Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาทองวันนี้ (29 พ.ย. 68) ทอง +400 รูปพรรณ 64,800

    ราคาทองวันนี้ (29 พ.ย. 68) ทอง +400 รูปพรรณ 64,800

    ตู๋ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 29 พ.ย. 2568, 10:09 1

    วันนี้ ( 29 พ.ย. 68 ) เวลา 09.00 น. รายงานจาก สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาขึ้น 400 บาท

    ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อที่บาทละ 63,900 บาท ขายออกบาทละ 64,000 บาท

    ขณะที่ราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อบาท 62,625.96 บาท และขายออกบาทละ 64,800 บาท

    ข้อมูลนี้เป็นประกาศจากสมาคมค้าทองคำ ณ เวลา 09:00 น. (ครั้งที่ 1)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/439ud8xectse&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Id7ZeNcofjZlf0KKQ41hu

  • จับตา ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ถกค้าสหรัฐล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตตํ่าสุด 1%

    จับตา ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ถกค้าสหรัฐล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตตํ่าสุด 1%

    เอกชน-นักวิชาการ จับตา “อนุทิน” ชิงยุบสภา 12 ธ.ค. พ่วงเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐไม่คืบ กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เสี่ยงสถาบันจัดอันดับปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศเป็นลบ ทำต้นทุนทางการเงินพุ่ง ฉากทัศน์เลวร้ายสุด จีดีพีไทยปี 2569 อาจขยายตัวได้แค่ 0.5-1%

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายของปีนี้ยังผันผวนสูง แม้จะได้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็มีปัจจัยลบอยู่มาก ทั้งมหาอุทกภัยในภาคใต้ การขู่ยุบสภาของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หากฝ่ายค้านยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบลงมติ ในวันเปิดสภาฯ 12 ธันวาคมนี้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการส่งออกไทยไปสหรัฐ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ระงับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนกับไทยอย่างไม่มีกำหนด

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากรัฐบาลประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ (จากเดิมจะยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. 2569) ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมประมาณ 1 เดือนครึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่อาจชะลอ เพื่อจับตาทิศทางทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

    จับตา ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ถกค้าสหรัฐล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตตํ่าสุด 1%

    อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 เดือนที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศถือว่าวิธีการทำได้ค่อนข้างดี โดยส่วนหนึ่งได้นำคนนอกที่เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจจริง ๆ โดยไม่ใช้การเมืองนำหน้า

    วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

    “ภาพจำที่ประชาชนทั่วไปกับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่โดดเด่นที่สุดคือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ประชาชนได้รับประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ ขณะเดียวกันสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้พร้อมกัน ไม่ใช่การแจกเงินอย่างเดียว ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวสุด ๆ ก่อนหน้านี้”

    ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ขณะที่การเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ ระงับลงชั่วคราวและยังไม่มีความคืบหน้า จะส่งผลให้การเจรจาการค้าไม่สามารถจบตามเป้าหมายในสิ้นปีนี้ ทั้งสองเรื่องจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะเรื่องเครดิตหรือความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของไทย มีโอกาสถูกปรับเป็นมุมมองด้านลบ(Negative) ได้

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    “ผมมองว่าในปี 2569 ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยภายใต้การยุบสภาพ่วงกับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ หากยังไม่มีความคืบหน้า เศรษฐกิจไทยจะถูกแช่แข็ง หรือขยายตัวตํ่าในช่วงครึ่งปีแรก เพราะการค้าการลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น การลงทุนใหม่จากภาคเอกชนในประเทศและต่างประเทศจะหยุดชะงัก เนื่องจากต้องรอความชัดเจนด้านนโยบาย กว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศคงเป็นช่วงครึ่งปีหลัง เบื้องต้นจึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจหรือการขยายตัวของจีดีพีไทยในปีหน้าจากที่ IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6% ผมคิดว่าจะเหลือประมาณ 0.5% ถึง 1% ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด”

    ผลที่ตามมาคือ สถาบันจัดระดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เช่น Moody’s, S&P และ Fitch Ratings มีโอกาสสูงที่จะปรับลดมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทยเป็น Negative ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศ และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ในฉากทัศน์ หากไทยสามารถเจรจาการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐได้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ตามกำหนด จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอย่างมีนัยสำคัญมากนัก ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/645236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZxQyNYx6Qk7XnHaJsUbN1

  • “อนุทิน” เรียกถก “เอกนิติ-ปลัดพาณิชย์” เตรียมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่

    “อนุทิน” เรียกถก “เอกนิติ-ปลัดพาณิชย์” เตรียมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่

    “นายกฯ อนุทิน” เรียก “เอกนิติ-ปลัดพาณิชย์” ประชุมเตรียมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ หามาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมใต้เพิ่ม เผย สัปดาห์หน้าเริ่มจ่ายชดเชย 9,000 บาท

    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางเยียวยา ช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจร้านค้า โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.17 น. หลังจากเมื่อวานนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) ได้ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นครั้งที่ 4 ตลอดทั้งวัน มีการประชุมและรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือ และสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะเริ่มจ่ายเงินชดเชย 9,000 บาท ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนจะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v4fcH4u_mvVMXSbDCBNoK

  • นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจลงพื้นที่สงขลาดูสภาพจริงพรุ่งนี้ ก่อนกำหนดนโยบายฟื้นฟูหลังวิกฤตน้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจลงพื้นที่สงขลาดูสภาพจริงพรุ่งนี้ ก่อนกำหนดนโยบายฟื้นฟูหลังวิกฤตน้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ภาพ: Thaigov)

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยจะนำคณะประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง, นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์,นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.), นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รักษาการผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่จ.สงขลา เพื่อให้ไปเห็นสถานการณ์และปัญหา เพื่อนำมาสู่การออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAS0IQ9LMWZWK0488AIE027R1YBYT6H&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34qtyhbSj44PDUdlXyJCO7

  • ภาคเหนือเดินหน้า NEC ปั้นเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน

    ภาคเหนือเดินหน้า NEC ปั้นเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน

    ทุกวันนี้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เศรษฐกิจถือเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวประมาณ 2.5% และมีแนวโน้มว่าในปี 2568–2569 จะชะลอตัวเล็กน้อย ซึ่งหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต คือการบริโภคทั้งในเมืองและภูมิภาค จึงทำให้เกิด NEC ขึ้นมา 

    NEC (Northern Economic Corridor) หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ เกิดจากคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องการกำหนดกิจการ เป้าหมาย และสิทธิประโยชน์สำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค โดยมีวัตุประสงค์เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในภาคเหนือก็ได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บทเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC)” ภายใต้แนวคิด BCG Economy โดยมุ่งความสนใจไปที่การสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative LANNA) เพื่อสร้างเครือข่ายกิจกรรมเศรษฐกิจให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงพัฒนา และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนและมีทิศทาง โดยครอบคลุม 4 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือ เชียงราย ลำพูน และลำปาง เพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและแหล่งผลิตสินค้าและบริการที่ต่อยอดจากฐานวัฒนธรรมล้านนา ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่  

    นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนและยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) มุ่งพัฒนาให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิด และนายนายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ร่วมการประชุมในครั้งนี้ 

    กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจภายในประเทศจะสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยการบริโภคของประชาชนเป็นสำคัญ แต่เมื่อรายได้ของประชาชนน้อยลงจึงเกิดโครงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บท NEC ขึ้น เพื่อเพิ่มการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ไม่เป็นการเกาะรายได้อยู่ในเมืองหลัก และอย่างน้อยเราก็ได้เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการให้เศรษฐกิจภายในประเทศขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีและไม่ทิ้งชุมชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพัฒนาอะไรอีกหรือไม่ ต้องรอติดตามต่อไป 

    ที่มา :

    เชียงรายโฟกัส , STEP CMU , กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3833734/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24onl5OWFXZN6j8-_Tmk2W

  • ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569 (ตอนที่2) เหตุสำคัญที่มีเกณฑ์เกิดในเมืองปี 2569

    ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569 (ตอนที่2) เหตุสำคัญที่มีเกณฑ์เกิดในเมืองปี 2569

    ภาพดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์และดาวจรสำคัญที่ทำมุมกับดวงชะตาปี 2569

    กำเนิด-วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น. ลัคนาสถิตราศีเมษ

    ทักษาเดิม-ภูมิอาทิตย์

    ทักษาจร-ตั้งแต่ต้นปี-วันที่ 21 เมษายน 2569 อายุเมืองย่าง 244 ปี ตกภูมิอาทิตย์

    -ตั้งแต่ 21 เมษายน 2569-สิ้นปี อายุเมืองย่าง 245 ปี ตกภูมิกลาง

    มฤตยูจร (0)-เดินในพฤษภตลอดปี (มีเดินผิดปกติ)

    พระเสาร์จร (7)-เดินในกุมภ์ต้นปี-14 ก.พ.69

    เดินในมีน 14 ก.พ.-สิ้นปี 69 (มีเดินผิดปกติ)

    ราหูจร (8)-เดินในราศีกุมภ์ต้นปี-22 พ.ย.69

    เดินในราศีมังกร 23 พ.ย.-สิ้นปี 69

    พฤหัสบดีจร (5)-เดินในเมถุน ต้นปี-31 พ.ค.69

    เดินในกรกฎ 31 พ.ค.-19 ต.ค.69

    เดินในสิงห์ 20 ต.ค.-สิ้นปี 69 (มีเดินผิดปกติ)

