Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดประวัติ “แสวง บุญมี” เลขา กกต. ฝ่ากระแสเลือกตั้ง 2569 สุดดราม่า

    เปิดประวัติ “แสวง บุญมี” เลขา กกต. ฝ่ากระแสเลือกตั้ง 2569 สุดดราม่า

    เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ “แสวง บุญมี” เลขา กกต. ฝ่ากระแสเลือกตั้ง 2569 สุดดราม่า

    จากกรณี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เจอดราม่าสารพัดความผิดพลาด “เลือกตั้งล่วงหน้า” เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ ระบุ เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดหลายจุด แต่ยืนยันว่า ไม่มีผลต่อการนับคะแนน

    อย่างไรก็ตาม “นายแสวง บุญมี” ต้องเผชิญกับกระแสดราม่าจากสังคมอย่างมากมาย และล่าสุดยังเกิดศัพท์ใหม่ “อย่ามาแหวง” แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่า ไม่โกรธ แถมยังรู้สึกชอบ ฟังแล้วแปลกดี ไม่ได้เสียหายอะไร

    เปิดประวัติ “แสวง บุญมี” เลขา กกต. ฝ่ากระแสเลือกตั้ง 2569 สุดดราม่า

    นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่ง 1 เม.ย. 2565 – ปัจจุบัน (มีวาระ 5 ปี) เกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2506 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การปกครอง) แถมพ่วงดีกรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) เกียรตินิยมอันดับ 2 และนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    นายแสวง ถือเป็นลูกหม้อของกกต.เพราะเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 3 และอดีตผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 5 สำนักงาน กกต., อดีตอนุกรรมาธิการการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้งในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) การได้รับเลือกเป็นเลขากกต.ของนายแสวงผ่านการพิจารณาเห็นชอบด้วยมติเป็นเอกฉันท์  

    ทั้งนี้ เมื่อครั้งเลือกตั้งล่วงหน้า 2566 ซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ 7 พ.ค. 2566 นายแสวง ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อแถลงภาพรวมหลังการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยยอมรับถึงความผิดพลาดของเอกสาร ซึ่งทำให้เกิดดราม่า ติดแฮชแท็ก #กกตมีไว้ทำไม

    เปิดประวัติ

    อำนาจหน้าที่ เลขาธิการ กกต.

    เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานขึ้นตรงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของสำนักงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ มติและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้ว

    1. บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงาน หรือลูกจ้างของสำนักงาน ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงานออกจากตาแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

    2.วางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานเท่าที่ไม่ขัดกับระเบียบหรือประกาศ หรือมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    3.จัดทำและรักษาทะเบียนประวัติของพนักงานและลูกจ้าง

    4.ควบคุมการเกษียณอายุงานของพนักงานและลูกจ้าง

    5.หน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกฎหมายอื่น และตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นให้คำนึงถึงระเบียบ ประกาศ และมติของคณะกรรมการด้วย

    โดยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างและเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติงานรองจากเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีหน้าที่และอำนาจตามที่เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดหรือมอบหมาย

    ทั้งนี้ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งตามวาระ การพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น และหน้าที่และอำนาจของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามบทบัญญัติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613050&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e_9NiTxE6DgtCbVgNB4-7

  • สิ้นลายเสือตัวที่ 5 สื่อต่างชาติวิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยวิกฤต กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดนเพื่อนบ้านแซงยับ

    สิ้นลายเสือตัวที่ 5 สื่อต่างชาติวิเคราะห์ เศรษฐกิจไทยวิกฤต กลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดนเพื่อนบ้านแซงยับ

    ภาพแสดงการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยที่ถูกเปรียบเทียบเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

    นักวิเคราะห์ต่างประเทศรุมสแกนวิกฤตเศรษฐกิจประเทศไทย ปี 2569 เผชิญภาวะโตช้ากว่าเพื่อนบ้านอาเซียน 2 เท่า พบปัจจัยลบสังคมสูงวัยและหนี้ครัวเรือนฉุดรั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจจนฝืดเคือง เร่งหาทางออกก่อนถูกทิ้งห่างถาวร

    จากเสือเศรษฐกิจสู่คนป่วยแห่งเอเชีย บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศที่บาดลึกถึง สาเหตุที่ไทยกำลังถูกเพื่อนบ้านทิ้งห่าง ย้อนกลับไปในอดีต ทั่วโลกต่างเคยจับจ้องมาที่ประเทศไทยด้วยสายตาชื่นชมในฐานะว่าที่เสือตัวที่ 5 และดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ของเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งและกลับมาผงาดได้อย่างสง่างามในฐานะฐานการผลิตสำคัญและจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    ภาพตัดมาที่ปัจจุบัน สื่อและนักวิเคราะห์ต่างชาติกลับเริ่มนิยามสถานะใหม่ให้ไทยด้วยถ้อยคำที่ฟังดูเจ็บปวดอย่าง คนป่วยแห่งเอเชีย (How Thailand became the sick man of Asia) ซึ่งสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่เพื่อนบ้านรายล้อมอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กำลังเร่งฝีเท้าแซงหน้าไปไกลจนแทบไม่เห็นฝุ่น

    สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเปรียบเสมือนภาพของคนที่กำลังคลาน ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังออกวิ่ง ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียต่างโชว์ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตทะลุร้อยละ 5 ต่อปี ไทยกลับต้องออกแรงอย่างหนักเพียงเพื่อจะขยับตัวเลขให้ได้ถึงครึ่งหนึ่งของสถิติดังกล่าว เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เคยร้อนแรงเริ่มดับลง

    ภาคการผลิตเริ่มฝืดเคืองและการลงทุนชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องด้วยบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ต่างเริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่และคุ้มค่ากว่า ส่วนภาคการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอกขี่ม้าขาวก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

    แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมา แต่ยอดการจับจ่ายต่อหัวกลับลดลง ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากยังคงเดินเครื่องได้ไม่เต็มกำลัง เสมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นไข้แต่ยังไร้เรี่ยวแรงจะกลับไปทำงานหนัก

    ปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญที่สุดในสายตาชาวโลกคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่เปรียบเสมือนภาพลวงตาอันไร้ทิศทาง วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เปราะบาง และผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออกที่แท้จริง ทำให้การวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

    นอกจากนี้ กฎหมายที่ล้าหลังยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ นักลงทุนต่างหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงนโยบายแบบปุบปับ ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ระบบการศึกษา หรือกฎหมายแรงงานไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะผู้มีอำนาจมัวแต่สาละวนอยู่กับหล่มความขัดแย้งทางการเมือง

    อีกหนึ่งระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังคือโครงสร้างประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าประเทศใดในย่านนี้ อัตราการเกิดที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานกำลังหดหายไปอย่างน่าใจหาย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือไทยกำลังเผชิญสภาวะแก่ก่อนรวย ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ที่สะสมความมั่งคั่งจนรวยแล้วค่อยแก่

    นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง

    ระเบิดเวลาลูกใหญ่ทำไทย “เดินกะเผลก” ขณะที่เวียดนามวิ่งติดเทอร์โบ

    ประเทศไทยไม่มีเงินทุนสำรองมหาศาลที่จะมาโอบอุ้มระบบบำนาญหรือสาธารณสุขได้ขนาดนั้น และเมื่อคนทำงานน้อยลง เสน่ห์ในการดึงดูดฐานการผลิตขนาดใหญ่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ลดฮวบลงตามไปด้วย

