Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลาลุล่วงตามเป้า เก็บขยะทิ้งกว่า 1.2 แสนตัน

    ฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลาลุล่วงตามเป้า เก็บขยะทิ้งกว่า 1.2 แสนตัน

    14 ธันวาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่จังหวัดสงขลา หลังประสบอุทกภัยรุนแรงว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ส่วนหน้า) ว่า การดำเนินการลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยได้มีการแบ่งกำลังการปฏิบัติงานออกเป็น 4 โซน

    โซนที่ 1 รับผิดชอบโดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย

    โซนที่ 2 โดยกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 4)

    โซนที่ 3 โดยกระทรวงมหาดไทย

    โซนที่ 4 โดยกระทรวงคมนาคม รวมถึงได้รับความร่วมมือจากภาคประชาสังคมในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

    ทั้งนี้ นับถึงคืนวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา สามารถขนย้ายขยะไปกำจัดได้แล้วกว่า 1.18 แสนตัน และดำเนินการทำความสะอาดถนนรวมระยะทางกว่า 394 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนทั่วพื้นที่สงขลากลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

    นายภราดร กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ กองทัพ ภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูจังหวัดสงขลาอย่างเต็มที่

    พร้อมย้ำว่า หลังจากนี้นอกจากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านมาตรการที่ครม.เห็นชอบไปแล้ว จะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเข้ามาสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ อ.หาดใหญ่และจ.สงขลากลับมาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/646544&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qhnQqZjpC6M4TZ1xQT8Hd

  • ปักหมุด “ซับสะเลเต” ที่เที่ยวรับปี 2569 เคาดาวน์กลางลมหนาว ชมทุ่งคอสมอส 55 ไร่ ใหญ่ที่สุดในอีสาน

    ปักหมุด “ซับสะเลเต” ที่เที่ยวรับปี 2569 เคาดาวน์กลางลมหนาว ชมทุ่งคอสมอส 55 ไร่ ใหญ่ที่สุดในอีสาน

    ปีใหม่นี้ใครยังไม่มีแพลนเตรียมเซฟโพสต์นี้ด่วน พาไปสัมผัสลมหนาวแบบฟินๆ ที่ “ซับสะเลเต” อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ แหล่งท่องเที่ยวสุด Unseen บนเทือกเขาพังเหย ที่ความสูง 854 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่หนาว (12-16 องศาฯ) แต่ยังมีไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาดมากมาย

    ไม่ว่าจะเป็นทุ่งคอสมอสสีชมพูบานสะพรั่งกว่า 55 ไร่ เรียกได้ว่าเป็นทุ่งดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ยาวสุดลูกหูลูกตา ถ่ายรูปมุมไหนก็ปัง เตรียมชุดสวยๆ มาสะบัดกระโปรงแข่งกับดอกไม้ได้เลย ซึ่งดอกไม้ของที่นี่บานยาวไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 69

    ช่วงปีใหม่ 2569 นี้ “ซับสะเลเต” จัดเต็มกิจกรรมอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นงาน Countdown หรือนอนดูดาวตกบนยอดเขา ส่งท้ายปีเก่าแบบโรแมนติก ทั้งนี้ที่นี่ยังมีบรรยากาศสุดชิล ลมดี บรรยากาศดี เหมาะกับทุกวัย พร้อมตื่นเช้ารับแสงแรกของปี 2569 เสริมสิริมงคลให้ชีวิต “สว่างไสว” เหมือนดั่งชื่ออำเภอเทพสถิต

    สัมผัสวัฒนธรรมหายาก “ชาวญัฮกุร” อีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือวิถีชีวิตชาว “ญัฮกุร” (ยะ-กุ้น) กลุ่มชาติพันธุ์มอญโบราณ ซึ่งตอนนี้เหลือผู้เฒ่าผู้แก่ที่พูดภาษานี้ได้เพียงไม่ถึง 20 คน! มาเที่ยวแล้วอย่าลืมแวะทักทาย ฟังภาษาโบราณ และอุดหนุนสินค้าชุมชน ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่หาดูยากแล้วจริงๆ

