Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ปันปัน” เรียนจบคว้าปริญญาโท ตัวเองยังไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง

    “ปันปัน” เรียนจบคว้าปริญญาโท ตัวเองยังไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง

    นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของนักแสดงสาวมากความสามารถ “ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์” ที่ล่าสุดได้สวมชุดครุยเข้ารับปริญญาโทอย่างเป็นทางการแล้ว!

    ปันปัน สุทัตตา ได้เผยภาพความยินดีผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะที่สวมชุดครุยถ่ายภาพคู่กับคุณพ่อที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น พร้อมแคปชั่นที่แสดงถึงความทุ่มเทในการศึกษาครั้งนี้ว่า

    “รียนจบ ปโท ละค้าาาา เป็นมหาบัณฑิตสาขา Anti-aging เฉยย  ไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง เรียนทุกเสาร์อาทิตย์ มา 2 ปีรวด + ทำวิทยนิพนธ์อีกปี เย้ๆๆ #finallygraduated”

    โดยเธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ใน สาขา Anti-aging (สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างสูง เนื่องจากเธอต้องจัดสรรเวลาเรียนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ต่อเนื่องถึง 2 ปีเต็ม และยังต้องทุ่มเทให้กับการทำวิทยานิพนธ์อีกหนึ่งปี

    ภาพความสำเร็จในวันนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริง แม้จะมีตารางงานในวงการบันเทิงที่แน่น แต่ ปันปัน ก็สามารถแบ่งเวลาเพื่อพิชิตปริญญาโทมาครองได้สำเร็จ สร้างความปลื้มปิติให้กับคุณพ่อและครอบครัวเป็นอย่างมาก

    รวมถึงใต้โพสต์นี้ที่มีคนเข้ามาคอมเมนต์แสดความยินดีกันเยอะมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OYul4DXzh34UTZpaf1doY

  • “อนุสรณ์” ฝากบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การป้องกันกรุงเทพฯ แนะเริ่มศึกษาแผนย้ายเมืองหลวง : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ฝากบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การป้องกันกรุงเทพฯ แนะเริ่มศึกษาแผนย้ายเมืองหลวง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิต ทรัพย์สินของคนจำนวนมาก จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดอื่นในภาคใต้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ของสังคมไทยอย่างชัดเจน ต้องมีการถอดบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความผิดผลาดซ้ำเดิมอีก

    ทั้งนี้ คาดว่าผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ชาวไทยยังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าขั้นวิกฤติหลายมิติหลายลักษณะด้วยกัน ปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรงจากปรากฎการณ์ลานีญา ล้วนมีความเกี่ยวพันกับภาวะโลกร้อน อันเป็นผลจากการพัฒนาแบบทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานฟอสซิสที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศโลก เกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศอย่างรุนแรง

    จากข้อมูลของนักวิจัยเกี่ยวกับลานีญาในประเทศไทย พบว่า ปรากฎการณ์ลานีญาอาจยาวนาน 9-12 เดือน ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง ทำให้ปริมาณน้ำฝนอาจสูงถึง 14,000 ล้าน ลบ.ม.

    “การคาดการณ์เหล่านี้ มีการนำเสนอข้อมูลล่วงหน้ามา 1-2 ปีแล้ว เป็นข้อมูลพยากรณ์ที่มีฐานจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่การตัดสินใจทางนโยบาย และการดำเนินการของระบบราชการในหลายกรณี ไม่ได้อิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เท่าไร จึงทำให้ “การตัดสินใจ” “การสั่งการ” “การดำเนินการ” ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลว” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า การสูญเสียทางเศรษฐกิจ เกิดจากการลดลงของรายได้ ความเสียหายทางทรัพย์สิน ความเสียหายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต จากการชะลอตัวลงของการท่องเที่ยวและการเดินทาง ภัยพิบัติเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การชะลอตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลางแจ้ง และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น ค่าเสียโอกาสจากประเด็นทางด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อยและคนจนในพื้นที่ภัยพิบัติ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานในเขตพื้นที่ภัยพิบัติ

    นายอนุสรณ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจาก “เอลนีโญ” สู่ “ลานีญา” ในไทย ทำให้ภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ หลายพื้นที่ของประเทศเจอน้ำท่วมซ้ำซาก ช่วงหน้าแล้งก็เจอภัยแล้งรุนแรงมาก การจะบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ต้องปรับยุทธศาสตร์เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เดินหน้าลงทุนระบบการบริหารจัดการน้ำ