    ปัญหาเชิงโครงสร้างยังลุกลามไปถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงาน เรากำลังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษาผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมหาศาล แต่ภาคเอกชนกลับสะท้อนว่าหาคนทำงานไม่ได้ เพราะทักษะของบัณฑิตไม่ตรงกับความต้องการ

    โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่โลกกำลังโหยหา ในขณะที่ไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับทุ่มงบประมาณสร้างศูนย์กลางเทคโนโลยีและดึงดูดการลงทุนระดับไฮเทค จนกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ก้าวขึ้นมาแทนที่ไทยในเวทีโลก

    ซ้ำร้าย สถานการณ์ภายในประเทศยังถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำ คนไทยแบกรับภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางอย่างมากเมื่อต้องเผชิญกับดอกเบี้ยขาขึ้นหรือวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเจริญยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลัก

    ส่วนต่างจังหวัดยังคงขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้างขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่วนเวียนไม่จบสิ้น

    บทสรุปจากสื่อต่างชาตินั้นทิ้งท้ายไว้อย่างน่าขบคิดว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร หากแต่ขาดความสามารถในการปรับตัว แม้ไทยจะยังมีแต้มต่อในเรื่องที่ตั้งยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ดี และวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง แต่หากยังไม่รีบดำเนินการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่

    ทั้งในเรื่องการศึกษา กฎหมายแรงงาน และการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ฉายาคนป่วยแห่งเอเชียอาจไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยชั่วคราว แต่จะกลายเป็นสถานะถาวรของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบจะไปถึงดวงดาวในฐานะเสือเศรษฐกิจของเอเชีย

    อ่านข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    อ้างอิงข้อมูลจาก: Vocal.media, Financial Times

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1526041/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lFtjU83qZzVo5DFRxaj-v

  • เมื่อพลังงานสะอาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือแต้มต่อทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อพลังงานสะอาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือแต้มต่อทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    อธิป ตันติวรวงศ์กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด มองว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ที่การทำให้เขียวที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้เขียวแล้วสามารถแข่งขันและเติบโตต่อได้จริง

    กรีนยังไงให้กรีนแล้วแข่งขันได้ด้วย อันนี้ผมว่ามันคือคีย์

    อธิปอธิบายว่า หากมองในระดับโลก จะเห็นชัดว่าโครงสร้างการผลิตไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนเร็วมาก ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานจากจีน มีราคาลดลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ทั่วโลกเติบโตถึง 30% ขณะที่พลังงานลมเติบโต 7% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.3% ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเดินออกจากพลังงานแบบเดิม และขยับเข้าสู่พลังงานหมุนเวียน

    โซลาร์-แบตเตอรี่ คือคำตอบทางธุรกิจ

    หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดเร็วขึ้น คือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะโซลาร์ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงหนุนจากนโยบายอีกต่อไป

    โซลาร์มันคุ้มทุนด้วยตัวของมันเองแล้ว ไม่ต้องมีนโยบายอะไรมันก็เติบโตได้ เพราะมันไดรฟ์โดยทางด้านเศรษฐศาสตร์

    อีกจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ภายในปี 2026 ราคาแบตเตอรี่จะลดลงมาอยู่ราว 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานขยายตัวอย่างรวดเร็ว และช่วยแก้ข้อจำกัดของโซลาร์ในเรื่องการผลิตไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ

    “ความร้อน” ดันความต้องการไฟฟ้าโลกพุ่ง

    ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนก็กลายเป็นตัวเร่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงสามปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยภูมิภาคเอเชียมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า และประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในสิบประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงที่สุด ความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่ยังผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

    อธิปชี้ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันมาจาก 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก 2. ยานยนต์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของทั้งระบบ และ 3. ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อความเย็นที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่ร้อนจัดขึ้นทุกปี

    “กรีนอย่างพอดี” ทริกอยู่รอดของผู้ประกอบการ

    จากภาพรวมทั้งหมดนี้ การลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ปัจจุบัน 55% เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการสามารถลงทุนและสร้างการแข่งขันให้กับองค์กรได้แล้วเหมือนคุณลงทุนวันนี้แล้วคอร์สคุณลดทันที อธิปย้ำ

    แนวคิดที่มองว่า ความเขียวคือความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือ “Green is Competitive” จึงถือเป็นกรอบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ ว่าเทคโนโลยีสีเขียวแบบไหนควรทำก่อน แบบไหนควรรอ และแบบไหนยังไม่เหมาะกับบริบทของธุรกิจในวันนี้ เมื่อมองผ่านกรอบคิดดังกล่าว เทคโนโลยีสีเขียวในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มที่ลงทุนแล้วคุ้มทุนทันที กลุ่มที่ต้องลงทุนเพิ่มเล็กน้อยเพื่อรักษาตลาด ไปจนถึงกลุ่มที่ยังไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ เช่น เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) ที่ยังต้องอาศัยนวัตกรรมและการสนับสนุนเชิงนโยบายเพิ่มเติม

    อธิปย้ำว่าความท้าทายของผู้ประกอบ การ คือการเลือกจังหวะและระดับการลงทุนให้เหมาะสม

    ถ้าเราค่อย ๆ กรีนมันจะไม่ได้แพงมาก แต่ถ้าคุณต้องการกรีน 100% ตั้งแต่วันแรก คุณอาจจะต้องลงทุนเยอะจนเกินไป พอยต์ที่สำคัญคือ ต้องหาจุดกลมกล่อมระหว่างกรีนกับสร้างการแข่งขันให้ได้

    เหตุผลที่การเลือกจังหวะและระดับการลงทุนกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นในวันนี้ ไม่ได้มาจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดดันภายนอกที่กำลังค่อย ๆ ปิดพื้นที่การตัดสินใจของผู้ประกอบการลงเรื่อย ๆ

    แรงกดดันจากกติกาโลกใหม่กำลังทำให้ผู้ประกอบ การมีเวลาปรับตัวน้อยลง เมื่อทั้งมาตรการการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) รวมถึงมาตรฐานทางการ เงินระดับโลกอย่าง “PCAF” (Partnership for Carbon Accounting Financials) เริ่มถูกใช้เป็นเงื่อนไขทางธุรกิจ

    ถ้าคุณเลือกเทคโนโลยีที่กรีนด้วย คุณก็สามารถเตรียมพร้อมในการเข้าตลาด เพราะถ้าคุณรอจนถึงวันที่เขามา Enforce หรือบังคับแล้วมันไม่ทันแล้ว

    รู้ตัวก่อน ปรับเกมได้ก่อน

    อธิปมองว่าจุดเริ่มต้นที่ควรให้ความสำคัญที่สุดคือการรู้สถานะของตัวเอง ผ่านการตรวจวัดคาร์บอน

    การตรวจวัดคาร์บอน เป็นจุดสำคัญจุดแรกให้เขารู้ตัวว่าเขาต้องพัฒนายังไง เหมือนเราไปตรวจเลือดใช่ไหมครับ รู้แล้วเฮ้ยไขมันสูง ต้องไปวิ่งสักหน่อยแล้ว

