Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สแกมเมอร์: ภัยใหม่คุกคามระบบการเงินโลก ไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก เตรียมถกรับมือ

    สแกมเมอร์: ภัยใหม่คุกคามระบบการเงินโลก ไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก เตรียมถกรับมือ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-61&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2akDPV2bmAOY7-hGmzFUsY

  • ปลัดคลังยืนยัน”คนละครึ่งพลัส”เฟส 2 มาก่อนยุบสภา คาดหวังเศรษฐกิจ Q4 โตถึง1% : อินโฟเควสท์

    ปลัดคลังยืนยัน”คนละครึ่งพลัส”เฟส 2 มาก่อนยุบสภา คาดหวังเศรษฐกิจ Q4 โตถึง1% : อินโฟเควสท์

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่าโครงการคนละครึ่ง พลัส ระยะที่ 2 (เฟส2) จะสามารถใช้ได้ทันก่อนรัฐบาลประกาศยุบสภาในเดือน ม.ค. 2569 อย่างแน่นอน ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งจัดทำรายละเอียดของโครงการทั้งหมด ยังไม่สามารถชี้แจงได้ โดยต้องรอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาก่อน

    ทั้งนี้ ในส่วนของวงเงินใช้จ่ายต่อรายนั้นยังอยู่ระหว่างทำการบ้าน จึงเร็วไปที่จะพูดตอนนี้ โดยขณะที่ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ว่าจะดำเนินการอย่างไร จะแตกต่างจากเฟส 1 อย่างไร เพื่อจะให้ทันตามนโยบายรัฐบาล และเพื่อให้มาตรการมีความต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของงบกลางซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการนำไปใช้เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยจะยังมีเหลือเพียงพอรองรับการดำเนินโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส2 หรือไม่นั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า มองว่าเรื่องนี้หากเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล สำนักงบประมาณก็จะต้องไปเร่งบริหารจัดการ

    “ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 รัฐบาลอยากเห็นขยายตัวถึง 1% ซึ่งเราก็เชื่อว่าอานิสงส์ของมาตรการรัฐที่ได้เร่งออกไปในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก็น่าจะส่งผล โดยสิ่งที่เราพยายามตั้งใจทำ คือไม่อยากเห็นไตรมาส 4 ดร็อปกว่าที่คาด หรือถ้าลดลงก็อยากให้น้อยที่สุด” นายลวรณ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24dJPj8HAf2BgflwD3yFex

  • 3แนวคิดพ่อดีเด่นแห่งชาติ ‘ปู่จิ้น’ ใช้ ‘คุณธรรมนำชีวิต’ เป็นรากฐานสำคัญทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดี

    3แนวคิดพ่อดีเด่นแห่งชาติ ‘ปู่จิ้น’ ใช้ ‘คุณธรรมนำชีวิต’ เป็นรากฐานสำคัญทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดี

    เปิด 3 แนวคิดพ่อดีเด่นแห่งชาติ 2568 ‘ชลิต’ เผยหัวใจสำคัญในการเลี้ยงดูบุตร เน้นการวางรากฐานทางคุณธรรมให้มั่นคง สอนให้เป็นคนดีที่พัฒนาตัวเองได้เสมอ ‘ชวรัตน์’ ใช้ ‘คุณธรรมนำชีวิต’เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพต่อสังคม ‘พชร’ ระบุ การศึกษาคือมรดกล้ำค่าที่สุด การมอบความรัก ความอบอุ่น และการอบรมเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม เพื่อให้บุตรเติบโตเป็นคนดี

    5 ธ.ค. 2568 – นางวราภัสร์ พรรณไพรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา เปิดเผยความคืบหน้าในการมอบรางวัล “พ่อดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568” ซึ่งเตรียมจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นี้ โดยมุ่งเน้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ หลักการเป็นพ่อที่ดี ที่สร้างพลเมืองคุณภาพและเป็นแบบอย่างแก่สังคม โดยคณะกรรมการจัดงานฯ มุ่งหวังให้แนวคิดเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวไทยตามรอยเบื้อง พระยุคลบาทของในหลวง รัชกาลที่ 9

    พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการเลี้ยงดูบุตรคือ การสร้าง “คนดี” ที่พัฒนาตัวเอง ได้เสมอ โดยการเป็นพ่อที่เน้นการวางรากฐานทางคุณธรรมให้มั่นคง โดยถือว่าความดีเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่เด็กควรมี : สำหรับผม บทบาทของความเป็นพ่อคือการวางรากฐานชีวิตให้บุตรหลานเติบโตเป็น ‘คนดี’ ที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมเชื่อว่าความดีเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่เด็กควรมี ผมจึงพยายามปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เช่น การรู้จักขอบคุณ การแบ่งปัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น ความซื่อสัตย์ การรักษาวินัย และการยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง”

    พล.อ.อ ชลิต ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายในการเลี้ยงดูว่าต้องการความดีและความยั่งยืน: “ผมสอนเขาว่าไม่ได้ต้องการให้เขาเป็นคนเก่งที่สุด แต่ต้องการให้เขาเป็น คนดีที่พัฒนาตัวเองได้เสมอ เพราะคนที่รู้จักพัฒนาและปรับปรุงตัวเอง คือคนที่สามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงได้ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้สำคัญกว่าความสำเร็จชั่วคราวใด ๆ”

    “ในเรื่องการเป็นแบบอย่าง ผมพยายามดำเนินชีวิตอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร เพื่อให้ลูกเห็นว่าการเป็นคนดีเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ผมให้ความสำคัญกับความรัก ความอบอุ่น และความมั่นคง เราพูดคุยกันเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องปัญหา ความรู้สึก หรือเรื่องราวในแต่ละวัน ผมเปิดพื้นที่ให้ลูก ได้คิด ได้ลอง และได้เรียนรู้จากความผิดพลาด” พล.อ.อ. ชลิต กล่าว

    นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้ง บริษัทซิโน – ไท และบิดาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการในการเลี้ยงดูบุตร คือ การใช้ “คุณธรรมนำชีวิต” เพราะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพต่อสังคม: “สำหรับผมนั้น บทบาทของความเป็นพ่อคือการเป็นทั้งผู้ให้ ผู้ปกป้อง และผู้ชี้นำทางชีวิตแก่บุตรหลาน และการเป็นแบบอย่างที่ดี รวมทั้งได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน เพราะผมเชื่อว่าคุณธรรมเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพ… ผมจึงพยายามปลูกฝังความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และรับผิดชอบให้กับลูกผ่าน การปฏิบัติจริง มากกว่าการสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว”

    นายชวรัตน์ ยังกล่าวต่ออีกว่า การส่งเสริมให้บุตรมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง: ผมมักบอกลูกเสมอว่า ‘คนที่เก่งกว่าเราในวันนี้ ก็คือเราในวันพรุ่งนี้’ เพื่อให้เขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากตัวเอง และเห็นว่าความสำเร็จเกิดจากความเพียรและความตั้งใจ ไม่ใช่เพียงพรสวรรค์หรือโชคชะตา” ในด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเป็นผู้นำ

    นายชวรัตน์ระบุว่า: “ในชีวิตประจำวัน ผมพยายามทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น ทั้งการพูดจา การทำงาน และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ผมจึงตั้งใจทำทุกอย่างด้วยความจริงใจและโปร่งใส เพื่อให้เขาเห็นว่า ‘การทำดีไม่ต้องให้ใครเห็น แต่ผลของความดีจะปรากฏเสมอ’”

    นายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด – กล่าวว่า “การศึกษาคือมรดกล้ำค่าที่สุด” โดยเปิดเผยถึงหลักการสำคัญในการดูแลบุตรสาวทั้ง 3 คน และในบทบาทของความเป็นพ่อ นับตั้งแต่เมื่อผมได้สมรสและมีครอบครัว ผมให้ความสำคัญกับการมอบความรัก ความอบอุ่น และการอบรมเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม เพื่อให้บุตรเติบโตเป็นคนดี สามารถยืนหยัดด้วยตนเอง และเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในอนาคต

    นายพชร ยังกล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ภรรยาของท่านเป็นถึงอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา: “ผมและภรรยาให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรเป็นอย่างยิ่ง… ผมจึงเชื่อมั่นว่า การศึกษาเป็นมรดกที่ล้ำค่าที่สุด ที่จะติดตัวบุตรไปตลอดชีวิต และเป็นพื้นฐานในการดำรงตนอย่างมั่นคงในภายภาคหน้า”ปัจจุบันบุตรสาวทั้ง 3 คนต่างประสบความสำเร็จอย่างสูงในการศึกษาและสร้างครอบครัวที่มั่นคงแล้ว

