Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เผยเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68ยังไปต่อ ‘คลัง’ ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศหนุน

    เผยเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68ยังไปต่อ ‘คลัง’ ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศหนุน

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ธ.ค. 2568 ยังไปต่อ อานิสงส์ส่งออกโตกระหึ่ม 18 เดือนติด พ่วงการบริโภค-ท่องเที่ยวในประเทศช่วยหนุน พร้อมจับตาทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน หวั่นกระทบไทย

    29 ม.ค. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ธ.ค. 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน ธ.ค. 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16.8% และการขยายตัวของการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 26.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.6% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลง อยู่ที่ 3.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.1%

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทิศทางค่าเงินบาท และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    สำหรับการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกันการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนธ.ค. 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.03% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าว และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา และปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน ธ.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 89.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจาก 1. เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา 2. ความกังวลด้านความต่อเนื่องการดำเนินนโยบายของรัฐบาลหลังมีการประกาศยุบสภา และ 3. การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนพ.ย. 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ระดับ 57.4 จากระดับ 56.8 ในเดือนก่อนหน้า

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ธ.ค. 2568 อยู่ที่ -0.28% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.59% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 อยู่ที่ 65.7% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 281.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/939118/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a08Tz1gVjg25TvYl8Hvn9

  • เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร เสริมพลังฐานราก เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 29/01/2026 16:47

    วันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร ภายใต้กิจกรรมการฝึกอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มกราคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ ไพบูลย์ เกษตรกรและรองประธานคนที่ 1 อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทายและวิกฤติในภาคการเกษตร ยุทธศาสตร์สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้มีศักยภาพ เข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็น “มอเตอร์หัวใจ” ของยุทธศาสตร์กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)


    ด้าน นางสาวนารี อุทัยทิพวุฒิกร หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรเกษตรกร ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กร การขับเคลื่อนเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานรายบุคคล เริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ ทั้งภาระหนี้สินครัวเรือน สถานะอาชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด จากการประเมินพบว่า บางรายไม่มีหนี้สินแต่ขาดอาชีพ ขณะที่บางรายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนฟื้นฟูฯ จึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพ และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    image

    11SOCAIL 16-9 copy

    ชาวบ้านขอโชค “กุมาร ไอ้ไข่เหนือ” วัดหนองทอง ไม่พลาดส่องเลขเด็ดจากขันน้ำมนต์

    สุพรรณบุรี///แห่ขอโชค! งานบุญ 250 ปี วัดโพธาราม (สุพรรณบุรี) ส่องเลขเด็ดหลวงปู่เปี้ยน ลุ้นงวด 1 ก.พ.

    “กำนันยาว” รุกหนักพื้นที่เขต 2 นครฯ ชูนโยบายเด็ดมัดใจประชาชน

    บ่มเพาะปัญญาเด็กชายขอบ! เปิดอาคารมูลนิธิสร้างสรรค์การศึกษา หลังที่ 81 ณ รร.บ้านท่าตาฝั่ง

    ผู้ว่าฯ พัทลุงตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 เป็นอันดับ 1 ของประเทศ

    ปลัด อบจ.นครสวรรค์ รุดเยี่ยม “คุณตาน้อย” ผู้สูงอายุติดบ้าน พร้อมให้กำลังใจหลานสาววัย 13 หลังประสบอุบัติเหตุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3olw6uysbXwMACV8tyDHgD

  • ประเมินใหม่ที่ดินปรับพรวด15% ดีเดย์ปี

    กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา

       กรมธนารักษ์เขย่าราคาประเมินที่ดิน 37 ล้านแปลงทั่วประเทศ คาดปรับขึ้น 15% เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570-2573 เผยราคาเดิม 4 ถนนหลัก สีลม เพลินจิต พระราม 1 วิทยุ พุ่งทะลุวาละ 1 ล้านบาท แพงสุดในไทย ที่ดินราคาถูกสุดที่อมก๋อย เชียงใหม่ วาละ 25 บาท ตั้งเป้าปรับราคาใกล้เคียงกับการซื้อขายจริง ซึ่งจะเพิ่มรายได้เข้ารัฐมากขึ้น เอกชนมองสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่เอื้อ หวังรัฐขยายมาตรการลดค่าโอน-ภาษี จับตาเศรษฐีที่ดินแห่ขาย ปล่อยเช่า ลดภาระภาษี

       นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมอยู่ระหว่างการจัดทำราคาประเมิน ที่ดินใหม่รอบบัญชี 2570-2573 จำนวน 37 ล้านแปลง คาดว่าจะประกาศภายใน เดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากราคา ประเมินที่ดินรอบบัญชีปัจจุบันปี 2566-2569 จะครบกำหนด 4 ปี วันที่ 31 ธันวาคม 2569

       กรมดำเนินการประเมินราคาที่ดินตาม พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ 2562 เพื่อให้นำไปใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง หรือเป็นฐานจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย หรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นของรัฐ

       ปรับราคาใกล้เคียงตลาดจริง

       “การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา”

       ราคาประเมินใหม่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ละจังหวัดการเปลี่ยนแปลงราคาจะต่างกันตามข้อมูลราคาตลาดจังหวัดนั้น ๆ ทางคณะกรรมการแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้จัดทำราคา โดยส่วนกลางจะเป็นพี่เลี้ยงให้ มีทั้งปรับขึ้นและปรับลง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแปลงที่ดิน

       ราคาใหม่แพงขึ้นเฉลี่ย 15%

       นายอัครุตม์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มราคาประเมินที่ดินใหม่ที่จะเริ่มใช้ในรอบปี 2570-2573 คาดว่าทั่วประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อย กว่า 15% ตามแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของ ราคาตลาด สูงกว่ารอบบัญชีปัจจุบันที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 8.93% เนื่องจากการพิจารณาปรับราคาประเมินต้องดูหลายองค์ประกอบ เช่น มีรถไฟฟ้า มีถนน การขยายตัวของชุมชน การซื้อขายเปลี่ยนมือ และสภาพเศรษฐกิจด้วย ขณะที่ในส่วนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากน้ำท่วม เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดน อยู่ระหว่างการพิจารณาจะปรับหรือไม่ปรับ

       เปิด 4 ทำเลทะลุวาละ 1 ล้าน

       อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวอีกว่า บริเวณที่มีราคาประเมินที่ดินสูงสุดคาดว่ายังเป็นบริเวณถนนเส้นเดิม ขึ้นอยู่กับข้อมูลราคาตลาดในปัจจุบัน โดยพื้นที่กรุงเทพฯ บริเวณที่เปลี่ยนแปลงราคาประเมินสูงสุดยังคงเป็นใจกลางเมือง และราคาทะลุ 1 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) ได้แก่ ถนนสีลม ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 และถนนวิทยุ เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีข้อมูลราคาตลาดสนับสนุนในการปรับราคาประเมิน

       ส่วนบริเวณที่มีราคาประเมินต่ำสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ คาดอยู่บริเวณคลองโล่ง-ชายทะเล เขตบางขุนเทียน เหมือนเดิม โดยปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อ ตร.ว. และต่ำสุดระดับประเทศอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่ 25 บาทต่อ ตร.ว. แต่การปรับราคาประเมินใหม่คงจะมีการปรับขึ้นไปอีก

       สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด

       “ราคาประเมินเป็นราคาที่ใช้ในการทำนิติกรรม คนขายก็อยากได้ราคาสูง เพื่อไปขายในราคาตลาด หรือขอกู้แบงก์ได้วงเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะได้ประโยชน์ทางอ้อม มีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียภาษีก็อยากได้น้อย ๆ ซึ่งภาครัฐต้องหากลไกมาลดภาระ ให้ เช่น ลดอัตราภาษีที่ดินฯ ลดค่าธรรมเนียม การโอน เป็นเรื่องที่พูดยากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

       อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาประเมินประกาศใช้แล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ในระหว่างปี ถ้าบริเวณไหนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เราก็อยากให้ราคาประเมินมีส่วนช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็คงไม่ให้มันเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป

       เสียภาษีที่ดิน-ค่าโอนเพิ่ม

       ด้าน นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า การปรับราคาประเมินที่ดินของ กรมธนารักษ์เป็นไปตามรอบบัญชีที่ต้องปรับทุก 4 ปี ตามระบบโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายคมนาคมที่เปลี่ยนไป โดยปกติจะปรับขึ้นทุกครั้งอยู่แล้ว