    เมื่อมีข้อมูลชัด การสร้างภาพลักษณ์สีเขียวเกินจริงก็ทำได้ยากขึ้น

    พอมีการตรวจวัดแล้ว คุณจะมาฟอกเขียวได้ยากละ เพราะมันเห็นอยู่ว่าคุณปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่

    บทบาทของ อินโนพาวเวอร์ จึงไม่ใช่แค่ผู้ให้เทคโนโลยี แต่เป็นผู้ช่วยวางเส้นทางการเปลี่ยนผ่านให้ธุรกิจเดินได้จริง ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ กาญจนบุรีโมเดลการนำรถบัสไฟฟ้าเข้ามายกระดับเมืองท่องเที่ยว

    โจทย์คือทำยังไงให้กาญจนบุรีกลายเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวสีเขียว เพราะในอนาคตสหภาพยุโรปมีแนวโน้มจะออกมาตรการหรือแรงจูงใจให้คนเลือกเดินทางไปยังจุดหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก กว่าที่อื่น

    ในอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ อธิปมองว่าไทยกำลังได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

    มาเลเซียเริ่มมีข้อจำกัดด้านน้ำ ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์หลาย ๆ แห่งเริ่มหันมาสนใจไทยมากขึ้น

    เมื่อผนวกกับความแข็งแรงของระบบไฟฟ้า ทำให้ไทยมีศักยภาพรองรับความต้องการไฟฟ้าสีเขียว 100% จากผู้ลงทุนต่างชาติผลจากการปรับตัวเชิงรุกสะท้อนผ่านการเติบโตของอินโนพาวเวอร์ อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนลูกค้าและผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าในปีเดียว ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของบริษัทหนึ่ง แต่สะท้อนทิศทางของตลาดที่กำลังขยับไปในทางเดียวกัน

    อย่าหยุดที่จะลงทุนในเรื่องกรีน เพราะมันคือการลดต้นทุนได้ทันที และในระดับโลก อุตสาหกรรมสีเขียวก็ยังเติบโตเป็นอันดับ 2 รองจากแค่เรื่องเทคโนโลยีหรือ AI เท่านั้นอธิปกล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5562634/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uNNA6wZrF7p7hEDnuYUhn

  • สิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    สิทธิในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    หากพูดถึงรัฐธรรมนูญ สิ่งแวดล้อมและสิทธิของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอยู่ตรงไหน วันนี้ชวนหาคำตอบจากคดีตัวอย่างที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ วันที่ 28 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญปี 2550

    คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เกี่ยวเนื่องกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง(EHIA)โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์

    ผู้ฟ้องคดีทั้ง 151 คน ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเห็นชอบหรืออนุมัติหรืออนุญาตให้หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินโครงการหรือกิจกรรมเพื่อนำไปสู่การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และหรือพิจารณานำข้อคัดค้านของผู้ฟ้องคดีหรือประชาชนไปดำเนินการหรือรับฟังข้อมูลผลกระทบต่าง ๆ อย่างรอบด้าน อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (รายงาน EHIA) จากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) แต่ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้เสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าวไปก่อน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 โดยยังไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งผู้ฟ้องทั้ง 151 คน ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง 3 ประเด็นด้วยกัน คือ

     (1) เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 

    (2) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินโครงการ โดยการจัดทำประชามติตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 และ 

    (3) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหรือดำเนินการตามมาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 ประกอบมาตรา 85 และมาตรา 87 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ให้ครบถ้วนก่อนการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อน  

    เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการการดำเนินงานโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ แต่ในขณะนั้นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ EHIA ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ กระบวนการดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นที่มาของการฟ้องคดีต่อศาลปกครองจากผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 151 คน โดยคดีดังกล่าวศาลได้มีคำวินิจฉัยถึงสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ดังนี้

    ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นสมาคมมีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษฯ และได้จดทะเบียนตามมาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ฟ้องคดีที่ 151 เป็นประชาชนที่อ้างว่าอาจได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวที่ก่อสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 2 ถึงผู้ฟ้องคดีที่ 151 เป็นผู้มีสิทธิที่จะมีส่วนในการอนุรักษ์ และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้ง 151 คน จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 

    ความน่าสนใจของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 คือ การที่ให้อำนาจบุคคลทั่วไปในการปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยสามารถฟ้องร้องหน่วยงานรัฐได้ ซึ่งสิทธิถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ 12 สิทธิชุมชน ตามมาตรา 67 สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บํารุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดํารงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม

    การดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดําเนินการดังกล่าว

    สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง

    หากพิจารณรัฐธรรมนูญปี 2560 สิทธิของประชาชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะถูกระบุอยู่ใน หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ใน มาตรา 43 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (2) จัดการ บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ เพียงเท่านี้ ส่วนสิทธิในการอนุรักษ์ คุ้มครอง โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ถูกระบุอยู่ในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ แทน 

    มาตรา 57 รัฐต้อง

    (2) อนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ  ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล และยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์จากการดําเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติต่อมา 

    ส่วนสิทธิในการที่ประชาชนหรือชุมชนจะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หากได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกระบุอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเช่นเดียวกัน ในมาตรา 51 การใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐตามหมวดนี้ ถ้าการนั้นเป็นการทําเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยตรง  ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนและชุมชนที่จะติดตามและเร่งรัดให้รัฐดําเนินการ รวมตลอดทั้งฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดให้ประชาชน หรือชุมชนได้รับประโยชน์นั้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ 

    มาตรา 58 การดําเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดําเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย  คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดําเนินการให้มีการศึกษา และประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนํามาประกอบการพิจารณาดําเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ

    บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คําชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดําเนินการ หรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง 

    ในการดําเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดําเนินการให้มีการเยียวยา ความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า

    ซึ่งอาจเกิดคำถามขึ้นว่าหากประชาชนหรือชุมชนจะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล หากได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เมื่อสิทธิในการฟ้องรัฐถูกระบุอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ศาลจะตีความความเป็นผู้เสียหายของประชาชนกว้างหรือแคบแค่ไหน

    ในกรณีโครงการเขื่อนแม่วงก์ ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า รายงาน EHIA ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ คชก. ซึ่งยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่ารายงาน EHIA จะผ่านความเห็นชอบของ คชก. และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือไม่ และยังมีขั้นตอนที่ต้องส่งรายงาน EHIA ให้องค์การอิสระฯ พิจารณาให้ความเห็นประกอบก่อนเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาอนุมัติต่อไปอีก จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557) ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

    ผู้เขียน

    ตำแหน่ง หมาเฝ้าป่า ผู้มีความหลงใหลในโลกใบจิ๋วของพืชและสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย มีความสุขกับการปั่นจักรยาน ทำขนมปัง และชอบใช้ของมือสอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-30/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtRHbyXi6WB2da6SzzTek

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 ก.พ. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 ก.พ. 2569

    | 37 view

    เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายเปเตอร์ ซิยาร์โท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา และการกีฬา รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นระดับชาติ ภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ ไทย – สหภาพยุโรป ความร่วมมือในองค์การระหว่างประเทศ สถานการณ์ในตะวันออกลาง สถานการณ์ในเมียนมา สถานการณ์รัสเซีย – ยูเครน การจัดการเลือกตั้งของไทยและฮังการี และสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

