9.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน -4% และทวีปออสเตรเลีย ลดลง -15.6% และ -0.2% ตามลำดับ

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% แต่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 8.3%

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนตุลาคม 2568 จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผลลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อ -0.76% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.61% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 64.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 272.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด โดยดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.8 จุด จากระดับ 50.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวเล็กน้อยของการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

    ขณะที่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 34 ติดต่อกัน ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกและการส่งออกยังคงขยายตัวดี สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์พบว่า ขณะที่สถานการณ์ช่องแคบไต้หวันมีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้นจากท่าทีของจีนและไต้หวันที่มีความแข็งกร้าวมากกว่าเดิม

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ ซื้อสุทธิรวม 21,416.10 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อต่อเนื่องหลังจากที่ในเดือนตุลาคม ซื้อสุทธิ 13,417.37 ล้านิบาท และส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 154,580.98 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนรายย่อย แม้จะมีแรงขายบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ มีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 มูลค่า -1,134.79 ล้านบาท แต่ภาพรวมยอดสะสมทั้งเดือน (ถึงวันที่ 24 พ.ย. 2568) กลับเป็นยอดขายสุทธิ รวมทั้งสิ้น -12,503.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ในเดือนตุลาคม ขายสุทธิ -4,388.30 ล้านบาท โดยเป็นการปรับพอร์ตบางส่วนภายใต้ภาวะการคาดการณ์เสถียรภาพของเศรษฐกิจและตลาดเงินที่ดีขึ้น สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่า ยอดซื้อสุทธิสะสมทั้งเดือน 15,150.60 ล้านบาท ชะลอลงจากเดือนตุลาคมที่มียอดซื้อสุทธิ 37,159 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะ ซื้อสุทธิรวม 78,905.75 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549591&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eO6DgkSw2sC7gH1m-J-54

  • “อนุสรณ์” ชี้มหาอุทกภัยภาคใต้ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ Q4 แนะเร่งปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติ

    “อนุสรณ์” ชี้มหาอุทกภัยภาคใต้ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ Q4 แนะเร่งปฏิรูประบบจัดการภัยพิบัติ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 พ.ย.68) รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่และหลายจังหวัดภาคใต้มีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ติดลบในไตรมาส 4 และฉุดรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน

    เมื่อย้อนดูเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในอดีต พบว่า ปี 2543 มีความเสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2553 ความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นราว 20,000 ล้านบาท ครอบคลุมความเสียหายต่อบ้านเรือน สินทรัพย์ รายได้แรงงาน รายได้จากภาคท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน โดยครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่า และมีผู้เสียชีวิตจากความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่

    “หาดใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ ภาพลักษณ์เสียหายอาจทำให้การฟื้นตัวต้องใช้เวลานาน” รศ.อนุสรณ์ กล่าว

    รศ.อนุสรณ์ ระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการ การทำงานยังเป็นลักษณะตั้งรับ มุ่งเยียวยาหลังเกิดเหตุ มากกว่าการทำงานเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยง อีกทั้งยังเกิดปัญหาการสั่งการทับซ้อน ขาดเอกภาพ ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากรช่วยเหลือไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชน

    “ขณะที่เราเห็นนักการเมืองส่วนใหญ่ไปผัดกับข้าว ลุยน้ำ แจกของออกสื่อ แทนที่จะใช้เวลาและทรัพยากรในการพัฒนาระบบรับมือภัยพิบัติ และประสานงานเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ” รศ.อนุสรณ์กล่าว พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบ Digital Terrain Model เพื่อสร้างแบบจำลองน้ำไหล คำนวณมวลน้ำสะสม และระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้แม่นยำมากขึ้น

    รศ.อนุสรณ์ เสนออีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกระบวนทัศน์การจัดการภัยพิบัติให้เป็นเชิงรุก ภายใต้ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่กลายเป็นความปกติใหม่ โดยต้องนำวิทยาการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคาดการณ์ล่วงหน้า การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และมีการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและวางแผนการลงทุนป้องกันภัยพิบัติให้ตรงจุดมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้า รวมถึงการนำข้อมูลระดับลึกของน้ำมาซ้อนทับกับข้อมูลจากเครือข่ายมือถือ เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ ทำให้การเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/798681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ljBEklfECOpPiSxqXIwLi

