Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    ประเทศไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร?

    The Financial Times สำนักข่าวเศรษฐกิจอังกฤษ รายงานบทวิเคราะห์ ‘How Thailand became the ‘sick man’ of Asia’ ว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ เสือแห่งเอเชีย ที่มีการเติบโตสองหลัก (Double digit) แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ทั้งการบริโภค การผลิต และภาคการท่องเที่ยว ทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วง ‘ขาลง’

    เช่นเดียวกับคนไทยหลายล้านคน The Financial Times สัมภาษณ์ ทิพย์วิมล วานิชถาพันธ์ ผู้ประกอบการวัย 57 ปี เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหางานที่ดีกว่าเลี้ยงดูครอบครัว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ ให้บริการพนักงานออฟฟิศ

    แต่ขณะนี้ยอดขายลดลงถึงสองในสามในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ลูกค้าไม่มาใช้บริการ กระทั่งขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และเดือนเมษายน วางแผนที่จะปิดร้านเมื่อสัญญาเช่าหมดอายุ

    เธอระบุว่า ตอนนี้มีคนถูกเลิกจ้างจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อจึงลดลง พร้อมกังวลค่าใช้จ่าย และสินเชื่อรถยนต์ที่ยังไม่ได้ชำระคืน

    ทั้งนี้ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และบรรดาพรรคการเมืองต่างชูนโยบายหาเสียง ด้วยการให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    10 ปี ไทยถดถอย จากเสือแห่งเอเชีย สู่ ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’

    อย่างไรก็ตาม ไทยที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงติดกับดัก GDP ที่โตราวๆ 2% มาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยหลักที่ต้องพึ่งแรงหนุนจากการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ‘ล้วนอยู่ในช่วงขาลง’

    ทว่า หากย้อนดูอัตราการเติบโต สูงถึง 13% ในปี 1988 ในปีนั้นประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เสือแห่งเอเชีย’ (Asian Tiger)

    ปัจจุบันเป็นเพียง ‘ความทรงจำ’ อันว่างเปล่า เนื่องจากไทยเผชิญประชากรสูงอายุและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง (Household debt) และขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    “จากที่เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากพิษภัย เป็นเสือแห่งเอเชีย วันนี้กลับกลาย ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ภายใน 10 ปี นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว

    หนี้ครัวเรือนสูง การเมือง ‘ไร้เสถียรภาพ’

    สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง ประกอบกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ส่งผลให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนใน 3 ปี

    กิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โครงการและงบประมาณด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพที่ดีกว่านี้ เราก็สามารถกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทุกอย่างกำลังพังทลาย เราไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงซึ่งต้องการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง”

    อีกหนึ่งสัญญาณร้ายของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและกำลังเพิ่มขึ้น คือการผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10% ในปี 2025

    เวียดนามมาแรง ‘ภาคการผลิตไทย’ อ่อนแรง

    แม้รัฐบาลคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2% ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่โตต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “เรากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเกรียงไกรเตือนว่า แรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะบั่นทอนภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ

    “รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยน อุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่” เขาย้ำ

    โดยภาคการผลิตอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าจีนราคาถูกทะลัก และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตใหม่ๆ จากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม

    ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์ของไทยที่เคยรุ่งเรือง ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ Nissan, Honda, Suzuki และบริษัทอื่นๆ ได้ปิดโรงงานหรือลดการผลิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมาก ของอุตสาหกรรมรถยนต์ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ยอดผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจากระดับก่อนเกิดโรคระบาดและระดับสูงสุด” เธอกล่าวพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนและความต้องการภายในประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจะต้องปลดล็อกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่การเติบโตที่มีศักยภาพ เช่น Data center อุตสาหกรรมการผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ

    “แต่ภารกิจเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของผู้บริโภคไทย”

    โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ทะลุเพดาน 90% ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้นในเอเชีย เนื่องจากค่าจ้างยังคงทรงตัว และประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี โดยอัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2025

    ภาพบรรยากาศร้านค้าและร้านอาหารริมทางที่ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพฯ ซบเซาและปิดตัวลง สะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยถดถอย 1

    ส่งผลให้ คนไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น “ลูกค้าของฉันน้อยลงเรื่อยๆ” เจ้าของร้านเสริมสวยในกรุงเทพฯ กล่าว เธอบอกว่า ปีนี้คนไทยหาทางประหยัดมากขึ้น ซื้อของใช้ส่วนตัวน้อยลง และเน้นซื้อของให้ลูกๆ มากขึ้น เธอกล่าวขณะซื้อของที่ร้านขายของราคา 20 บาท

    ท่องเที่ยวหดตัว ร้านค้าทยอยปิดตัว

    บุรินทร์ กล่าวเสริมอีกว่า “เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู แต่หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้มาก”

    นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคนในปี 2025 ลดลง 7% จากปีที่แล้ว และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดที่ 40 ล้านคนในปี 2019

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังจากนักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัว จากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น