    ฝ่ายฮังการีแจ้งความพร้อมที่จะเริ่มเจรจาจัดทำความตกลงด้านแรงงานครอบคลุมกระบวนการส่งกลับแรงงานที่ครบวาระสัญญาจ้างเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตให้กับแรงงานไทย และความเป็นไปได้ในการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ – กรุงบูดาเปสต์ ทั้งยังสนับสนุนการอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราแก่ผู้เดินทางชาวไทยที่มีประวัติการเดินทางเข้าเขตเชงเกน ผ่านระบบ Visa Cascade ของสหภาพยุโรป ทั้งสองฝ่ายยินดีที่มูลค่าการค้าขยายตัวร้อยละ 10 ในปี 2568 โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้

    ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือภายใต้โครงการทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum ปี ค.ศ. 2026 – 2028 ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการี ซึ่งจัดสรรทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทย จำนวน 40 ทุนต่อปี

    จากนั้น รัฐมนตรีฯ เป็นเจ้าภาพการหารือระหว่างอาหารค่ำร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการค้าฮังการีและคณะ โดยมี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานหอการค้าไทย – ฮังการี และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเข้าร่วมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-meets-fm-hungary%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WsKYlUC8HharfCph4Z975

  • สำรวจถ้ำในรัฐนิวเม็กซิโกที่อาจไขปริศนาสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้  เพราะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยมานานกว่า 49 ล้านปี – BBC News ไทย

    สำรวจถ้ำในรัฐนิวเม็กซิโกที่อาจไขปริศนาสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้ เพราะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยมานานกว่า 49 ล้านปี – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Lars Behrendt

      • Author, แจสมิน ฟ็อกซ์-สแกลลี

    เมื่อเฮเซล บาร์ตัน นักชีววิทยาเกี่ยวกับถ้ำเดินลึกเข้าไปในความมืดมิด เธอกลับพบสิ่งสุดท้ายที่เธอคิดว่าจะพบ อันได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่สามารถดึงพลังงานจากแสงได้

    การค้นพบกระบวนการสังเคราะห์แสงในความมืดแบบใหม่นี้ยังได้จุดประกายความคิดให้เธอด้วยว่าชีวิตในที่อื่นของจักรวาลอาจดำรงอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อนก็เป็นได้

    “ผนังถ้ำมีสีเขียวสด เป็นสีเขียวที่เปล่งประกายที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่จุลชีพเหล่านี้อาศัยอยู่ในความมืดมิดโดยสมบูรณ์” บาร์ตัน ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแอละแบมา กล่าว

    ใต้ผืนดินลึกของหุบผาหินในทะเลทรายชิฮัวฮวน ทางตอนใต้ของรัฐนิวเม็กซิโก มีถ้ำกว่า 119 แห่งเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย ถ้ำเหล่านี้เกิดจากกระบวนการที่กรดกำมะถันกัดกร่อนหินปูนเมื่อราว 4-11 ล้านปีก่อน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติคาร์ลสแบด แคเวิร์นส์ในปัจจุบัน

    แหล่งท่องเที่ยวหลักของอุทยานแห่งนี้ คือถ้ำจัดแสดง “คาร์ลสแบด แคเวิร์น” ภายในถ้ำมีห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ใต้ดินขนาดมหึมา มีหินงอกระยิบระยับห้อยลงมาจากเพดาน ห้องโถงแห่งนี้มีความยาวเกือบ 4,000 ฟุต (1,220 เมตร) และกว้าง 625 ฟุต (191 เมตร)

    “ถ้ำคาร์ลสแบดเข้าถึงได้ง่ายมาก มันเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินลงไปได้ มีบันไดและทางเดิน ทุกคนลงไปชมได้” ลาร์ส เบห์เรนต์ นักจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยอุปป์ซาลา กล่าว พร้อมเสริมว่า บางส่วนของระบบถ้ำยังรองรับการเข้าถึงด้วยรถเข็นอีกด้วย

    ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนถ้ำคาร์ลสแบดเกือบ 350,000 คน ทว่าแทบไม่มีใครตระหนักเลยว่า ถ้ำแห่งนี้คือสถานที่ซึ่งเกิดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่ชวนพิศวงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

    ในปี 2018 ลาร์ส เบห์เรนต์ เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก และได้รับรางวัลทางวิชาการพร้อมเงินทุนสนับสนุน เขาติดต่อเฮเซล บาร์ตัน และชักชวนให้เธอร่วมเดินทางสำรวจด้วยกัน ซึ่งก็เป็นโชคดีของเธอที่เธอตอบตกลง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A composite image of Yevgeny Korobov covering various episodes in his military career in the Russian army.

    • .

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “สิ่งแรกที่คุณทำเมื่อเข้าถ้ำคาร์ลสแบด คือเดินตามเส้นทางนักท่องเที่ยว จากนั้นก็เลี้ยวตรงหัวมุม” บาร์ตันกล่าว “ฉันไม่รู้ว่าฉันเดินเส้นทางนั้นมาแล้วกี่ครั้ง น่าจะประมาณ 40 ครั้งได้ พอเลี้ยวตรงมุมนั้น แล้วมองกลับไปข้างหลัง จะเห็นเป็นโพรงเว้าเล็ก ๆ ซึ่งมืดสนิท”

    ตลอดเวลากว่า 20 ปี บาร์ตันศึกษาชีวิตขนาดจิ๋วที่อาศัยอยู่ลึกใต้ผืนโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับทำให้เธอยังต้องประหลาดใจ

    เบห์เรนต์ส่องไฟฉายไปยังผนังโพรง ทั้งที่บริเวณนั้นมืดมิดไร้แสงโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อแสงไฟกวาดผ่าน ก็เผยให้เห็นผืนสีเขียวของจุลชีพที่ปกคลุมผนังถ้ำอยู่ การตรวจสอบในภายหลังพบว่า จุลชีพเหล่านั้นคือไซยาโนแบคทีเรียซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในกลุ่มแบคทีเรีย ไซยาโนแบคทีเรียหรือที่รู้จักกันในชื่อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินนี้สามารถใช้แสงอาทิตย์ในการสร้างอาหารได้ ทว่า พวกมันทำด้วยวิธีที่แตกต่างจากแบคทีเรียส่วนใหญ่

    .

