Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเข้าแกว่งตัวรอประชุมเฟด ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียด จับตาครม.เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเข้าแกว่งตัวรอประชุมเฟด ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียด จับตาครม.เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ เผย แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งออกข้าง ปัจจัยต่างประเทศตลาดรอติดตามผลการประชุม

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ปัจจัยในประเทศระยะสั้นมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย

    กัมพูชากลับมารุนแรง ขณะที่ประเด็นอื่น ๆ ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยให้กรอบแนวรับ 1,270 จุด

    และแนวต้าน 1,285 จุด

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัยสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าแนวโน้ม

    ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งออกข้าง นักลงทุนรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ในเช้าวันพฤหัส ซึ่งตลาดคาดจะมีมติปรับลดดอกเบี้ย

    ขณะที่ปัจจัยในประเทศในระยะสั้นอาจมีความเสี่ยงในจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชา ที่กลับมา

    รุนแรง ด้านประเด็นติดตามอื่น ๆ ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดจะพิจารณามาตรการส่งเสริมการออม ทั้งนี้

    ภาพรวมยังขาดปัจจัยขับเคลื่อนดัชนี

    ด้านกลยุทธ์การลงทุนเน้น Selective buy แนะ SPRC จากประเด็นที่ซาอุฯ ประกาศปรับลดราคาครูดพรีเมียม มองว่าน่าจะเป็นบวกต่อค่าการกลั่นไตรมาส 1/69 และ ADVANC ปันผลสูง กำไรเติบโต ถ้ามีความชัดเจนโครงการ TISA น่าจะได้รับอานิสงส์ด้วย

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,270 จุด และแนวต้าน 1,285 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551827&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ukjMWHq48TJG2syuWAP97

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 08/12/68

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 08/12/68

    วันที่ 8 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 8 ธ.ค.68 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 31.41 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 32.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/115408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04FhllDgSaj2gn7T1CchPf

  • เงินบาทแรงต่อ รับดอลลาร์อ่อน-ลุ้นเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง รับจังหวะดอลลาร์อ่อน-ตลาดมั่นใจเฟดลดดอกเบี้ย

    ค่าเงินบาทยังเดินหน้าแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเงินดอลลาร์อ่อนแรงลง กระแสมั่นใจ ‘เฟดลดดอกเบี้ย’ หนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้นเป็นระยะ

    พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน-ตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.03 บาทต่อดอลลาร์ โดยทิศทางเงินบาทเริ่มแข็งค่าตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และเคยขึ้นไปทดสอบโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม แม้เป็นวันหยุดของตลาดไทย

    แรงหนุนสำคัญมาจาก
    • เงินดอลลาร์ อ่อนค่าลงตามความคาดหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม (โอกาสมากกว่า 90%)
    • ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ในตลาดโลก
    อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดแข็งค่าได้ไม่ต่อเนื่องนัก เพราะคืนวันศุกร์ (5 ธันวาคม) ราคาทองคำกลับมาปรับลดลงจากแรงขายทำกำไร และผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับพอร์ต เพื่อรอผลประชุมเฟด ขณะเดียวกันเงินบาทยังถูกกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมน้ำมัน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

    ตลาดจับตา FOMC – ความเสี่ยงผันผวนยังสูง

    สัปดาห์นี้ ตลาดเงินทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากการรอผลประชุม FOMC ช่วงเช้ามืดวันที่ 11 ธันวาคม (เวลาไทย) โดยกรุงไทยประเมินว่าเฟดอาจ ‘ไม่เป็นเอกฉันท์’ ในการลดดอกเบี้ย 25bps สู่กรอบ 3.50–3.75% พร้อมคาดว่า Dot Plot อาจมีการกระจายความเห็นมากขึ้น แม้ค่ากลางจะใกล้เคียงการประชุมก่อนหน้า

    ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม เช่น
    • JOLTS Job Openings
    • Jobless Claims
    รวมถึงความคืบหน้าสงครามรัสเซีย–ยูเครน และทิศทางเศรษฐกิจยุโรป–เอเชีย

    เอเชียจับตา BOJ – จีนรายงานเงินเฟ้อ ไทยเผชิญการเมืองระยะสั้น

    ฝั่งเอเชีย ตลาดรอการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในเดือนธันวาคม ขณะที่จีนเตรียมรายงานตัวเลข CPI และ PPI เดือนพฤศจิกายน

    ฝั่งไทย แม้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ตลาดจับตาความตึงเครียด ไทย–กัมพูชา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียง “noise ระยะสั้น” และตลาดยังให้ความสำคัญกับผลประชุมเฟดมากกว่า

    แนวโน้มเงินบาท “แข็งค่าแบบ Sideways Down” แต่ยังมี Two-Way Risk สูง

    กรุงไทยประเมินว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทาง แข็งค่าแบบ Sideways Down จาก
    • ไทยเข้าสู่ไฮซีซั่นท่องเที่ยว
    • ตลาดเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย
    คาดปลายปี 2568 เงินบาทอาจอยู่แถว 31.85 ± 0.25 บาท/ดอลลาร์

    แต่เงินบาทยังมีความเสี่ยงสองทิศทาง (Two-Way Risk) หากเฟดให้สัญญาณ ‘คงดอกเบี้ย’ หรือส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงทันทีอีก 20 สตางค์ต่อดอลลาร์