    การปรับยุทธศาสตร์เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน จะช่วยแก้ที่ต้นตอของปัญหา การพัฒนาในแบบที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น อีกทั้งส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศน้ำท่วม ภัยแล้งรุนแรงขึ้นไปอีก ขณะที่หลายพื้นที่ ประชาชนฐานรากเผชิญความยากลำบากอย่างรุนแรง รัฐบาลต้องปลดล็อคหนี้ทับถม อันเป็นผลมาจากการไม่สามารถทำงาน และแสวงหารายได้จากพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย ผ่านการทำโครงการลงทุนขนาดเล็ก กระจายทั่วประเทศเพื่อสร้างฐานรายได้ให้กับประชาชนฐานราก

    คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ความไม่มั่นใจต่อการบริหารจัดการเรื่องอุทกภัย การจัดการน้ำท่วมขังและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นว่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การสูญเสียรายได้ และทรัพย์สินแบบหาดใหญ่ และแบบปี 2554 หรือไม่ การเตรียมการรับมือมีประสิทธิภาพอย่างไร

    ขณะที่ ปัญหาที่ใหญ่กว่าน้ำท่วมขัง อุทกภัยใหญ่หาดใหญ่ และภาคใต้ และแบบปี 2554 ก็คือ มีงานวิจัยของกรีนพีซเตือนว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ อาจจมทะเล สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสังคมรุนแรง หากไม่ทำอะไรเพื่อป้องกันตั้งแต่ตอนนี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวพันกันมากขึ้น เรื่อย ๆ

    นอกจากนี้ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ด้วยว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนที่ไม่มีการแก้ไขสูงถึง 20% ของจีดีพีโลก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต แต่ความเสียหายลดลงได้หากทุกประเทศร่วมมือกันในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างมลพิษทางอากาศ

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์การทรุดตัวของกรุงเทพฯ ดีขึ้นจากสั่งห้ามการดูดน้ำบาดาลมาใช้ แต่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง หากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญน้ำท่วมไหลหลากจากทางเหนือ บวกระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปพร้อมกัน จากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) บ่งชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ระหว่าง 0.43-0.84 เมตรภ ยในปี พ.ศ. 2643 ไทยจะเผชิญการเกิดพายุความเร็วลมรุนแรง สร้างความเสียหายมากขึ้น คลื่นพายุซัดฝั่งสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนมีสภาวะสุดขีดมากกว่าในอดีตเหมือนที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่

    หากเกิดสถานการณ์กรุงเทพฯ จมน้ำ ความเสียหายทางด้านต่าง ๆ จะรุนแรงมากกว่าหาดใหญ่หลายเท่าตัว หากพื้นที่มากกว่า 80% ของกรุงเทพฯ จมทะเล งานวิจัยกรีซพีซประเมินสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 18.6 ล้านล้านบาท กระทบประชาชนกว่า 10.45 ล้านคน พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ 1,512 ตารางกิโลเมตร พื้นที่มากกว่า 96% ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงน้ำท่วมหากระดับน้ำทะเลหนุนสูง และมีงานวิจัยของ Greenpeace ฉายภาพอนาคตว่า กรุงเทพฯ อาจเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2573

    นายอนุสรณ์ ได้นำเสนอนโยบาย 6 ข้อเพื่อเร่งดำเนินการ ได้แก่

    1. สร้างเขื่อนกั้นน้ำ หรือ “ถนนเลียบชายฝั่งยกสูง” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลต้องวางแผนงบประมาณให้ดี

    2. ปลูกป่าชายเลน เพื่อให้เป็นพื้นที่กันชน ซับน้ำ รองรับความรุนแรงของคลื่นทะเล การปลูกป่าชายเลนตลอดแนวพื้นที่จากบางขุนเทียน สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ จะฟื้นฟูธรรมชาติและยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย

    3. จัดระเบียบการใช้ที่ดินริมชายฝั่ง

    4. กระจายการลงทุนไปภูมิภาค

    5. หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน

    6. ศึกษาการย้ายเมืองหลวง นโยบายการย้ายเมืองหลวงแบบกรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ควรนำมาศึกษาอย่างจริงจัง

    “เสนอว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ต้องเริ่มต้นลงทุนเพื่อป้องกัน “กรุงเทพฯ และปริมณฑล” จากภัยพิบัติในอนาคต โดยเฉพาะการเผชิญน้ำท่วมใหญ่จากระดับน้ำทะเลหนุนสูง พร้อมน้ำหลากจากทางเหนือ” นายอนุสรณ์ กล่าวในตอนท้าย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550150&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GLvwz87DcEf_6igPZN6jM