    บรรยากาศที่หดหู่ปรากฏให้เห็นทั่วกรุงเทพฯ ที่ซึ่งร้านอาหารร้าง โรงแรมแทบจะไม่เต็ม และผู้ค้าปลีกกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ถนนบรรทัดทอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารริมทาง (Street food) ที่คึกคักสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหลายแห่งทยอยปิดตัวลง

    ภาพ: Sakchai Vongsasiripat , Getty images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economic-downturn/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hm_W-n9zLx2l5UiDuco_s

  • กกร.เตือนเศรษฐกิจปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 2% โลกป่วน-งบลงทุนชะลอ

    กกร.เตือนเศรษฐกิจปี 69 เสี่ยงโตต่ำ 2% โลกป่วน-งบลงทุนชะลอ

    กกร.ส่งสัญญาณเตือน เศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2%
    ปัจจัยโลกป่วน-งบลงทุนรัฐชะลอ ฉุดความเชื่อมั่นเอกชน

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดผลการประชุมล่าสุด ย้ำภาคเอกชนยังมีความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่อาจทำให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ล่าช้า

    กกร.ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำ ซึ่งกระทบต่อภาคธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน ขณะที่มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหลัก

    ในประเทศ แรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุน ยังเดินหน้าได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่า มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายสิ้นเดือนมกราคมที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนของรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป

    กกร.จึงคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยคาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วง 1.6-2% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มติดลบในช่วง -1.5% ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 0.2-0.7% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและต้องการแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น

    jcc-econ-69-below2-SPACEBAR-Photo01.jpg

    นอกจากนี้ กกร.ยังแสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ขาดการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว และไม่สร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09% ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายใช้จ่ายในอนาคตมีข้อจำกัดมากขึ้น

    กกร.เห็นว่า นโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand’

    jcc-econ-69-below2-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jcc-econ-69-below2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s5V6YySzABCVY06hZhVD7

  • เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน ภูเขาเศรษฐกิจ

    เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน ภูเขาเศรษฐกิจ

    เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ

    รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9



    นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

    วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

    • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
    • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

    ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

    กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

    “รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

    รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

    พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

    วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

    ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

    งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

    สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

    สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

    อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/

    ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

    ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/receipt-lottery-phue-thai-prachachon-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23wS0bDU-c92ZJn_qL2Kj5

  • สื่อโลกวิเคราะห์ไทย ถูกกัดเซาะจนกลายเป็น “คนป่วยของภูมิภาคเอเชีย”

    สื่อโลกวิเคราะห์ไทย ถูกกัดเซาะจนกลายเป็น “คนป่วยของภูมิภาคเอเชีย”

    Financial Times สื่อเศรษฐกิจระดับโลก เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”

    สื่อดังกล่าวตั้งคำถามว่า จากความสำเร็จระดับภูมิภาคสู่เศรษฐกิจที่กำลังต้องดิ้นรน ทำไมประเทศไทยจึงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยมองว่าไทยเป็นประเทศที่ติดกับดักระหว่างความซบเซาและการปฏิรูป ภาวะอัมพาตทางการเมืองและการลดลงของประชากรทำให้เกิดความไม่แน่นอน สัญญาณเตือนของเศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟู และจุดอ่อนเชิงโครงสร้างเผยให้เห็นแบบจำลองการเติบโตที่เปราะบาง

    ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ต่างกล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วย” ของภูมิภาค ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในอดีตเพื่ออธิบายประเทศที่กำลังดิ้นรนกับความซบเซา ความไม่มั่นคงทางการเมือง และจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการเติบโตและการปฏิรูป ประเทศไทยกลับพบว่าตัวเองเผชิญแรงกดดันจากประชากรสูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ

    สถานะคนป่วยนี้ไม่ได้สะท้อนถึงวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบรรจบกันของปัญหาในระยะยาวที่ทำให้ไทยเปราะบางในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

    การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” ในช่วงหลายทศวรรษหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียปี 2540 ประเทศไทยได้ฟื้นฟูตัวเองผ่านการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตกลับล้าหลังประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในขณะที่เวียดนามและมาเลเซียมีอัตราการเติบโตของ GDP ต่อปีสูงกว่า 5% ประเทศไทยกลับต้องดิ้นรนที่จะไปให้ถึงแม้แค่ครึ่งหนึ่งของตัวเลขนั้น ซ้ำผลผลิตหยุดชะงัก และการลงทุนชะลอตัวลง เนื่องจากบริษัทระดับโลกมองหาตลาดที่มีพลวัตมากกว่า มีแรงงานรุ่นใหม่ และทิศทางนโยบายที่ชัดเจนกว่า

    การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ยังคงเปราะบางหลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิด-19 อย่างเต็มที่ และการใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้ธุรกิจจำนวนมากมีผลดำเนินงานต่ำกว่ากำลังการผลิต

    ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการหยุดชะงักของนโยบาย

    วงจรการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่มั่นคง และการเลือกตั้งที่มีข้อครหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของประเทศไทย ได้สร้างสภาพแวดล้อมของความไม่แน่นอนที่ขัดขวางการวางแผนระยะยาว นับตั้งแต่ปี 2549 ประเทศไทยประสบกับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง ทั้งจากการเลือกตั้งและการแทรกแซงของกองทัพ