    ระดับสำคัญที่ต้องติดตาม
    • แนวต้านอ่อนค่า: 32.20–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • หากทะลุขึ้นไป อาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าใหม่
    • ทิศทางขึ้นกับราคาทองคำ–ฟันด์โฟลว์–เงินหยวนจีน

    กรอบการเคลื่อนไหว
    • กรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้: 31.75–32.30 บาท/ดอลลาร์
    • กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า: 31.80–32.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ktb-economic-review-weekly-update-global-markets-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xxTgfVSGWnOkEcG6KkoVa

  • เบสเซนต์คาดเศรษฐกิจสหรัฐโต 3% ผู้บริโภคไม่ปลื้มค่าครองชีพสูง  

    เบสเซนต์คาดเศรษฐกิจสหรัฐโต 3% ผู้บริโภคไม่ปลื้มค่าครองชีพสูง  

    เบสเซนต์คาดเศรษฐกิจสหรัฐโต 3% ผู้บริโภคไม่ปลื้มค่าครองชีพสูง  

    รมว.คลังเบสเซนต์คาดสหรัฐฯ ปิดปีด้วยจีดีพีโต 3% มองฤดูกาลชอปปิงปลายปี “แข็งแกร่งมาก” แต่โพลระบุคนอเมริกันไม่พอใจกับภาวะข้าวของแพง  การบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์

    ซีเอ็นบีซี รายงานสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (7 ธ.ค.68) ว่า ฤดูกาลชอปปิงช่วงวันหยุดจนถึงตอนนี้ถือว่า “แข็งแกร่งมาก” และคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะจบปีนี้บนฐานที่มั่นคง  

    “เศรษฐกิจดีกว่าที่เราคิดไว้ เราเพิ่งเห็นการเติบโตของจีดีพีที่ 4% มาแล้วสองไตรมาส” เบสเซนต์กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับรายการ Face the Nation ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสนิวส์  “เรากำลังจะปิดปีนี้ ด้วยการเติบโตของจีดีพีจริงที่ 3% แม้จะมีการชัตดาวน์โดยชูเมอร์ก็ตาม”  

    ตามข้อมูลของสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ (BEA) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัว 0.6% เมื่อเทียบรายปีในช่วงสามเดือนแรกของปี 2025 ก่อนที่จะขยายตัว 3.8% ในไตรมาสที่สอง  

    • ผู้บริโภคไม่พอใจกับภาวะเศรษฐกิจ

    ประมาณการเบื้องต้นของ BEA สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสามมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 23 ธันวาคม ขณะที่ประมาณการล่าสุดจากธนาคารกลางสาขาแอตแลนตาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม การเติบโตของจีดีพีทั้งปีที่ 3.5% สำหรับไตรมาสสาม  

    อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคซึ่งมียอดใช้จ่ายคิดเป็นเกือบ 70% ของจีดีพีสหรัฐฯ ยังคงมองเศรษฐกิจในแง่ลบ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนอยู่ที่ 53.3 ในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 4.5% จากเดือนพฤศจิกายน แต่ยังต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 28%

    รายงานเงินเฟ้อล่าสุดซึ่งล่าช้าเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ ระบุว่าดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอาหารที่ซื้อกลับมาทำที่บ้านที่เพิ่มขึ้น 3.1%  

    ท่ามกลางภาวะราคาสินค้าสูงขึ้นที่ยังคงกระทบผู้บริโภค ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกมาตอบโต้แนวคิดที่ว่า ชาวอเมริกันกำลังเผชิญปัญหาด้านการเงิน  

    “คำว่า ‘ความสามารถในการจับจ่าย’ เป็นกลลวงของเดโมแครต” ทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร “คำว่า ‘ความสามารถในการจับจ่าย’ เป็นกลโกงของเดโมแครต”  

    ระยะหลัง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงความไม่พอใจกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของทรัมป์ ผลโพลล่าสุดของเอ็นบีซีนิวส์ ระบุว่าราวสองในสามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วเห็นว่า รัฐบาลทรัมป์ทำได้ไม่ถึงมาตรฐานในเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพ  

    เมื่อถูกถามถึงถ้อยแถลงของทรัมป์ในวันอาทิตย์ เบสเซนต์กล่าวว่ารัฐบาลกำลังรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่สืบทอดมาจากรัฐบาลไบเดน และชี้ไปที่การนำเสนอข่าวของสื่อว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หล่อหลอมมุมมองของชาวอเมริกันต่อเศรษฐกิจ  

    “ชาวอเมริกันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่ดีแค่ไหน” เขากล่าว “ที่ผ่านมา เดโมแครตเป็นผู้สร้างภาวะขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานหรือการกำกับดูแลที่มากเกินไป จนทำให้เราเห็นปัญหาค่าครองชีพในตอนนี้ และผมคิดว่าปีหน้าเราจะก้าวต่อไปสู่ความมั่งคั่ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1211005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06roSQ0j7KRYjY4SEBcQp0

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจวันนี้ อนุมัติแพ็คเกจส่งเสริมการออม

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจวันนี้ อนุมัติแพ็คเกจส่งเสริมการออม

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจวันนี้ อนุมัติแพ็คเกจส่งเสริมการออม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ในวันนี้ ( 8 ธ.ค.68) กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมเห็นชอบแพ็คเกจส่งเสริมการออมของประชาชน ซึ่งเป็นเสาหลักที่ 5 ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล 

    “ตามนโยบาย uick Big Win ของรัฐบาล ได้ดำเนินการมาแล้ว 4 เสาหลัก และเหลือเสาหลักสุดท้าย คือ เสาหลักด้านการออม เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนคนไทย“