       “แต่การปรับในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลากยาว จะมีผลกระทบ 2 ส่วนคือ 1.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่แพงขึ้น ขณะที่ภาครัฐไม่มีอัตราส่วนลดให้ จะกระทบต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม และครัวเรือน 2.ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าภาครัฐคงมาตรการ 0.01% ออกไปน่าจะช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง” นายอิสระกล่าว

       จับตาแห่ขาย-ปล่อยเช่าที่ดิน

       นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า หากราคาประเมินที่ดินใหม่ของกรมธนารักษ์ปรับขึ้น 15% โดยธรรมชาติราคาซื้อขายในตลาดจะขยับขึ้นไปอีก ดังนั้น ในรอบบัญชี 2570-2573 ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ หากราคาประเมินที่ดินทะลุ 1 ล้านบาท ต่อ ตร.ว. ราคาซื้อขายจะขยับไปสูงกว่า 3-4 ล้านบาทต่อ ตร.ว.

       ขณะที่ราคาที่ดินนอกเมืองและปริมณฑลจะขยับขึ้น 4-5 เท่า ที่ดินในเมืองต่างจังหวัดจะขึ้น 2-3 เท่า ส่วนที่ดินเกษตรกรรมจะขยับขึ้น 5-10 เท่า อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับ ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ค่อยดี จะเห็นมีคนขายมากกว่าคนซื้อ

       “ผลของราคาประเมินที่ดินที่ปรับขึ้น จะกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนผู้เสียภาษี รวมถึงเจ้าของที่ดิน เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย คงจะเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินออกมาประกาศให้เช่า หรือนำมาปลูกพืชเกษตรกรรมตามที่กฎหมายกำหนดให้เห็นมากขึ้น เพื่อให้เข้าเกณฑ์ที่ดินประเภทเกษตรกรรม ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะปัจจุบันภาครัฐเก็บเต็ม 100% ไม่ได้มีอัตราส่วนลดให้” นายวสันต์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YpAnE7-B4pQTmwu_j5ZM5

  • “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ห้วยขวาง-วังทองหลาง ชูนโยบายเศรษฐกิจ รีดภาษีทุนใหญ่ 

    “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ห้วยขวาง-วังทองหลาง ชูนโยบายเศรษฐกิจ รีดภาษีทุนใหญ่ 


    “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ห้วยขวาง-วังทองหลาง ชูนโยบายเศรษฐกิจ รีดภาษีทุนใหญ่ เติมสวัสดิการประชาชน-กองทุนฉุกเฉินแก้หนี้นอกระบบ

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ลงพื้นที่บริเวณตลาดเมืองไทยภัทร เพื่อช่วยนางสาวสุภกฤตา ธงไชย ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 5 (ห้วยขวาง–วังทองหลาง) หมายเลข 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ หาเสียงเลือกตั้ง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนด้านปากท้อง ค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

    นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP แต่ให้ความสำคัญกับ “เงินในกระเป๋าของประชาชน” เป็นหลัก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการลดภาระค่าครองชีพ

    สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก พรรคมีแนวคิดจัดตั้ง “กองทุนฉุกเฉิน” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้กู้ยืมรายละ 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านคน โดยไม่คิดดอกเบี้ย และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 500 บาท เพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

    นอกจากนี้ พรรคยังมีแผนสร้างงานเพิ่ม 300,000 ตำแหน่ง พร้อมยกระดับสวัสดิการถ้วนหน้า โดยผู้พิการและผู้สูงอายุจะได้รับเงิน 1,500 บาททุกช่วงอายุ และหากเป็นผู้ที่เคยเสียภาษี จะได้รับเพิ่มอีก 500 บาท รวมเป็น 2,000 บาท

    นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการบริหารงบประมาณแผ่นดิน วงเงินประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ใน 19 หน่วยงาน โดยเห็นว่าสามารถนำมาปรับจัดสรรใหม่เพื่อคืนประโยชน์ให้ประชาชนได้

    พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงผลงานที่ผ่านมา อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าจาก 4.77 บาทต่อหน่วยในเดือนกันยายน 2566 เหลือ 3.94 บาทต่อหน่วยในเดือนธันวาคม 2568 การตรึงราคาแก๊สหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม และการบริหารจัดการราคาน้ำมันให้ลดลงเหลือประมาณ 25 บาทต่อลิตร ซึ่งยืนยันว่าเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d1GenUL_WUe39y3XMzPGI