  • ขอมหาวิทยาลัยในภาคใต้ “เลื่อนสอบ” เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ขอมหาวิทยาลัยในภาคใต้ “เลื่อนสอบ” เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111000&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OdOJ_PQwfwP7ifkFpwHlJ

  • ฟูจิฟิล์มหนุนภารกิจสุขภาพภาคสนาม โอเวอร์บรุ๊คเปิดบริการตรวจคัดกรองฟรีแก่ประชาชนกว่า … – THE BETTER

    ฟูจิฟิล์มหนุนภารกิจสุขภาพภาคสนาม โอเวอร์บรุ๊คเปิดบริการตรวจคัดกรองฟรีแก่ประชาชนกว่า … – THE BETTER

    ครั้งแรกของการนำเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล FDR nano และ FDR Xair พร้อม AI ลงพื้นที่จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองโรคในชุมชนห่างไกลจังหวัดเชียงราย.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37977&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PAhO77DlUKG3AoywjDtQ-

  • ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

    ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

    ประวัติ “นายกฯ แป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มกำลัง ทำไมโลกโซเชียลถามหา หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่

    ประวัติ “นายกฯ แป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นักบริหารท้องถิ่นผู้คร่ำหวอด คนในพื้นที่คุ้นเคยในชื่อ “นายกฯ แป้น” เป็นนักการเมืองและนักบริหารท้องถิ่นผู้มีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะ นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในปัจจุบัน

    เส้นทางราชการและการเมืองท้องถิ่น

    ก่อนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง มีประสบการณ์ทำงานรับราชการมาอย่างยาวนานในพื้นที่ภาคใต้ เคยเป็นที่รู้จักในนาม “ปลัดแป้น” มาก่อน ด้วยความรู้ความเข้าใจในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง จากการเคยดำรงตำแหน่งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ท่านเคยเป็นนายอำเภอมาแล้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอรัตภูมิ, อำเภอจะนะ, และอำเภอหาดใหญ่

    ประสบการณ์ในตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ ถือเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นอย่างดี ก่อนจะผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นอย่างเต็มตัว

    ชัยชนะในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่

    นายณรงค์พร ณ พัทลุง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและชนะการเลือกตั้งเป็น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ท่านลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่สามารถเอาชนะอดีตนายกเทศมนตรีคนเก่าได้สำเร็จ

    หลังเข้ารับตำแหน่ง ท่านได้มีการแถลงนโยบายต่อสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นนโยบายที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น นโยบายเร่งด่วน 6 เรื่อง, ด้านการสร้างโอกาสและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก,ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา, และด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อเมืองน่าอยู่

    บทบาทการบริหารในสถานการณ์วิกฤต

    ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอำเภอหาดใหญ่ โดยท่านได้ติดตามข้อมูลข่าวสารและแจ้งเตือนประชาชนในยามวิกฤต

    ด้วยเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ รุนแรงและเกินความควบคุม ทำให้โลกโซเชียลเกิดคำถาม และตามหา “นายกฯแป้น” ที่มักโพสต์การทำงานลงบนโลกโซเชียล ซึ่งจากข้อมูลในเฟสบุ๊กส่วนตัว พบมีการโพสต์คลิปการทำงานอย่างหนัก ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.68

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2898361&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rs_Q8RGzSqTDrtEnrb4DB

  • “บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค ต.ค.ขยายตัวดี ติดตามการค้าชายแดน-น้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    “บริโภคเอกชน-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค ต.ค.ขยายตัวดี ติดตามการค้าชายแดน-น้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือน ต.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคใต้ กทม.และปริมณฑล อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาคปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น สถานการณ์น้ำท่วม สถานการณ์การค้าชายแดน เป็นต้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ภาคใต้

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 3.5% และ 9.2% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -29.5% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -13.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.0 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -26.4% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 2.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ขณะที่จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -21.6% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 33.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตภาชนะบรรจุ ชิ้นส่วนประกอบสำหรับอาคารสำเร็จรูป และวัสดุมุงหลังคาจากโลหะในจังหวัดสงขลา เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 81.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 82.5 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.5% และ 0.5% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 2.3% และ 7.6% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -25.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 2.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -21.4% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.4 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -43.7% และ -52.2% ต่อปีตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 5.6% และ 11.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 85.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 82.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 4.8% และ 5.3% ต่อปีตามลำดับ

