Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จีนสร้าง ‘ฝนเทียม-หิมะเทียม’ เพิ่มหยาดน้ำฟ้ากว่า 1.67 แสนล้านตัน

    จีนสร้าง ‘ฝนเทียม-หิมะเทียม’ เพิ่มหยาดน้ำฟ้ากว่า 1.67 แสนล้านตัน

    ปักกิ่ง, 6 ธ.ค. (ซินหัว) — สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศจีนรายงานการผลิตฝนเทียมและหิมะเทียมเพิ่มขึ้นในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำหยาดฟ้าสะสม 1.67 แสนล้านตัน พร้อมป้องกันลูกเห็บเทียมในขณะเดียวกัน ซึ่งช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 6.03 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.71 แสนล้านบาท)

    รายงานระบุว่าปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศของจีนช่วยสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ รวมถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรอย่างมาก โดยปัจจุบันปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 68 ของแหล่งผลิตธัญพืชหลัก ร้อยละ 63 ของเขตทางนิเวศวิทยาหลัก และร้อยละ 55 ของสวนผลไม้ทั่วประเทศ

    ปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศยังกระตุ้นการปรับปรุงระบบนิเวศ หลังจากมีการทำฝนเทียมและหิมะเทียมทั้งปีในพื้นที่สำคัญอย่างซานเจียงหยวนหรือพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำสามสาย ได้แก่ แม่น้ำแยงซี แม่น้ำเหลือง และแม่น้ำหลานชาง ซึ่งช่วยให้ความครอบคลุมของพืชพรรณในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    ทั้งนี้ สำนักงานฯ เสริมว่าหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของจีนจะเพิ่มประสิทธิภาพของปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อส่งเสริมการบรรเทาภัยพิบัติ การผลิตทางการเกษตร การคุ้มครองและฟื้นฟูระบบนิเวศ และการรับมือเหตุฉุกเฉินที่สำคัญในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/269/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jw7LG_2fxT2VjAw-TbBD3

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • ๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/118178/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eiRxNpsGY5H1gJqUeIB2i

  • วท.ชม.ร่วมเปิดโครงการพัฒนาบุคลากรฯ

    วท.ชม.ร่วมเปิดโครงการพัฒนาบุคลากรฯ

    วท.ชม.ร่วมเปิดงาน “โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการระบบทวิภาคีเข้มแข็ง”

    วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568 นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและปิด โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการระบบทวิภาคีเข้มแข็ง จัดโดยวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ณ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ พร้อมทั้งร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการบริหารจัดการการศึกษาระบบทวิภาคี ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” พร้อมด้วย ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นผู้กล่าวต้อนรับและร่วมบรรยายในโครงการฯ ครั้งนี้

    รองเลขาธิการฯ กล่าวไว้ว่า “การเสริมพลังบุคลากรอาชีวศึกษาร่วมกับสถานประกอบการ จะพัฒนาศักยภาพสู่ระบบทวิภาคีเข้มแข็ง ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน” เนื่องด้วยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนาระบบทวิภาคีให้มีความเข้มแข็ง โดยกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เน้นความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรม โดยมีจุดเน้นสำคัญ ได้แก่
    – พัฒนาหลักสูตรร่วมกัน ให้ตรงกับทักษะที่ตลาดงานต้องการ
    – ยกระดับทักษะครูและผู้ควบคุมการฝึกงาน เพื่อให้การเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและในสถานประกอบการมีคุณภาพ
    – จัดระบบติดตาม ประเมินผล และรับรองสมรรถนะ ของผู้เรียนอย่างโปร่งใสและได้มาตรฐา
    – ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม ในทุกกระบวนการ ทั้งการจัดการเรียนรู้ การทดสอบ และการจ้างงาน
    – สนับสนุนผู้เรียนให้มีทักษะอาชีพที่พร้อมทำงานจริง สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีหลังจบการศึกษา
    ซึ่งแนวทางดังกล่าวมุ่งสร้างกำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    อีกทั้ง ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ได้กล่าวเสริมอีกว่า การดำเนินงานโครงการในครั้งนี้ เห็นถึงจุดประสงค์หลักของโครงการซึ่งได้แก่
    – พัฒนาความรู้และความเข้าใจเชิงลึก ของบุคลากรด้านหลักการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเข้มแข็งให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
    – เสริมทักษะการวิเคราะห์และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ หรือแผนปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนระบบทวิภาคีของสถานศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
    – สร้างข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบทวิภาคีในวงกว้าง

    ในโอกาสนี้มีรองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ทั้ง 4 ฝ่าย ร่วมรายงานผลการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในรูปแบบระบบทวิภาคีของวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกาพัฒนาระบบทวิภาคีร่วมกับท่านรองเลขาธิการฯอีกด้วย

    อีกทั้งลงพื้นที่ให้กำลังใจคณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ที่ร่วมกันแพ็คของบริจาคและรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ อุปโภค – บริโภค เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักในขณะนี้ โดยสิ่งของทั้งหมดจะนำส่งต่อไปยังสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลาต่อไป

    ในการนี้ท่านเลขาธิการฯ คณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสภาพแวดล้อม อาคารสถานที่ และความพร้อมด้านการจัดการเรียนการสอนของแผนกวิชาช่างยนต์และแผนกวิชาช่างไฟฟ้า เพื่อหารือเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนา ปรับปรุงอาคารสถานที่ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น รวมถึงการปรับพื้นที่การเรียนรู้ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานด้านอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและเสริมสร้างทักษะวิชาชีพของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนร่วมกันปรึกษาหารือและร่วมกันวางแผนสำหรับการจัดสรรทรัพยากร วัสดุครุภัณฑ์ และเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3840160/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw049knd8aym0h1eBil_oPWW

  • สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่สิ้นสุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/115286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yaRMxA1GSKtAs2pA6jdGU

  • มหัศจรรย์บ่อน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ทะเล 3 บ่อ ชาวบ้านเชื่อช่วยรักษาโรคได้ จุดท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดบนเกาะยาวน้อย

    มหัศจรรย์บ่อน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ทะเล 3 บ่อ ชาวบ้านเชื่อช่วยรักษาโรคได้ จุดท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดบนเกาะยาวน้อย

    ภูมิภาค

    มหัศจรรย์บ่อน้ำจืดศักดิ์สิทธิ์ทะเล 3 บ่อ ชาวบ้านเชื่อช่วยรักษาโรคได้ จุดท่องเที่ยวต้องห้ามพลาดบนเกาะยาวน้อย

    วันเสาร์ ที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านอันเป้า ม.7 ต.เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา มีจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและมีความมหัศจรรย์หาดูได้ยาก นั่นคือบ่อน้ำจืดจำนวน 3 บ่อที่อยู่ในทะเลริมป่าชายเลน ซึ่งเป็นบ่อน้ำจืดที่ผุดขึ้นมาให้เห็นในช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดลงจนแห้ง ก็จะมีน้ำจืดขึ้นมาจากตาน้ำแทนน้ำเค็มซึ่งชาวบ้านได้น้ำก้อนหินมาเรียงไว้เป็นบ่อเล็กๆรวม3บ่อ เรียกว่าบ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูก โดยแต่ละบ่อจะมีตาน้ำแร่ธรรมชาติผุดขึ้นมา เมื่อได้ทดลองชิมแล้วก็พบว่าน้ำจืดสนิทไม่มีความเค็มเจือปน แต่เดิมนั้นชาวบ้านที่ออกไปจับปลาในทะเลจะแวะตักน้ำมาใช้ดื่มกิน และมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของบ่อน้ำจืดในทะเลแห่งนี้  ทำให้กลายเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่
       
    โดยมีเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ว่า ในอดีตมีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเกิดอาการปวดเมื่อยไม่สบายและได้ฝันเห็นบ่อน้ำจืดในทะเล และในฝันนั้นมีคนแก่หลายคนยืนอ่านคัมภีร์อยู่รอบบ่อน้ำแล้วบอกว่า ให้ไปเอาน้ำที่บ่อมาดื่มแล้วจะหายปวดเมื่อย เมื่อตื่นขึ้นมาก็บอกให้ลูกหลานไปตักมาให้ดื่ม จากนั้นก็หายจากอาการปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง จึงเกิดความเชื่อว่า น้ำในบ่อน้ำจืดในทะเลสามารถรักษาโรคให้หายได้ เมื่อข่าวแพร่กระจาย ชาวบ้านก็มาตักน้ำในบ่อน้ำจืดในทะเลไปดื่มกิน จนมีการบอกเล่าต่อๆกันไป ทำให้มีผู้คนเดินทางมาเอาน้ำจากบ่อน้ำแห่งนี้อยู่เป็นประจำ  ซึ่งส่วนใหญ่ก่อนดื่มก็จะอธิษฐานในสิ่งที่ต้องการและมักจะประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันทางชุมชนได้พัฒนาเป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ ใน อ.เกาะยาว จ.พังงา
         
    ขณะที่นักท่องเที่ยวบอกว่าอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ ให้ดีมากกว่านี้นี้เพราะปรากฎการทางธรรมชาติแบบนี้หาดูได้ยาก มีไม่กี่แห่งในประเทศไทย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/457599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fvFpiWASVtQmE5040IPDn

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : 4 โจทย์ยากด้านเศรษฐกิจ  รอวัดฝีมือของรัฐบาลใหม่

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : 4 โจทย์ยากด้านเศรษฐกิจ รอวัดฝีมือของรัฐบาลใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    ปี 2568 ผู้ประกอบการทุกคนบ่นว่าเป็นที่เหนื่อยมากกับการกับทำธุรกิจ…ภาคประชาชนก็บ่นว่าเหนื่อยมากกับการใช้ชีวิต…แต่ถึงกระนั้นเศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวได้ในระดับ 2% …แล้วปี 2569 จะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ เพราะทุกสำนักประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้แค่ในระดับ 1.6-1.8% เท่านั้น…ต่ำกว่าในปีที่พวกเราบ่นๆ กันว่าเหนื่อยมากเสียอีก…ทำไมหลายสำนักคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะแย่ลงกว่านี้นะหรือ ก็เพราะหลายเครื่องยนต์สำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะดูอ่อนแรงลงไปจากปีนี้…เครื่องยนต์ตัวใหญ่ที่สุดคือ การส่งออก ซึ่งปี 2569 การส่งออกสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบจากทั้งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังได้รับผลจากภาษีนำเข้ารายสินค้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่มาตรการภาษีศุลกากรอาจครอบคลุมเพิ่มเติมไปยังสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย

    ภาคท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นพระเอกช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยมาหลายปีก่อนจะเกิดโควิด-19 ในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน (ต่ำกว่าก่อนเกิดโควิด-19) แม้จะมากกว่าในปี 2568 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 33.3 ล้านคน…แต่ก็ต้องนับว่าเป็นการการฟื้นตัวยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และการแข่งขันที่รุนแรงจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

    การใช้จ่ายภาครัฐ….อีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญที่เราพึ่งพิงกันอยู่ในช่วงนี้…แต่ในปี 2569 อาจชะลอลงตามข้อจำกัดทางการคลังและผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้จะมีแรงพยุงจากการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี แต่ในปี 2569 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ค่อนข้างจำกัด สะท้อนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ตั้งวงเงินรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งทั่วประเทศอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การอนุมัติโครงการลงทุนใหม่ และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม บทบาทของการใช้จ่ายภาครัฐจึงอาจลดน้อยลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    การบริโภคภาคเอกชน…อีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่เราหวังพึ่งมาโดยตลอด…ปี 2569 จะต้องเผชิญกำลังซื้ออ่อนแรงและถูกจำกัดด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้าง และมีแนวโน้มเติบโตในอัตราชะลอลงสู่ระดับ 2.2% ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ประกอบกับรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ยังเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ ดูจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกลงมาต่อเนื่องทั้งปี ส่วนการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคส่งออกด้วย

    เรื่องเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่และสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องเข้ามาแสดงฝีมือ นอกเหนือจากเรื่องปราบ“ทุนเทา ทุนดำ” และ เรื่องคอร์รัปชั่น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/932916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RntZlDh-zybSuH1XiBYlU