  • ประเมินใหม่ที่ดินปรับพรวด15% ดีเดย์ปี

    กรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา

       กรมธนารักษ์เขย่าราคาประเมินที่ดิน 37 ล้านแปลงทั่วประเทศ คาดปรับขึ้น 15% เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570-2573 เผยราคาเดิม 4 ถนนหลัก สีลม เพลินจิต พระราม 1 วิทยุ พุ่งทะลุวาละ 1 ล้านบาท แพงสุดในไทย ที่ดินราคาถูกสุดที่อมก๋อย เชียงใหม่ วาละ 25 บาท ตั้งเป้าปรับราคาใกล้เคียงกับการซื้อขายจริง ซึ่งจะเพิ่มรายได้เข้ารัฐมากขึ้น เอกชนมองสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่เอื้อ หวังรัฐขยายมาตรการลดค่าโอน-ภาษี จับตาเศรษฐีที่ดินแห่ขาย ปล่อยเช่า ลดภาระภาษี

       นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมอยู่ระหว่างการจัดทำราคาประเมิน ที่ดินใหม่รอบบัญชี 2570-2573 จำนวน 37 ล้านแปลง คาดว่าจะประกาศภายใน เดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากราคา ประเมินที่ดินรอบบัญชีปัจจุบันปี 2566-2569 จะครบกำหนด 4 ปี วันที่ 31 ธันวาคม 2569

       กรมดำเนินการประเมินราคาที่ดินตาม พ.ร.บ.การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ 2562 เพื่อให้นำไปใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง หรือเป็นฐานจัดเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมาย หรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นของรัฐ

       ปรับราคาใกล้เคียงตลาดจริง

       “การปรับราคาประเมินที่ดินเพื่อให้ ใกล้เคียงราคาตลาด เพราะปัจจุบันราคา ประเมินของกรมธนารักษ์ยังต่ำกว่าราคาตลาด 30-40% โดยราคาประเมินที่จะประกาศใหม่ ให้นโยบายอย่าให้ห่างจากราคาตลาดมาก ให้อยู่ในช่วง 15-20% เพื่อให้สอดคล้องเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากขึ้น ซึ่งได้สำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดในช่วงปัจจุบันและย้อนหลังไม่เกิน 3 ปีมาวิเคราะห์และกำหนดราคา”

       ราคาประเมินใหม่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ละจังหวัดการเปลี่ยนแปลงราคาจะต่างกันตามข้อมูลราคาตลาดจังหวัดนั้น ๆ ทางคณะกรรมการแต่ละจังหวัดจะเป็นผู้จัดทำราคา โดยส่วนกลางจะเป็นพี่เลี้ยงให้ มีทั้งปรับขึ้นและปรับลง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแปลงที่ดิน

       ราคาใหม่แพงขึ้นเฉลี่ย 15%

       นายอัครุตม์กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มราคาประเมินที่ดินใหม่ที่จะเริ่มใช้ในรอบปี 2570-2573 คาดว่าทั่วประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาเพิ่มขึ้นไม่น้อย กว่า 15% ตามแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของ ราคาตลาด สูงกว่ารอบบัญชีปัจจุบันที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 8.93% เนื่องจากการพิจารณาปรับราคาประเมินต้องดูหลายองค์ประกอบ เช่น มีรถไฟฟ้า มีถนน การขยายตัวของชุมชน การซื้อขายเปลี่ยนมือ และสภาพเศรษฐกิจด้วย ขณะที่ในส่วนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากน้ำท่วม เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบชายแดน อยู่ระหว่างการพิจารณาจะปรับหรือไม่ปรับ

       เปิด 4 ทำเลทะลุวาละ 1 ล้าน

       อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าวอีกว่า บริเวณที่มีราคาประเมินที่ดินสูงสุดคาดว่ายังเป็นบริเวณถนนเส้นเดิม ขึ้นอยู่กับข้อมูลราคาตลาดในปัจจุบัน โดยพื้นที่กรุงเทพฯ บริเวณที่เปลี่ยนแปลงราคาประเมินสูงสุดยังคงเป็นใจกลางเมือง และราคาทะลุ 1 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว.) ได้แก่ ถนนสีลม ถนนเพลินจิต ถนนพระราม 1 และถนนวิทยุ เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีข้อมูลราคาตลาดสนับสนุนในการปรับราคาประเมิน