    สำหรับสาระสำคัญของแพ็คเกจส่งเสริมการออมที่กระทรวงการคลังจะเสนอ ได้แก่ บัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ (Thailand Individual Saving Account: TISA) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ารูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิม (เช่น RMF, PVD) ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทั้งนี้  TISA จะเปิดกว้างให้ผู้ลงทุนจะสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ตามความต้องการและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น พันธบัตรสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัย หรือกองทุนที่เน้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ได้รับผลตอบแทนสูง แต่อาจจะมีความเสี่ยง เป็นต้น 

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานสำนักงานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า จากที่สำนักงานสลากฯ ได้ส่งเรื่องโครงการสลากเพื่อการออม  ซึ่งจะมีการคืนเงินบางส่วนให้กับผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายส่งเสริมการออมนั้น ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ช่วยตรวจสอบรายละเอียดของโครงการว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่

    ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบกลับมาแล้วว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ และเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ เพราะสำนักงานสลากฯ มีหน้าที่จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ได้มีหน้าที่ในการส่งเสริมการออม 

    “ตอนนี้ ถือว่ามีความชัดเจนแล้วว่า แนวคิดการคืนเงินบางส่วนจากผู้ที่ซื้อสลากดิจิทัล แล้วไม่ถูกรางวัล ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากฯ”

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ยังมีมาตรการส่งเสริมการออมอีกหลายรายการ ซึ่งกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดมาตรการส่งเสริมการออม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HYhSInK_ZtqdInMxB2bN5

  • ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง นักลงทุนจับตาเฟดปรับลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

    ดาวโจนส์ปิดบวกต่อเนื่อง นักลงทุนจับตาเฟดปรับลดดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/115398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1588cVMt34Vej4QBWamngL

  • ‘รวมไทยสร้างชาติ’ รวมพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง

    พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) วันที่ 7 ธันวาคม 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรคฯ พร้อมคณะผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้ร่วมกันแสดงพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพรรคในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ของประเทศด้วยความเด็ดขาด จริงจัง และพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์นโยบายสำคัญ และทิศทางการทำงานของพรรค เน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตในหลายด้าน นับตั้งแต่ปัญหาการถูกรุกล้ำอธิปไตย ปัญหาการจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลว ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาค่าครองชีพและคุณภาพชีวิต ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม 

    ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ยังแก้ไม่จบสิ้นเพราะผู้มีอำนาจไม่มีความเด็ดขาดและมีประโยชน์ทับซ้อน แต่พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ด้วยความเด็ดขาด ชัดเจน ทำได้จริง และไม่มีประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน

    “พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่าเราเด็ดขาดและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้เราจะไม่ใช่พรรคใหญ่ในทางการเมืองเพราะเพิ่งเกิดมา 3-4 ปี แต่ถ้าวัดกันด้วยความเด็ดขาด ผลงาน ความเอาจริงเอาจัง และความขาวสะอาดของสมาชิกพรรค รวมไทยสร้างชาติคือพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศนี้” พีระพันธุ์กล่าว

    หัวหน้าพรรค รทสช.ได้หยิบยกวิกฤตของประเทศที่พรรคฯ มุ่งเน้นแก้ไขด้วยความเด็ดขาดใน 6 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การพิทักษ์รักษาเอกราชและดินแดนของไทยไม่ให้ถูกรุกล้ำ การกำจัดคนโกงและคนชั่วให้หมดไปจากแผ่นดิน การค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง การลดภาระค่าพลังงานให้ประชาชน การสร้างสังคมที่มีคุณภาพ และการสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    “วิกฤตหลักๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยความเด็ดขาดมี 6 เรื่อง และต้องพลิกโฉมประเทศไทยเพื่อไม่ให้เดินไปสู่หายนะ นั่นคือ เราต้องพิทักษ์เอกราชอธิปไตยของประเทศ คนโกงและคนชั่วต้องกำจัดให้หมด ปล่อยไว้ไม่ได้ ยาเสพติดต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่จับแล้วปล่อย”

    “ส่วนวิกฤตของคนฐานรากคือสิ่งที่ต้องแก้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยได้ แต่เราทำได้สองอย่าง คือ คนที่มีต้องช่วยคนจน และเราต้องทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นด้วยการลดค่าพลังงาน ซึ่งผมทำมาแล้ว ทุกวันนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมมีสูง คนสูงอายุและคนพิการถูกทอดทิ้ง เด็กยากจนต้องออกจากโรงเรียนมาดูและพ่อแม่ที่ป่วย เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กลับไม่มีปุ๋ยใช้ ปุ๋ยแพงเพราะต้องนำเข้าโดยนายทุน”

    “รวมไทยสร้างชาติจะทำปุ๋ยให้ชาวนาเอง และแก้ปัญหาระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เราต้องลดต้นทุนการผลิต หาแหล่งทุน หาตลาด นำเทคโนโลยีเข้ามา และนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อลดราคาค่าไฟอีกต่อหนึ่ง นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้องทำเป็นวงจร”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการแก้วิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาดแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติยังมุ่ง “พลิกโฉมประเทศ” ด้วยนโยบายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้างฐานราก ประกอบด้วย การคืนอำนาจให้ประชาชน  การจัดสรรงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ระบบการศึกษาแบบใหม่ และ การสร้างงานอย่างทั่วถึง