    นายพชร ทิ้งท้ายถึงผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อสังคม: “ผมเห็นว่า สถาบันครอบครัวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ครอบครัวถือเป็นจุดเริ่มต้นของสังคม หากเราสร้างครอบครัวได้ดี และเป็นแบบอย่างที่ดีของบุตรหลาน สังคมก็จะเรียบร้อยและน่าอยู่ หากคนไทยมีความคิดเช่นเดียวกันนี้ ความแตกแยกในครอบครัว และความวุ่นวายในสังคมหรือบ้านเมืองของเราก็จะไม่มี หรือมีน้อยที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/909219/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u99NZkSuXv91m2JWIcMn4

  • กรุ๊ปซีอีโอทรู นำทีมลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน ลุยบิ๊กคลีนนิ่ง ย้ำเน็ตเวิร์คต้องดีที่สุด คืนรอยยิ้มนักเรียน พี่น้องชาวใต้ ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ

    กรุ๊ปซีอีโอทรู นำทีมลงพื้นที่หาดใหญ่ เร่งฟื้นฟู 18 รร.คอนเน็กซ์อีดี-ชุมชน ลุยบิ๊กคลีนนิ่ง ย้ำเน็ตเวิร์คต้องดีที่สุด คืนรอยยิ้มนักเรียน พี่น้องชาวใต้ ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ

    วันนี้, 10:34น.

              จ.สงขลา 4 ธันวาคม 2568 – ในช่วงเวลาที่หาดใหญ่ต้องเผชิญ “ฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี” ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วม จนส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และโครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งภูมิภาค ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ยังคงยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องผู้ประสบภัยภาคใต้ เพื่อก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ล่าสุด นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์จริง และรับฟังความต้องการจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุด และตอบโจทย์คำถามสำคัญว่า “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด”

     สานน้ำใจ ฟื้นฟู 18 โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี-ทรู จ.สงขลา ในวันที่มหาอุทกภัยสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วภาคใต้ “ภาคการศึกษา” ยังคงเป็นภารกิจที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรู มุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีในจ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

              ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานกับ ICT Talent และคนในพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลความเสียหาย และเมื่อพบว่าโรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ และโรงเรียนบ้านหาร อ.บางกล่ำ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน ทั้งคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้แก่โรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด

    สานต่อความร่วมมือมูลนิธิกระจกเงา ช่วยเหลือชุมชนพี่น้องภาคใต้

         ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าภารกิจช่วยเหลือชุมชนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ได้เข้าพบมูลนิธิกระจกเงา โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา พร้อมด้วยนายเอกลักษณ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย ณ ศูนย์ปฏิบัติการของมูลนิธิฯ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด รับฟังภาพรวมการทำงานในพื้นที่ ความท้าทายที่ยังต้องเร่งจัดการ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การหารือครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือก่อนหน้า ที่ทรูและมูลนิธิกระจกเงา ได้ร่วมกันเชิญชวนพนักงานบริจาคพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จเต็ม 100% เสื้อผ้า ชุดชั้นใน และของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

    กำชับเน็ตเวิร์ค ตรวจสอบสัญญาณเต็มที่เพื่อลูกค้าคนสำคัญ

         ทรู ให้ความสำคัญกับการดูแลเครือข่ายสัญญาณในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้ทุกการประสานงานขอความช่วยเหลือและการเข้าถึงบริการฉุกเฉินเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย นอกจากเฝ้าระวัง และบริหารจัดการเครือข่ายให้กลับมามีประสิทธิภาพแล้ว ผู้บริหารทรู ยังได้ลงตรวจสอบสัญญาณร่วมกับทีมเน็ตเวิร์คและเยี่ยมลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงย้ำภารกิจเชิงรุกของทีมช่างทรูออนไลน์ ในการซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์โมเด็มให้ฟรีโดยไม่ต้องรอแจ้งให้กับทุกบ้านอย่างเร็วที่สุด ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้พี่น้องชาวใต้กลับมาเชื่อมต่อโลกออนไลน์และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