    สรุป-ตลอดปีเสียอะไรไปสู้ได้กลับมา-ภายใน 21 เมษายน เมืองยังมีโอกาสเสียคนหรือของรัก-ฟาดเคราะห์ให้เมืองด้วยการร่วมบริจาคโลหิต-บุญเก่าเมืองยังหนุนนำถึงสิ้นพฤษภาคม-หาเพื่อนพรรคพวกประเทศที่เป็นมิตรถึงปลายพฤศจิกายน-ตลอดปีกระแสชาตินิยมรอเกิดแรงเอื้อต่อการปฏิวัติกองกำลังของชาติต่อเนื่อง-ทั้งปีเศรษฐกิจเจอแรงบีบต่อให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มาพร้อมโอกาสทองของการเร่งปฏิวัติใหญ่แบบก้าวกระโดดหาทางหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง-การเมืองปีแห่งกลุ่มอำนาจเก่าที่อาภัพมาแบกทุกข์-ปลายพฤศจิกายนเป็นต้นไปใช้อำนาจรัฐอย่างระมัดระวัง หาไม่เป็นสื่อล่อความวุ่นวายในเมืองรอบใหม่-อุบัติเหตุใหญ่สี่รอบ-ฝนมาเร็วน้ำท่วมหนักแถมแผ่นดินไหว-ต่างชาติเข้ามาวุ่นวายป่วนเมืองแปลกๆ-มีเกณฑ์ประหารชีวิต-ปลายตุลา.เป็นต้นไปเมืองจะโด่งดังไปทั่วโลก-ปลายพฤศจิกายนเริ่มสิบแปดเดือนของการเปลี่ยนใหญ่ในแผ่นดิน-และปลายพฤศจิกายนเมืองถูกบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองให้สู้ข้ามปี  

    ตลอดปี 2569 ปรากฏการณ์สำคัญ ที่จะเกิดในเมืองรัตนโกสินทร์ คาดว่าจะเป็น และกรอบระยะเวลาประมาณดังนี้

    1.ปรากฏการณ์ใหญ่ที่จะเป็นกำลังใจคนไทยตลอดทั้งปีคือ ไม่ว่าเมืองจะพบปัญหา-อุปสรรค-ศัตรูระดับใด เมื่อสู้แล้วจะเอาชนะได้ หรือเสียอะไรไปสู้แล้วจะได้กลับคืนมา จึงบางกรณีเมืองอาจจะยอมเสียบางอย่างไปก่อนเพื่อแลกบางอย่างกลับมา

    ตัวอย่างปรากฏการณ์นี้ เช่น หุ้นบริษัทการบินไทยได้กลับมาซื้อขายในตลาดเมื่อปีที่แล้วหลังจากเสียหายหนัก หรือปีที่แล้วคนไทยสู้ศึกกับขแมร์ต้องแลกชีวิตทหารและพลเรือนที่บาดเจ็บล้มตายอพยพพลัดที่นาคาที่อยู่แล้วได้ 11 จุดคืนมากลับมา หรือขณะที่ชะตาเมืองตกขนาดหนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงยอมจำแขนขาดเสียมณฑลบูรพามหึมาเพื่อแลกจังหวัดตราดและอำเภอด่านซ้ายคืนจากฝรั่งเศส ฯลฯ

    2.ตั้งแต่ต้นปี-21 เมษายน 2569 ยังมีโอกาสเสียคน หรือของรักของเมือง (ต่อเนื่องมาจาก 21 เมษายน 2568) ตามโฉลก..ของรักใดประหยัด เร่งระมัดจงดี…

    3.ตลอดปี 2569 คนไทยควรจะช่วยกันบริจาคโลหิตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อช่วยฟาดเคราะห์ดวงเมือง เพราะถ้าเป็นคนมีโอกาสเสียเลือด หรือ..โลหิต ไหลจากตน คล้ายปีที่แล้วที่ช่วงปะทะกับขแมร์ คนไทยช่วยกันบริจาคโลหิตจนล้น

    บางระยะของปีเข้าข่ายตามตำรา ธรณีจะดูดกินซึ่งเลือดคน เช่นในอดีตเคยมีการเอาเลือดคนไปเทหน้าทำเนียบรัฐบาล

    4.ตั้งแต่ต้นปี-31 พฤษภาคม 2569 ปรากฏการณ์ บุญเก่าของเมืองยังรอปรากฏต่อเนื่องจากที่เคยเกิดเมื่อปีที่แล้ว เพื่อจัดการ-สางประเด็นปัญหาที่เป็นกรรมเก่า หรือคนที่สร้างกรรมเก่าไว้กับเมือง ตัวอย่างที่ผ่านมา เช่น

    ด้านบุญเมืองตามล่ากรรมเก่า เช่น แพทยสภามีมติเสียงข้างมากล้นหลามยืนยันลงโทษบุคลากรทางการแพทย์กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือคนทุศีลในวงการศาสนาหรือนักบวชสำคัญถูกเช็กกรรมสะท้านเมือง ฯลฯ

    ในส่วนของบุญเก่าเมืองด้านบุคคลที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การผุดอย่างน่าแปลกใจของพลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    5.ตั้งแต่ต้นปี-22 พฤศจิกายน 2569 แสวงหาเพื่อนต่อจากที่เคยทำมาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ แม้จะต่างความเชื่อ หรือต่างอุดมการณ์ เช่นในอดีตเคยเปลี่ยนสนามรบกับเพื่อนบ้านที่เป็นคอมมิวนิสต์เป็นสนามการค้า

    เหตุการณ์สำคัญและโดดเด่นขณะเมืองเข้าสู่เกณฑ์นี้ ที่รอบนี้เริ่มมาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้วคือ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏาน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนเป็นครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินิ โดยมีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมเป็นรัฐมนตรีเกียรติยศ