    “เราต้องพลิกโฉมประเทศด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชน วันนี้อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ประชาชนแต่อยู่ที่ระบบราชการ จะทำมาหากินอะไรต้องขออนุญาตจำนวนมาก ต้องรื้อระบบราชการเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ยอมให้ข้าราชการไม่กี่แสนคนยิ่งใหญ่กว่าคนไทยเกือบ 70 ล้านคน”

    “เรื่องงบประมาณแผ่นดินก็เช่นกัน ภาษีมาจากประชาชนแต่คนใช้คือนักการเมือง-ข้าราชการ ที่ใช้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ถ้าผมมีอำนาจ ผมจะรื้อระบบงบประมาณใหม่ จัดสรรเพื่อตอบสนองปัญหาประชาชนเป็นอันดับแรก เหลือเท่าไรค่อยแบ่งให้กระทรวงต่างๆ”

    “ส่วนในเรื่องการศึกษา หลักสูตรต้องตอบสนองตลาดแรงงาน จบมาแล้วต้องมีงานทำ ต้องไม่ให้การเรียนเป็นภาระของพ่อแม่และเด็ก ระบบการศึกษาต้องเปิดโอกาสให้คนได้พิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง ต้องให้เด็กเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียน และจบมามีงานทำ”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo04.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพให้กลับมาทำงานเพื่อสังคม สำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีงานทำ รัฐต้องมีงานรองรับ เช่น การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือชุมชน ส่วนเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับคนที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีงานทำแต่ต้องแบกรับภาระครอบครัว ไม่ควรไปไล่ฟ้องเพราะสุดท้ายก็ได้แค่กระดาษคำพิพากษาแต่ไม่ได้เงินคืน และยังทำลายอนาคตเด็กที่รัฐให้โอกาสทางการศึกษาเสียเอง ทางออกคือควรเปลี่ยนวิธี โดยให้คนกลุ่มนี้ทำงานให้รัฐหรือสังคมเพื่อ “ใช้หนี้ด้วยงาน” แทน

    “ตลอด 30 ปีที่อยู่ในวงการการเมือง ผมไม่จำเป็นต้องบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ผมทำแล้วค่อยพูด และไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างภาพหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เข้ามาเพื่อทำงาน และต้องการให้รวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองในใจของประชาชน  ผมทำให้เห็นแล้วในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และได้ต่อสู้กับนายทุนพลังงานจนสามารถลดค่าไฟจากเกือบ 5 บาท เหลือ 3.94 บาท ทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นถึง 270,000 ล้านบาท  และทำให้หนี้ของ กฟผ. ลดจาก 99,000 ล้านบาท เหลือ 40,000 กว่าบาท  ในวันที่ผมออกจากตำแหน่ง”

    “ผมทำแบบนี้มาตลอด วิกฤตประเทศหมักหมมมานานอย่างกรณีโฮปเวลล์ 30 ปี แก้ไม่จบ จนผมเข้ามาทำให้จบ หรือกรณีเหมืองทองอัคราก็จบแล้ว การทำงานของผมช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินเกือบแสนล้านบาท”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พีระพันธุ์ ยังกล่าวต่อว่า อีกไม่นานพรรคก็จะต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองทุกพรรคไม่ใช่คู่แข่งหรือศัตรูของรวมไทยสร้างชาติ เพราะศัตรูของรวมไทยสร้างชาติคือปัญหาและวิกฤตของประเทศที่ต้องเอาชนะให้ได้ ขอให้ประชาชนเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติทั้งประเทศ แล้วพรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของหัวใจที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน

    “ผมพร้อมมานานแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง ใครที่ทนกับสิ่งยั่วยุไม่ได้ หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เชิญออกไป ใครพร้อมเป็นลูกน้องนายทุน เชิญออกไป ที่ผ่านมาจำนวน สส. ที่หายไปคือราคาที่ผมแลกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน แต่ผมยังอยู่ และยังมีคนที่ยืนหยัดเคียงข้างผม วันนี้ผมภูมิใจที่ไม่ได้สู้คนเดียว แต่ยังมีขุนพลที่ร่วมอุดมการณ์และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติอีกมากมาย ท่านใดที่มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา ก็อยากขอเชิญชวนมาร่วมแก้วิกฤตชาติ และพลิกโฉมประเทศไปด้วยกันครับ” พีระพันธุ์กล่าว

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nPfK1dAHxBoFScIWW3nmU

  • ‘รวมไทยสร้างชาติ’ รวมพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง

    พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) วันที่ 7 ธันวาคม 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรคฯ พร้อมคณะผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้ร่วมกันแสดงพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพรรคในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ของประเทศด้วยความเด็ดขาด จริงจัง และพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์นโยบายสำคัญ และทิศทางการทำงานของพรรค เน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตในหลายด้าน นับตั้งแต่ปัญหาการถูกรุกล้ำอธิปไตย ปัญหาการจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลว ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาค่าครองชีพและคุณภาพชีวิต ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม 

    ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ยังแก้ไม่จบสิ้นเพราะผู้มีอำนาจไม่มีความเด็ดขาดและมีประโยชน์ทับซ้อน แต่พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ด้วยความเด็ดขาด ชัดเจน ทำได้จริง และไม่มีประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน

    “พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่าเราเด็ดขาดและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้เราจะไม่ใช่พรรคใหญ่ในทางการเมืองเพราะเพิ่งเกิดมา 3-4 ปี แต่ถ้าวัดกันด้วยความเด็ดขาด ผลงาน ความเอาจริงเอาจัง และความขาวสะอาดของสมาชิกพรรค รวมไทยสร้างชาติคือพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศนี้” พีระพันธุ์กล่าว

    หัวหน้าพรรค รทสช.ได้หยิบยกวิกฤตของประเทศที่พรรคฯ มุ่งเน้นแก้ไขด้วยความเด็ดขาดใน 6 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การพิทักษ์รักษาเอกราชและดินแดนของไทยไม่ให้ถูกรุกล้ำ การกำจัดคนโกงและคนชั่วให้หมดไปจากแผ่นดิน การค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง การลดภาระค่าพลังงานให้ประชาชน การสร้างสังคมที่มีคุณภาพ และการสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    “วิกฤตหลักๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยความเด็ดขาดมี 6 เรื่อง และต้องพลิกโฉมประเทศไทยเพื่อไม่ให้เดินไปสู่หายนะ นั่นคือ เราต้องพิทักษ์เอกราชอธิปไตยของประเทศ คนโกงและคนชั่วต้องกำจัดให้หมด ปล่อยไว้ไม่ได้ ยาเสพติดต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่จับแล้วปล่อย”

    “ส่วนวิกฤตของคนฐานรากคือสิ่งที่ต้องแก้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยได้ แต่เราทำได้สองอย่าง คือ คนที่มีต้องช่วยคนจน และเราต้องทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นด้วยการลดค่าพลังงาน ซึ่งผมทำมาแล้ว ทุกวันนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมมีสูง คนสูงอายุและคนพิการถูกทอดทิ้ง เด็กยากจนต้องออกจากโรงเรียนมาดูและพ่อแม่ที่ป่วย เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กลับไม่มีปุ๋ยใช้ ปุ๋ยแพงเพราะต้องนำเข้าโดยนายทุน”

    “รวมไทยสร้างชาติจะทำปุ๋ยให้ชาวนาเอง และแก้ปัญหาระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เราต้องลดต้นทุนการผลิต หาแหล่งทุน หาตลาด นำเทคโนโลยีเข้ามา และนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อลดราคาค่าไฟอีกต่อหนึ่ง นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้องทำเป็นวงจร”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการแก้วิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาดแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติยังมุ่ง “พลิกโฉมประเทศ” ด้วยนโยบายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้างฐานราก ประกอบด้วย การคืนอำนาจให้ประชาชน  การจัดสรรงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ระบบการศึกษาแบบใหม่ และ การสร้างงานอย่างทั่วถึง

    “เราต้องพลิกโฉมประเทศด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชน วันนี้อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ประชาชนแต่อยู่ที่ระบบราชการ จะทำมาหากินอะไรต้องขออนุญาตจำนวนมาก ต้องรื้อระบบราชการเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ยอมให้ข้าราชการไม่กี่แสนคนยิ่งใหญ่กว่าคนไทยเกือบ 70 ล้านคน”

    “เรื่องงบประมาณแผ่นดินก็เช่นกัน ภาษีมาจากประชาชนแต่คนใช้คือนักการเมือง-ข้าราชการ ที่ใช้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ถ้าผมมีอำนาจ ผมจะรื้อระบบงบประมาณใหม่ จัดสรรเพื่อตอบสนองปัญหาประชาชนเป็นอันดับแรก เหลือเท่าไรค่อยแบ่งให้กระทรวงต่างๆ”

    “ส่วนในเรื่องการศึกษา หลักสูตรต้องตอบสนองตลาดแรงงาน จบมาแล้วต้องมีงานทำ ต้องไม่ให้การเรียนเป็นภาระของพ่อแม่และเด็ก ระบบการศึกษาต้องเปิดโอกาสให้คนได้พิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง ต้องให้เด็กเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียน และจบมามีงานทำ”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo04.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพให้กลับมาทำงานเพื่อสังคม สำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีงานทำ รัฐต้องมีงานรองรับ เช่น การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือชุมชน ส่วนเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับคนที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีงานทำแต่ต้องแบกรับภาระครอบครัว ไม่ควรไปไล่ฟ้องเพราะสุดท้ายก็ได้แค่กระดาษคำพิพากษาแต่ไม่ได้เงินคืน และยังทำลายอนาคตเด็กที่รัฐให้โอกาสทางการศึกษาเสียเอง ทางออกคือควรเปลี่ยนวิธี โดยให้คนกลุ่มนี้ทำงานให้รัฐหรือสังคมเพื่อ “ใช้หนี้ด้วยงาน” แทน

    “ตลอด 30 ปีที่อยู่ในวงการการเมือง ผมไม่จำเป็นต้องบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ผมทำแล้วค่อยพูด และไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างภาพหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เข้ามาเพื่อทำงาน และต้องการให้รวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองในใจของประชาชน  ผมทำให้เห็นแล้วในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และได้ต่อสู้กับนายทุนพลังงานจนสามารถลดค่าไฟจากเกือบ 5 บาท เหลือ 3.94 บาท ทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นถึง 270,000 ล้านบาท  และทำให้หนี้ของ กฟผ. ลดจาก 99,000 ล้านบาท เหลือ 40,000 กว่าบาท  ในวันที่ผมออกจากตำแหน่ง”