       ส่วนบริเวณที่มีราคาประเมินต่ำสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ คาดอยู่บริเวณคลองโล่ง-ชายทะเล เขตบางขุนเทียน เหมือนเดิม โดยปัจจุบันอยู่ที่ 500 บาทต่อ ตร.ว. และต่ำสุดระดับประเทศอยู่ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่ 25 บาทต่อ ตร.ว. แต่การปรับราคาประเมินใหม่คงจะมีการปรับขึ้นไปอีก

       สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด

       “ราคาประเมินเป็นราคาที่ใช้ในการทำนิติกรรม คนขายก็อยากได้ราคาสูง เพื่อไปขายในราคาตลาด หรือขอกู้แบงก์ได้วงเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะได้ประโยชน์ทางอ้อม มีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียภาษีก็อยากได้น้อย ๆ ซึ่งภาครัฐต้องหากลไกมาลดภาระ ให้ เช่น ลดอัตราภาษีที่ดินฯ ลดค่าธรรมเนียม การโอน เป็นเรื่องที่พูดยากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

       อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาประเมินประกาศใช้แล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ในระหว่างปี ถ้าบริเวณไหนเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เราก็อยากให้ราคาประเมินมีส่วนช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็คงไม่ให้มันเปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป

       เสียภาษีที่ดิน-ค่าโอนเพิ่ม

       ด้าน นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า การปรับราคาประเมินที่ดินของ กรมธนารักษ์เป็นไปตามรอบบัญชีที่ต้องปรับทุก 4 ปี ตามระบบโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายคมนาคมที่เปลี่ยนไป โดยปกติจะปรับขึ้นทุกครั้งอยู่แล้ว

       “แต่การปรับในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลากยาว จะมีผลกระทบ 2 ส่วนคือ 1.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่แพงขึ้น ขณะที่ภาครัฐไม่มีอัตราส่วนลดให้ จะกระทบต่อธุรกิจ อุตสาหกรรม และครัวเรือน 2.ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้าภาครัฐคงมาตรการ 0.01% ออกไปน่าจะช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง” นายอิสระกล่าว

       จับตาแห่ขาย-ปล่อยเช่าที่ดิน

       นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า หากราคาประเมินที่ดินใหม่ของกรมธนารักษ์ปรับขึ้น 15% โดยธรรมชาติราคาซื้อขายในตลาดจะขยับขึ้นไปอีก ดังนั้น ในรอบบัญชี 2570-2573 ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ หากราคาประเมินที่ดินทะลุ 1 ล้านบาท ต่อ ตร.ว. ราคาซื้อขายจะขยับไปสูงกว่า 3-4 ล้านบาทต่อ ตร.ว.

       ขณะที่ราคาที่ดินนอกเมืองและปริมณฑลจะขยับขึ้น 4-5 เท่า ที่ดินในเมืองต่างจังหวัดจะขึ้น 2-3 เท่า ส่วนที่ดินเกษตรกรรมจะขยับขึ้น 5-10 เท่า อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับ ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และในปัจจุบัน ด้วยภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ค่อยดี จะเห็นมีคนขายมากกว่าคนซื้อ

       “ผลของราคาประเมินที่ดินที่ปรับขึ้น จะกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนผู้เสียภาษี รวมถึงเจ้าของที่ดิน เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย คงจะเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินออกมาประกาศให้เช่า หรือนำมาปลูกพืชเกษตรกรรมตามที่กฎหมายกำหนดให้เห็นมากขึ้น เพื่อให้เข้าเกณฑ์ที่ดินประเภทเกษตรกรรม ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะปัจจุบันภาครัฐเก็บเต็ม 100% ไม่ได้มีอัตราส่วนลดให้” นายวสันต์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YpAnE7-B4pQTmwu_j5ZM5

  • แถลงการณ์ของนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ต่อคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    แถลงการณ์ของนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ต่อคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    แถลงการณ์ของนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ต่อคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    กองกำลังติดอาวุธผู้กล้าหาญของเราอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด พร้อมเหนี่ยวไก และพร้อมที่จะตอบโต้การรุกรานใด ๆ ต่อแผ่นดิน น่านฟ้า และน่านน้ำอธิปไตยของประเทศอันเป็นที่รักของเราอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