  • เปิดฉากรอบชิงชนะเลิศ! ประกวดวิดีโอสั้นนักศึกษาไทย “Zhongging Cup” ประจำปี 2025 | TOPNEWS

    เปิดฉากรอบชิงชนะเลิศ! ประกวดวิดีโอสั้นนักศึกษาไทย “Zhongging Cup” ประจำปี 2025 | TOPNEWS

    สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการโครงการ Zhongqing Cup ประกวดวีดีโอสร้างสรรค์ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568 รอบชิงชนะเลิศ

    ผู้ดำเนินโครงการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนาย เฉิน ไห่ผิง กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธาน ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวสนับสนุนการจัดโครงการ พร้อมด้วย ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายไทย สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Ms.Lian Chen (เหลียน เฉิน) ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องช้างคลาน 1 โรงแรมอโมร่า ท่าแพ เชียงใหม่

    นาย เฉิน ไห่ผิง กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ กล่าวว่า การแข่งขันในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมจากมหาวิทยาลัย 19 แห่งทั่วประเทศไทย รวม 46 ทีม และมีนักศึกษาไทยจีนเข้าร่วมถึง 156 คน น้องๆ นักศึกษาได้ใช้ภาษาจีนเปรียบเสมือนสะพาน และใช้ความคิดสร้างสรรค์เปรียบเสมือนใบเรือ เพื่อบันทึกความงดงามของประเทศไทย ผ่านเลนส์กล้อง และถ่ายทอดเรื่องราวของไทยด้วยภาษาจีน

    วิดีโอผลงานในปีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นวงกร้าง โดยมียอดการรับชมบนแพลดฟอร์มถึง 200,000 ครั้ง ยอดกดถูกใจ 15,000 ครั้ง และมีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงและการยอมรับในเวทีการประกวด “Zhongging Cup” นั้นได้ยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอให้ทีมผู้เข้าแข่งขันทุกทีมได้แสดงภูมิปัญญาของทีมอย่างเต็มความสามารถ โชว์ศักยภาพที่โดดเด่น และประสบความสำเร็จในการแข่งขัน

    ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการ Zhongging Cup (จงชิงคัพ) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในประเทศไทย ให้สามารถ บูรณาการความรู้ภาษาจีนกับทักษะความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสื่อใหม่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้อง กับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะข้ามสาขาวิชา และใช้ภาษาจีนเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การแข่งขันวีดีโอสร้างสรรค์ในปีนี้ มุ่งเน้นให้นักศึกษาอาศัยภาษาจีนเป็นสะพาน และใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวเรือ เพื่อสร้างสรรค์และเผยแพร่วีดีโอคุณภาพสูงที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของประเทศไทย สู่สายตาชาวจีนผ่านสื่อยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการแสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาเท่านั้น ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม กระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 นี้ ยังเป็นวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โครงการนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ ที่ร่วมส่งเสริมมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมืออย่างยั่งยืนในอนาคต

    ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การประกวด รอบชิงชนะเลิศของโครงการ Zhongqing Cup (จงชิง คัพ) วีดีโอสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568 ในวันนี้ เวทีนี้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของสื่อยุคใหม่ในการถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศไทยในมุมมองใหม่ เพื่อเผยแพร่เสน่ห์และเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์

    การประกวดในวันนี้จึงมากกว่าแค่การแข่งขัน เพราะนี่คือ “พลังของคนรุ่นใหม่” ที่จะช่วยขับเคลื่อนอนาคตของการท่องเที่ยวไทย และเป็น”สะพานวัฒนธรรม” ที่จะต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้แข็งแรงและยาวนานไม่ว่าผลของการแข่งขันจะเป็นเช่นไร ขอชื่นชมในความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าแข่งขันทุกคน ทุกผลงานสะท้อนความรักในภาษา ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และบทบาทของคุณในฐานะทูต วัฒนธรรมรุ่นใหม่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความร่วมมือไทย – จีนในอนาคตต่อไป

    ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายไทยสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ 6 ของการจัดการแข่งขัน Zhongging Cup ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็น นักศึกษาไทยนับพันคนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพสร้างสรรค์ผลงาน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และก่อเกิดมิตรภาพที่ยั่งยืน”Zhongging Cup” จึงได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในกิจกรรมวิดีโอภาษาจีนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในประเทศไทย

    ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ที่ได้ให้คำแนะนำและสนับสนุนการแข่งขันตลอดมา การเอื้อเพื้อและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นจากสถานกงสุลฯ ถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การแข่งขันเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    ปีนี้ เป็นวาระสำคัญของ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพไทย – จีน” ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน การจัดการแข่งขันวิดีโอสั้นภายใต้หัวข้อ “การโปรโมตการท่องเที่ยวไทยด้วยภาษาจีน” ไม่เพียงเป็นเวทีประชันทักษะภาษาเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอัน ลึกซึ้งและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่งดงามระหว่างสองประเทศ

    สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งคือ การแข่งขันในครั้งนี้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ทั่วประเทศกว่า 19 สถาบันเข้าร่วม ทุกคนได้ใช้กล้องเป็นสื่อเล่าเรื่องราว วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย ผ่านภาษาจีนอย่างสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถความตั้งใจ และบทบาทของเยาวชนในฐานะสะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีไทย-จีน

    ความพิเศษของการแข่งขันในครั้งนี้คือการรวมทีมระหว่างนักศึกษาไทยและจีน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทั้งสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมาอย่างงดงาม นักศึกษาทั้งสองประเทศได้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และ ก่อเกิดมิตรภาพที่แน่นแฟ้น และนี่คือสิ่งที่สะท้อนคำว่า “ไทย-จีนใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” อย่างแท้จริง ขอให้เราร่วมกันใช้เวทีการแข่งขันครั้งนี้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมไทย-จีน พร้อมวางรากฐานในการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ ให้เติบโตขึ้นเป็นทูตวัฒนธรรมที่เชื่อมสัมพันธ์อันดีใน “50 ปีทอง” อย่างมั่นคงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1408789&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lK39PZv_NQFvtFyRYmJXK

  • เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100%

    เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100%

    วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสภาพความเสียหายและการฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา (ญ.ส.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ระดมกำลังเข้าทำความสะอาดและกู้วิกฤตพื้นที่การศึกษา

    ดร.กมลาศน์ ศรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา เปิดเผยถึงผลกระทบจากมหาอุทกภัยในครั้งนี้ว่า เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของโรงเรียนตั้งอยู่ในลักษณะแอ่งกระทะ ของอำเภอหาดใหญ่ ส่งผลให้มวลน้ำไหลมารวมตัวและท่วมสูงถึงระดับคานด้านบนของอาคารชั้น 1 ทำให้พื้นที่ชั้นล่างทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ หรือเรียกได้ว่าเสียหาย 100%

    ทรัพย์สินที่เสียหายประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นล่างทั้งหมด ห้องควบคุมเครื่องเสียงห้องสภานักเรียน ห้องพยาบาล ห้องประชุม ห้องดนตรีไทยและอุปกรณ์นาฏศิลป์

    มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาท โดยทางโรงเรียนจะเร่งสรุปข้อมูลเพื่อนำเสนอเรื่องไปยังหน่วยงานส่วนกลางเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณเยียวยาและซ่อมแซมต่อไป

    ดร.กมลาศน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการรับมือว่า ทางโรงเรียนได้เฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามเรดาร์น้ำฝนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันพุธที่เริ่มมีฝนตกหนัก ต่อมาในวันพฤหัสบดีได้สั่งการให้นักเรียนกลับบ้านและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในวันศุกร์ทันที

    แม้ทางโรงเรียนจะมีการเตรียมความพร้อมด้วยการยกสิ่งของขึ้นที่สูงแล้ว แต่ด้วยมวลน้ำที่มาเร็วและมีความรุนแรงมาก ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์และทรัพย์สินขนาดใหญ่บางส่วนได้ทันการณ์ จนนำมาสู่ความเสียหายดังกล่าว

    เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 1เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 2เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 3เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 4เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 5เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 6เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 7เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 8เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 9เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 10เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 11เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 12

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/restore-somboonkulkanya-school-flood-damage/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hwiAvSOpjWxHQxdjiimq0

  • นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

    นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

    นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

    นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่รอบที่ 5 คุยผู้ประกอบการ พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง ด้าน “ศุภจี”ยันมีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมการค้าภายใน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ผู้บริหารธนาคารออมสิน ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังกองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โดยเป็นการเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นครั้งที่ 5

    เมื่อเดินทางถึงนายกฯ จะเดินทางไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมรับฟังสรุปผลการติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่ รวมถึงจะร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยนายกฯจะหารือกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจในพื้นที่สงขลา จากนั้นนายกฯและคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง เพื่อพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการก่อนร่วมประชุมรับฟังปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ ก่อนลงพื้นที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ซึ่งในพื้นที่ได้มีการจัด Big Cleaning Day (บิ๊ก คลีนนิ่งเดย์) ในวันแรกไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งฟื้นฟูเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติ ก่อนที่นายกฯและคณะจะเดินทางกลับกทม.