    “ผมทำแบบนี้มาตลอด วิกฤตประเทศหมักหมมมานานอย่างกรณีโฮปเวลล์ 30 ปี แก้ไม่จบ จนผมเข้ามาทำให้จบ หรือกรณีเหมืองทองอัคราก็จบแล้ว การทำงานของผมช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินเกือบแสนล้านบาท”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พีระพันธุ์ ยังกล่าวต่อว่า อีกไม่นานพรรคก็จะต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองทุกพรรคไม่ใช่คู่แข่งหรือศัตรูของรวมไทยสร้างชาติ เพราะศัตรูของรวมไทยสร้างชาติคือปัญหาและวิกฤตของประเทศที่ต้องเอาชนะให้ได้ ขอให้ประชาชนเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติทั้งประเทศ แล้วพรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของหัวใจที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน

    “ผมพร้อมมานานแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง ใครที่ทนกับสิ่งยั่วยุไม่ได้ หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เชิญออกไป ใครพร้อมเป็นลูกน้องนายทุน เชิญออกไป ที่ผ่านมาจำนวน สส. ที่หายไปคือราคาที่ผมแลกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน แต่ผมยังอยู่ และยังมีคนที่ยืนหยัดเคียงข้างผม วันนี้ผมภูมิใจที่ไม่ได้สู้คนเดียว แต่ยังมีขุนพลที่ร่วมอุดมการณ์และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติอีกมากมาย ท่านใดที่มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา ก็อยากขอเชิญชวนมาร่วมแก้วิกฤตชาติ และพลิกโฉมประเทศไปด้วยกันครับ” พีระพันธุ์กล่าว

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nPfK1dAHxBoFScIWW3nmU

  • ‘รวมไทยสร้างชาติ’ รวมพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง

    พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) วันที่ 7 ธันวาคม 2568 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรคฯ พร้อมคณะผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้ร่วมกันแสดงพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพรรคในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ของประเทศด้วยความเด็ดขาด จริงจัง และพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo05.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์นโยบายสำคัญ และทิศทางการทำงานของพรรค เน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตในหลายด้าน นับตั้งแต่ปัญหาการถูกรุกล้ำอธิปไตย ปัญหาการจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลว ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาค่าครองชีพและคุณภาพชีวิต ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม 

    ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ยังแก้ไม่จบสิ้นเพราะผู้มีอำนาจไม่มีความเด็ดขาดและมีประโยชน์ทับซ้อน แต่พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ด้วยความเด็ดขาด ชัดเจน ทำได้จริง และไม่มีประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน

    “พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่าเราเด็ดขาดและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้เราจะไม่ใช่พรรคใหญ่ในทางการเมืองเพราะเพิ่งเกิดมา 3-4 ปี แต่ถ้าวัดกันด้วยความเด็ดขาด ผลงาน ความเอาจริงเอาจัง และความขาวสะอาดของสมาชิกพรรค รวมไทยสร้างชาติคือพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศนี้” พีระพันธุ์กล่าว

    หัวหน้าพรรค รทสช.ได้หยิบยกวิกฤตของประเทศที่พรรคฯ มุ่งเน้นแก้ไขด้วยความเด็ดขาดใน 6 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การพิทักษ์รักษาเอกราชและดินแดนของไทยไม่ให้ถูกรุกล้ำ การกำจัดคนโกงและคนชั่วให้หมดไปจากแผ่นดิน การค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง การลดภาระค่าพลังงานให้ประชาชน การสร้างสังคมที่มีคุณภาพ และการสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    “วิกฤตหลักๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยความเด็ดขาดมี 6 เรื่อง และต้องพลิกโฉมประเทศไทยเพื่อไม่ให้เดินไปสู่หายนะ นั่นคือ เราต้องพิทักษ์เอกราชอธิปไตยของประเทศ คนโกงและคนชั่วต้องกำจัดให้หมด ปล่อยไว้ไม่ได้ ยาเสพติดต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่จับแล้วปล่อย”

    “ส่วนวิกฤตของคนฐานรากคือสิ่งที่ต้องแก้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยได้ แต่เราทำได้สองอย่าง คือ คนที่มีต้องช่วยคนจน และเราต้องทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นด้วยการลดค่าพลังงาน ซึ่งผมทำมาแล้ว ทุกวันนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมมีสูง คนสูงอายุและคนพิการถูกทอดทิ้ง เด็กยากจนต้องออกจากโรงเรียนมาดูและพ่อแม่ที่ป่วย เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กลับไม่มีปุ๋ยใช้ ปุ๋ยแพงเพราะต้องนำเข้าโดยนายทุน”

    “รวมไทยสร้างชาติจะทำปุ๋ยให้ชาวนาเอง และแก้ปัญหาระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เราต้องลดต้นทุนการผลิต หาแหล่งทุน หาตลาด นำเทคโนโลยีเข้ามา และนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อลดราคาค่าไฟอีกต่อหนึ่ง นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้องทำเป็นวงจร”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า นอกจากการแก้วิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาดแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติยังมุ่ง “พลิกโฉมประเทศ” ด้วยนโยบายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้างฐานราก ประกอบด้วย การคืนอำนาจให้ประชาชน  การจัดสรรงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ระบบการศึกษาแบบใหม่ และ การสร้างงานอย่างทั่วถึง