    กทม.และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 10.2% และ 17.9% ต่อปีตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -2.0% และ -20.9% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 50.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.5 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -20.7% และ -44.6% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 138.8% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานคลังสินค้า สำนักงาน ศูนย์กระจายสินค้า และห้องเย็น ในจังหวัดสมุทรปราการเป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 2.4% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.4% ต่อปี

    ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 13.6% 8.7% และ 1.0% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.1 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -43.2% และ -64.6% ต่อปีตามลำดับ เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่หดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 88.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -5.4% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.0% และ 0.7% ต่อปีตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.6% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 6.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -12.5% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 53.8 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -50.5% และ -67.3% ต่อปีตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 1.3% และ 6.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลตามลำดับ อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 53.0% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในจังหวัดนครราชสีมา เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 68.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 65.9 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.5% และ -2.0% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัวที่ 7.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -12.3% -5.3% และ -13.0% ต่อปีตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.9 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่หดตัว เช่นเดียวกับจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -63.2% และ -51.5% ต่อปีตามลำดับ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -3.0% และ -2.2% ต่อปีตามลำดับ

    ภาคตะวันตก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนหดตัว อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -15.4% -16.7% -15.2% และ -12.7% ต่อปีตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.9 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 95.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 96.1 อย่างไรก็ตาม เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 1.5% และ 3.4% ต่อปีตามลำดับ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549618&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gqvRIej7VZGtsZxPn8Uap

  • แอร์เอเชีย มั่นใจ ปี 2569 เป็นปีแห่งการเติบโต เชื่อมั่นการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว

    แอร์เอเชีย มั่นใจ ปี 2569 เป็นปีแห่งการเติบโต เชื่อมั่นการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัว

    โทนี่ เฟอร์นานเดส (Tony Fernandes) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Capital A บริษัทแม่ของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย กล่าวว่า ในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเติบโตของทั้งบริษัท Capital A และสายการบินแอร์เอเชีย หลังจากที่ในปีนี้ บริษัท Capital A อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับโครงสร้างของบริษัท ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ และในปีหน้าบริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างเต็มที่

    โทนี่ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เขามองเห็นโอกาสของสายการบินไทยแอร์เอเชียที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากการท่องเที่ยวของไทยกำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แม้ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3 จะมีตัวเลขที่ลดลง แต่เชื่อว่าไตรมาส 4 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 จะฟื้นตัวอย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในตลาดหลัก อย่างอินเดียและอาเซียน กำลังเติบโตได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อแข่งขันในตลาดภายในภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทั้งนี้ตลาดจากประเทศจีนยังคงฟื้นตัวช้า เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยจากเหตุการณ์สแกมเมอร์และเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมียนมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่เชื่อว่ารัฐบาลไทยกำลังเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตลาดจีนจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้

    “เราไม่เคยยอมแพ้ในตลาดจีน เพราะเป็นตลาดที่สำคัญของแอร์เอเชีย เราต้องช่วยกันฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมา ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม หากเปรียบเทียบกับที่อื่นๆ” โทนี่กล่าว “ขณะเดียวกันหวังว่า ปัจจัยภายนอกอย่างการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพื่อที่ไทยแอร์เอเชียจะได้หาโอกาสเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เพิ่มมากขึ้น เช่น กรุงเทพ-มอสโก”

    นอกจากนี้โทนี่ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการปรับอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าวิทยุการบิน ภาษีสนามบิน เพื่อให้ทั้งทางสายการบินและผู้โดยสารไม่ได้รับผลกระทบจากราคาที่สูงมากจนเกินไป นอกจากนี้เพื่อทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ 

    สำหรับการลงทุนเพิ่มเติม บริษัท Capital A  สนใจที่จะร่วมมือพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ให้เป็นฐานปฏิบัติการบินอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากธุรกิจการบินแล้ว บริษัทยังสนใจในเรื่องการลงทุนด้านธุรกิจคาร์โก้ (Cargo) ศูนย์ซ่อมบำรุง และอาหารเพื่อให้บริการกับผู้โดยสารเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและหารือเพิ่มเติมกับการท่าอากาศยาน 

    Tags: , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-airasia-thailand-aviation/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t3L9TzBnRfPFuDLCq7OYe