    “ซับสะเลเต” มีที่พักรีสอร์ทกว่า 65 แห่ง รองรับได้สบาย จะจัดทริป 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน ก็ฟินได้เต็มที่ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ทำการอำเภอเทพสถิต โทร 0-4485-7106 บ้านซับสะเลเต ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2901840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mgM0ofASe8YM1vwrgMDS5

  • ประธานยอร์ดวิทยุการบินย้ำชัด! สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเส้นทางบิน

    ประธานยอร์ดวิทยุการบินย้ำชัด! สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่กระทบเส้นทางบิน

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 14 ธ.ค. 2568, 15:06 1

    วันนี้ (14 ธ.ค. 68) นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาบริเวณชายแดนสองประเทศว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบินระหว่างประเทศที่เดินทางมาประเทศไทยแต่อย่างใด

    ”การสู้รบที่ชายแดนนั้น ไม่มีผลกระทบ อะไร กับเส้นทางการบิน ที่รองรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในไทยเลย โดยเหตุการณ์การสู้รบนั้น ห่างไกลมากจากสนามบินหลัก และสนามบินในพื้นที่ท่องเที่ยว และไม่ได้เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแต่อย่างใด“ นายพิเชฐ กล่าว

    ทั้งนี้ขอยืนยันว่าแหล่งเศรษฐกิจ และท่องเที่ยวของประเทศยังคงเปิดตามปกติ และนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้อย่างดี โดยขอให้มั่นใจว่าการเอื้อทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวยังคงสามารถดำเนินไปควบคู่กับการปกป้อง ความ มั่นคงของประเทศ

    นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์การบินในประเทศไทยเป็นไปอย่างปกติ มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากลพร้อมรองรับเที่ยวบินจากนานาชาติ รวมถึงเที่ยวบินจากสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) อย่างเต็มศักยภาพ  โดยวิทยุการบินฯ มีความพร้อมในการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรการความปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสายการบินและผู้โดยสารทุกเที่ยวบิน โดยไม่มีผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด

    จากสถิติเที่ยวบินระหว่างประเทศไป – กลับ ประเทศไทย พบว่ามีเที่ยวบินรวมทั้งปี จำนวน 19,870 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย54 เที่ยวบินต่อวัน โดยสนามบินอินชอน (โซล) มีสัดส่วนสูงสุด เฉลี่ย 45 เที่ยวบินต่อวัน รองลงมาคือสนามบินกิมแฮ(ปูซาน) เฉลี่ย 7 เที่ยวบินต่อวัน และสนามบินแทกู เฉลี่ย 2 เที่ยวบินต่อวัน 

    ทั้งนี้ ปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย–สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) อยู่ในอันดับที่ 8 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมดในปีงบประมาณ 2568 คิดเป็น ร้อยละ 4 ของเที่ยวบินระหว่างประเทศรวม โดยปัจจุบันปริมาณเที่ยวบินจากเกาหลีใต้มายังสนามบินในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    โดยวิทยุการบินฯ  ได้มีการคาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินประเทศไทย – เกาหลีใต้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 พบว่า ปริมาณเที่ยวบินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จาก 54 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มเป็น 60 เที่ยวบินต่อวันสะท้อนความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการเดินทางระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์โดยรวมยังเป็นปกติและเอื้อต่อการท่องเที่ยวของประเทศ

    นายพิเชฐ  กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่มีความหลากหลายทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และการบริการระดับสากล 

    โดยสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยประเทศไทยยังคงมีเที่ยวบินตรงจากหลายเมืองหลักในเกาหลีใต้สู่สนามบินนานาชาติสำคัญทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสายการบินและนักท่องเที่ยวต่อระบบการบินของไทย โดยวิทยุการบินฯ ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และขอให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้มั่นใจว่า การเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/ylccshrvsaf&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pxp6CG_1LfcwHwMKii-tl