    เกณฑ์นี้รวมทั้งเพื่อนเชียร์ เช่น ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา และเรื่องเสี่ยงโชค เช่น หวยเกษียณ ยังจะมีปรากฏต่อ หรือบันเทิงโด่งดัง

    เกณฑ์นี้จะจบลงสำหรับรอบนี้คือ 22 พฤศจิกายน 2569 หลังจากนั้นถ้าจะมีอีกก็ไม่โดดเด่นเท่ากับระยะที่เมืองได้เกณฑ์นี้

    6.กระเเสชาตินิยมยังรอเกิดตลอดทั้งปี เอื้อต่อการปฏิวัติกองกำลังของชาติต่อเนื่อง ที่เริ่มมามาตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2565 เพื่อให้ทันหรือล้ำสมัย หากไม่ปฏิวัติจะถูกบีบปฏิวัติ

         ผลของการปฏิวัตินี้คาดว่า เมื่อปรากฏการณ์นี้จบลงกลางปี 2572 หากยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร เราจะถามตัวเองว่ากองกำลังของชาติไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร ถ้าทำได้ดีจะประสบความสำเร็จล้ำเลิศพาเมืองรอดปลอดภัย หากทำได้ไม่ดีกองทัพหรือกองกำลังของชาติจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    สิ่งที่คนไทยได้เห็นจากศึกไทย-ขแมร์ เมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 ส่งให้กองทัพไทยโด่งดังไปทั่ว และมีความคืบหน้าทั้งภาครัฐ-เอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น บ่งบอกว่ามาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะกองทัพอากาศกับกริพเพน แต่ปรากฏการณ์นี้ยังต้องทำต่อไป

    ปี 2569 ชี้เป้าที่กองทัพเรือ (ทางน้ำ) ว่า ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ยาวนานสองปีครึ่งที่โครงการขนาดใหญ่ทางน้ำของชาติจะเกิด จึงควรลงมือทำสิ่งที่ทันหรือล้ำสมัย หรืออะไรที่เสียไปควรไปเอากลับมา ตามโฉลก….ลาภคืนคง รณรงค์เรามีชัย…รวมทั้งเรือดำน้ำที่ไทยเคยมีสองลำ

    ส่วนตำรวจเองก็หนีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ไม่พ้น หากไม่เปลี่ยนจะถูกเปลี่ยน หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังเป็นปัญหาของชาติเหมือนที่เป็นอยู่ ขนาดต้องสาบานทั้งโรงพักว่าไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม

    7.กลางกุมภาพันธ์ 2569 เริ่มปีเคราะห์ทาง เศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโอกาสทองของการพลิกสถานะเศรษฐกิจของชาติ คือ

    7.1 เมือง ยังอยู่ในระยะเวลาเจ็ดปีของการตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกับการปฏิวัติเศรษฐกิจของเมืองที่เริ่มมาตั้งแต่ประมาณกลางปี 2565

    โดยเป้าหมายเศรษฐกิจของชาติโดยรวมคือ กลางกรกฎาคม 2572 เมืองจะหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่เป็นมากว่าสามสิบปี ไปสู่ประเทศรายได้สูง

    แต่หากทำได้ไม่ดีก็จะติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางต่อไป

    7.2 เจาะมาที่ปี 2569 ตั้งแต่ต้นปี-10 มิถุนายน 2569 เมืองยังจะเจอทั้งเคราะห์ทาง เศรษฐกิจโดยพื้นฐานที่เป็น ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วมาตั้งแต่ 21 เมษายน 2568-21 เมษายน 2569 ครบหนึ่งปีพอดี ทั้งการใช้เงินหลวงแจกหรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองก็ไม่เป็นไปตามเป้า งัดยังไงก็ไม่ขึ้น ตลาดหุ้นเดินหน้าหนึ่งถอยหลังสอง ไปที่ไหนมีแต่คนบ่นฝืดเคือง แม้จะไม่ถึงกับข้าวยากหมากแพง

    ถึงจะมีปรากฏการณ์คนละครึ่งพลัสออกมาโดยรัฐบาลคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ก็แค่คล้ายใช้ยาแดงทาแผล แต่หนองที่เน่าในยังรอการรักษาและพัฒนาในปีนี้

    และปีใหม่นี้แทรกเข้ามาคือ เจอปัญหาหนัก ทาง เศรษฐกิจ เกี่ยวกับ สถาบันการเงิน ผสมโรงกับปัจจัยภายนอกบีบ หรือกดดัน ให้ภาครัฐต้องลงมือแก้ไขพร้อมหาตัวช่วยเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันตามลีลาคือ

    7.3 ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ทุกวิกฤตย่อมนำมาซึ่งโอกาส