    ความแตกแยกทางการเมืองทำให้การปฏิรูปที่สำคัญในด้านภาษี การศึกษา และตลาดแรงงานเป็นไปได้ยาก นักลงทุนเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน ขณะที่ความเชื่อมั่นภายในประเทศอ่อนแอลงเนื่องจากครัวเรือนเห็นว่ามาตรฐานการครองชีพไม่ดีขึ้นมากนัก

    แม้ว่าจะมีผู้นำที่มุ่งมั่นในการปฏิรูปเกิดขึ้น ความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพก็ถูกจำกัดด้วย “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” และ “โครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก” ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหยุดนิ่งและความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    สังคมผู้สูงอายุที่ขาดการเตรียมพร้อม

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าเกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก และคาดว่าประชากรจะลดลงภายในทศวรรษหน้า ซึ่งทำให้จำนวนแรงงานลดลงและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและบำนาญเพิ่มสูงขึ้น

    แตกต่างจากประเทศที่ร่ำรวยกว่า เช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ประเทศไทยขาดทรัพยากรทางการคลังที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น ผู้สูงอายุจำนวนมากมีเงินออมจำกัดและต้องพึ่งพาระบบสนับสนุนจากครอบครัว ซึ่งกำลังอ่อนแอลงเช่นกัน

    จำนวนแรงงานที่ลดลงยังลดความน่าดึงดูดใจของประเทศไทยสำหรับผู้ผลิตข้ามชาติที่ต้องการขนาดและประสิทธิภาพการผลิต หากไม่มีการปฏิรูปการเข้าเมืองหรือการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติครั้งใหญ่ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีก

    ช่องว่างด้านการศึกษาและนวัตกรรม

    ระบบการศึกษาของประเทศไทยประสบปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ แม้ว่าประเทศจะผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่นายจ้างมักบ่นเรื่องความไม่สอดคล้องกันของทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี

    นวัตกรรมของไทยยังคงมีจำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค การใช้จ่ายด้านการวิจัยอยู่ในระดับต่ำ และระบบนิเวศของสตาร์ทอัปยังคงด้อยพัฒนา ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” ไม่สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านค่าแรงต่ำหรือด้านความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี

    ในขณะเดียวกัน เวียดนามซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ลงทุนอย่างหนักในนิคมอุตสาหกรรม การฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม

    หนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำ

    ภาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในเอเชียเมื่อเทียบกับรายได้ ครอบครัวหลายล้านครอบครัวต้องพึ่งพาเครดิตเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขามีความอ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมาก

    ความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเมืองและชนบทขยายวงกว้างขึ้น กรุงเทพฯ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่จังหวัดในชนบทเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนงานและบริการที่ลดลง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอพยพเข้าสู่เมืองและทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ความเปราะบางทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง สร้างวงจรที่ความไม่มั่นคงบั่นทอนการเติบโต และการเติบโตที่อ่อนแอทำให้ความตึงเครียดทางสังคมเลวร้ายลง

    ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ประเทศไทยยังเผชิญกับภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ชาวนาปลูกข้าวซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในชนบท เผชิญกับผลผลิตที่ไม่แน่นอนและกำไรที่ลดลง

    ความเครียดด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งทำให้การเงินสาธารณะตึงเครียดมากขึ้น และเสริมให้เกิดความรู้สึกว่าแบบจำลองการพัฒนาของประเทศไทยล้าสมัยและไม่ยั่งยืน

    ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

    ความแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสิ่งที่น่าสังเกต เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นประวัติการณ์ อินโดนีเซียกำลังพัฒนาพลังงานสีเขียวและอุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิล ฟิลิปปินส์ได้รับประโยชน์จากประชากรวัยหนุ่มสาวและภาคบริการที่เฟื่องฟู

    เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศไทยดูระมัดระวังและเน้นภายในประเทศ การพึ่งพาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหนักทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี

    ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นจุดอ่อนที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย ไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอ

    การฟื้นตัวเป็นไปได้หรือไม่?

    แม้จะมีปัญหา แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่ ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อิทธิพลทางวัฒนธรรม และชนชั้นกลางที่มีทักษะ นักวิเคราะห์โต้แย้งว่าการปฏิรูปที่เด็ดขาดสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้

    ลำดับความสำคัญหลัก ได้แก่:

    • การปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม
    • เสถียรภาพทางการเมืองและการปกครองที่โปร่งใส
    • การปรับปรุงนโยบายการเข้าเมืองและแรงงานให้ทันสมัย
    • การลงทุนในพลังงานสีเขียวและการผลิตขั้นสูง

    หากไม่ดำเนินการเหล่านี้ ประเทศไทยอาจเสี่ยงต่อการลดลงของอิทธิพลและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคในระยะยาว

    ชื่อเสียงของประเทศไทยในปัจจุบันในฐานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งมากกว่าความล้มเหลวชั่วคราว การเติบโตที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง การสูงวัยของประชากร และนวัตกรรมที่อ่อนแอ ได้รวมกันกัดเซาะสถานะที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

    ประเทศไทยจะสามารถกลับมามีแรงขับเคลื่อนได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเต็มใจที่จะเผชิญกับการปฏิรูปที่ยากลำบากและยอมรับความทันสมัย ​​ความเสี่ยงนั้นสูงมาก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยอาจจะยังคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านต่อไป เปลี่ยนจากผู้นำในภูมิภาคกลายเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป

    เรียบเรียงจาก Financial Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7aNdlHiiuSs6VRF9KzRS

  • ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

    ยกระดับการค้าข้ามพรมแดน! เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตรง “อู่ฮั่น-กรุงเทพฯ” หนุนเศรษฐกิจไทย-จีน

    เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่บรรจุพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ได้บินตรงจากสนามบินอู่ฮั่นเทียนเหอสู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร เส้นทางนี้ถือเป็นการเปิดตัวเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกของสนามบินเทียนเหอในช่วง ปีที่ผ่านมา ดำเนินการโดยเครื่องบินบรรทุกสินค้าทั้งหมดของ JD Airlines โดยมีความจุสินค้าสูงสุด 22 ตันต่อเที่ยว เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารองค์กรของกลุ่มสนามบินหูเป่ย เปิดเผยว่า การวางแผนการบินในครั้งนี้ มุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดตามฤดูกาล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมจะเริ่มดำเนินการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์และจะเพิ่มความถี่เป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีความต้องการขนส่งสูงสุด โดยเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นจะเน้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง และพัสดุอีคอมเมิร์ซ ขณะที่เที่ยวบินขากลับจากกรุงเทพฯ จะเน้นการขนส่ง “ราชาผลไม้” อย่างทุเรียนและผลไม้เขตร้อนสดใหม่จากไทยส่งตรงสู่ตลาดอู่ฮั่นทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาความสดใหม่

    ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics สู่ระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของเส้นทางบินตรงเป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว และแม่นยำยิ่งขึ้น การเปิดเส้นทางบินตรง อู่ฮั่น–กรุงเทพฯ ไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาการนำเข้าสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าในระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain)

    เส้นทางบินดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางได้โดยตรง โดยเฉพาะ สินค้าเกษตรมูลค่าสูง อาทิ ทุเรียน มังคุด ลำไย และผลไม้สดอื่น ๆ ซึ่งสามารถขนส่งจากแหล่งผลิตในประเทศไทยไปถึงตลาดมณฑลหูเป่ยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้คงความสดใหม่ รสชาติ และคุณภาพในระดับสูงสุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจีนที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกรดพรีเมียม และ ความปลอดภัยด้านอาหาร นอกจากนี้ การเชื่อมโยงกับเครือข่ายโลจิสติกส์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของ JD Logistics ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยสามารถกระจายสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและเมืองรองของจีนตอนกลาง                 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านศูนย์กระจายสินค้าเดิมในจีนตอนใต้ และช่วยขยายฐานตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดจีน และสนับสนุนการเติบโตของมูลค่าการค้าระหว่างไทย–จีนในระยะยาว

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    ท่ามกลางโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้น สินค้าไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ไทยจึงควรเร่งบูรณาการการพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า (Traceability System) เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลการเพาะปลูก กระบวนการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าได้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าไทยในระยะยาว 

    การยกระดับความร่วมมือระหว่าง Hubei Airport Group และ JD Logistics ครั้งนี้ ส่งเสริมให้สามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ลดความผันผวนของรายได้เกษตรกร และส่งเสริมการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคการผลิต การแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์และการตลาดดิจิทัล อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียวหรือเส้นทางขนส่งแบบเดิม ส่งผลให้โครงสร้างการค้าของไทย มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทยควรมุ่งพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า รักษาคุณภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคจีน พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารจุดขายด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตของตลาดจีนได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน                                   

    ………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว

    กุมภาพันธ์ 2569

    แหล่งข้อมูล: https://www.chinaqw.com/qx/2026/01-28/402032.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/t9ppevrioqn4lh3qj6trkt8t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34aGxEHw9uNZqKfGWUXQAF

  • เลือกตั้ง 2569 : ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ชูจุดยืนการเมืองสีขาว รื้อระบบพลังงานลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาท พร้อมปฏิรูปการศึกษายกเลิกสอบเข้า

    เลือกตั้ง 2569 : ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พีระพันธุ์ชูจุดยืนการเมืองสีขาว รื้อระบบพลังงานลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาท พร้อมปฏิรูปการศึกษายกเลิกสอบเข้า

    วานนี้ (3 กุมภาพันธ์) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้แคมเปญ ‘เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง’ นำโดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคคนสำคัญ เช่น ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค, วิทยา แก้วภราดัย, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ตลอดจนผู้บริหารและผู้สมัคร สส. เข้าร่วมเวทีอย่างพร้อมเพรียง