  • ปูตินไม่สนทรัมป์! ลั่นพร้อมส่งน้ำมันให้อินเดีย แม้สหรัฐฯ กดดันหนักให้อินเดียหยุดซื้อจากรัสเซีย

    ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เผยกับนายกฯ นเรนทรา โมดี ของอินเดียในระหว่างที่ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงเดลีว่า “รัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการขนส่งน้ำมันไปยังอินเดีย ‘อย่างต่อเนื่อง’” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายต่อสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันว่า “ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสามารถต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้”

    แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันศุกร์ (5 ธ.ค.) หลังการประชุมสุดยอดอินเดีย-รัสเซียประจำปี ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันอินเดียให้ลดความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    ปูตินตั้งคำถามว่า “เหตุใดอินเดียจึงถูกลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เองก็ซื้อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จากรัสเซียเช่นกัน”

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าอินเดียกำลังบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

    “รัสเซียจะไม่ยอมถอยแม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานกับอินเดีย…รัสเซียเป็นผู้จัดหาทรัพยากรพลังงานที่เชื่อถือได้ และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคพลังงานของอินเดีย เราพร้อมที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

    — ปูติน กล่าวในแถลงการณ์

    ขณะที่โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันโดยตรง แต่กล่าวว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และสำคัญสำหรับความร่วมมือระหว่างอินเดียและรัสเซีย”

    การเยือนอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของปูตินนับตั้งแต่การรุกรานยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างชัดเจนที่จะแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองไม่ได้ถูกรบกวน

    โมดีอธิบายความร่วมมือระหว่างอินเดียกับรัสเซียว่าเป็นเหมือน “ดาวนำทาง” และกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เหล่านี้มีพื้นฐานจากความเคารพและความไว้วางใจที่ลึกซึ้ง” ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำว่า “ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ตึงเครียด และไม่แน่นอนในปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์รัสเซีย-อินเดียยังคงแข็งแกร่งและไม่หวั่นไหวต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก”

    นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังตกลงที่จะร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจจนถึงปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 อีกทั้งยังตกลงที่จะปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แม้ว่าตัวเลขจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียได้พยายามสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ

    (Photo by : SAJJAD HUSSAIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/putin-vows-oil-shipments-to-india-will-be-uninterrupted-in-defiance-of-us&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fZcK39ZyJmwdI31CLjE1

  • พบหญิงเอเชียไม่สูบบุหรี่ เสี่ยงมะเร็งปอดเกินคาดการณ์

    พบหญิงเอเชียไม่สูบบุหรี่ เสี่ยงมะเร็งปอดเกินคาดการณ์

    สหรัฐฯ เปิดเผยว่าผู้หญิงเชื้อสายเอเชีย แม้ไม่เคยสูบบุหรี่เลย กลับมีอัตราการพบมะเร็งปอดมากกว่าที่ประเมินไว้

    งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ในชื่อ FANSS Trial (Female Asian Nonsmoker Screening Study) กำลังเป็นที่จับตามองของวงการแพทย์ทั่วโลก หลังนำเสนอในเวทีประชุมระดับนานาชาติ IASLC – World Conference on Lung Cancer โดยเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่อาจทำให้แนวทางคัดกรองมะเร็งปอดต้องถูกปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้หญิงเชื้อสายเอเชียที่ “ไม่เคยสูบบุหรี่เลย”

    การศึกษาครั้งนี้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้หญิงเชื้อสายเอเชีย อายุระหว่าง 40–74 ปี จำนวน 1,000 คน ทุกคนยืนยันว่าเป็น never-smoker หรือไม่สูบบุหรี่เลยในชีวิต จากนั้นจึงเข้ารับการตรวจสแกนปอดด้วย เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความละเอียดต่ำ (LDCT – Low-Dose CT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถตรวจเจอความผิดปกติเล็ก ๆ ในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

    พบหญิงเอเชียไม่สูบบุหรี่ เสี่ยงมะเร็งปอดเกินคาดการณ์

    ผลการศึกษาชี้ว่า กลุ่มตัวอย่าง พบมะเร็งปอดคิดเป็น 1.3% หรือ 13 ราย ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก และที่สำคัญคือผู้ป่วยส่วนใหญ่ถูกตรวจเจอในระยะเริ่มต้น (Stage IA) เพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูง ตัวเลขนี้ยังถือว่าสูงกว่าอัตราการพบในบางการศึกษาที่ทำในกลุ่มผู้สูบบุหรี่หนัก สร้างความประหลาดใจให้กับวงการแพทย์เป็นอย่างมาก

    ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางคัดกรองมะเร็งปอดในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่จัดเท่านั้น แต่ข้อมูลใหม่นี้ชี้ว่า ผู้หญิงเอเชียแม้ไม่สูบบุหรี่ก็อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วย LDCT เช่นกัน อาจเพราะมีปัจจัยด้านพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลพิษในอากาศ หรือการตอบสนองของปอดที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น

    พบหญิงเอเชียไม่สูบบุหรี่ เสี่ยงมะเร็งปอดเกินคาดการณ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า การขยายการคัดกรองไปสู่กลุ่มเสี่ยงต่ำต้องพิจารณาความเสี่ยงของ overdiagnosis หรือการวินิจฉัยเกินจำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่จำเป็น ค่าใช้จ่ายสูง หรือความวิตกกังวลของประชาชน ดังนั้นการประเมินความเหมาะสมแบบรายบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

    แม้จะมีข้อถกเถียง ผลจาก FANSS Trial ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันมามองกลุ่มผู้หญิงเอเชียที่ไม่สูบบุหรี่มากขึ้น เพราะอาจเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ถูกมองข้ามมาตลอด และผลการตรวจด้วย LDCT อาจช่วยค้นหามะเร็งปอดตั้งแต่ยังรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พบหญิงเอเชียไม่สูบบุหรี่ เสี่ยงมะเร็งปอดเกินคาดการณ์

    แหล่งที่มาอ้างอิง

    International Association for the Study of Lung Cancer (IASLC) – World Conference on Lung Cancer

    รายงานผล FANSS Study (Female Asian Nonsmoker Screening Study)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/variety/woman/640121&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RZBgOK2A2ww961NAAoLN-

  • รัฐบาลคาดช่วงวันพ่อหยุดยาวคนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท เหตุอากาศเย็นสบาย-มาตรการรัฐหนุนท่องเที่ยวคึกคัก

    รัฐบาลคาดช่วงวันพ่อหยุดยาวคนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท เหตุอากาศเย็นสบาย-มาตรการรัฐหนุนท่องเที่ยวคึกคัก

    รัฐบาลคาดช่วงวันพ่อหยุดยาว คนไทยแห่เที่ยว เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท เหตุอากาศเย็นสบาย-มาตรการรัฐหนุนท่องเที่ยวคึกคัก

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5–7 ธ.ค. 2568 คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.52 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 10,320 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรม 68 % สะท้อนแรงหนุนจากวันหยุดต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นสบาย และมาตรการกระตุ้นการท่องเทียวของรัฐบาล อย่างเช่น “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศให้ฟื้นตัวเด่นชัด ทำให้บรรยากาศการเดินทางในช่วงนี้มีความคึกคัก

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในเชิงพื้นที่ ภาคกลางยังเป็นปลายทางหลัก มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดราว 612,700 คน-ครั้ง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 526,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 516,500 คน-ครั้ง ขณะที่ด้านรายได้ ภาคตะวันออกขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง 2,720 ล้านบาท ตามด้วยภาคเหนือ 1,960 ล้านบาท และภาคกลาง 1,600 ล้านบาท สำหรับเมืองยอดนิยม เมืองหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วนเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช

    ส่วนการท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงเดือน ธ.ค. ยังเป็นแรงดึงสำคัญ จากสถิติปี 2567 พบคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเฉลี่ยวันละ 48,400 คน และปี 2568 คาดว่าคนไทยจะเดินทางเพิ่มขึ้นจากเงินบาทแข็งค่า โดยปลายทางยอดนิยมอยู่ในเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย ขณะเดียวกัน เหตุอุทกภัยปลายเดือน พ.ย. ในภาคใต้ยังส่งผลต่อบางพื้นที่ โดยเฉพาะอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลังน้ำลดของโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้ชะลอตัวลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k6-21CMZmWafoY2zHvWVE