    และมาแล้วช่วงสองปีครึ่งของวิกฤตที่จะเกิดท้าทายเป็นระยะๆ ที่มาพร้อมโอกาสทองของการพัฒนาและพลิกเกมคือ ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ถึง 12 เมษายน 2571 ที่เศรษฐกิจจะเจอแรงกดดันเป็นระยะๆ ด้วยกรรมเก่าที่ทำไว้ และกรรมใหม่ที่มาจากต่างประเทศให้สางหรือแก้ไข แต่มาพร้อมสร้างโอกาสของการเกิดโครงการขนาดใหญ่ หรือต่อยอดสิ่งที่มีมาแต่เดิมเพื่อจะเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจไปสู่ความรุ่งเรืองในระยะยาว

    ตัวอย่างเชิงลบที่เมืองมีปัญหาถูกบีบให้ลงมือทำแล้วประเทศเคยเสียหายป่นปี้-ปางตาย คือธนาคารแห่งประเทศไทยไปต่อสู้การโจมตีค่าเงินบาท จนสำรองเงินตราต่างประเทศเสียหายป่นปี้ ผลคือต้องลอยตัวค่าเงิน เป็นที่มาของวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ยับเยินทั้งเมือง และติดเชื้อไปยังประเทศอื่นๆ

    ส่วนตัวอย่างการลงมือทำผลที่ออกมาด้านบวก คือ ขณะที่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องวิ่งวุ่นหาพลังงานป้อนประเทศเป็นการเอาตัวรอด ต่อมาท่านให้ตั้ง ปตท.เพื่อรับมือ จนปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายบริษัทใหญ่ เป็นหนึ่งในเสาเศรษฐกิจของประเทศ

    7.4 ตั้งแต่ต้นมิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 ภายใต้แรงกดดันให้รัฐลงมือทำเพื่อหาตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจ จับตาการ เริ่ม เกิดของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยักษ์ของประเทศ หรือต่อยอดโครงการเดิม ที่รัฐต้องลงทุนและใช้จ่ายมาก

    7.5 การลงมือทางเศรษฐกิจรอบปีนี้ (ยังมีอีกหลายระลอก) คาดว่าผลน่าจะออกมาบวกมากกว่าลบเพราะดวงดาวส่งสัญญาณบวกว่า ตลาดหุ้น จะคึกคัก เริ่ม 20 ตุลาคม 2569

    แคบเข้ามาจับตาสถิติใหม่ตลาดหุ้นด้านใดด้านหนึ่ง ระหว่างกลางธันวาคม 2569-กลางมกราคม 2570

    แม้สัญญาณบวกจะออกมาขนาดไหนชาวหุ้นทั้งหลายต้องอย่าเพลิน เพราะเผลอๆ ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน-สิ้นปี 2569 ยาวไปสิบแปดเดือน ถึง 10 มิถุนายน 2571 จะมีปัจจัยลบแทรกเข้ามาเบรกตลาดให้หัวคะมำแบบเซอร์กิตเบรกเกอร์สักครั้งสองครั้งก็อย่าได้แปลกใจ เพราะเป็นธรรมดาของตลาดหุ้นอาณาจักรของความตื่นเต้น

    7.7 ราคาที่ดิน มีแนวโน้มบูมเป็นระยะๆ บางพื้นที่ราคาจะเพิ่มสูงมากไปกับโครงการพัฒนาต่างๆของรัฐที่จะลงมือ

    7.8 ทองคำ ตั้งแต่กลางกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จะเข้าสู่สภาวะถดถอยมากกว่าเดินหน้า เป็นกรอบระยะเวลาภายในสองปีครึ่ง

    8.การเมืองปีแห่งกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่อาภัพ ตามลีลา

    8.1 ระหว่าง 14 มกราคม-22 กุมภาพันธ์ 2569 จับตาปรากฏการณ์ไสช้างท้าชนกันในทางการเมือง หรือปรากฏการณ์หมูไปท้าราชสีห์รบ คาดว่าคงสนุกมาก

    8.2 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์-31 พฤษภาคม 2569 เกิดปรากฏการณ์ ตรึงกำลังกันในทางการเมือง ระหว่างสองฝ่าย ทำให้บรรดากองเชียร์แต่ละฝ่ายผลัดกันอึดอัดเหมือนคนท้องอืด หลังจากนั้นความอึดอัดใจจะจบลง

    8.3 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป-สิ้นปี 2569 การเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมือง กลุ่มที่จะกลับมาบริหารบ้านเมืองจะเป็น กลุ่มเก่า-หน้าเดิม เห็นมาก่อนหน้านี้

    8.4 ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป รัฐบาลที่บริหารบ้านเมืองจะอาภัพ-แบกทุกข์-เป็นไปไม่สะดวก และ เสถียรภาพต่ำต้องต่อสู้ดิ้นรนหนัก เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจ และ พรรคร่วมรัฐบาลรออุบัติเป็นระยะๆ ไปพร้อมกับการต้องฟันฝ่าเพื่อบริหารเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่ำรอดปลอดภัยจากแรงกดดันจากปัญหาภายในและสงครามเศรษฐกิจโลก อย่างกลางต่อยอดของเก่า อย่างสูงเริ่มนำประเทศไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ การพัฒนาขนาดใหญ่เพื่อนำประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางปี 2572