    โดยเวลา 12.37 น. นายกฯเดินทางถึงกองบิน 6 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการช่วยเรื่องลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไม่ นายกฯหยุดยืนฟังคำถาม และพยักหน้า แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

    ขณะที่ นางศุภจี กล่าวว่า “ขอให้ติดตามดู ยืนยันว่ามีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNMDYmpkgM_IFkIeMBFDA

  • ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    ในยุคที่ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และภาระค่าใช้จ่ายของผู้คนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาศักยภาพด้านการแพทย์และมีอัตราการเติบโตสูงในธุรกิจนี้ โดยปี 2566 อุตสาหกรรมด้าน Wellness มีมูลค่ารวมราว 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 1.3 – 1.4 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของโลก เติบโต 28.4% ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มีอัตราการเติบโตสูงสุดครองอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจ Wellness อาจเป็นทางรอดเดียวของประเทศไทยในยุคที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจชะลอตัว การที่ไทยเป็นแชมป์อันดับ 1 และ 2 ของโลกในธุรกิจ Wellness และ Wellness Tourism ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและอยากศึกษาว่าประเทศไทยทำอย่างไร จึงทำให้มูลค่าเศรษฐกิจเกี่ยวกับสุขภาพเติบโตได้

    แน่นอนว่าปัจจัยบวกและโอกาสที่ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ มาจากประเทศไทยได้ก้าวเข้าสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมบูรณ์แล้ว และคาดว่าอีกประมาณ 8 ปี ไทยจะเข้าสู่ระดับ “สุดยอด” คือมีคนอายุเกิน 60 ปี เกิน 28% เป็นปัจจัยสำคัญสอดคล้องกับข้อมูลของประชากรโลก ที่เริ่มเกิดการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, หัวใจ, เส้นเลือดแตก/ตีบ, มะเร็ง, และโรคเครียด

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    หากเจาะลึกดูสถิติของสาเหตุการเสียชีวิต ประชากรไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs สูงถึง 77% คิดเป็น 38,400 คนต่อปี หรือ 44 คนต่อชั่วโมง ซึ่งล้วนเกิดจากการกินไม่ดี นอนไม่ดี ออกกำลังกายน้อย ขี้เกียจ และมีความเครียดสูง ยังมีผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้คนปกติซึ่งมีโรคประจำตัวหรือโรค NCDs แฝงอยู่อาการทรุดหนัก เสี่ยงทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า

    เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น ความสนใจในธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน และปัจจัยบวกสำคัญที่สุดอีกอย่างคือ เทรนด์การป้องกันดีกว่าการรักษา คนเริ่มตระหนักแล้วว่าการป้องกันโรคช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าการป่วยแล้วไปรักษา เพราะถ้าป่วยแล้วจะเสียเงินมาก ถ้าโชคร้ายจะเสียทั้งเงิน ไม่หาย และทรมาน

    “ทั้งหมดนี้คือโอกาสของธุรกิจด้าน Wellness ภายใต้แนวคิดใหม่ที่จะใส่ใจในคำว่า Healthspan หรือ การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย มากกว่า Lifespan (อายุตามบัตรประชาชน) ซึ่งปัจจุบัน Healthspan ของคนไทยเฉลี่ยนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 67 ปี ส่วน Lifespan คือ 77 ปี จะสังเกตว่าค่าเฉลี่ยที่ห่างกันนี้ทำให้คนไทยเกือบทุกคนต้องทรมานจากการเจ็บป่วยประมาณ 10 ปี ก่อนเสียชีวิต ฉะนั้นเป้าหมายสูงสุดคือทำให้ Healthspan กับ Lifespan มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน เพื่อให้ผู้คนหลับและเสียชีวิตไปอย่างสบาย ไม่ทรมาน”

    ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประชาชนทุกคนต้องใส่ใจสุขภาพ ต้องนอนดี กินดี อารมณ์ดี และหลีกเลี่ยงสารอันตราย เช่น บุหรี่ เหล้า สุรา ขณะเดียวกันภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันผลักดันด้วยเช่นกัน โดยแกนหลักสำคัญคือภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องปรับโครงสร้างราคาและภาษีเกี่ยวกับธุรกิจด้าน Wellness อย่างจริงจัง