  • ฟื้นฟูสงขลาเสร็จตามเป้าหลังเก็บขยะทิ้งเกือบ 1.2 แสนตัน : อินโฟเควสท์

    ฟื้นฟูสงขลาเสร็จตามเป้าหลังเก็บขยะทิ้งเกือบ 1.2 แสนตัน : อินโฟเควสท์

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยความคืบหน้าการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่จังหวัดสงขลาหลังประสบอุทกภัยรุนแรงว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ส่วนหน้า) ว่าสามารถดำเนินการลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยได้แบ่งการปฏิบัติงานออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 รับผิดชอบโดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย โซนที่ 2 โดยกองทัพบก (กองทัพภาคที่ 4) โซนที่ 3 โดยกระทรวงมหาดไทย และโซนที่ 4 โดยกระทรวงคมนาคม รวมถึงได้รับความร่วมมือจากภาคประชาสังคมในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

    ทั้งนี้ นับถึงคืนวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมาสามารถขนย้ายขยะไปกำจัดได้แล้วกว่า 1.18 แสนตัน และดำเนินการทำความสะอาดถนนรวมระยะทางกว่า 394 กิโลเมตร ส่งผลให้ประชาชนทั่วพื้นที่สงขลากลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

    รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ กองทัพ ภาคประชาสังคม ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ที่ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูจังหวัดสงขลาอย่างเต็มที่ หลังจากนี้นอกจากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านมาตรการที่ ครม.เห็นชอบไปแล้ว จะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเข้ามาสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้ อ.หาดใหญ่ และ จ.สงขลา กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553465&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qkqrKlJRs4HJa5n_kEZIl

  • สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง | TOPNEWS

    สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง

    • เผยแพร่ : 14/12/2025 13:46

    สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวเย็น ท่ามกลางทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงเทศกาลปีใหม่ 2569

    เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต ได้นำชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ พร้อมผู้สูงอายุชาว ญัฮกุร (อ่านว่า ยะ-กุร หรือ ยะ-กุ้น) กลุ่มชาติพันธุ์มอญโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยว ณ สวนทุ่งดอกคอสมอส ซับสะเลเต

    บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเดินทางมาถ่ายภาพกับทุ่งดอกคอสมอสที่กำลังบานสะพรั่ง บนพื้นที่กว่า 55 ไร่ บริเวณเทือกเขาพังเหย ความสูงกว่า 854 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือเป็นทุ่งดอกคอสมอสขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน โดยช่วงนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ย 12–16 องศาเซลเซียส สร้างเสน่ห์การท่องเที่ยวฤดูหนาวอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากการชมทุ่งดอกไม้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมฤดูหนาว อาทิ ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น – ตก โต้ลมหนาว ดูฝนดาวตก รวมถึงร่วมกิจกรรม เคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 บนขุนเขาซับสะเลเต

    นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต กล่าวว่า เทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวซับสะเลเตได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยจุดเด่นอยู่ที่ทุ่งดอกคอสมอสขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทุ่งดอกคอสมอสที่กว้างที่สุดในภาคอีสาน และอาจมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมไปจนถึง สิ้นเดือนมกราคม 2569 ขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรอบซับสะเลเตยังมีที่พัก รีสอร์ท และบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 65 แห่ง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบค้างคืน ทั้งรูปแบบ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดกิจกรรมท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการอำเภอเทพสถิต โทร. 0-4485-7106 หรือ0818670864

    ภาพ/ข่าว มัฆวาน วรรณกุล  – อารยา  ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    awdaf

    25681213011

    โฆษกกองทัพ เผยสถานการณ์ชายแดน ยังมีเหตุปะทะ “กัมพูชา” ไม่หยุดยิง ย้ำไทยมีแนวทางป้องกัน ทอ.การันตี เครื่องบินรบ-นักบิน มีความพร้อมรบสูงสุด

    เปิดอานุภาพ “ขีปนาวุธ GAM-102LR” ผลิตโดยจีน ทหารไทยยึดจากเขมร บนสมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อึ้งราคาลูกละกว่า 3.5 ล้านบาท

