Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การศึกษาไม่ควรแพง “อบจ.ลำพูน” ผุดโปรเจกต์รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง

    การศึกษาไม่ควรแพง “อบจ.ลำพูน” ผุดโปรเจกต์รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง

    ชื่นชม อบจ.ลำพูน ผุดโปรเจกต์ รถรับ-ส่งนักเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง เพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะการศึกษาไม่ควรแพง

    วันที่ 5 ก.พ. 69 มีรายงานว่า แฟนเพจ อบจ.ลำพูน ได้เผยรายละเอียดโครงการรถรับ-ส่งนักเรียน โรงเรียนอบจ.ลำพูน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากโลกออนไลน์อย่างมาก

    โดยระบุว่า “การศึกษาไม่ควรแพง: บทเรียนจากโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ข้อมูลนำทาง

    ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งในลำพูน พ่อแม่ทำงานภาคเกษตร รายได้ทั้งปีไม่ได้สูงมาก แต่ทุกเช้า…ต้องคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ว่า “วันนี้ลูกจะไปโรงเรียนยังไง” และคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่มันคือ “ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน”

    นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครัวเรือนแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนเฉลี่ยราว 20% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายแบบนี้เป็น “รายจ่ายแฝง” ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่กระทบชีวิตจริงมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ มันสะสมทุกวัน ทุกเดือน และกัดกินคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว

    ในบางกรณี ภาระเหล่านี้อาจทำให้เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบการศึกษา อย่างน่าเสียดาย

    อบจ.ลำพูนจึงตั้งต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า “ถ้าเราจะช่วยให้เด็กได้เรียน เราจะลดต้นทุนชีวิตของครอบครัวตรงไหนได้บ้าง”

    คำตอบหนึ่งคือ “การเดินทาง” แต่แทนที่จะทำแบบกว้างๆ หรือใช้ความคุ้นชินเป็นหลัก โครงการรถรับส่งนักเรียนของ อบจ.ลำพูน เริ่มจากการใช้ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนมาวิเคราะห์ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

    ข้อมูลช่วยให้เราเห็นภาพจริงว่า เด็กอยู่ที่ไหน กระจายตัวอย่างไร เส้นทางไหนควรเป็นเส้นหลัก จุดไหนควรเป็นจุดรับ-ส่ง และทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

    ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ “รถวิ่งเป็นเส้นทาง” แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ “เด็กเข้าถึงบริการได้จริง” มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ความปลอดภัย

    ระบบรถรับส่งที่ครอบคลุมช่วยลดความเสี่ยงจากการที่นักเรียนต้องเดินทางด้วยตนเอง ลดภาระของผู้ปกครองที่ต้องกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในทุกวันเรียน

    อบจ.ลำพูนเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีควรตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชนและ “การใช้ข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจ” คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เพราะสุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของคนที่ “จ่ายไหว” เท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่เด็กทุกคนในลำพูน “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่ดีของลูก กับภาระที่หนักเกินกำลัง”

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดและแชร์ออกไปจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ได้เข้ามาชื่นชม เนื่องจากเป็นโครงการที่มีประโยชน์ ลดรายจ่ายครอบครัว ช่วยลดมลพิษ ลดการแออัดบนถนน ปลอดภัยกับคนเดินทาง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2912247&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36pxKn2xWCiNi3eEzqxuvh

  • สหรัฐฯ ผนึกกำลัง 55 ชาติรวมไทย จัดตั้งกลุ่มการค้า ‘แร่ธาตุสำคัญ’ หวังลดพึ่งพาจีน

    สหรัฐฯ ผนึกกำลัง 55 ชาติรวมไทย จัดตั้งกลุ่มการค้า ‘แร่ธาตุสำคัญ’ หวังลดพึ่งพาจีน

    เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการรวมกลุ่มพันธมิตรเพื่อจัดตั้งกลุ่มการค้าพิเศษสำหรับ ‘แร่ธาตุสำคัญ’ เมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) โดยเสนอให้กำหนดราคาขั้นต่ำร่วมกัน ขณะที่สหรัฐฯ เองก็เร่งความพยายามที่จะลดอิทธิพลของจีนต่อวัสดุที่จำเป็นสำหรับการผลิตขั้นสูง 

    จีนได้ใช้การผูกขาดการแปรรูปแร่ธาตุหลายชนิดเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งบางครั้งส่งผลให้การส่งออกลดลง ราคาตกต่ำ และบ่อนทำลายความสามารถของประเทศอื่นในการกระจายแหล่งวัสดุที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และอาวุธขั้นสูง 