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกาย ใจ และจิต เช่น ขายเครื่องมือออกกำลังกาย, การเปิดค่ายมวย/โยคะ, ค่ายปฏิบัติธรรม, นั่งสมาธิ, ทำสปา สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการยกเว้นภาษี เพราะนับได้ว่าเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างให้ประชาชนมีสุขภาพดี ลดภาระค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณะสุขได้ เหมือนการทำดีต้องได้รับ Incentive หรือรางวัลเป็นแรงจูงใจ ส่วนธุรกิจอันตรายต่อสุขภาพอาจจะต้องเพิ่มกำแพงภาษีให้สูงขึ้น เช่น ในหมวดอาหารที่มีสารอันตรายต่างๆ เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท รวมถึงภาษีน้ำตาล (Sugar) ภาษีความเค็ม (เกลือ/Salt) ภาษีไขมัน แม้กระทั่งภาษีผงชูรส ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ

    นอกจากนี้ อยากเสนอนโยบายสุขภาพถึงภาครัฐ ให้พิจารณานำเงินส่วนต่างๆ คืนให้แก่ประชาชนผู้ที่ไม่ใช้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลในแต่ละปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เพราะหากคนไทยแข็งแรงจะทำให้รัฐบาลเหลือเงินในระบบสุขภาพเยอะขึ้น ประชาชนก็ได้สุขภาพดี ไม่ต้องได้รับผลกระทบจากความเจ็บป่วย

    ยกตัวอย่างในกรณีศึกษา จากผลการดำเนินงานและนโยบายพนักงานของ BDMS Wellness Clinic ที่เติบโตในระดับ 2 ดิจิต เกินกว่าเป้าหมายทุกปี และเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม BDMS โดยในปี 2568 คาดว่าจะมีผู้เข้ารับบริการเป็นชาวต่างชาติ 60% และ คนไทย 40% ส่วยเป้าหมายในอนาคตปีถัดไปต้องการเร่งเครื่องดันกลุ่มต่างชาติให้ถึง 70% และเป็นคนไทย 30% แต่ในการบริหารมีนโยบายจูงใจพนักงานสุขภาพดี ให้โบนัสแก่พนักงานที่ไม่ป่วย ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    “จากปีแรกที่ BDMS Wellness Clinic เริ่มนโยบายเรื่องสุขภาพดีได้โบนัส มีพนักงานที่ไม่ป่วยประมาณ 10% ปีที่ 2 (ปี 2567) เพิ่มขึ้นเป็น 25% คาดการณ์สำหรับปีนี้อาจถึง 40% สิ่งนี้คือการผลักดันโมเดล Wellness ให้คนเกิดการแข่งขันกันเพื่อมีสุขภาพดี และจะสามารถนำผลนี้ขายต่อได้ ถึงโมเดล Wellness จะไม่สำเร็จ 100% แต่จะเป็นส่วนหนึ่งให้พนักงงานทุกคนมี Healthy ภายใต้การดูแลของหมอ ทำให้ทุกคนแข็งแรงขึ้น”

    นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลจะต้องสร้าง Wellness Tourism และความยั่งยืน (Sustainable/ESG) ให้แข็งแรง แม้นักท่องเที่ยวของไทยในปี 2568 จะลดลงทุกกลุ่มจนทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจไม่คึกคักมากนัก แต่เครื่องยนต์ของ Wellness Tourism ยังไม่ดับลงและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness ยังคงใช้จ่ายต่อหัว (Spending per head) สูง 50,000 – 60,000 บาท มากกว่านักท่องเที่ยวปกติถึง 4-5 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความรู้สูง รักธรรมชาติ มีแนวคิด Sustainable (ลดโลกร้อน) รักตัวเอง ชอบออกกำลังกาย และสร้างขยะน้อย

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    โดยเทนรด์ Wellness ในปี 2569 ก็ยังมีทิศทางการเติบโตสูง เช่น เทรนด์ Mental Wellness (สุขภาพจิต) ผู้คนจะแสวงหาประเทศที่สามารถเดินทางไปพักผ่อนเพื่อสุขภาพจิตดี ไปนั่งสมาธิ สงบ เก็บมือถือ ดูแลพลังจิตใจ, Longevity (ความยืนยาวของชีวิต) และ Biological Age ครอบคลุมถึงเรื่อง Genetic, Proteomic, Multiomic, และ Epic Genetic คนอยากรู้ว่าอายุชีวภาพ (Biological Age) ภายในของตนเองนั้นเป็นอย่างไร, AI for Wellness ที่ช่วยวางแผนการใช้ชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพดี, Spiritual Health สุขภาพทางจิตวิญญาณ รวมถึง Wellness Real Estate เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม คนทั่วโลกมีความเชื่อมั่น (Trusted) ในแบรนด์ไทย ด้วยจุดแข็งใน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.ธรรมชาติ (Sea, Sand, Sun) 2.อาหารไทย (เต็มไปด้วยสมุนไพรและ Antioxidant) 3.การบริการแบบไทย (Thai Hospitality) 4. ภูมิปัญญาโบราณ (เช่น นวด ไทย, สมุนไพร ไทย) และ 5.การเป็น Medical Hub รองรับกรณีผู้สูงอายุเจ็บป่วยได้ ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจด้าน Wellness ทำได้ง่าย สามารถผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ได้ด้วยต้นทุนที่ประเทศอื่นไม่มี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/645400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33swdVnBagSZR8A-H7EAVT

  • นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ-หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่

    นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ-หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่

    เวลา 13.00 น. วันนี้ (30 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมการค้าภายใน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้บริหารธนาคารออมสิน  ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และรักษาการเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังกองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา  โดยเป็นการเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นครั้งที่ 5

    สำหรับกำหนดการเมื่อเดินทางถึงสงขลา นายกฯ จะเดินทางไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมรับฟังสรุปผลการติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่ รวมถึงจะร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน  โดยจะหารือกับผู้ประกอบนักธุรกิจในพื้นที่สงขลา  จากนั้นจะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจย่านตลาดกิมหยง  และเข้าร่วมประชุมรับฟังปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่  ก่อนลงพื้นที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3  ซึ่งในพื้นที่ได้มีการจัด Big Cleaning Day (บิ๊ก คลีนนิ่งเดย์)  ก่อนที่นายกฯและคณะเดินจะเดินกลับ กทม.

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามใดๆของสื่อมวลชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/62255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qNUX_hhU_JAALMWFpsK4c

  • ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยอีสาน-ตะวันออก แม้ยังจับตาน้ำท่วมและเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยอีสาน-ตะวันออก แม้ยังจับตาน้ำท่วมและเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด”

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า

    “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และการเพาะปลูก

    ทั้งนี้ ควรติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

    อยู่ที่ระดับ 77.6 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและการจ้างงาน จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐและเอกชน

    ประกอบกับคาดว่าภาคธุรกิจและการลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการจ้างงานให้เพิ่มขึ้น

    แม้ว่าจะหมดช่วงฤดูการท่องเที่ยวและเริ่มมีฝนตกในบางพื้นที่ และสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 80.6

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    อยู่ที่ระดับ 75.8 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเป็นสำคัญ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการของรัฐบาล การจัดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง รวมถึงอุปสงค์สินค้าที่มีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงฤดูการเพาะปลูก

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ

    อยู่ที่ระดับ 74.7 โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และส่งเสริมผู้ประกอบการของรัฐบาล ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังมีศักยภาพในการเติบโตได้ต่อเนื่อง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้

    อยู่ที่ระดับ 72.7 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความเชื่อมั่นในภาคบริการและการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของเดือน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อุทกภัยในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่างส่งผลกระทบต่อภาคบริการและการเกษตรจากการปิดการให้บริการของร้านค้า การเดินทางขนส่งที่ไม่สะดวก และภาคเกษตรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง

    อยู่ที่ระดับ 70.7 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร จากอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อขยายตลาดสินค้าส่งออก ส่งเสริมผู้ประกอบการ สนับสนุนด้านพลังงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงฤดูการเพาะปลูกใหม่ และคาดว่าสภาพอากาศจะเอื้ออำนวย

    อย่างไรก็ตาม ควรต้องติดตามประเด็นความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และราคาต้นทุนการผลิต

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก

    อยู่ที่ระดับ 70.2 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตร จากมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวและภาคเกษตร กระตุ้นการบริโภค และส่งเสริมเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล

    อยู่ที่ระดับ 64.3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความเชื่อมั่นในภาคบริการและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอความชัดเจนและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลเพิ่มเติม

    สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2568 กระทรวงการคลังได้จัดทำการสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งสะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นพบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด

    เนื่องจากช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นทันที ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นมียอดขายเพิ่ม เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างรวดเร็ว

    รองลงมาคือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน) ตามลำดับ สำหรับในระยะปานกลางถึงระยะยาว

    โครงการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้) ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจเกี่ยวกับหลักสูตรพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส พบว่า ทักษะเกี่ยวกับการใช้ช่องทางออนไลน์เป็นทักษะที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุดและได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทักษะที่เป็นที่ต้องการอื่น ๆ เช่น ความรู้ด้านภาษี การทำบัญชี การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ความรู้ด้านเครือข่ายและความปลอดภัยไซเบอร์ การตลาด การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการประชาสัมพันธ์ และการตั้งคำถามและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบรรลุเป้าหมาย เป็นต้น

    ตารางสรุปดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568

    กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
    โทร. 0-2273-9020 ต่อ 3254

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/thailand-regional-economic-sentiment-index-rsi-for-november-2025/top-stories/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_QyCVOnwaiCJyWG9LD2lJ

  • ‘รองหน.ปชป.’ เสนอ6มาตรา ปลุก ‘หาดใหญ่’ สร้างเศรษฐกิจใหม่

    ‘รองหน.ปชป.’ เสนอ6มาตรา ปลุก ‘หาดใหญ่’ สร้างเศรษฐกิจใหม่

    Politics

    30 พ.ย. 2025 เวลา 10:09 น.