    เยียวยา – บิ๊กคลีนนิ่ง – เติมพลังใจให้เพื่อนพนักงานทรูผู้บริหารทรู ยังได้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจเพื่อนพนักงานทั้งทีมเน็ตเวิร์คและทีมภาค ที่ทุ่มเททำงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย พร้อมเยี่ยมเพื่อนพนักงานทรู ณ ทรูช้อป เซ็นทรัล หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการให้บริการลูกค้า นอกจากนี้ ยังร่วมกิจกรรมจิตอาสา Big Cleaning ทำความสะอาดบ้านเรือน คืนสภาพที่อยู่อาศัยของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รับฟังปัญหาและความต้องการของพนักงานอย่างใกล้ชิด เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการลาฉุกเฉินโดยไม่หักวันลา การสนับสนุนค่าที่พักชั่วคราว เงินช่วยซ่อมบ้านและยานพาหนะ รวมถึงสวัสดิการและประกันสุขภาพเพิ่มเติม พร้อมมอบ “ถุงกำลังใจ” ส่งความห่วงใยให้แก่เพื่อนพนักงานทุกคน

              นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงยืนเคียงข้างพี่น้องชาวหาดใหญ่ในทุกก้าวของการฟื้นฟู พร้อมสนับสนุนในทุกมิติที่สามารถช่วยได้อย่างเต็มกำลัง ภารกิจของทรู จึงไม่ได้มีเพียงทำให้เครือข่ายพร้อมกลับมาใช้งาน แต่ยังมุ่งเน้นการช่วยเหลือชุมชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ที่เร่งส่งมอบสื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพร้อมใช้งาน ซ่อมแซมระบบอินเทอร์เน็ต และความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อการเปิดเรียน ให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี 18 แห่งผ่านความร่วมมือมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อให้คุณครูและนักเรียนสามารถกลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง รวมถึงความร่วมมือกับภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิกระจกเงา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ร่วมกันฟื้นฟูและสร้างชุมชนให้กลับมาเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม และทรู จะยังคงทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนและชุมชน ให้ทุกคนและทุกพื้นที่สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทาย และเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157176&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uKy8OjuR0mDPEjfJmZFPy

  • GDP ไนจีเรียเติบโต 3.98% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

    GDP ไนจีเรียเติบโต 3.98% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568

    ตามรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศฉบับล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยว่าเศรษฐกิจไนจีเรียเติบโต 3.98% ในไตรมาสที่สามของปี 2568 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3.86% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวแบบผสมผสานในภาคส่วนสำคัญๆ โดยภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมีการเติบโตที่แท้จริงที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ภาคบริการยังคงครองส่วนแบ่งตลาดหลักในผลผลิตโดยรวม 

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มูลค่าที่แท้จริงในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อยู่ที่ 57.03 ล้านล้านไนรา เพิ่มขึ้นจาก 54.85 ล้านล้านไนราในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มขึ้น 18.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 113.59 ล้านล้านไนรา เทียบกับ 96.16 ล้านล้านไนราในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ภาคบริการมีสัดส่วนมากที่สุดที่ 53.02% รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมที่ 31.21% 

    สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) ระบุว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับปานกลาง แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ โดยเน้นย้ำถึงกิจกรรมที่แข็งแกร่งขึ้นในด้านการผลิตพืชผล โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ การค้า และบริการทางการเงิน ในขณะที่ภาคน้ำมันมีอัตราการเติบโตที่แท้จริงอยู่ที่ 5.84% เพิ่มขึ้นจาก 5.66% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 การผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.47 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีก่อนหน้า แม้ว่าจะต่ำกว่า 1.68 ล้านบาร์เรลต่อวันที่บันทึกไว้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ภาคส่วนนี้หดตัวลง 5.53% สัดส่วนต่อ GDP ที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.44% จาก 3.38% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ในทางตรงกันข้าม ภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันขยายตัว 3.91% ซึ่งสูงกว่าทั้งไตรมาสที่ 3 ปี 2567 (3.79%) และไตรมาสที่ 2 ปี 2568 (3.64%) ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 3.79% ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.55% ในปีก่อนหน้า