    “รมว.ซาบีดา” เปิด “งานเทศกาลปลาไหล ผ้าไหม ข้าวใหม่หอมมะลิ และงานกาชาดชุมพลบุรี ประจำปี 2568” หนุนพื้นที่การท่องเที่ยววัฒนธรรมใหม่ในชุมชน

    สมุทรสาคร///พรรครวมไทยสร้างชาติ ประชุมแต่งตั้งตัวแทนพรรค ประจำจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมปักหมุด 3 สมุทร ว่าที่ผู้สมัคร

    ด่วน มติ “กองทัพไทย” ร่วม ศบท. ส่งสมช.เห็นชอบ ยกระดับควบคุมอ่าวไทย ปิดกั้นการขนส่งเชื้อเพลิง ยุทธปัจจัยไปยังกัมพูชา

    “กรมการจัดหางาน” จับมือ Outsourcing Service เปิดลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวสถานะไม่ถูกต้องตาม กม. วันแรกยื่นคำขอฯ มากกว่า 65,000 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1423105&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iZuCj2iF1ij10-xWUC_dN

  • ‘ชยิกา’ ชูนโยบาย ‘เพื่อไทย’ เน้นเปิดตลาดใหม่ หนุนแลนด์บริดจ์

    ‘ชยิกา’ ชูนโยบาย ‘เพื่อไทย’ เน้นเปิดตลาดใหม่ หนุนแลนด์บริดจ์

    Politics

    ‘ชยิกา’ ชูนโยบาย ‘เพื่อไทย’ เน้นเปิดตลาดใหม่ หนุนแลนด์บริดจ์

    14 ธ.ค. 2025 เวลา 17:04 น.

    'ชยิกา' ชูนโยบาย 'เพื่อไทย' เน้นเปิดตลาดใหม่ หนุนแลนด์บริดจ์

    “ชยิกา” ชี้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อไทย เน้นทางรอด เปิดตลาดใหม่ ดึงการลงทุนใหม่ หนุนโครงการแลนด์บริดจ์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกเพิ่มอำนาจต่อรองในเอเชีย

    น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะคณะทำงานด้านนโยบายต่างประเทศพรรคเพื่อไทย กล่าวในเวทีสัมมนา “การเมืองไทยจะนำพาประเทศไปทางไหน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป” ที่สมาคมสื่อมวลชนนานาชาติประเทศไทย และสำนักข่าว IMCT NEWS โดยกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโลก ให้กลายเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนใหม่ และเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่ยืดหยุ่นและมีเสถียรภาพในปี 202 สำหรับนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของพรรคเพื่อไทย จะเป็นนโยบายทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก เพราะที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้วิเคราะห์ว่า ทำไมจีดีพีไทยจึงโตต่ำกว่าอดีต โตต่ำกว่าศักยภาพ และโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ศักยภาพน่าโตได้ถึง 5% ดังนั้น ประเทศไทย จะต้องกล้าปรับตัว และกล้าลงมือ เพื่อให้ทันกับโอกาสที่กำลังเปิดขึ้นรอบตัวเรา โดยจะต้องดึงการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะจากกลุ่มที่กำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่เข้าสหรัฐฯ ได้โดยไม่โดนภาษี หรือภาษีต่ำกว่า เพื่อสร้าง “Local Partner Requirement” ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศอย่างแท้จริง 

    ขณะเดียวกันต้องใช้การทูตเทคโนโลยี เพื่อต่อยอด และดึงดูด ยกระดับให้ประเทศไทย รวมทั้งเร่งทำความตกลงการค้าเสรี กับประเทศที่มีดีมานด์สูง เช่น ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรต และอินเดีย เพื่อให้สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมไทยเข้าไปแข่งขันได้โดยไม่ติดกำแพงภาษี