    'รองหน.ปชป.' เสนอ6มาตรา ปลุก 'หาดใหญ่' สร้างเศรษฐกิจใหม่

    “วีระพงษ์” ชง “รัฐบาล” ต่อ6มาตรา ฟื้น “หาดใหญ่” หลังเผชิญอุทกภัยใหญ่ เร่งบูรณการหน่วยงานรัฐ-ร่วมมือเอกชน กระตุ้นท่องเที่ยว

    นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอ ฟื้นฟูพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ ว่า การสร้างเศรษฐกิจใหม่ Build Back Hat-Yai ไปให้ไกลกว่าฟื้นฟูเยียวยา ว่า

    เรื่องสำคัญต้องลงมือทั้งหมด 6 มาตรการ คือ

    1.สร้างแผนเปิดเมือง ทั้งด้านอาหาร น้ำ การรักษาพยาบาล ระบบสาธารณูปโภค การซ่อมแซม การทำความสะอาด รวมถึงการประกอบธุรกิจ  

    2.สร้างความรวดเร็ว เยียวยา ครบจบในที่เดียว โดยเฉพาะภาครัฐต้องทำให้การเบิกจ่ายง่าย รวดเร็ว และเป็นต้นทุนต่อประชาชนน้อยที่สุด ควรมีแอปพลิเคชั่นหรือศูนย์กลางการติดต่อที่ทำให้ประชาชนกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว แล้วรอรับบริการภาครัฐ หรือเงินช่วยเหลือตามสิทธิได้ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนตั้งหลักได้เร็วขึ้นด้วย  

    3.สร้างความชัดเจน แยกเงินให้ชัด โดยภาครัฐร่วมกับเอกชนจัดทำฐานข้อมูลเดียว ที่ระบุช่องทางช่วยเหลือต่างๆ อย่างครบถ้วน โดยสามารถแยกตามกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนที่บ้านเรือนหรือธุรกิจเสียหาย จะรู้ได้ว่าสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเท่าไหร่  

    4.สร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นว่ามาเที่ยวหาดใหญ่ปลอดภัย ผ่านมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งสามารถทำโปรโมชั่นเสริมในช่วงฟื้นฟู จะทำให้สามารถดึงนักท่องเที่ยวและทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น 

    5.สร้างSMEใหม่ สร้างงานที่ดี ธุรกิจขนาดกลางและย่อม เป็นหัวใจเศรษฐกิจหาดใหญ่ ภาคใต้ควรใช้โอกาสนี้สนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจให้รวดเร็ว ตรงจุด ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจเข้ากับมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน คือ ต้องเป็นสูตรเงินบวกคำปรึกษาถึงพลิกฟื้นธุรกิจให้ฟังได้  และ

    6.สร้างหาดใหญ่ให้รองรับภัยพิบัติได้ดีขึ้น สร้างหาดใหญ่ให้รองรับภัยพิบัติได้ดีขึ้น รัฐบาลควรทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1209922&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ekouA4igOObLcXwhkBaKA

  • นายกฯ ลงหาดใหญ่รอบ 5! นำทัพ “ทีมเศรษฐกิจ” คุยแนวทางเยียวยาหาดใหญ่! | 30 พ.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    นายกฯ ลงหาดใหญ่รอบ 5! นำทัพ “ทีมเศรษฐกิจ” คุยแนวทางเยียวยาหาดใหญ่! | 30 พ.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    30 พ.ย. 2568 23:44 น.

    วันนี้นายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่หาดใหญ่ เป็นครั้งที่ 5 แล้ว แต่ที่หลายคนจับตาคือทีมงานที่นำไปเป็นทีมเศรษฐกิจ เพื่อไปพูดคุยเรื่องแนวทางเยียวยาเศรษฐกิจของหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #น้ำท่วม #น้ำท่วมภาคใต้ #ฝนตกหนัก #หาดใหญ่น้ำท่วม #น้ำท่วมหาดใหญ่ #เขต8 #เขต8หาดใหญ่ #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/thairath-news-show/1173313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06TnhzurzMbOjMfIOuPHvO