    ในส่วนของผลผลิตทางการเกษตรยังคงเป็นส่วนสำคัญ คิดเป็นเกือบสองในสามของมูลค่าที่แท้จริงของภาคส่วนนี้ การเติบโตของภาคการผลิตชะลอตัวลงเหลือ 1.25% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง ลดลงเล็กน้อยจาก 1.74% ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ภาคการก่อสร้างเติบโต 5.57% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง แม้ว่าจะเป็นการลดลงเล็กน้อยจาก 6.80% ภาคการค้า ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของการบริโภคภาคครัวเรือนและกิจกรรมค้าปลีก มีอัตราการเติบโตที่แท้จริงอยู่ที่ 1.98% ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 1.69% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 โดยภาคส่วนนี้คิดเป็น 16.42% ของผลผลิตทั้งหมด บริการสารสนเทศและการสื่อสารยังคงเติบโตเหนือกว่ากิจกรรมหลักส่วนใหญ่ โทรคมนาคมและบริการสารสนเทศผลักดันอัตราการเติบโตที่แท้จริงสำหรับภาค ICT โดยรวมที่ 5.78%

    ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ มีอัตราการเติบโตดีที่สุด เพิ่มขึ้น 89.34% เมื่อเทียบเป็นรายปี แม้ว่าการเติบโตที่แท้จริงจะอยู่ในระดับปานกลางที่ 3.50% บริการทางการเงินและประกันภัยเติบโตอย่างรวดเร็วในแง่ของมูลค่าที่แท้จริงที่ 19.63% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นของสถาบันการเงิน บริการด้านสุขภาพและสังคมของมนุษย์ชะลอตัวลงเหลือ 2.89% ในแง่ของมูลค่าที่แท้จริง ลดลงจาก 3.79% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 การศึกษาเติบโต 2.51% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า การบริหารภาครัฐมีการเติบโตที่แท้จริงที่ 2.12% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า 

    ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไนจีเรีย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัว 3.9% ในปี 2568 ซึ่งเป็นการเติบโตที่คาดการณ์จากการผลิตน้ำมันที่สูงขึ้น

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ จากรายงานแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าไนจีเรียจะมีผลเชิงบวกในเกือบทุกภาคส่วน แต่อัตราการเติบโตยังคงไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความผันผวนของภาคน้ำมัน การผลิตที่ซบเซา และผลประกอบการรายไตรมาสที่อ่อนแอลงในหลายกิจกรรม อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การเงิน เกษตรกรรม และการค้า ช่วยรักษาเสถียรภาพของผลผลิตโดยรวม ดังนั้น นักลงทุนต้องให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงรวมถึงความผันผวนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://punchng.com

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/tpjiz8fm50bp9tuip3cr50fn&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FOJmEwNfK6KZ5ReSs80AU

  • พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจปวงชนชาวไทย ทุกข์สุขของราษฎร คือทุกข์สุขของพ่อแห่งแผ่นดิน

    พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจปวงชนชาวไทย ทุกข์สุขของราษฎร คือทุกข์สุขของพ่อแห่งแผ่นดิน

    “ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ ก็คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง”…พระราช ดำรัสดังกล่าวของ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตร” สะท้อนได้ดีถึงความเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้ครองใจปวงชน” ความสุขของพระองค์หาใช่การประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตโอ่อ่า รายล้อมด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชน

    นับเป็นภาพคุ้นชินตาของคนไทย ยามที่เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมเยือนประชาชนเพร้อมกล้องและแผนที่คู่พระราชหฤทัย เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของพสกนิกรให้อยู่ดีกินดีขึ้น ทรงเข้าถึงพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศ แม้แต่บนยอดดอยสูง หรือกระทั่งถิ่นทุรกันดารที่รถยนต์เข้าไม่ถึง เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรของพระองค์ ตลอดจนช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนแท้จริง

    “การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น ต้องเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดได้” ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองแผ่นดิน “พระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ได้ทรงงานอย่างหนักและตรากตรำพระวรกายมายาวนาน เพื่อต่อสู้กับความยากจน และสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ โดยได้พระราชทานพระราชดำริและโครงการพัฒนาไว้มากกว่า 4,350 โครงการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี กินดี มีสุขภาพอนามัยแข็งแรง มีการศึกษา มีอาชีพมั่นคง และดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี นับเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนให้ปวงชนชาวไทย