    “เราต้องการกำจัดปัญหาที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในตลาดของเราด้วยแร่ธาตุสำคัญราคาถูกเพื่อบ่อนทำลายผู้ผลิตในประเทศ เราจะกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับแร่ธาตุสำคัญในแต่ละขั้นตอนการผลิต…และสำหรับสมาชิกในเขตการค้าพิเศษ ราคาอ้างอิงเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นราคาขั้นต่ำที่คงไว้ผ่านภาษีศุลกากรที่ปรับได้เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของราคา” แวนซ์กล่าว แต่ไม่ได้เอ่ยถึงจีนโดยตรง    

    รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มความพยายามในการรักษาความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญของสหรัฐฯ หลังจากที่จีนสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและตลาดโลกเมื่อปีที่แล้วด้วยการระงับการส่งมอบแร่หายากที่จำเป็นสำหรับผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ ของสหรัฐฯ 

    เมื่อวันจันทร์ (2 ก.พ.) ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เปิดตัวคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า ‘Project Vault’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ และเงินทุนจากภาคเอกชนอีก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) 

    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “มี 55 ชาติเข้าร่วมการเจรจาในกรุงวอชิงตัน รวมถึงเกาหลีใต้ อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งแต่ละชาติล้วนมีศักยภาพในการกลั่นหรือการทำเหมืองที่แตกต่างกัน” 

    “แร่ธาตุเหล่านี้ถูกผูกขาดอยู่ในมือของประเทศเดียว…สถานการณ์นี้กลายเป็น ‘เครื่องมือต่อรองในภูมิรัฐศาสตร์’” 

    — รูบิโอกล่าว โดยไม่ได้เอ่ยถึงจีน  

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารได้แจ้งต่ออุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “สหรัฐฯ กำลังจะเลิกให้ราคาขั้นต่ำแก่โครงการภายในประเทศแต่ละโครงการ และหันมาแสวงหาทางออกในระดับโลก” 

    แนวทางนี้อาจปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสำหรับวัสดุที่จำเป็นต่อรถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และระบบป้องกันประเทศ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตในระยะสั้นและเพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับจีน 

    ด้านทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะเยือนจีนในเดือนเมษายน โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า เขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนอย่างยอดเยี่ยมในเช้าวันพุธ (4 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นทางการค้าและความมั่นคงหลายประเด็น ตั้งแต่ถั่วเหลืองไปจนถึงประเด็นอิหร่าน แต่ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงแร่ธาตุใดๆ เลย 

    “ผมคิดว่านี่เป็นการยอมรับของสหรัฐฯ ว่าต้องดำเนินการร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดช่องโหว่ในพื้นที่ที่จีนมีอำนาจเหนือกว่าด้านอุปทาน”

    — สก็อตต์ เคนเนดี หัวหน้าโครงการธุรกิจและเศรษฐศาสตร์จีนที่ศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศในวอชิงตัน กล่าว

    (Photo by : SAUL LOEB / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-proposes-critical-minerals-trade-bloc-aimed-at-countering-china&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mEZ9TpN_ZXzMdVwqjNkAK

  • สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส

    สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส

    วานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 5) โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระสำคัญที่มีการพิจารณาคือ ญัตติขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินการรายการผูกพัน โครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา ซึ่งเสนอโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    ชัชชาติ ได้เสนอหลักการต่อที่ประชุมว่า โครงการดังกล่าวเดิมมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (ปีงบประมาณ 2568-2569) ด้วยวงเงินงบประมาณ 27,891,300 บาท และขณะนี้ได้ตัวผู้รับจ้างแล้วในวงเงิน 18,359,999 บาท แต่เนื่องจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความล่าช้า ทำให้ระยะเวลาดำเนินการที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะบริหารสัญญาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเดิม (300 วัน) จึงมีความจำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาฯ เพื่อขยายระยะเวลาผูกพันโครงการออกไปเป็น 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2568-2570 เพื่อให้สามารถลงนามในสัญญาและดำเนินโครงการต่อไปได้

    นภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงถึงความล่าช้าที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงเร็ว หากล่าช้าอาจทำให้ระบบตกรุ่น และสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริง ซึ่ง พิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ได้ชี้แจงว่า ความล่าช้าเกิดจากความผิดพลาดในการกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ในการประมูลครั้งแรกที่ไม่ครอบคลุมเนื้องานสำคัญ คือ ระบบดูแลและติดตามการใช้สารเสพติดในโรงเรียน” ทำให้ต้องยกเลิกการประกวดราคาและดำเนินการใหม่