    8.5 นายกรัฐมนตรีรอบนี้จะเห็นโฉมหน้าประมาณกลางเมษายน 2569

    8.6 ประมาณ 24-27 กรกฎาคม 2569 เริ่มลางบ่งบอกว่าปัญหาในคณะรัฐบาล ที่จะมีเรื่องอึดอัดคล้ายคนท้องอืด

    และตั้งแต่ 28 กรกฎาคม-30 กันยายน 2569 เกิดการปรับคณะรัฐมนตรี หรือนโยบาย หรือวิธีปฏิบัติสำคัญ

    8.7 ตั้งแต่ 20 ตุลาคม-สิ้นปี จะมีปรากฏการณ์ตรึงกำลังระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายกฎหมายหรือนิติบัญญัติ ก่อให้เกิดความอึดอัดไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย หรือไม่อาจมีประเด็นสำคัญ รัฐบาลอาจอยู่ในสภาพพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก

    8.8 ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน-สิ้นปี 2569 ระยะเวลา 18 เดือน คือถึง 10 มิถุนายน 2571 ฝ่ายถืออำนาจรัฐอยู่ในมือและใช้อำนาจรัฐจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากไม่จะเริ่มก่อวิกฤตการณ์ในเมืองและการเผชิญหน้ารอบใหม่หลังจากนั้น

    8.9 ตลอดทั้งปีรัฐธรรมนูญเดิมยังเข้มแข็งอยู่ เพียงแต่จะมีความพยายามทบทวนเป็นเรื่องๆ เป็นระยะๆ

    โดยระยะประลองกำลังกันดุเดือดเรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นช่วง 20 ตุลาคม-22 พฤศจิกายน 2569 อาจจะถึงกับคว่ำ แต่อย่าให้ถึงกับล้มรัฐธรรมนูญ

    9.เกณฑ์อุบัติเหตุขนาดใหญ่ระดับร้ายแรงสูญเสียทั้งชีวิตทรัพย์สินเงินทองในเมือง ที่การเกิดจะเป็นไปอย่างคลุมเครือ มีกรอบระยะเวลาของการเกิดดังนี้

    รอบที่ 1-ระหว่าง 2 เมษายน-12 พฤษภาคม 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    รอบที่ 2-ระหว่าง 21 มิถุนายน-4 สิงหาคม 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    รอบที่ 3-ระหว่าง 4 สิงหาคม-19 กันยายน 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    รอบที่ 4-ระหว่าง 29 กันยายน-19 ตุลาคม 2569 (ก่อนหรือหลังเจ็ดวัน)

    10.โหราศาสตร์อุตุนิยมวิทยาปีแห่งเมืองอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและท่วมใหญ่ ระดับน้องๆ ปี 2485

    10.1 แผ่นดินไหวรอบปีนี้จะเริ่มมีให้ตั้งแต่ประมาณสิ้นเดือนพฤษภาคม-19 ตุลาคม 2569

    10.2 เป็นปีของน้ำท่วมใหญ่ โดยฝนจะมาเร็วตั้งแต่ประมาณต้นมิถุนายน 2569

    นอกจากร่องฝนปกติ-ลมมรสุมแล้ว จับตาพายุหมุนเขตร้อน อิทธิพลพายุหมุนเขตร้อนที่จะมีต่อเมือง เป็นไปได้ทั้ง หางพายุระดับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง หรือ ดีเปรสชัน หรือ สูงกว่า ที่จะเข้าเมืองเป็นระยะๆ

    แต่สื่อพายุแรงจะเริ่มประมาณ 22 พฤศจิกายน-สิ้นปี

    10.3 ตั้งแต่ประมาณ 30 พฤศจิกายน-สิ้นปี ด้วยแนวโน้มเมืองต้องเตรียมรับมือน้ำมาก และท่วมในวงกว้าง จะส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก อารมณ์ความรู้สึกอัดอัดเป็นระยะ บางพื้นที่เกิดอาการอัตคัดขาดแคลนปัจจัยสี่ สัตว์เลี้ยงเดือดร้อนล้มตาย แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ข้าวยากหมากแพง

    มีช่วงคับขันทางน้ำล้อมเมืองช่วงธันวาคม

    11.ตั้งแต่ 21 เมษายน-สิ้นปี 2569 จะมีเหตุการณ์ต่างชาติแปลกประหลาดมาก่อเหตุใหญ่ในเมืองแบบแปลกๆ ชวนปวดหัว

     12.ตั้งแต่ 21 เมษายน 2569-สิ้นปี-21 เมษายน 2570 เมืองมีเกณฑ์ประหารชีวิตที่จะเป็นข่าวใหญ่

    13.ตั้งแต่ 19 ตุลาคม-สิ้นปี 2569 จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เมืองโด่งดังไปทั่วโลก

    เน้นไปที่ระหว่างกลางธันวาคม 2569-กลางมกราคม 2570

    14.ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เริ่มต้น 18 เดือนของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในเมือง-แผ่นดิน จนถึงประมาณ 10 มิถุนายน 2571 เช่นในอดีตเคยรวมกรุงเทพกับธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร

    15.ประมาณ 30 พฤศจิกายน-สิ้นปี 2569-ประมาณ 16 มกราคม 2570 มีปรากฏการณ์เมืองเมืองถูกบีบให้อึดอัดจนหน้าเขียวหน้าเหลืองเป็น กรรไกรหนีบ ต้องกัดฟันสู้ มาทางน้ำหรือจากน้ำ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/905155/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mGZslgbU7PRQrNb-7uoDP

  • ตั้งแต่โควิดยันน้ำท่วม! ‘ชลน่าน’ ฟาด ‘อนุทิน’ แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    ตั้งแต่โควิดยันน้ำท่วม! ‘ชลน่าน’ ฟาด ‘อนุทิน’ แก้วิกฤตล้มเหลวซ้ำซาก

    นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และอดีต รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า “สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปีนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวมเลวร้ายมาก มีคนตายนับร้อย เพราะปริมาณน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าท่วมในหลายจังหวัด ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประชาชนยังต้องจมอยู่กับน้ำในหลายพื้นที่ โดยจากรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 105 อำเภอ 723 ตำบล 5,381 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,226,627 ครัวเรือน 3,542,583 คน

    หนักที่สุดคือพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพราะ ต้องยอมรับว่าหาดใหญ่คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ดังนั้นผลที่ตามมาคือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ และหลายฝ่ายประมาณการในพื้นที่หาดใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้อีกนานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาเช่นเดิม

    นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย แม้จะออกมาขอโทษประชาชน แต่กว่าจะยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด การบริหารจัดการบกพร่องอย่างร้ายแรง มันช้าไปมากเพราะจากการบริหารสถานการณ์ที่ผิดพลาดล้มเหลว ส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ ประชาชนเสียชีวิตที่ล่าสุดมีมากกว่าร้อยคน ขณะเดียวกันพบว่าภาคธุรกิจพังยับ ประชาชนหลายแสนคน หลายหมื่นครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านพัง ทรัพย์สินหายไปกับน้ำ”

    รีบประกาศความช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน เป็นเจตนาประกาศออกมาเพื่อกลบกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่ประสบเหตุออกมาต่อต้าน ขับไล่ ทำให้ ‘อนุทิน’ ต้องรีบพูดเพื่อหวังกลบกระแสวิจารณ์สถานการณ์ตอนนี้ จำเป็นต้องพูดถึงมาตรการการเยียวยาช่วยเหลืออย่างอื่นที่จำเป็นก่อนไหม หรือบทเรียนจากภัยโควิดไม่ได้ทำให้คุณอนุทินเรียนรู้อะไรนอกจากเสียน้ำตา การบริหารภาวะวิกฤตจึงล้มเหลวซ้ำซาก

    พร้อมชี้ว่า “สิ่งที่ต้องดำเนินการคือรัฐบาลต้องระดมกำลังเร่งอพยพประชาชน และต้องระดมแพทย์และพยาบาลให้การดูแลประชาชนที่ประสบเหตุ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบทั้งร่างกายและจิตใจประชาชนมาก ประชาชนยังหวาดระแวง ต้องคิดเสมอว่าทุกคนที่ประสบภัยเป็นคนป่วย คาดการณ์ว่ามีจำนวนนับแสนคน คณะแพทย์ต้องเร่งนำประชาชนเข้าสู่การดูแลด้านสุขภาพทั้งร่างกายจิตใจ เตรียมสถานบริการทางการแพทย์ รพ.สนาม เครือข่ายส่งต่อ ระดมทีมแพทย์ พยาบาลอาสา บุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือ ยาเวชภัณฑ์ให้พร้อมที่จะรองรับ นอกจากนี้ควรเร่งป้องกันโรคระบาด โรคที่มาจากน้ำ โรคฉี่หนูที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา”

    สำหรับคนที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสำรวจ ตรวจสอบ เร่งรัดจัดเก็บเพื่อดำเนินการตรวจอัตลักษณ์บุคคลอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป หลังจากนี้จึงประกาศมาตรการช่วยเหลือเยียวยาทุกมิติ เร่งฟื้นฟูให้คืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว

    นพ.ชลน่าน ย้ำว่า “ทุกหน่วยงานรัฐต้องบูรณาการการทำงาน ที่สำคัญผู้บัญชาการหน่วยงานต้องชัดเจน อย่ามั่วเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะส่งผลให้การทำงานล่าช้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะปัญหาของประชาชนรอไม่ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/chonlanan-criticizes-anutin-for-repeated-crisis-management-failures&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dodtggTpWHl6R-ZKHUd7r

  • วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    วว. โชว์ผลงานเพิ่มศักยภาพการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ณ งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14 จังหวัดเลย

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส และคณะ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับมอบหมายจาก ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมพิธีเปิด “งานเทศกาลต้นคริสต์มาสภูเรือ ครั้งที่ 14” อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

    ภายในงานมีการประกวดต้นคริสต์มาสโดยเกษตรกรในพื้นที่ การประกวดวากภาพระบายสี การแสดงพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังมีการแสดงโดรนเทิดพระเกียรติและศิลปวัฒนธรรม จากหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอภูเรือและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นต้น

    โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว และ วว. ได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเลยและคณะ เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานของ วว. ภายใต้การดำเนินโครงการ “การเพิ่มศักยภาพในการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG”

    ซึ่งภายในบูธ วว. จัดแสดงผลงานในโครงการฯ อาทิ ต้นคริสต์มาสหลากสายพันธุ์ กระถางต้นไม้อัตลักษณ์จังหวัดเลย ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งหนังสือดอกไม้กินได้ Edible flowers ด้วย

    การเข้าร่วมงานของ วว. ครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรและจังหวัดเลย พร้อมทั้งได้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านไม้ดอกไม้ประดับ และการผลักดันการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเสริมสร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมพืชสวนและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/976793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y6rqHWrH1k7HAYm1RJ1Fe

  • วท.ชม.เข้าร่วมกิจกรรม แนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ

    วท.ชม.เข้าร่วมกิจกรรม แนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ

    วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นางสาววาทินี เชิดชูสกุล หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและการจัดหางาน พร้อมด้วย นายโชตินันทร์ ปฏิการ ตัวแทนครูแนะแนวฯ คณะครูและนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาธุรกิจการบิน และแผนกช่างกลโรงงาน เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อสายอาชีพ ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ณ ห้องประชุมสุทธาสิริ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

    การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อ เป็นการประชาสัมพันธ์การรับสมัครเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ให้แก่ นักเรียน ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 2 ให้ได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อในสายอาชีพ อย่างถูกต้องและเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นพบศักยภาพ ความสนใจของตนเอง และสามารถเลือกเส้นทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความถนัดและอาชีพในอนาคต

    ภายในกิจกรรมยังมีการนำเสนอข้อมูลหลักสูตรอาชีวศึกษา จุดเด่นของแต่ละสาขาวิชา แนวโน้มตลาดแรงงาน รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อมูลเพิ่มเติม แบบโต้ตอบผ่านระบบออนไลน์

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3833568/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NCkwowsyFYxUzrCQDpVa7

  • เบอร์แทรม สานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบโอกาสและสร้างอนาคตให้เด็กๆ มูลนิธิบ้านพระพร

    เบอร์แทรม สานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบโอกาสและสร้างอนาคตให้เด็กๆ มูลนิธิบ้านพระพร

    บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการตอบแทนสังคม ผ่านกิจกรรมเพื่อสาธารณ ประโยชน์อย่างต่อเนื่องมากว่า 8 ปี โดยให้การสนับสนุนเด็กและเยาวชนในความดูแลของมูลนิธิบ้านพระพร ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และโอกาสในการต่อยอดศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เบอร์แทรมได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งต่อโอกาสและมอบความสุขให้กับเด็กๆ ในความดูแลของมูลนิธิบ้านพระพร อาทิ การมอบทุนการศึกษาประจำปีผ่านกิจกรรม “Bertram Sharing Happiness”, โครงการ “เคลียร์ตู้ ปันสุข” ที่เปิดโอกาสให้พนักงานร่วมแบ่งปันเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และของใช้สภาพดีให้แก่เด็กและเยาวชน การมอบรายได้จากกิจกรรมวิ่งการกุศล “Bertram Sunrise Run” จำนวนกว่า 1.37 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิ และการจัดกิจกรรมสันทนาการ “สร้างสีสร้างสรรค์” ที่ผู้บริหารและพนักงานร่วมเป็นครูอาสาถ่ายทอดงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมจินตนาการและพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ

    หนึ่งในโครงการที่สะท้อนความตั้งใจของเบอร์แทรมอย่างชัดเจน คือกิจกรรม “สร้างสีสร้างสรรค์” ที่บริษัทได้นำผลงานภาพวาดของน้องๆ ได้แก่ น้องจ๊าบ น้องลิเดีย และน้องไบ๋ จากมูลนิธิบ้านพระพร มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จริงภายใต้แบรนด์ เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ในรูปแบบยาดมรุ่นพิเศษ Limited Edition “ศิลปะจากหัวใจ สู่ลมหายใจแห่งความหวัง” ถ่ายทอดความฝัน ความสุข และพลังบวกของเด็กๆ ผ่านลวดลายบนหลอดยาดมได้อย่างลงตัว ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 ชุด จำหน่ายในราคาชุดละ 100 บาท รายได้ทั้งหมดมอบให้แก่มูลนิธิบ้านพระพร เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ผู้สนใจสามารถหาซื้อได้ที่มูลนิธิบ้านพระพร หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 097-227-7861

    เบอร์แทรม ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำบทบาทขององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเชื่อมั่นในพลังของโอกาส การศึกษา และการแบ่งปัน ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่แข็งแรงและยั่งยืนให้แก่เด็กและเยาวชนไทย บริษัทมุ่งสานต่อภารกิจ CSR ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และร่วมผลักดันให้สังคมไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้ปณิธาน “Building A Stronger Community For All – มุ่งสู่สังคมที่ดีร่วมกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1549239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39i0w8RwvtH_Ob69wBWutX