    ที่มาของภาพ, Lars Behrendt

    คำบรรยายภาพ, นักวิจัยพบไบโอฟิล์ม หรือกลุ่มของจุลินทรีย์สีเขียวหนาแน่นอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำ แม้ในบริเวณที่ไม่มีแสงอยู่เลยก็ตาม

    “พวกเราเริ่มเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ในถ้ำ” บาร์ตันเล่า “ท้ายที่สุด เราไปถึงจุดที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลยหากไม่มีไฟฉาย เราต้องใช้ไฟคาดศีรษะเพื่อให้เห็นมือของตัวเองที่อยู่ตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังมองเห็นเม็ดสีเขียวบนผนังถ้ำ”

    สีเขียวของพืชเกิดจากสารคลอโรฟิลล์ ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับพลังงานแสง ในกระบวนการสังเคราะห์แสง พลังงานนี้จะถูกใช้ในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำให้กลายเป็นกลูโคสและออกซิเจน กระบวนการนี้เกิดขึ้นในไซยาโนแบคทีเรียเช่นกัน ทว่าในถ้ำแห่งนี้ไม่มีแสงอาทิตย์ส่องลงมาแม้แต่น้อย

    แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

    ปรากฏว่าไซยาโนแบคทีเรียในถ้ำมีคลอโรฟิลล์ชนิดพิเศษที่สามารถจับคลื่นแสงใกล้อินฟราเรด (near-infrared light)ได้ แสงชนิดนี้มีความยาวคลื่นยาวกว่าแสงที่มองเห็น และอยู่ถัดจากช่วงอินฟราเรดบนสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์

    แม้พืชและไซยาโนแบคทีเรียทั่วไปจะใช้คลอโรฟิลล์ชนิดเอ (chlorophyll a) ในการสังเคราะห์แสง แต่ไซยาโนแบคทีเรียในถ้ำคาร์ลสแบดกลับใช้คลอโรฟิลล์ชนิดดีและเอฟ (chlorophyll d และ f) ซึ่งสามารถสร้างพลังงานจากคลื่นแสงใกล้อินฟราเรดได้

    แม้ว่าแสงที่มองเห็นได้ด้วยตาจะสามารถส่องทะลุเข้าไปในถ้ำได้เพียงไม่กี่ร้อยฟุต แต่แสงใกล้อินฟราเรดนั้นเดินทางได้ลึกกว่ามาก เนื่องจากหินปูนที่ประกอบเป็นถ้ำมีคุณสมบัติสะท้อนแสงสูง “หินปูนที่สร้างถ้ำจะดูดซับแสงที่ตามองเห็นเกือบทั้งหมด แต่สำหรับคลื่นแสงใกล้อินฟราเรดแล้ว ถ้ำแทบจะกลายเป็นห้องกระจกเงาเลยทีเดียว” บาร์ตันกล่าว

    ในความเป็นจริง เมื่อทีมวิจัยวัดระดับแสงในส่วนหลังของถ้ำซึ่งมืดที่สุด พวกเขาพบว่าความเข้มข้นของแสงใกล้อินฟราเรดสูงกว่าบริเวณปากถ้ำถึง 695 เท่า ขณะเดียวกัน แม้ไซยาโนแบคทีเรียที่มีคลอโรฟิลล์ชนิดดีและเอฟจะพบได้ทุกส่วนของถ้ำ แต่พวกมันกลับมีความหนาแน่นมากที่สุดในพื้นที่ที่มืดและลึกที่สุด

    ทีมวิจัยยังได้เดินสำรวจถ้ำอื่น ๆ ในอุทยานแห่งชาติคาร์ลสแบด แคเวิร์นส์ รวมถึงถ้ำที่อยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวทั่วไป และตรวจสอบสภาพภายในแต่ละแห่ง ผลลัพธ์คือพวกเขาพบจุลชีพที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ในทุกพื้นที่ใต้ดินลึกที่เข้าไปถึง

    “เราพิสูจน์ได้แล้วว่าไม่เพียงแต่พวกมันอาศัยอยู่ที่นั่น แต่พวกมันยังสังเคราะห์แสงในสภาพแวดล้อมที่ถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ และอาจอยู่อย่างนั้นโดยไม่ถูกรบกวนมานานถึง 49 ล้านปี” เบห์เรนต์กล่าว

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิจัยค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิดนี้ในพื้นที่นอกเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมของถ้ำคาร์ลสแบด

    ทั้งนี้ บาร์ตันและเบห์เรนต์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เพียงสองคนที่ค้นพบว่ามีจุลชีพสามารถดำรงชีวิตในความมืดได้

    ในปี 1890 เซอร์เกย์ นีโคลาเอวิช วิโนกราดสกี นักจุลชีววิทยาชาวยูเครน-รัสเซีย ผู้บุกเบิกวงการ ได้ค้นพบว่าจุลชีพบางชนิดสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยสารอนินทรีย์เพียงอย่างเดียว ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าเคโมซินเธซิส (chemosynthesis) จุลชีพเหล่านี้ได้รับพลังงานจากปฏิกิริยาเคมี โดยใช้สารอย่างมีเทนหรือไฮโดรเจนซัลไฟด์จากหินและน้ำรอบตัวเป็นแหล่งพลังงาน

    ต่อมาในปี 1996 ฮิเดอากิ มิยาชิตะ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาในโครงการหลังปริญญาเอกของนาซา ค้นพบไซยาโนแบคทีเรียในทะเลชนิดหนึ่งชื่ออาคาร์โยคลอริส มารีนา (Acaryochloris marina) ซึ่งสามารถสังเคราะห์แสงได้ทั้งจากแสงที่ตามองเห็นและแสงใกล้อินฟราเรด การค้นพบนี้ได้จุดประกายงานวิจัยที่เกี่ยวกับช่วงความยาวคลื่นของแสงที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์แสงเป็นเวลานานหลายทศวรรษ

    จากนั้นในปี 2018 นักวิทยาศาสตร์จากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) พบไซยาโนแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ในสภาพแสงรำไรภายในคราบจุลชีพที่อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) และภายในหินชายหาดบางแห่งในออสเตรเลีย พวกเขายังประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงจุลชีพที่สังเคราะห์แสงได้ภายในตู้เก็บของมืดที่ติดตั้งหลอดไฟแอลอีดีอินฟราเรดอีกด้วย

    ในแต่ละกรณี ไซยาโนแบคทีเรียจะใช้คลอโรฟิลล์ชนิดเอในการสังเคราะห์แสงจากแสงที่ตามองเห็น แต่จะสลับไปใช้คลอโรฟิลล์ชนิดเอฟเพื่อสังเคราะห์แสงจากแสงใกล้อินฟราเรด ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตการมองเห็นของมนุษย์

    ข้อค้นพบนี้มีนัยสำคัญต่อภาพที่เราอาจคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่น เมื่อต้องค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อาจเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต นักดาราศาสตร์จำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะของดาวฤกษ์ที่ดาวเคราะห์นั้นโคจรรอบด้วย

    นักดาราศาสตร์ได้พยายามจัดกลุ่มดาวฤกษ์ตามสีของแสงที่พวกมันปลดปล่อยออกมา ซึ่งนำไปสู่การแบ่งดาวฤกษ์ออกเป็นเจ็ดชนิด ได้แก่ O, B, A, F, G, K และ M โดยเรียงตามอุณหภูมิจากร้อนที่สุดไปหาเย็นที่สุด ดาวประเภท O และ B เป็นดาวฤกษ์ที่ร้อนที่สุด มีมวลมากที่สุด และปล่อยพลังงานมากที่สุดในเอกภพ ลักษณะเด่นคือสีฟ้าอมขาว

    “ดาวประเภทนี้ปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตออกมามาก ซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต” บาร์ตันกล่าว

    ดาวประเภท G ซึ่งรวมถึงดวงอาทิตย์ของเรา มีสีเหลืองและปล่อยแสงปริมาณมากในช่วงที่ตามองเห็นได้ ดาวประเภทนี้ถือเป็นเป้าหมายเหมาะสมในการค้นหาโลกที่อาจอยู่อาศัยได้ในทางทฤษฎี ทว่า ดาวประเภท G มีสัดส่วนเพียงราว 8% ของดาวฤกษ์ทั้งหมดในเอกภพ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ราวหนึ่งล้านล้านล้านดวง

    .