    น.ส.ชยิกา ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในโลกใหม่ได้ ต้องคิดแบบผู้ชนะในเกมใหม่ ไม่ใช่ติดอยู่กับกติกาเดิม ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย จึงต้องเน้น เปิดตลาดใหม่ ดึงการลงทุนรอบใหม่ สร้างมาตรฐานใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้จริงในเวทีโลก และสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

    น.ส.ชยิกา ระบุว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เห็นความผันผวนในภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า จึงได้สมัครเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS+ เพื่อเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ มีผู้ผลิต และผู้ซื้อจำนวนมาก จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในกลุ่ม Global South จนไทยได้สถานะ Partner Country กับ BRICS+ ซึ่งนับเป็นโอกาสเชิงการตลาดที่ต้องถูกใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว 
     

    ขณะเดียวกัน น.ส.ชยิกา มองถึงเบื้องหลังการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง ระหว่างจีนและสหรัฐฯ แท้จริงคือ การแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ดังนั้น จะต้องรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ และกระจายอำนาจความเสี่ยงกับทุกขั้วอำนาจ ปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของไทยผ่านการแสวงหาความร่วมมือใหม่ ๆ ที่เป็นรูปธรรม เช่น กับสหรัฐฯ ไทยควรมุ่งเน้นความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตลอดจนความเป็นหุ้นส่วนในบริบทภูมิภาค ซึ่งตรงนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ได้เคยเจรจาภาษีสหรัฐ 19%  มาแล้ว 

    สำหรับจีน ไทยต้องกล้าที่จะยกประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยโดยตรงมากขึ้น รวมถึงยังจะต้องเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจขนาดรอง และมหาอำนาจในภูมิภาคอื่นพร้อมขับเคลื่อนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา และ สปป.ลาว เปลี่ยนแนวคิดความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือ

    น.ส.ชยิกา ยังเห็นว่า การแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเป็นสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อไทย  ส่วนแลนด์บริดจ์เป็นกลไกในทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ หากโครงการนี้สำเร็จจะเป็น พลังอำนาจต่อรองใหม่ของไทยที่สามารถพลิกบทบาทของไทยในเอเชียได้อย่างมีนัยสำคัญ

    “ที่ตั้งของประเทศไทยที่อยู่บนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ตอบโจทย์ปัญหาช่องแคบมะละกา ซึ่งปัจจุบันถูกใช้งานเกินความสามารถไปแล้ว จะทำให้ไทยกลายจากประเทศทางผ่าน กลายเป็นประเทศศูนย์กลางเปลี่ยนตำแหน่งของไทยในระบบเศรษฐกิจโลก เพิ่มรายได้ในห่วงโซ่อุปทานของคนไทย ให้นโยบายภูมิเศรษฐศาสตร์ แปลงเป็นรายได้ให้กับคนไทยได้จริง” น.ส.ชยิกา ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1212062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0is-s-IhpSMyJTcUNUO6WX

  • “ชยิกา” ร่วมเวทีสัมมนา “การเมืองไทยจะนำพาประเทศไปทางไหน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป”

    “ชยิกา” ร่วมเวทีสัมมนา “การเมืองไทยจะนำพาประเทศไปทางไหน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป”

    รวมถึงการใช้ Tech Diplomacy หรือ การทูตเทคโนโลยี เพื่อต่อยอด และดึงดูด ยกระดับให้ประเทศไทย เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ของสินค้าไฮเทค หรือสินค้าที่มีมูลค่าสูง สร้างให้ไทยมีบทบาทและอำนาจต่อรองใน “Tech War” ทั้ง Semiconductor, AI, Aerospace, อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ EV, อุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์, AgriTech และอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงการเปลี่ยน Global Supply Chain เปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เช่น ในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา และยุโรปตะวันออก รวมทั้งเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศที่มี Demand สูง เช่น ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอารับเอมิเรต และอินเดีย เพื่อให้สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และอุตสาหกรรมไทยเข้าไปแข่งขันได้โดยไม่ติดกำแพงภาษี