    “…เวลานี้เราทุกคนมีภาระสำคัญรออยู่ ที่จะต้องร่วมมือกันเสริมสร้างความเป็นปกติเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง เพื่อให้ประชาราษฎร์ ชาติภูมิมีความ ผาสุกสงบ ภาระทั้งนี้มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะหากเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายทุกคนที่จะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำให้พรักพร้อม และสอดคล้องเกื้อกูลกัน โดยมีจุดมุ่งหมายและอุดมคติร่วมกัน ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลาย ในมหาสมาคมนี้ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำความคิดจิตใจให้หนักแน่นแน่วแน่ และเที่ยงตรงเสมอเหมือนกัน ที่จะร่วมมือร่วมคิดกันให้เต็มกำลังความสามารถและสติปัญญา ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจ และด้วยความสามัคคี ปรองดอง โดยยึดเอาประโยชน์ยั่งยืนยิ่งใหญ่ คือความมั่นคงผาสุกของบ้านเมืองเป็นเป้าหมายสูงสุด…” พระราชดำรัสดังกล่าวของ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ในการเสด็จออกมหาสมาคม งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 ตอกย้ำถึงพระราชปณิธานแน่วแน่ในการทุ่มเททรงงานหนักอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนของพระองค์ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้เสด็จฯไปทรงงานพัฒนาราษฎรทั่วทุกถิ่นของประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ทรงวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการพระราชทาน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ

    ในบรรดาพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,350 โครงการ ที่ล้วนเป็นการทรงงานเพื่อมุ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาดิน และการเกษตรไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

    ทุกครั้งที่เสด็จออกพัฒนาพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญ และถิ่นทุรกันดาร จะทรงเน้นย้ำว่า ต้องไปทอดพระเนตรให้เห็นพื้นที่จริงๆ ต้องรู้เสียก่อนว่าพื้นที่นั้นในด้านภูมิศาสตร์และภูมิสังคมเป็นอย่างไร การเสด็จฯด้วยพระองค์เองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะได้มีความรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับพื้นที่นั้น และพระราชทานความช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการของประชาชน

    “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ทรงสนพระราชหฤทัยและศึกษาปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงมองและเข้าใจถึงความจริงในทฤษฎีความสมดุลของธรรมชาติ อันได้แก่ ป่าไม้ น้ำ ดิน และสิ่งมีชีวิต ซึ่งพึ่งพิงกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และเชื่อมโยงด้วยวิถีทางธรรมชาติอย่างเป็นวัฏจักรดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

    “…อาจมีบางคนเข้าใจว่าทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่าภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้น เม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ จะทำให้น้ำท่วม เรียนเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ…”

     พระราชกรณียกิจทุกๆด้านนั้น ทรงระมัดระวังมิให้เป็นการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพดีขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าพระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านต่างๆล้วนแล้วแต่ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ และฟื้นฟูสภาพดิน ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ จนทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนน้อมนำเอาแนวพระราชดำริไปปฏิบัติตามจนเกิดผลประโยชน์มากมายทั่วประเทศ

    และเนื่องจากประเทศไทยมีรากฐานจากสังคมเกษตรกรรม “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” จึงทรงริเริ่มโครงการต่างๆด้านการพัฒนาเกษตรขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง โดยจะทรงเน้นแก้ปัญหาของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ และแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจนชั่วลูกชั่วหลาน ขณะเดียวกัน ยังเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางเกษตร ทั้งค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ หรือพืชเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ทรงให้ความสำคัญกับ “ดิน” เป็นพิเศษ ด้วยทรงเห็นว่าดินเป็นปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกับน้ำ ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาที่ดินเมื่อปี 2511 เพื่อพลิกผืนดินที่แห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์

    การได้ใกล้ชิดกับประชาชน รู้จักกับพสกนิกรของพระองค์ รู้จักกับแผ่นดินของพระองค์ในทุกตารางนิ้ว ด้วยก้าวพระบาททั้งสองที่ลงสำรวจไปทั่วทุกอาณาเขตในราชอาณาจักรไทย คือความสุขของ “พ่อ” ความสุขที่ได้เห็นความอิ่มท้องของ “ราษฎร” ความสุขที่ได้วางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างเสถียรภาพของบ้านเมือง

    คนไทยทุกคนเกิดมาพร้อมกับหัวใจของ “ลูก” ที่รัก “พ่อ” และจะรัก “พ่อ” ตลอดไปมิเสื่อมคลาย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยปี “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ก็ไม่ทรงละทิ้งประชาชน พระองค์จะยังคงสถิตกลางใจราษฎร์ตราบชั่วนิรันดร์ ในฐานะ “พ่อหลวง” ผู้เป็นที่เคารพรักเทิดทูนยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ.