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, เชื่อกันว่าไซยาโนแบคทีเรียที่สร้างโครงสร้างหินเหล่านี้เมื่อราว 2.5 พันล้านปีก่อน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเหตุการณ์ “สร้างออกซิเจนครั้งใหญ่” (Great Oxygenation Event) ของโลก

    เนื่องจากดาวแคระแดงเป็นดาวที่มีมวลต่ำ ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบจึงมักอยู่ใกล้พื้นผิวดาว ซึ่งทำให้นักดาราศาสตร์สามารถตรวจจับได้ง่าย อีกเหตุผลหนึ่งที่ดาวประเภท M กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบ คือจำนวนที่มีมากมายมหาศาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเชื่อกันว่าดาวแคระแดงมีเขตเอื้ออาศัยที่แคบมาก คือบริเวณรอบดาวที่ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไปจนทำให้น้ำในสถานะของเหลวสามารถคงอยู่บนพื้นผิวดาวเคราะห์ได้ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตามหาดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกอย่างยิ่งยวด)

    เนื่องจากการมีอยู่ของน้ำในสถานะของเหลวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลก มาตรวัดนี้ ซึ่งเรียกว่า “โซนโกลดิล็อกส์” (Goldilocks zone) ของดาวฤกษ์ จึงเป็นสิ่งที่นักชีวดาราศาสตร์ (astrobiologists) ให้ความสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก จนถึงขณะนี้พวกเขาพบตัวเลือกที่เป็นไปได้หลายสิบดวง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกดวงจะสามารถรองรับสิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศอย่างกล้องโทรทัศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope -JWST) เพื่อสำรวจโดยละเอียดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก

    ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่กำหนดว่าสิ่งมีชีวิตจะดำรงอยู่ได้หรือไม่ คือความเป็นไปได้ของการสังเคราะห์แสงบนโลก การสังเคราะห์แสงเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารเกือบทั้งหมด และเป็นแหล่งกำเนิดออกซิเจนที่เราหายใจ ดังนั้นการจำกัดการค้นหาไปยังดาวเคราะห์ที่สามารถรองรับการสังเคราะห์แสงจึงเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล และอาจทำให้เขตรอบดาวฤกษ์ที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้แคบลงอย่างมาก

    ในอดีต นักชีวดาราศาสตร์กำหนดขีดจำกัดสำหรับการสังเคราะห์แสงไว้ที่ความยาวคลื่นราว 700 นาโนเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับแสงสีแดง เพราะเป็นช่วงที่ประสิทธิภาพของการสังเคราะห์แสงโดยใช้คลอโรฟิลล์ชนิดเอเริ่มลดลง ทว่าการค้นพบไซยาโนแบคทีเรียในระบบถ้ำคาร์ลสแบดเผยว่าพวกมันสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานแสงที่มีความยาวคลื่นสูงถึง 780 นาโนเมตรได้ โดยใช้คลอโรฟิลล์ชนิดเอฟ

    “ดาวส่วนใหญ่ในดาราจักรของเราเป็นดาวประเภท M และ K” บาร์ตันกล่าว “นั่นหมายความว่า ดาวส่วนใหญ่ในดาราจักรนี้ปล่อยแสงใกล้อินฟราเรดออกมา แต่เราแทบไม่รู้เลยว่าการสังเคราะห์แสงและสิ่งมีชีวิตจะอยู่รอดได้อย่างไรภายใต้สภาวะแสงที่ดาวฤกษ์แบบนั้นผลิตขึ้น”

    .

    ที่มาของภาพ, Nasa, ESA and G. Bacon (STScI)

    คำบรรยายภาพ, ห่างออกไปราว 40 ปีแสง ดาวเคราะห์สองดวงซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลกกำลังโคจรผ่านหน้าดาวแคระแดง

    บาร์ตันมีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ เธอและเบห์เรนต์ได้ยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยต่อองค์การนาซา เพื่อค้นหาขีดจำกัดของพื้นที่ที่สิ่งมีชีวิตสังเคราะห์แสงสามารถดำรงอยู่ได้ งานวิจัยดังกล่าวจะต้องลงไปยังส่วนลึกที่สุดของถ้ำที่มืดที่สุด เพื่อวัดให้ได้อย่างแม่นยำว่าไซยาโนแบคทีเรียต้องการแสงในปริมาณเท่าใดจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยจำกัดขอบเขตการค้นหาดาวเคราะห์ที่อาจเอื้อต่อการอยู่อาศัย

    ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดปริมาณและชนิดของแสงที่ดาวเคราะห์นอกระบบได้รับจากดาวฤกษ์แม่ได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์

    “สิ่งที่งานวิจัยของเราพยายามทำ คือหาว่าความยาวคลื่นแสงที่ยาวที่สุด และระดับแสงที่ต่ำที่สุด ที่ยังสามารถสังเคราะห์แสงได้คือเท่าใด” บาร์ตันกล่าว

    “จากนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ นำดาวฤกษ์ที่มีศักยภาพ 100 พันล้านดวงที่เราสามารถใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ สามารถชี้ไปสำรวจได้ มาคัดกรองเหลือเพียงราว 50 ดวง [ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้]”

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานวิจัยนี้อาจทำให้นักชีวดาราศาสตร์ขยายกรอบความคิดเกี่ยวกับประเภทของดาวเคราะห์ที่อาจรองรับสิ่งมีชีวิตได้ สิ่งที่เหลืออยู่คือการหันกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ไปยังดาวฤกษ์ที่ต้องการศึกษา จากนั้นเฝ้าดูดาวเคราะห์ที่โคจรตัดผ่านหน้า เมื่อแสงจากดาวฤกษ์เดินทางผ่านบรรยากาศของดาวเคราะห์ ความถี่ของแสงบางช่วงจะถูกดูดซับไป ขึ้นอยู่กับธาตุที่มีอยู่ในบรรยากาศนั้น นักดาราศาสตร์จึงสามารถตรวจสอบได้ว่ามีองค์ประกอบซึ่งอาจบ่งชี้ถึงร่องรอยของสิ่งมีชีวิต เช่น ออกซิเจน อยู่ในบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบหรือไม่ โดยการค้นหาเส้นที่หายไปในสเปกตรัมการดูดกลืนแสง

    “มีวิธีเพียงไม่กี่วิธีที่ออกซิเจนจะเกิดขึ้นในบรรยากาศได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต” บาร์ตันกล่าว “ดังนั้น หากคุณพบออกซิเจนในบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสักดวง นั่นคือสัญญาณที่บ่งชี้ได้อย่างหนักแน่นมากว่ามีโอกาสพบสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่น”

    *บทความนี้ได้รับการปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดจำแนกสเปกตรัมของดาวฤกษ์ตั้งแต่ O ถึง M และแก้ไขข้อความที่ระบุผิดว่า ดาวเคราะห์นอกระบบทั้งหมดที่ค้นพบจนถึงปัจจุบันพบรอบดาวแคระแดงเท่านั้น ข้อเท็จจริงคือมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบรอบดาวหลากหลายประเภท

    วิดีโอสั้น

    • A drawing showing the Earth with a slice cut out of it, revealing the crust, the thick mantle, and the bright hot core.