    นางสาวชยิกา ยังยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ตัวเองผลิต โดยนําเทคโนโลยีโซล่าร์เซลส์ และแบตเตอรี่สําหรับกักเก็บพลังงานมาใช้ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนได้ใช้พลังงานที่ตัวเองผลิตเองในตอนกลางวัน และพลังงานจากภาครัฐในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการลดต้นทุนค่าไฟของประชาชนให้ถูกลง ดึงเม็ดเงินลงทุนดิจิทัลจากทั่วโลก และลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับมาตรฐานการผลิตของไทยด้วยมาตรฐาน Green และมาตรฐานสากลใหม่ เพื่อลดการกีดกันการค้า และเร่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรให้เป็น “Low-Carbon Producer” เพื่อให้สินค้าไทยขายได้ในตลาดพรีเมียมและอยู่รอดในตลาดโลกระยะยาว

    นางสาวชยิกา ยังย้ำว่า เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในโลกใหม่ได้ ต้องคิดแบบผู้ชนะในเกมใหม่ ไม่ใช่ติดอยู่กับกติกาเดิม ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย จึงต้องเน้น เปิดตลาดใหม่ ดึงการลงทุนรอบใหม่ สร้างมาตรฐานใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้จริงในเวทีโลก และสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

    ส่วนพรรคเพื่อไทย มีจุดยืนและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนอย่างไรต่อการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS+ และการใช้กลไก BRICS เป็นหนึ่งในกลุ่มที่จะช่วยรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการกีดกันทางการค้าเพื่อสร้างตลาดและโอกาสใหม่ให้กับภาคส่งออกและเกษตรกรของไทยได้อย่างไรนั้น นางสาวชยิกา ระบุว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เห็นความผันผวนในภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้า จึงได้สมัครเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS+ เพื่อเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ มีผู้ผลิต และผู้ซื้อจำนวนมาก จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในกลุ่ม Global South 

    จนไทยได้สถานะ Partner Country กับ BRICS+ ซึ่งนับเป็นโอกาสเชิงการตลาดที่ต้องถูกใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมยกตัวอย่างด้านการลงทุน ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ส่งเสริมให้มีการลงทุน เช่น อุตสาหกรรม EV ที่เจ้าตลาดในการผลิตรถยนต์ EV ได้เข้ามาเปิดตลาดและตั้งฐานการผลิตในไทย ตั้งแต่ BYD, CHERY, GWM – Great Wall Motor, NETA (จีน), CHANGAN  และ MG 

    โดยที่ผ่านมา รัฐบาลเพื่อไทยก็ยังได้เตรียมกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ด้านอุตสาหกรรม จากรถสันดาปเป็นรถ EV ให้กับประเทศอื่นๆ อีกด้วย ด้านสินค้าเกษตรนั้น อินเดียซึ่งเป็นสมาชิก BRICS+ และประเทศไทย ต่างก็เป็นผู้ส่งออกหลักของสินค้าอาหาร ดังนั้น ถ้า OPEC คือ อำนาจด้านพลังงาน ไทยกับอินเดีย ก็สามารถร่วมกันสร้างอำนาจต่อรองด้านอาหารได้ โดยอาจจะเริ่มจากข้าว น้ำตาล และโปรตีน ภายใต้กรอบ BRICS เพื่อเสถียรภาพอาหารของกลุ่มประเทศโลกใต้ได้

    ส่วนจะมีพรรคเพื่อไทย จะมี “กุศโลบายทางการทูต” และ “กลไกการถ่วงดุลอำนาจ” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์ สร้างภูมิคุ้มกันความมั่นคง และปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติจากความขัดแย้งที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2026 ได้อย่างไรนั้น นางสาวชยิกา เห็นว่า เบื้องหลังการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง ระหว่างจีนและสหรัฐฯ แท้จริงคือ การแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ดังนั้น จะต้องรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ และกระจายอำนาจความเสี่ยงกับทุกขั้วอำนาจ ปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของไทยในแต่ละประเด็นอย่าง “ยืดหยุ่น” และ “ปฏิบัติได้จริง” ผ่านการแสวงหาความร่วมมือใหม่ ๆ ที่เป็นรูปธรรม เช่น กับสหรัฐฯ ไทยควรมุ่งเน้นความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตลอดจนความเป็นหุ้นส่วนในบริบทภูมิภาค 