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/royal/2899761&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b55ZtjPZaf06sxfXybqEc

  • ‘กฟผ.’ อัดงบ 2.2 หมื่นล้านรุกปรับปรุงระบบส่งไฟ-รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    ‘กฟผ.’ อัดงบ 2.2 หมื่นล้านรุกปรับปรุงระบบส่งไฟ-รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงาน และแนวทางการบริหารงาน หลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.คนที่ 17 ว่า ปี 2569 มีแผนลงทุนกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

    • โครงการก่อสร้างและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าประมาณ 13,000 ล้านบาท 
    • งานปรับปรุงและบำรุงรักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 9,200 ล้านบาท

    โดยจะเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังการผลิต 1,638 เมกะวัตต์ 

    ‘กฟผ.’ อัดงบ 2.2 หมื่นล้านรุกปรับปรุงระบบส่งไฟ-รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

    นอกจากนี้ ยังศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจน ของไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมรวมทั้งสิ้น 6 โรงไฟฟ้า ตั้งเป้าหมายการนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% ได้แก่ 

    โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษา ข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. การศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นพื้นที่ศักยภาพ

    ขณะเดียวกัน ยังผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ (SMR) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด มีต้นทุนที่แข่งขันได้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2593

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/645769&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wfnke7eQNiiZrZo1yqa9I

  • เปิดวิสัยทัศน์ ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ เร่งขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า-จัดหา LNG ราคาถูกลดต้นทุนค่าไฟ : อินโฟเควสท์

    เปิดวิสัยทัศน์ ผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ เร่งขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า-จัดหา LNG ราคาถูกลดต้นทุนค่าไฟ : อินโฟเควสท์

    นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของกฟผ.ว่า การขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี 2593 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

    นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้งสิ้น 6 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

    กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    นายนรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัว Data Center ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพิ่มขึ้นอีก 1,750 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มจ่ายไฟในช่วงต้นปีหน้า

    สำหรับแผน PDP ฉบับใหม่ ปัจจุบันคณะอนุกรรมการ PDP อยู่ระหว่างการพิจารณา เบื้องต้นคาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ที่จำเป็นต้องเลื่อนออก เนื่องจากการวางไฟฟ้าเข้าระบบจะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าและปัจจุบันมีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินว่าสามารถยื่นโรงไฟฟ้าใดได้บ้าง ส่วนโรงไฟฟ้า SMR ที่คาดว่าจะมาเร็วกว่าแผน PDP ฉบับเดิมนั้น กฟผ.ยืนยันว่ามีความพร้อมดำเนินโครงการ โดยช่วงต้นจะเป็นโครงการของกฟผ.ก่อน จากนั้นจะเปิดให้เอกชนลงทุน ซึ่งก็เป็นโอกาสของบริษัทลูกของกฟผ. ทั้งบมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH)

    ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว โดยกฟผ.มีแผนจะนำเข้า LNG ระยะยาว 10-15 ปี จำนวน 1 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มนำเข้าในช่วงต้นปีหน้า พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบมจ. ปตท. (PTT) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

    ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

    “ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance-Risk Management-Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero” นายนรินทร์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551489&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oFk13_MBgWQTSsG-RNvEy

  • สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

    สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง  และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

    นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้  พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์

    พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,พุทธศักราช  2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สานักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่  28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

    พระกรณียกิจด้านต่างๆ  ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

    กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

    จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

    ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

    โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์   พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย  พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน

    ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

    โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ“Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

    มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ  จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

    มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

    แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

    พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544   คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

    รางวัล Medal of Recognition  ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

    องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM)  กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  หน่วยงาน UNIFEM  จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

    มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย  มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/932491&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2INVqcZpwi-vNMXBQsN00T

  • รัฐเคาะแผนฟื้นภาคใต้ทั้งระบบปี 70 ชู “หาดใหญ่” ประตูท่องเที่ยว-ดันฮาลาล 3 จังหวัดชายแดนใต้