    บทเรียนอันทรงคุณค่าที่ได้รับจากสงคราม 12 วัน ได้เสริมศักยภาพให้เราในวันนี้สามารถตอบสนองได้ด้วยพลัง ความรวดเร็ว และความรุนแรงที่มากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน อิหร่านยินดีเสมอที่จะเข้าร่วมข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นธรรม ยุติธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากจุดยืนที่เท่าเทียม ปราศจากการบีบบังคับ การข่มขู่ หรือการคุกคาม และรับประกันสิทธิของอิหร่านในการเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ พร้อมทั้งยืนยันการไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

    อาวุธดังกล่าวไม่มีที่ยืนในกรอบการคำนวณด้านความมั่นคงของเรา และเราไม่เคยมีความตั้งใจที่จะครอบครองมันเลย

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • พรรคไทยชนะ ลุย “เขาคิชฌกูฏ” ชู นโยบายท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ ดันแลนด์มาร์คทั่วไทย กระจายรายได้สู่ชุมชน | TOPNEWS

    วันที่ 28 มกราคม 2569 – พรรคไทยชนะ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “การท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงพุทธ” โดยใช้พื้นที่เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการพัฒนาแลนด์มาร์คสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายประสงค์ แก้ววิจิตร และนายธนากร เศรษฐพินิจ กรรมการบริหารพรรค ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงพุทธอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รถรับจ้าง ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

    นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคไทยชนะ กล่าวว่า พรรคไทยชนะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเห็นว่าแลนด์มาร์คทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เช่น เขาคิชฌกูฏ สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวสามารถกระจายสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่

    ทั้งนี้ แนวคิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้ในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1470270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-27Z3dc8mMoBTvA-cKyp-

  • FED ไม่ลดดอกเบี้ย! Powell ชี้เศรษฐกิจแกร่งแต่เงินเฟ้อสูง-ทิ้งท้าย ‘อย่าไปบ้าจี้ตามนักการเมือง’

    FED ไม่ลดดอกเบี้ย! Powell ชี้เศรษฐกิจแกร่งแต่เงินเฟ้อสูง-ทิ้งท้าย ‘อย่าไปบ้าจี้ตามนักการเมือง’

    By

    มกราคม 29, 2026

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยประธาน Jerome Powell ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งจนน่าประหลาดใจ และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการจ้างงานเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไป ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจต้องรอกันอีกยาว

    ไฮไลท์สำคัญของการประชุมรอบนี้อยู่ที่ “มติที่ไม่เป็นเอกฉันท์” (10 ต่อ 2 เสียง) โดยสองกรรมการที่โหวตสวน คือ Christopher Waller (ตัวเต็งที่จะมาแทน Powell ในเดือน พ.ค.) และ Stephen Miran (ที่ปรึกษาทำเนียบขาวที่ลามาทำงาน Fed) ซึ่งทั้งคู่ต้องการให้ “ลดดอกเบี้ย 0.25%” ทันที สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและแรงกดดันทางการเมืองที่แทรกซึมเข้ามาในบอร์ดบริหาร

    แม้ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมแล้ว แต่ความสนใจกลับพุ่งเป้าไปที่ “ดราม่าการเมือง” เมื่อ Powell ถูกนักข่าวจี้ถามเรื่องที่เขาโดนรัฐบาลทรัมป์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางอาญา (เพื่อบีบให้ลดดอกเบี้ย) แม้ Powell จะปฏิเสธที่จะตอบโต้ แต่เขาได้ฝากทิ้งท้ายถึงว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ด้วยวลีเด็ดว่า “อย่าถูกลากเข้าไปเล่นการเมือง” และต้องรับผิดชอบต่อสภาคองเกรสเท่านั้น

    ในมุมมองเศรษฐกิจ Fed ยอมรับว่า “เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย” โดยคาดว่าเป็นผลกระทบชั่วคราวจาก “กำแพงภาษี” ของรัฐบาลทรัมป์ที่ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น ส่วนตลาดแรงงานเริ่มกลับมาสมดุล โดยอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.4% นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดการณ์ว่า Fed จะพักยาว และอาจไปเริ่มลดดอกเบี้ยอีกทีในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ประธาน Fed คนใหม่เข้ามารับไม้ต่อแล้ว

    ที่มา: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/29/fed-leaves-rates-unchanged-powell-warns-politics-inflation-elevated/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nzxRZB2SLKhgKmFAN8STR