    พีระพันธุ์ได้ขึ้นเวทีประกาศจุดยืนทางการเมืองภายใต้แนวคิด ‘ชีวิตเรา เราเลือกเอง’ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่นักการเมืองบางกลุ่มนำมาใช้บีบบังคับ โดยชี้ว่าสุดท้ายผลประโยชน์มักตกอยู่กับนักการเมือง ขณะที่ชีวิตประชาชนยังคงเดิม พีระพันธุ์ยังได้เปรียบเทียบการเมืองที่แบ่งขั้วสีเสื้อว่าเป็นเพียงสีย้อมผ้า ที่สุดท้ายก็ถูกผสมกลมกลืนกันเพื่อผลประโยชน์



    ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติยืนหยัดในความเป็นสีขาว ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ และทำงานเคียงข้างกองทัพมาอย่างยาวนานโดยไม่ต้องฉวยโอกาสโหนกระแสในช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและชายแดนกัมพูชา

    ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง พีระพันธุ์ย้ำจุดแข็งด้านนโยบายพลังงาน โดยระบุว่าพรรคเป็นผู้ริเริ่มการพูดถึงปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานอย่างตรงไปตรงมา และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์จากการตรึงราคาก๊าซหุงต้มแม้ต้นทุนสูง ทั้งนี้ ได้ประกาศพันธกิจสำคัญหากได้รับเลือกตั้ง จะดำเนินการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย หรือลดลงอีก 50 สตางค์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาทภายใน 4 ปี นอกจากนี้ ยังประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ด้วยแนวคิด ‘อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน’ โดยเสนอให้ยกเลิกระบบการสอบเข้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและภาระค่ากวดวิชา เปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้ตามความสนใจและจบการศึกษาเมื่อมีความพร้อม

    ด้านอรรถวิชช์ได้กล่าวเสริมถึงผลงานของพีระพันธุ์ในการเปลี่ยนกติกา โครงสร้างราคาพลังงาน จนสามารถลดค่าไฟจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาทได้สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา ช่วยประชาชนประหยัดเงินกว่า 2.7 แสนล้านบาท พร้อมกันนี้ ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการใช้งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมองว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพทางกฎหมาย แต่ควรใช้วิธีการแก้ไขรายมาตราตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ อาทิ ระบบเครดิตบูโรที่เป็นอุปสรรคและการผูกขาดในธุรกิจปุ๋ย

    ขณะที่นราพัฒน์ได้นำเสนอนโยบายด้านการเกษตร โดยมุ่งแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรผ่านการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ตั้งเป้าลดให้เหลือไม่เกิน 500 บาท ด้วยการใช้ทรัพยากรโพแทสเซียมในประเทศและผลิตปุ๋ยยูเรียจากก๊าซธรรมชาติเอง สำหรับสินค้าข้าว เสนอเปลี่ยนโมเดลจากการขายข้าวเปลือกเป็นการแปรรูปข้าวสารจำหน่าย โดยรัฐสนับสนุนเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการขาย ซึ่งจะช่วยดึงมูลค่าข้าวเปลือกกลับมาได้สูงถึง 15,000 บาทต่อตัน พร้อมทั้งผลักดันการใช้ Big Data และสนับสนุน Young Smart Farmer ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

    พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 1พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 2พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 3พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวปราศรัยบนเวทีใหญ่ ประกาศนโยบายลดค่าไฟและปฏิรูปการศึกษา 4
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/utnp-policy-reform-electricity-ed/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lp2U5x3V9fA1C88_VrDkY

  • STECH เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สนับสนุนซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ในการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนดอนพุดวิทยา จ.สระบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    STECH เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา สนับสนุนซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ในการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนดอนพุดวิทยา จ.สระบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH พร้อมด้วย นายโสภณ คำภักดี กรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ นายโกสินทร์ อุดมสินต์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ รวมถึงผู้บริหารและพนักงาน ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา เพื่อระดมทุนจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์สำหรับการจัดการเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนดอนพุดวิทยา ตำบลดอนพุด อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดย STECH มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนและชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/04/614542/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mUUIf6Fg_Si4bxK376_Ii

  • ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! หันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! หันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง

    นักวิทยาศาสตร์สกัดดีเอ็นเอจากเลือดภายในตัวยุง และจัดลำดับยีนเฉพาะตัวที่ทำงานเสมือนบาร์โค้ดทางชีวภาพ โดยสัตว์มีกระดูกสันหลังแต่ละชนิดจะมีรหัสพันธุกรรมเฉพาะของตัวเอง ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลอ้างอิง ทำให้ทีมวิจัยจึงสามารถระบุสัตว์ที่ถูกยุงกัดได้
    มนุษย์กลายเป็นแหล่งเลือดสำคัญ