    • .

    • The picture shows a dark night sky filled with countless tiny stars, with no buildings or people visible. Across the middle runs a broad, diagonal band of the Milky Way, glowing in shades of pink, purple and white, mottled with darker dust lanes. At the bottom, silhouetted tree tops frame the scene, while a small, bright cloud of light near the centre bottom hints at a nearby galaxy or nebula.

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    วิดีโอสั้น

    • A drawing showing the Earth with a slice cut out of it, revealing the crust, the thick mantle, and the bright hot core.

    • .

    • The picture shows a dark night sky filled with countless tiny stars, with no buildings or people visible. Across the middle runs a broad, diagonal band of the Milky Way, glowing in shades of pink, purple and white, mottled with darker dust lanes. At the bottom, silhouetted tree tops frame the scene, while a small, bright cloud of light near the centre bottom hints at a nearby galaxy or nebula.

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    บทความยอดนิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c98pzyq0d09o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04RLKjJH9fY9fnHUCzRh5z

  • จุฬาฯ Top 10 อาเซียน ‘มหาวิทยาลัยโลก’ 6 สาขา อันดับ 1 ของประเทศไทย 7 สาขา | เดลินิวส์

    จุฬาฯ Top 10 อาเซียน ‘มหาวิทยาลัยโลก’ 6 สาขา อันดับ 1 ของประเทศไทย 7 สาขา | เดลินิวส์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตอกย้ำบทบาทการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลก Times Higher Education World University Rankings by Subject 2026 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนความเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ การผลิตบัณฑิต และการสร้างผลงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยจุฬาฯ ติดอันดับ Top 10 ของอาเซียนใน 6 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่
    – Medical & Health และ Psychology อันดับ 5
    – Arts & Humanities และ Life Sciences อันดับที่ 8
    – Social Sciences อันดับ 9
    – Physical Sciences อันดับ 10

    นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังครองอันดับ 1 ของไทยใน 7 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่
    – Arts and Humanities
    – Business & Economics
    – Computer Science
    – Engineering
    – Physical Sciences
    – Psychology
    – Social Sciences

    ในส่วนของคะแนนรวม (Overall Score) ของจุฬาฯ ในกลุ่มสาขาวิชาต่าง ๆ คะแนนรวมของจุฬาฯ ในปี 2569 ปรับตัวสูงขึ้นในหลายกลุ่มสาขาวิชา โดยเฉพาะในกลุ่มสาขาวิชา Life Sciences, Medical & Health และ Physical Sciences ส่งผลให้กลุ่มสาขาวิชาดังกล่าวของจุฬาฯ ติดอันดับโลก โดยอยู่ในอันดับที่สูงขึ้นกว่าปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมการวิจัย และคุณภาพงานวิจัยในระดับสากล

    โดยการจัดอันดับ THE University Rankings by Subject 2026 พิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัด ได้แก่ การเรียนการสอน (Teaching) สภาพแวดล้อมด้านการวิจัย (Research Environment) คุณภาพงานวิจัย (Research Quality) ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม (Industry) และมุมมองความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยอย่างรอบด้าน พร้อมเสริมสร้างบทบาทความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศและผู้นำทางวิชาการในภูมิภาคอาเซียน

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย THE World University Rankings by Subject 2026 ได้ที่นี่คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5567279/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KamBiPqN9MVt1l3p0Kr58

  • เทคนิคปราจีนบุรี จัดการแสดงโครงงานทางวิชาการ พัฒนาด้านวิชาชีพ | เดลินิวส์

    เทคนิคปราจีนบุรี จัดการแสดงโครงงานทางวิชาการ พัฒนาด้านวิชาชีพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่อาคารโดมอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี นายสมคิด ศรีปราชญ์  ศึกษาธิการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในการเปิดการจัดแสดงผลงานทางวิชาการ ของนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี โดย ดร.อารีย์  เลิศกิจเจริญผล ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

    ดร.อารีย์  เลิศกิจเจริญผล ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการทางวิชาการ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนอาชีวะศึกษาเกิดการพัฒนาด้านวิชาการและวิชาชีพ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน และสังคม โดยการนำเสนอโครงการในครั้งนี้เป็นผลงานของนักเรียนระดับ ปวช.3 และนักศึกษาระดับ ปวส.2 ที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์เพื่อสังเคราะห์ความรู้และการฝึกปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ได้เรียนตามหลักสูตร อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของนักเรียนในสาขาวิชาต่างๆ ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาออกสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยในครั้งนี้มีการจัดประกวดโครงการรวมทั้งสิ้น 104 ผลงาน

    หลังจากนั้นจึงได้เยี่ยมชมผลงานของนักเรียนนักศึกษาที่ได้นำมาจัดแสดง โดยผลงานส่วนใหญ่เป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชน ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงผลงานที่ต่อยอดจากสิ่งประดิษฐ์เดิมให้มีการพัฒนาอย่างทันสมัยเพิ่มขึ้น

    นายสมคิด ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการเรียนสายอาชีวะศึกษานั้น มีโอกาสที่จะสำเร็จการศึกษาออกไปแล้วสามารถมีงานรองรับทุกสาขาวิชา การเรียนการปฏิบัติเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเป็นตัวสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน และผู้ประกอบการว่าผู้สำเร็จการศึกษาในสายอาชีวะศึกษานั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมที่จะพัฒนางาน พัฒนาประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5567799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rMV2VMLEeKgvZVQ0ih5TT

  • สื่อโลกวิเคราะห์ไทย ถูกกัดเซาะจนกลายเป็น “คนป่วยของภูมิภาคเอเชีย”

    สื่อโลกวิเคราะห์ไทย ถูกกัดเซาะจนกลายเป็น “คนป่วยของภูมิภาคเอเชีย”

    Financial Times สื่อเศรษฐกิจระดับโลก เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร”

    สื่อดังกล่าวตั้งคำถามว่า จากความสำเร็จระดับภูมิภาคสู่เศรษฐกิจที่กำลังต้องดิ้นรน ทำไมประเทศไทยจึงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยมองว่าไทยเป็นประเทศที่ติดกับดักระหว่างความซบเซาและการปฏิรูป ภาวะอัมพาตทางการเมืองและการลดลงของประชากรทำให้เกิดความไม่แน่นอน สัญญาณเตือนของเศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟู และจุดอ่อนเชิงโครงสร้างเผยให้เห็นแบบจำลองการเติบโตที่เปราะบาง

    ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ต่างกล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วย” ของภูมิภาค ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในอดีตเพื่ออธิบายประเทศที่กำลังดิ้นรนกับความซบเซา ความไม่มั่นคงทางการเมือง และจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการเติบโตและการปฏิรูป ประเทศไทยกลับพบว่าตัวเองเผชิญแรงกดดันจากประชากรสูงวัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ

    สถานะคนป่วยนี้ไม่ได้สะท้อนถึงวิกฤตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบรรจบกันของปัญหาในระยะยาวที่ทำให้ไทยเปราะบางในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคอย่างรวดเร็ว

    การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    เศรษฐกิจของประเทศไทยเคยเป็นสัญลักษณ์ของ “ปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย” ในช่วงหลายทศวรรษหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียปี 2540 ประเทศไทยได้ฟื้นฟูตัวเองผ่านการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตกลับล้าหลังประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในขณะที่เวียดนามและมาเลเซียมีอัตราการเติบโตของ GDP ต่อปีสูงกว่า 5% ประเทศไทยกลับต้องดิ้นรนที่จะไปให้ถึงแม้แค่ครึ่งหนึ่งของตัวเลขนั้น ซ้ำผลผลิตหยุดชะงัก และการลงทุนชะลอตัวลง เนื่องจากบริษัทระดับโลกมองหาตลาดที่มีพลวัตมากกว่า มีแรงงานรุ่นใหม่ และทิศทางนโยบายที่ชัดเจนกว่า

    การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ยังคงเปราะบางหลังจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิด-19 อย่างเต็มที่ และการใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้ธุรกิจจำนวนมากมีผลดำเนินงานต่ำกว่ากำลังการผลิต

    ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการหยุดชะงักของนโยบาย

    วงจรการรัฐประหาร การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่มั่นคง และการเลือกตั้งที่มีข้อครหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของประเทศไทย ได้สร้างสภาพแวดล้อมของความไม่แน่นอนที่ขัดขวางการวางแผนระยะยาว นับตั้งแต่ปี 2549 ประเทศไทยประสบกับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง ทั้งจากการเลือกตั้งและการแทรกแซงของกองทัพ

    ความแตกแยกทางการเมืองทำให้การปฏิรูปที่สำคัญในด้านภาษี การศึกษา และตลาดแรงงานเป็นไปได้ยาก นักลงทุนเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน ขณะที่ความเชื่อมั่นภายในประเทศอ่อนแอลงเนื่องจากครัวเรือนเห็นว่ามาตรฐานการครองชีพไม่ดีขึ้นมากนัก

    แม้ว่าจะมีผู้นำที่มุ่งมั่นในการปฏิรูปเกิดขึ้น ความสามารถในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพก็ถูกจำกัดด้วย “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” และ “โครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก” ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหยุดนิ่งและความไม่พอใจของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    สังคมผู้สูงอายุที่ขาดการเตรียมพร้อม

    ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าเกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก และคาดว่าประชากรจะลดลงภายในทศวรรษหน้า ซึ่งทำให้จำนวนแรงงานลดลงและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและบำนาญเพิ่มสูงขึ้น

    แตกต่างจากประเทศที่ร่ำรวยกว่า เช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ประเทศไทยขาดทรัพยากรทางการคลังที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น ผู้สูงอายุจำนวนมากมีเงินออมจำกัดและต้องพึ่งพาระบบสนับสนุนจากครอบครัว ซึ่งกำลังอ่อนแอลงเช่นกัน

    จำนวนแรงงานที่ลดลงยังลดความน่าดึงดูดใจของประเทศไทยสำหรับผู้ผลิตข้ามชาติที่ต้องการขนาดและประสิทธิภาพการผลิต หากไม่มีการปฏิรูปการเข้าเมืองหรือการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติครั้งใหญ่ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอีก

    ช่องว่างด้านการศึกษาและนวัตกรรม

    ระบบการศึกษาของประเทศไทยประสบปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ แม้ว่าประเทศจะผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่นายจ้างมักบ่นเรื่องความไม่สอดคล้องกันของทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี

    นวัตกรรมของไทยยังคงมีจำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค การใช้จ่ายด้านการวิจัยอยู่ในระดับต่ำ และระบบนิเวศของสตาร์ทอัปยังคงด้อยพัฒนา ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” ไม่สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านค่าแรงต่ำหรือด้านความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี

    ในขณะเดียวกัน เวียดนามซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ลงทุนอย่างหนักในนิคมอุตสาหกรรม การฝึกอบรมด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม

    หนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำ

    ภาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือหนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในเอเชียเมื่อเทียบกับรายได้ ครอบครัวหลายล้านครอบครัวต้องพึ่งพาเครดิตเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้พวกเขามีความอ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมาก

    ความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเมืองและชนบทขยายวงกว้างขึ้น กรุงเทพฯ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่จังหวัดในชนบทเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนงานและบริการที่ลดลง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอพยพเข้าสู่เมืองและทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ความเปราะบางทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง สร้างวงจรที่ความไม่มั่นคงบั่นทอนการเติบโต และการเติบโตที่อ่อนแอทำให้ความตึงเครียดทางสังคมเลวร้ายลง

    ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ประเทศไทยยังเผชิญกับภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ภัยแล้ง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ชาวนาปลูกข้าวซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในชนบท เผชิญกับผลผลิตที่ไม่แน่นอนและกำไรที่ลดลง

    ความเครียดด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งทำให้การเงินสาธารณะตึงเครียดมากขึ้น และเสริมให้เกิดความรู้สึกว่าแบบจำลองการพัฒนาของประเทศไทยล้าสมัยและไม่ยั่งยืน

    ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

    ความแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสิ่งที่น่าสังเกต เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเป็นประวัติการณ์ อินโดนีเซียกำลังพัฒนาพลังงานสีเขียวและอุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิล ฟิลิปปินส์ได้รับประโยชน์จากประชากรวัยหนุ่มสาวและภาคบริการที่เฟื่องฟู

    เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศไทยดูระมัดระวังและเน้นภายในประเทศ การพึ่งพาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างหนักทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี

    ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นจุดอ่อนที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย ไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอ

    การฟื้นตัวเป็นไปได้หรือไม่?

    แม้จะมีปัญหา แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่ ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อิทธิพลทางวัฒนธรรม และชนชั้นกลางที่มีทักษะ นักวิเคราะห์โต้แย้งว่าการปฏิรูปที่เด็ดขาดสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้

    ลำดับความสำคัญหลัก ได้แก่:

    • การปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม
    • เสถียรภาพทางการเมืองและการปกครองที่โปร่งใส
    • การปรับปรุงนโยบายการเข้าเมืองและแรงงานให้ทันสมัย
    • การลงทุนในพลังงานสีเขียวและการผลิตขั้นสูง

    หากไม่ดำเนินการเหล่านี้ ประเทศไทยอาจเสี่ยงต่อการลดลงของอิทธิพลและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคในระยะยาว

    ชื่อเสียงของประเทศไทยในปัจจุบันในฐานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งมากกว่าความล้มเหลวชั่วคราว การเติบโตที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง การสูงวัยของประชากร และนวัตกรรมที่อ่อนแอ ได้รวมกันกัดเซาะสถานะที่เคยแข็งแกร่งของประเทศ

    ประเทศไทยจะสามารถกลับมามีแรงขับเคลื่อนได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเต็มใจที่จะเผชิญกับการปฏิรูปที่ยากลำบากและยอมรับความทันสมัย ​​ความเสี่ยงนั้นสูงมาก หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยอาจจะยังคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านต่อไป เปลี่ยนจากผู้นำในภูมิภาคกลายเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพลาดโอกาสต่าง ๆ ไป

    เรียบเรียงจาก Financial Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267617&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l7aNdlHiiuSs6VRF9KzRS

  • บทเรียนจาก

    บทเรียนจาก

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist04/watch/ijiM-PsBa1w&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cPVoldlsmuRSWDgc0Bq60