    ซึ่งตรงนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ได้เคยเจรจาภาษีสหรัฐ 19% แบบ win-win มาแล้ว และสำหรับจีน ไทยต้องกล้าที่จะยกประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์ของไทยโดยตรงมากขึ้น รวมถึงยังจะต้องเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจขนาดรอง และมหาอำนาจในภูมิภาคอื่นอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป พร้อมขับเคลื่อนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา และ สปป.ลาว เปลี่ยนแนวคิดความขัดแย้ง เป็นความร่วมมือ อย่างกรณีที่รัฐบาลเพื่อไทย เคยเปลี่ยนความขัดแย้งมาเป็นความร่วมมือผ่านการพูดคุยกับเมียนมา เพราะโจทย์ของเรา คือ พยายามสร้างให้เกิด Free Fair และ Inclusive มากที่สุด ผลักดันให้เมียนมายอมรับความถูกต้อง และกฎระเบียบ มาตรฐานที่โลกยอมรับ ส่งเสริมเกิดการสร้างโต๊ะเจรจาระหว่างทุกฝ่ายอย่างสันติ

    นางสาวชยิกา ยังเห็นว่า การแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข และการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเป็นสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการเป็น Financial Hub, Med Tech, Data Center Hub, Landbridge, ASEAN Grid เป็นต้น

    โดยเห็นว่า Landbridge เป็นกลไกในทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ หากโครงการนี้สำเร็จจะเป็น “พลังอำนาจต่อรองใหม่ของไทย” ที่สามารถพลิกบทบาทของไทยในเอเชียได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเพราะที่ตั้งของประเทศไทยที่อยู่บน “เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก” ตอบโจทย์ปัญหา “ช่องแคบมะละกา” ซึ่งปัจจุบันถูกใช้งานเกินความสามารถไปแล้ว ทำให้เวลารอเทียบท่าเพิ่มขึ้น และต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น Landbridge จะทำให้ไทยกลายจากประเทศทางผ่าน กลายเป็นประเทศศูนย์กลางเปลี่ยนตำแหน่งของไทยในระบบเศรษฐกิจโลก เพิ่มรายได้ในห่วงโซ่อุปทานของคนไทย ให้นโยบายภูมิเศรษฐศาสตร์ แปลงเป็นรายได้ให้กับคนไทยได้จริง

    “ชยิกา” ร่วมเวทีสัมมนา “การเมืองไทยจะนำพาประเทศไปทางไหน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป”

    “ชยิกา” ร่วมเวทีสัมมนา “การเมืองไทยจะนำพาประเทศไปทางไหน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป”

    “ชยิกา” ร่วมเวทีสัมมนา “การเมืองไทยจะนำพาประเทศไปทางไหน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378970751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17bmDtehsvIBqF8UZbBJ6Q

  • ‘ดร.อานนท์’’ แนะ ‘อนุทิน’ คุยเวียดนาม ปิดน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ‘เขมร’ มีตายกับตาย

    ‘ดร.อานนท์’’ แนะ ‘อนุทิน’ คุยเวียดนาม ปิดน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ‘เขมร’ มีตายกับตาย

    14 ธ.ค.2568-ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ถ้าผมเป็นรัฐบาลไทย ผมจะบินไปเวียดนาม ขอความช่วยเหลือจากเวียดนามครับ” เนื้อหาระบุว่า ให้เราพิจารณาแผนที่นี้นะครับ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) ของกัมพูชานั้นถูกล้อมด้วยเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทยและเวียดนามครับ

    บัดนี้ กองทัพเรือ เราได้ประกาศกฎอัยการศึกทางทะเล ด้วย พรบ. ศรชล 2562 ปิดอ่าวไทยเรียบร้อยแล้ว การลำเลียงน้ำมัน (โดยเฉพาะน้ำมันเถื่อน) ยุทโธปกรณ์ ยุทธปัจจัยผ่านทางทะเล ต้องผ่านอ่าวไทย หรือเข้าทางเขตเศรษฐกิจจำเพาะของเวียดนามเท่านั้นครับ

    เวียดนามเอง ก็ตึงกับกัมพูชามาก โดยจองถนนจากเวียดนามไปหาเกาะฟูก๊วก เพื่อบีบไข่เขมรทางทะเลอยู่แล้ว แล้วทำให้โครงการขุดคลองเตโชฟูนัน จากพนมเปญผ่านโตนเลสาป มายังเมืองเรียม ไม่มีทางออกทะเล เท่ากับเป็นหมันครับ

    ถ้าเวียดนามจับมือกับไทย ปิดน่านน้ำ ห้ามเรือผ่านเข้าไปกัมพูชา กัมพูชามีแต่ตายกับตาย เราปิดน่านน้ำ แล้วน่านน้ำกับน่านฟ้านั้นต่อเนื่องกัน จำไว้เลยครับว่า เขตแดนทางบกกำหนดน่านน้ำ และน่านน้ำ กำหนดน่านฟ้าอีกที หากปิดน่านฟ้าของไทย ไม่ให้ใครผ่านเข้าไปเขมร แล้วไทยไปขอเวียดนามให้ช่วยปิดด้วย  เท่ากับเราบีบไข่เขมรให้ตายไป ไม่มีเรือเข้าไปได้ ไม่มีเครื่องบินเข้าไปได้  มีแต่ตายกับตาย  ยังไงก็แพ้สงครามครับ

    กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบครับ Anutin Charnvirakul

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/915053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2euQXLyb_kc3jiIvZhB3io

  • ดีอี เตือนภัย มิจฉาชีพ “หลอกลงทุนหุ้น OR” ระวังสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    ดีอี เตือนภัย มิจฉาชีพ “หลอกลงทุนหุ้น OR” ระวังสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,361 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,104 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 13,096 ข้อความ และช่องทาง Facebook 8 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 59 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 1 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

    อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Government Savings ชวนลงทุนหุ้น

    อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง กินหน่อไม้สดปริมาณมาก เสี่ยงรับพิษจากสารไซยาไนด์ อันตรายถึงชีวิต

    อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง ทหารกัมพูชา ยิง BM-21 ลงเขตพื้นที่พลเรือน 55 จุด บ้านเรือนเสียหาย 13 หลัง

    อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง เตือนประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน งดใช้โทรศัพท์มือถือและห้ามนำสิ่งของไปมอบในพื้นที่เสี่ยง

    อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง กยศ.ช่วยผู้กู้ยืมที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ขอผ่อนผันหนี้ได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย สูงสุด 2 ปี

    อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ห้องน้ำในสนามราชมังฯ ยังปรับปรุงไม่เสร็จสมบูรณ์ สกปรก มีกลิ่น

    อันดับที่ 7 ข่าวจริง : นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ

    สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Government Savings ชวนลงทุนหุ้น” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ตรวจสอบและยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากเพจดังกล่าวเป็นบัญชีที่มิจฉาชีพจัดทำขึ้น โดยแอบอ้างใช้ตราสัญลักษณ์และผลิตภัณฑ์ Café Amazon ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของ OR มาประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ลงทุนหุ้น ซึ่ง OR ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น

    นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

    | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

    | Line ID: @antifakenewscenter

    | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

    | X : @AFNCThailand

    | TikTok : @antifakenewscenter

    | IG : afnc_thailand/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M4FhiegUOnJS2Rf-0taiW

  • โฆษกรัฐบาล เผย USTR ส่งสัญญาณเดินหน้าเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ต่อ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการเดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป

    โดยสัญญาณดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

    “จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ว่า กระทรวงฯ ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

    โดยกระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับสภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่าควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

    “จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pE4FHS9lScawa9jvKj5YW