    กับดักสามารถจับยุงได้ทั้งหมด 1,714 ตัว จาก 52 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยในจำนวนนี้ พบยุงเพศเมียที่มีเลือดอยู่ในตัว 145 ตัว และนักวิจัยสามารถระบุแหล่งที่มาของเลือดได้ 24 ตัวอย่าง ซึ่งมาจากมนุษย์ 18 คน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 1 ตัว นก 6 ตัว สุนัขป่า 1 ตัว และหนูอีก 1 ตัว

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! ชี้ยุงหันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง Credit ภาพ REUTERS  ยุงบางตัวดูดเลือดจากโฮสต์มากกว่าหนึ่งแหล่ง ตัวอย่างเช่น ยุงสายพันธุ์ Cq. Venezuelensis ตัวหนึ่ง พบว่าดูดเลือดจากทั้งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและมนุษย์ ขณะที่ยุงสายพันธุ์ Cq. Fasciolata ก็ดูดเลือดจากหลายแหล่ง เช่นกัน ทั้งจากหนูและนก หรือจากนกและมนุษย์

    นักวิจัยเชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่อธิบายรูปแบบนี้ได้ โดยดร.อเลนการ์ กล่าวว่า พฤติกรรมของยุงมีความซับซ้อน แม้ยุงบางสายพันธุ์อาจมีพฤติกรรมที่ชอบดูดเลือดโฮสต์บางชนิดโดยกำเนิด แต่ความพร้อมของแหล่งเลือดและความใกล้ชิดเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมาก

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! ชี้ยุงหันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง Credit ภาพ REUTERS

    การตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มความเสี่ยงของโรคอย่างไร

    เมื่อการตัดไม้ทำลายป่ายังคงดำเนินต่อไป และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่ป่า ทำให้สัตว์และพืชจำนวนมากสูญหายไป ยุงจึงตอบสนองด้วยการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร โดยมักย้ายเข้ามาใกล้มนุษย์มากขึ้น

    ดร.มาชาโดอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อทางเลือกตามธรรมชาติเหลือน้อยลง ยุงจึงถูกบังคับให้หาแหล่งเลือดใหม่ ทางเลือกใหม่ และในที่สุดก็หันมาดูดเลือดมนุษย์มากขึ้นเพื่อความสะดวก เนื่องจากมนุษย์เป็นแหล่งเลือดที่พบได้มากที่สุดในพื้นที่เหล่านี้

    การถูกยุงกัดไม่ใช่แค่เรื่องรำคาญเท่านั้น แต่ภูมิภาคที่ทำการศึกษานี้ยังพบว่า ยุงเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น ไข้เหลือง ไวรัสเดงกีหรือโรคไข้เลือดออก ไวรัสซิกา ไวรัสมายาโร ไวรัสซาเบีย และไวรัสชิคุนกุนยา ซึ่งการติดเชื้อไวรัสเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้ นักวิจัยเน้นย้ำว่า การทำความเข้าใจพฤติกรรมการดูดเลือดของยุงจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจการแพร่กระจายของโรคผ่านระบบนิเวศและในประชากรมนุษย์

    ความหมายของผลวิจัยต่อการป้องกันโรค

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นช่องว่างของข้อมูลในปัจจุบัน โดยพบว่ายุงที่จับได้มีเลือดอยู่ในตัวไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ และนักวิทยาศาสตร์สามารถระบุแหล่งที่มาได้เพียงราว 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นและละเอียดมากขึ้น รวมถึง การพัฒนาวิธีตรวจจับการดูดเลือดจากหลายแหล่งในตัวเดียวกัน

    ถึงเช่นนั้น ผลการศึกษานี้ก็ยังมีคุณค่าในทางปฏิบัติ โดยสามารถนำไปใช้กำหนดแนวทางในการควบคุมยุงและปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการระบาดของโรคได้

    ดร.มาชาโด ทิ้งท้ายว่า การรู้ว่ายุงในพื้นที่หนึ่ง ๆ มีแนวโน้มเลือกมนุษย์เป็นแหล่งเลือดหลัก ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถกำหนดมาตรการเฝ้าระวังและดำเนินการป้องกันได้อย่างตรงจุด และในระยะยาวยังอาจนำไปสู่กลยุทธ์ควบคุมโรคที่คำนึงถึงสมดุลของระบบนิเวศด้วย

    ป่าหาย ยุงเปลี่ยนเป้า! ชี้ยุงหันมาดูดเลือดคนมากขึ้นหลังพื้นที่ป่าลด เสี่ยงโรคระบาดพุ่ง Credit ภาพ REUTERS

    ที่มา :  ScienceDaily  newsnationnow

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861849&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wLnnyZs57EM3M8r445BOb

  • นายกรัฐมนตรีอังกฤษเยือนจีนกระชับความสัมพันธ์

    นายกรัฐมนตรีอังกฤษเยือนจีนกระชับความสัมพันธ์

    เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 28 – 30 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 8 ปีของนายกรัฐมนตรีอังกฤษตั้งแต่สมัยนางเทริซา เมย์         โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้นำคณะผู้แทนเกือบ 60 คนจากภาคธุรกิจและหน่วยงานด้านวัฒนธรรม ได้แก่ HSBC, GSK, Jaguar Land Rover และโรงละครแห่งชาติ หาแนวทางความร่วมมือกับจีน

    นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้หารือร่วมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในประเด็นการลดภาษีนำเข้าเหล้าวิสกี้      การยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) 30วัน ต่อพลเมืองสหราชอาณาจักร การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรือขนาดเล็กที่ใช้ในการลักลอบอพยพคนเข้าสหราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามความร่วมมือดังนี้ 

    1. Co-operation on Transnational Organised Crime and Illegal Immigration

    2. Establishment of a Bilateral Services Partnership

    3. Joint Feasibility Study for a UK-China Trade in Services Agreement

    4. Co-operation in the Field of Conformity Assessment

    5. Exports from the UK to China

    6. Strengthening the Work of the UK-China Joint Economic and Trade Commission

    7. Co-operation in Domiciliary Services and Sports Industries

    8. Collaboration in Technical and Vocational Education and Training (TVET)

    9. Co-operation on Food Safety, Animal, and Plant Quarantine

    10. Health Co-operation

    จากการหารือ ฝ่ายจีนได้ตกลงลดอัตราภาษีนำเข้าเหล้าวิสกี้จากสหราชอาณาจักรเหลืออัตราร้อยละ 5 จากอัตราเดิมคือร้อยละ 10 และยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) 30วัน ต่อพลเมืองสหราชอาณาจักร ทางด้านสหราชอาณาจักร บริษัท AstraZeneca ซึ่งเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์รายใหญ่ จะมีการลงทุนในจีนเป็นมูลค่า 11,000 ล้านปอนด์ เพื่อขยายฐานการผลิตและวิจัยยา 

    การเดินทางของนายกรัฐมนตรีอังกฤษเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหราชอาณาจักรและพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจาก สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปรวม 8 ประเทศ ที่คัดค้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในครั้งนี้ ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเตือนว่าการที่สหราชอาณาจักรดำเนินธุรกิจกับจีนเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง        

    หลังการเดินทางเยือนจีน นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อพบกับ นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการหารือถึงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

                                                                         ที่มา:  BBC News และ The Guardian 

    ข้อมูลเพิ่มเติม/ความเห็น สคต. 

    ดร. อวี้ เจี๋ย นักวิจัยอาวุโสด้านจีนจากสถาบันแชทแธมเฮาส์ ระบุว่าจีนมีแรงจูงใจที่จะกระชับความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและการเมือง ในเชิงเศรษฐกิจ ปัจจุบันการลงทุนของจีนในสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระดับต่ำมาก คิดเป็นเพียงร้อละ 0.7 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในสหราชอาณาจักร ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลจีนและภาคธุรกิจมองว่าสหราชอาณาจักรเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน ในขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรไม่สามารถมองข้ามโอกาสทางเศรษฐกิจกับจีนได้ เนื่องจากจีนเป็นพันธมิตรการค้าลำดับสามของสหราชอาณาจักร ส่งผลให้มีการจ้างงานในสหราชอาณาจักรประมาณ 370,000 ตำแหน่ง สหราชอาณาจักรมีการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 เป็น 22,600 ล้านปอนด์ ระหว่างกลางปี 2567 ถึง 2568 หลังจากที่ลดลงในปีก่อนหน้า สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ ยา ในด้านธุรกิจบริการมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ การเงิน การศึกษา เทคโนโลยี กฎหมาย การบัญชี และบริการดิจิทัล

    มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้สหราชอาณาจักรมองหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ อีกทั้ง เดินหน้าหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจและเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการเจรจา FTA กับสหราชอาณาจักรในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ynmkiqbwef53xz5e3g7z28mq&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38dsm1OQr9SoX2XTmxTL71

  • DUSIT ประกาศความมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมบริการ หลังโชว์ศักยภาพระดับโลก กวาดรางวัล ‘มิชลิน’ ครบวงจร เป้าหมายพัฒนา ‘เดอะ ฟู้ด สคูล’ ผลิตบุคลากร เข้าร่วมคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DUSIT ประกาศความมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรป้อนอุตสาหกรรมบริการ หลังโชว์ศักยภาพระดับโลก กวาดรางวัล ‘มิชลิน’ ครบวงจร เป้าหมายพัฒนา ‘เดอะ ฟู้ด สคูล’ ผลิตบุคลากร เข้าร่วมคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มดุสิตธานีเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการ วางเป้าหมายเร่งพัฒนา “เดอะ ฟู้ด สคูล” ให้สามารถเร่งผลิตบุคลากรคุณภาพให้มากขึ้น สร้างโอกาสในการเข้าคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส หลังจากประสบความสำเร็จในการสร้างเชฟมิชลินสตาร์ จากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี ทั้งวิทยาลัยดุสิตธานี และเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ พร้อมโชว์ศักยภาพในฐานะแบรนด์ไทยที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมด้วยความเป็นไทย” ส่งผลให้โรงแรมภายใต้การบริหาร 3 แห่ง คว้า“กุญแจมิชลิน” 1 ดอก ขณะที่ร้านอาหาร “คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา” ที่เปิดให้บริการในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้า มิชลิน 1 ดาว