    “เราต้องพลิกโฉมประเทศด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชน วันนี้อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ประชาชนแต่อยู่ที่ระบบราชการ จะทำมาหากินอะไรต้องขออนุญาตจำนวนมาก ต้องรื้อระบบราชการเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ยอมให้ข้าราชการไม่กี่แสนคนยิ่งใหญ่กว่าคนไทยเกือบ 70 ล้านคน”

    “เรื่องงบประมาณแผ่นดินก็เช่นกัน ภาษีมาจากประชาชนแต่คนใช้คือนักการเมือง-ข้าราชการ ที่ใช้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ถ้าผมมีอำนาจ ผมจะรื้อระบบงบประมาณใหม่ จัดสรรเพื่อตอบสนองปัญหาประชาชนเป็นอันดับแรก เหลือเท่าไรค่อยแบ่งให้กระทรวงต่างๆ”

    “ส่วนในเรื่องการศึกษา หลักสูตรต้องตอบสนองตลาดแรงงาน จบมาแล้วต้องมีงานทำ ต้องไม่ให้การเรียนเป็นภาระของพ่อแม่และเด็ก ระบบการศึกษาต้องเปิดโอกาสให้คนได้พิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง ต้องให้เด็กเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียน และจบมามีงานทำ”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo04.jpg

    พีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพให้กลับมาทำงานเพื่อสังคม สำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีงานทำ รัฐต้องมีงานรองรับ เช่น การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือชุมชน ส่วนเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับคนที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีงานทำแต่ต้องแบกรับภาระครอบครัว ไม่ควรไปไล่ฟ้องเพราะสุดท้ายก็ได้แค่กระดาษคำพิพากษาแต่ไม่ได้เงินคืน และยังทำลายอนาคตเด็กที่รัฐให้โอกาสทางการศึกษาเสียเอง ทางออกคือควรเปลี่ยนวิธี โดยให้คนกลุ่มนี้ทำงานให้รัฐหรือสังคมเพื่อ “ใช้หนี้ด้วยงาน” แทน

    “ตลอด 30 ปีที่อยู่ในวงการการเมือง ผมไม่จำเป็นต้องบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ผมทำแล้วค่อยพูด และไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างภาพหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เข้ามาเพื่อทำงาน และต้องการให้รวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองในใจของประชาชน  ผมทำให้เห็นแล้วในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และได้ต่อสู้กับนายทุนพลังงานจนสามารถลดค่าไฟจากเกือบ 5 บาท เหลือ 3.94 บาท ทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นถึง 270,000 ล้านบาท  และทำให้หนี้ของ กฟผ. ลดจาก 99,000 ล้านบาท เหลือ 40,000 กว่าบาท  ในวันที่ผมออกจากตำแหน่ง”

    “ผมทำแบบนี้มาตลอด วิกฤตประเทศหมักหมมมานานอย่างกรณีโฮปเวลล์ 30 ปี แก้ไม่จบ จนผมเข้ามาทำให้จบ หรือกรณีเหมืองทองอัคราก็จบแล้ว การทำงานของผมช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินเกือบแสนล้านบาท”

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo02.jpg

    พีระพันธุ์ ยังกล่าวต่อว่า อีกไม่นานพรรคก็จะต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองทุกพรรคไม่ใช่คู่แข่งหรือศัตรูของรวมไทยสร้างชาติ เพราะศัตรูของรวมไทยสร้างชาติคือปัญหาและวิกฤตของประเทศที่ต้องเอาชนะให้ได้ ขอให้ประชาชนเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติทั้งประเทศ แล้วพรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของหัวใจที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน

    “ผมพร้อมมานานแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง ใครที่ทนกับสิ่งยั่วยุไม่ได้ หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เชิญออกไป ใครพร้อมเป็นลูกน้องนายทุน เชิญออกไป ที่ผ่านมาจำนวน สส. ที่หายไปคือราคาที่ผมแลกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน แต่ผมยังอยู่ และยังมีคนที่ยืนหยัดเคียงข้างผม วันนี้ผมภูมิใจที่ไม่ได้สู้คนเดียว แต่ยังมีขุนพลที่ร่วมอุดมการณ์และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติอีกมากมาย ท่านใดที่มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา ก็อยากขอเชิญชวนมาร่วมแก้วิกฤตชาติ และพลิกโฉมประเทศไปด้วยกันครับ” พีระพันธุ์กล่าว

    Pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pirapan-vows-to-solve-the-crisis-transform-the-country-selecting-people-with-shared-ideology-to-fight-in-the-elections&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nPfK1dAHxBoFScIWW3nmU

  • ไทยแบกสังคมสูงวัย ชี้เร่งปฏิรูประบบบำนาญชราภาพมากกว่าผุดประชานิยม

    ไทยแบกสังคมสูงวัย ชี้เร่งปฏิรูประบบบำนาญชราภาพมากกว่าผุดประชานิยม

    แฟ้มภาพ

    นักวิชการชี้ อีก 25 ปี ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีทั่วโลก ทะลุ 2,100 ล้านคน ระบบบำนาญชราภาพสั่นคลอนหากไม่ขยายอายุเกษียณ สร้างไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัย รวมทั้ง การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัย

    7 ต.ค.2568 – รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลวิจัยของสหประชาชาติพบว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้าในปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกที่มีอายุเกิน 60 ปีจะทะลุ 2,100 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก ระบบบำนาญชราภาพของหลายประเทศทั่วโลกจะประสบปัญหาความยั่งยืนทางการเงิน มีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบบำนาญชราภาพเพื่อให้เกิดเสถียรภาพของระบบ