    รัฐเคาะแผนฟื้นภาคใต้ทั้งระบบปี 70 ชู “หาดใหญ่” ประตูท่องเที่ยว-ดันฮาลาล 3 จังหวัดชายแดนใต้

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประจำภาคใต้ และคณะอนุกรรมการประจำภาคใต้ชายแดน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมกลั่นกรองแผนพัฒนาจังหวัด–กลุ่มจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อใช้เป็นกรอบฟื้นฟูและวางอนาคตภาคใต้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ว่า ที่ประชุมพิจารณาแผนพัฒนาภาคใต้ 11 จังหวัด 2 กลุ่มจังหวัด และพื้นที่ชายแดนใต้ 3 จังหวัด 1 กลุ่มจังหวัด รวม 602 โครงการ วงเงินรวมกว่า 5,300 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ภาคใต้ 452 โครงการ วงเงินราว 3,900 ล้านบาท และภาคใต้ชายแดน 150 โครงการ วงเงินกว่า 1,400 ล้านบาท มุ่งยกระดับศักยภาพพื้นที่ควบคู่แก้ปัญหาเร่งด่วน ทั้งอุทกภัยซ้ำซาก การขยายตัวของเมือง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พร้อมต่อยอดโอกาสในภาคการท่องเที่ยว เกษตรมูลค่าสูง และโลจิสติกส์สมัยใหม่

    “การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ หน่วยงานด้านการบริหารราชการ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อบูรณาการการทำงานทั้งส่วนกลางและพื้นที่ ให้ทุกโครงการตอบโจทย์ประชาชนจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ”

    สำหรับโครงการสำคัญจากส่วนราชการส่วนกลาง เช่น การยกระดับการท่องเที่ยวเรือสำราญและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การพัฒนามาตรฐานปาล์มน้ำมันและโอเลโอเคมิคอล โครงการป้องกันอุทกภัยพื้นที่ทะเลน้อย โครงการพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งหมดจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หลายจังหวัดภาคใต้ ทั้งสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมถึงภูเก็ต ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก รัฐบาลจึงเร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม การพัฒนาต้องคิดไกลกว่าการซ่อมแซม โดยใช้การฟื้นฟูเป็นโอกาสยกระดับความแข็งแกร่งพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ทั้งทางทะเล การเชื่อมฝั่งอ่าวไทย–อันดามัน และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ศาสนา

    “สำหรับ จ.สงขลา โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นประตูท่องเที่ยวชายแดนสำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ต้องเร่งฟื้นเมืองให้เร็วและปลอดภัยที่สุด ทั้งระบบคมนาคมและการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงนักท่องเที่ยวให้กลับมาอีกครั้ง”

    ส่วนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ควบคู่ยกระดับการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะ เพื่อสร้างทักษะอาชีพให้เยาวชนเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมผลักดันแนวคิดพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา เป็น “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” รองรับการลงทุนระดับโลก สร้างงานในพื้นที่และลดการย้ายถิ่นแรงงาน โดยตั้งเป้าให้คนท้องถิ่น เรียนจบแล้วมีงานดี ๆ ทำใกล้บ้าน

    “รัฐบาลเดินหน้าฟื้นฟูภาคใต้จากวิกฤต ควบคู่การวางฐานเศรษฐกิจใหม่ด้านท่องเที่ยว เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมฮาลาล และโลจิสติกส์ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้อย่างยั่งยืน”

    ด้านนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดผลกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรงนั้น ส.ป.ก. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนรวมถึงเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ผ่านมาตรการช่วยเหลือ 2 กรณี คือ การลดภาระหนี้สินสำหรับลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระ โดยการผ่อนผันหรือขยายเวลาการจัดเก็บค่าเช่าซื้อและการชำระเงินกู้รายงวด รวมถึงการลดหรืองดดอกเบี้ยเงินกู้และการจัดเก็บค่าเช่าที่ดิน และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ไม่มีหนี้ค้างชำระ วงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 3 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยในปีแรก (คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ในปีที่ 2 และ 3) ทั้งนี้ผู้กู้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย

    สำหรับประชาชนหรือเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัด ทุกแห่ง ทั้งนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส.ป.ก. จะเร่งเข้าดำเนินการสำรวจและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2899902&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26P1-l-Rf11w9kPbA2UTZW