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านบริการ ด้านบุคลากร และด้านความคาดหวังที่สูงขึ้น กลุ่มดุสิตธานียังคงมุ่งมั่นที่จะฟันฝ่าความท้าทายดังกล่าวด้วยเป้าหมายในการผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้ปรัชญา “การบริการที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นไทย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประสบการณ์ของลูกค้า แต่ยังหมายถึงมาตรฐาน ทักษะ และพื้นฐานที่จะช่วยผลักดันบุคลากรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมนี้ โดยล่าสุด กลุ่มดุสิตธานีวางแผนที่จะมุ่งพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านเดอะ ฟู้ด สคูล โรงเรียนสอนการทำอาหารที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ด้วยความร่วมมือกับสถาบันพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้แก่ ALMA ของอิตาลี, TSUJI ของญี่ปุ่น และวิทยาลัยดุสิตธานี เพื่อเสริมทักษะให้ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตอกย้ำรากฐานด้านวัฒนธรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศไทย เชื่อมต่อไปสู่ระดับสากล

    “ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีได้พัฒนาบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ ที่เติบโตจากระบบการศึกษาของเรา ทั้งจากวิทยาลัยดุสิตธานีและเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ จนมีศิษย์เก่าที่เติบโตและเฉิดฉาย มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลกจำนวนมากมาย จนถึงวันนี้เรามีเป้าหมายอย่างชัดเจนที่จะผลักดันให้ “เดอะ ฟู้ด สคูล” สถาบันการศึกษาน้องใหม่ของกลุ่ม ทำหน้าที่สร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรุ่นใหม่ๆ ด้วยความมุ่งหวังที่จะได้รับการยอมรับบนเวทีระดับโลกอย่างมิชลิน เจริญรอยตามสถาบันที่มีอยู่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว

    ที่ผ่านมา กลุ่มดุสิตธานีประสบความสำเร็จในการผลิตบุคลากรคุณภาพ ที่เติบโตจากสถาบันการศึกษาในเครือดุสิตธานี โดยวิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านการบริการและศิลปะการประกอบอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี สามารถผลิตเชฟและผู้ประกอบการคุณภาพมากมาย รวมถึงผู้ร่วมแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ เช่น มาสเตอร์เชฟ และไอรอนเชฟ โดยศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลจากมิชลินไกด์ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2569 ได้แก่

    • เชฟอู๋ – สิทธิกร จันทป เจ้าของร้าน AKKEE – ได้รับมิชลิน 1 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
    • เชฟแทน – ภากร โกสิยพงษ์ เจ้าของร้าน GOAT Bangkok – ได้รับมิชลิน 1 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และรางวัล มิชลิน กรีน สตาร์ จากแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน
    • เชฟฝ้าย – ศิโรรัตน์ เถาว์โท เจ้าของร้าน M-O-K – ได้รับรางวัลบิบ กูร์มองด์ ของมิชลิน
    • เชฟนิว – นิตินันท์ มังคลา เจ้าของร้าน AGAVE – ได้รับรางวัลบิบ กูร์มองด์ ของมิชลิน

    เช่นเดียวกันกับความสำเร็จของโรงเรียนการอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต กรุงเทพฯ ที่มีศิษย์เก่าที่มีผลงานโดดเด่น สามารถก้าวขึ้นทำเนียบเชฟระดับโลก ได้แก่

    • เชฟแพม – พิชญา สุนทรญาณกิจ ได้รับมิชลิน 1 ดาว จากร้าน POTONG รวมถึงรางวัล Asia’s Best Female Chef 2024 และ The World’s Best Female Chef 2025 อีกทั้งร้านยังติดอันดับ ที่ 13 ของ The World’s 50 Best Restaurants 2025 อีกด้วย
    • เชฟจอห์น จันทรศักดิ์ ได้รับมิชลิน 1 ดาว จากร้าน AngloThai ในลอนดอน

    การคว้ารางวัลมิชลินของกลุ่มดุสิตธานี ยังครอบคลุมทั้งบริการด้านโรงแรม และร้านอาหาร โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โรงแรมดุสิตธานี เกียวโต และโรงแรมดุสิตธานี มักตัน เซบู ได้รับ “มิชลิน คีย์” หรือกุญแจมิชลิน 1 ดอก ซึ่งยืนยันถึงประสบการณ์การเข้าพักระดับพิเศษ การออกแบบที่พิถีพิถัน บริการที่ประณีต และการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ของลูกค้า ขณะที่ร้านอาหาร ‘คานนูบี บาย อุมแบร์โต บอมบานา’ ซึ่งเปิดให้บริการที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ คว้ามิชลิน 1 ดาว และกลายเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งหมดนี้ ล้วนตอกย้ำบทบาทของกลุ่มดุสิตธานีในฐานะผู้รังสรรค์ประสบการณ์ด้านบริการและอาหารระดับเวิลด์คลาสได้เป็นอย่างดี

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/04/614520/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vvnJ0rT_pkWpKeWsZDuaO