    ขณะที่สถานการณ์สังคมสูงวัยในไทยนั้นหนักกว่าสถานการณ์ของโลกโดยรวม สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงานและทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชากรวัยทำงานที่ลดลง เกิดภาวะการขาดแคลนแรงงาน ต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกับอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.7 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 31.1 ในปี 2567 ซึ่งหมายความว่าประชากรในวัยทำงานทุก ๆ 100 คน จะต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม โครงสร้างประชากรสูงวัยของโลกทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยเช่นเดียวกัน ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัยได้ และจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต แต่การพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัยดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานที่สังคมไทยต้องจัดระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงวัยในประเทศให้มีความเพียงพอและมีคุณภาพไปด้วยในขณะเดียวกัน

    รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวว่า จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาควิจัยข้อมูลระหว่างประเทศ (Cross Country) หลายงานวิจัยได้ข้อสรุปว่า สถานะสุขภาพของประชากรเป็นตัวแปรที่สำคัญในการอธิบายความแตกต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลของการประมาณการที่สำคัญระบุว่า อายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดที่เพิ่มร้อยละ 10 ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3-0.4 ต่อปี ประเทศที่มีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดสูงสุด (77 ปี) มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศที่มีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดต่ำสุด (49 ปี) ถึงร้อยละ 1.6 ต่อปี ความแตกต่างนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่ผ่านไป การลงทุนในสุขภาพและบริการทางแพทย์ให้กับประชาชนจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แม้นประชากรสูงวัยแต่มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Longevity Economy อันจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธุรกิจ กิจการและการจ้างงานใหม่ๆเพื่อตอบสนองต่อลักษณะของเศรษฐกิจดังกล่าว

    “การปฏิรูปโครงสร้างทางสถาบันเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการให้เหมาะสมกับโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยของไทยมีความสำคัญมากกว่ามาตรการหรือนโยบายประชานิยมที่อาจช่วยเพียงบรรเทาปัญหาเท่านั้น การปฏิรูประบบการออมโดยเฉพาะการออมแบบบังคับเพื่อรองรับความชราภาพของสังคมไทยจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับความพร้อมทางการเงินการคลัง ระบบสวัสดิการชราภาพของประเทศอีกด้วย การบูรณาการระบบสวัสดิการสังคม สวัสดิการชราภาพที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่า เช่น การขยายฐานสมาชิกมาตรา 40 ของกองทุนประกันสังคม โดยจ่ายเงิน 100-300 บาทต่อเดือนก็จะได้รับความคุ้มครองกรณีชราภาพด้วย ส่วน การมีนโยบายขยายเวลาเกษียณอายุทำงานภาคเอกชนเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมชราภาพอย่างรวดเร็ว”รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุ

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ระบุว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัยพร้อมสร้างระบบการออมหลังเกษียณจะเป็นแนวทางที่แก้ปัญหาความยากจนในวัยเกษียณได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เป็นครั้งคราว การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัยนั้นต้องอยู่บนรูปแบบสวัสดิการที่มาจาก 4 ฐาน คือ สวัสดิการจากฐานทรัพยากรธรรมชาติ ต้องให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเสมอภาคกัน สวัสดิการจากฐานชีวิตวัฒนธรรมในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน สวัสดิการจากฐานประกัน เช่น ระบบประกันสังคม การสร้างระบบการออมและการประกันการมีรายได้เมื่อเกษียณอายุการทำงานหรือชราภาพ สวัสดิการจากฐานสิทธิ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ควรส่งเสริมศักยภาพแรงงานในการมีส่วนร่วมพัฒนาระบบสวัสดิการ การยกระดับและขยายขอบเขตของสวัสดิการสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม ส่งเสริมให้แรงงานลูกจ้างสามารถรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน เป็นต้น

    รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัยพร้อมกับการเพิ่มการออมสำหรับเกษียณอายุจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมโดยรวม การมีเงินออมสำหรับวัยชราภาพจะช่วยลดภาระทางการคลังของรัฐ ภาระทางการเงินที่ลดลงของภาครัฐและประชาชนจะทำให้มีเงินมากขึ้นในการลงทุนทางด้านการศึกษาและสุขภาพ การลงทุนดังกล่าวจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนทางด้านศึกษาและสุขภาพเทียบกับจีดีพีมากเท่าไหร่ เราก็จะได้คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขึ้นอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

    D.W. Dunlop ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า ระดับสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนในโภชนาการ การลงทุนในการศึกษาและการลดมลพิษ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศลดลง กรณีประเทศมีผลิตภาพของแรงงานต่ำเนื่องจากระดับสุขภาพต่ำ ส่งผลให้มีรายได้น้อยและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพน้อยตามไปด้วย

    C.E. Phelps ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า รายได้ต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อบริการสุขภาพมากขึ้นย่อมส่งผลให้ระดับสุขภาพดีขึ้นด้วย ประชาชนใช้รายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นเพื่อการศึกษาที่สูงขึ้น ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นนำมาสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ประชาชนที่มีระดับรายได้สูงขึ้นเสริมสร้างสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้นได้ด้วยการบริหารจัดการกับชีวิตตัวเองให้เหมาะสม สุขภาพที่ดีขึ้น การศึกษาที่ดีขึ้น ก็นำมาสู่รายได้ที่มากขึ้นอีกในอนาคต.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/910261/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N_WCiRHT6KQWHS4wDGXZ3