    คำชี้แจงดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่สมาชิกสภาฯ โดยนภาพล ได้ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องจากผู้ชนะการประมูลรอบแรก และความพร้อมในการลงนามสัญญาหากสภาฯ อนุมัติ ขณะที่ กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก. เขตทุ่งครุ และ พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก. เขตยานนาวา ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นการจดทะเบียนกิจการร่วมค้าของผู้ยื่นซองประมูลที่เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนยื่นซอง ว่าอาจมีเจตนาที่ไม่สุจริตหรือมีการฮั้วประมูลหรือไม่

    ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงความจำเป็นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันครูในสังกัด กทม. ต้องแบกรับภาระงานเอกสารจำนวนมาก โดยเฉพาะการกรอกผลการประเมิน (ปพ.) ซึ่งระบบสารสนเทศนี้จะเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนดังกล่าว เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่ ส่วนความผิดพลาดเรื่อง TOR ยอมรับว่าเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข แต่ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

    ทางด้าน ผอ.สำนักการศึกษา ยืนยันว่าขณะนี้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว หากสภาฯ ให้ความเห็นชอบ ก็สามารถลงนามในสัญญาเพื่อเริ่มงานได้ทันที

    ในช่วงท้ายของการอภิปราย สมาชิกสภาฯ หลายท่าน อาทิ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง และ เมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก. เขตปทุมวัน ได้ฝากข้อสังเกตให้ฝ่ายบริหารมีความรอบคอบในการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อนอันจะนำมาซึ่งความเสียหายและเสียโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียน

    ภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการรายการผูกพันโครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอ เพื่อให้โครงการสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bma-education-system-extension-tor/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rwr1l8x6hAUJjaz50B048

  • นายกฯ ญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก ปมจัดเลือกตั้งช่วงเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก ปมจัดเลือกตั้งช่วงเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย : อินโฟเควสท์

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในช่วงที่เด็กนักเรียนกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยแกนนำฝ่ายค้านและนักการศึกษาเตือนว่าการเลือกตั้งอาจรบกวนการสอบและทำให้เยาวชนเสียโอกาสในการเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันในเดือนม.ค. และประกาศจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกที่จัดขึ้นในเดือนก.พ. นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นเดือนที่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศญี่ปุ่น

    ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิได้แนะนำให้นักเรียนใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม โทชิโกะ ทาเคยะ แกนนำพรรคโคเมโต (Komeito) มองว่าภาระของผู้สอบจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และตำหนิการกระทำของทาคาอิจิว่า “ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง”

    ขณะเดียวกัน โยชิฮิโกะ โนดะ แกนนำร่วมของพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวอาจทำให้เยาวชนที่กระตือรือร้นจะใช้สิทธิเลือกตั้ง “เพื่ออนาคตของตนเอง” ต้องสูญเสียโอกาสในการลงคะแนนเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการหาเสียงใกล้โรงเรียนและสนามสอบ แม้ว่ากฎหมายการเลือกตั้งของญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้สมัครหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งเสียงดังรอบสถานศึกษา แต่ก็ไม่มีบทลงโทษใด ๆ

    คาโอริ ซูเอโตมิ ศาสตราจารย์ด้านการบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิฮง กล่าวว่า การปฏิบัติตามโดยสมัครใจของผู้สมัครเพียงบางส่วน อาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องนักเรียนในช่วงการสอบที่สำคัญ และการทับซ้อนกันของช่วงเลือกตั้งกับช่วงสอบครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเวลาเลือกตั้งและแนวปฏิบัติในการหาเสียง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD40IQ6AXG4C644XOF05PETADSMXJK2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bHYKTAPLso4nweGTvsWtE

  • คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้อนรับศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษา

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้อนรับศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้อนรับศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาดูงานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา

    รศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารและการจัดการศึกษา เมื่อวันพุธที่ 21 มกราคม 2569 โดยมี รศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก หัวหน้าภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมคณาจารย์ให้การต้อนรับ

    คณะศึกษาดูงานได้เข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม โดยมี อ.ศรียา เนตรน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และรองคณบดีคณะครุศาสตร์ พร้อมคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับ จากนั้นได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา

    ในการนี้ รศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก ได้นำเสนอภารกิจและผลงานของภาควิชาฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา และคณาจารย์ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “แนวทางการบริหารหลักสูตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

    การศึกษาดูงานครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการศึกษา และเป็นการวางรากฐานความร่วมมือเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำและการบริหารการศึกษาอย่างยั่งยืนในอนาคต

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/286141/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VF_B333WuPh1mbM2vzKRv

  • ไทยสร้างไทยปักหมุดอีสาน “สุดารัตน์” ปราศรัย ลั่นบำนาญ 3,000 พายุหมุนเศรษฐกิจของจริง

    ไทยสร้างไทยปักหมุดอีสาน “สุดารัตน์” ปราศรัย ลั่นบำนาญ 3,000 พายุหมุนเศรษฐกิจของจริง

    พรรคไทยสร้างไทย ลุยอีสานโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569 “สุดารัตน์” ลั่น บำนาญ 3,000 ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก โว ทำ 30 บาทรักษาทุกโรคสำเร็จมาแล้ว

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นำทัพ “คาราวานบำนาญ 3,000 บาท” เดินทางถึงจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาต้อนรับอย่างล้นหลาม ก่อนจะมุ่งหน้าสร้างปรากฏการณ์ต่อในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย และปิดท้ายที่จังหวัดขอนแก่น โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ร่วมเปิดป้ายลงบน ม็อกอัพบัตร “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” เพื่อเป็นสัญญาประชาคมว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปบริหารประเทศ จะผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จเห็นผลภายใน 6 เดือน 

    คุณหญิงสุดารัตน์  กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตนเคยทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจนสำเร็จมาแล้ว วันนี้ขอต่อยอดมาทำบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 4 มิติหลัก คือ

    1. มิติด้านรายได้ เปลี่ยน “เบี้ยยังชีพ” เป็น “บำนาญ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรี ตอบแทนผู้สูงอายุที่ทำคุณงามความดีให้กับบ้านเมืองมายาวนาน

    2. มิติด้านสุขภาพ ผู้รับบำนาญต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงลดโรค ลดภาระงบประมาณสาธารณสุขระยะยาว

    3. มิติด้านครอบครัว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งตัวได้เร็วขึ้น 

    4. มิติด้านเศรษฐกิจ เงิน 3,000 บาท จะเป็น “พายุหมุนเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง เพราะเกิดการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดในชุมชนทันที กระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั่วประเทศ

    คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อไปว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ร้อยเอ็ด คาราวานไทยสร้างไทยเร่งเครื่องเดินทางต่อไปยังอุดรธานี หนองบัวลำภู และหนองคาย เพื่อสื่อสารความพร้อมในการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากการคอร์รัปชัน และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แทนการแจกเงินชั่วคราว พรรคไทยสร้างไทยขอเชิญชวนพี่น้องชาวอีสานร่วมสร้างประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาพรรคไทยสร้างไทย บัตรสีชมพูเบอร์ 48 เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีคืนสู่ผู้สูงอายุและลูกหลานไทยทุกคน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912246&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw222eFwBI6IupfQz4gLCzTS

  • ‘ธิติวัฐ’ กางแผนเพื่อไทย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ ดัน 6 อุตสาหกรรมหลัก เชื่อมตลาดมาเลเซีย-ตะวันออกกลาง

    ‘ธิติวัฐ’ กางแผนเพื่อไทย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ ดัน 6 อุตสาหกรรมหลัก เชื่อมตลาดมาเลเซีย-ตะวันออกกลาง

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) พรรคเพื่อไทยวางแผนยกระดับเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งใหญ่ ครอบคลุม 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล มุ่งผลักดัน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงศักยภาพเศรษฐกิจชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านและตลาดโลก

    ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้แบบบูรณาการทั้งระบบ เพื่อดึงศักยภาพธุรกิจในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมฮาลาล ประมง ยางพารา อัตลักษณ์พื้นถิ่น การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการศึกษา

    ธิติวัฐระบุว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนคือการวางโครงสร้างเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละจังหวัดในชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับประเทศมาเลเซียที่มีกำลังซื้อสูง และเป็นตลาดสำคัญของสินค้าฮาลาลและยางพาราไทย

    ธิติวัฐกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างความต้องการซื้อและตลาดที่มีเสถียรภาพให้กับสินค้าในพื้นที่ได้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้เริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานและขยายตลาดไปบางส่วนแล้ว เช่น การขุดลอกร่องน้ำปัตตานีและปรับปรุงจุดจอดเรือเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการประมง การนำสินค้าอุตสาหกรรมเป้าหมายไปจัดแสดงในงาน Thai Festival ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการจัดพื้นที่แสดงสินค้าพื้นถิ่นชายแดนใต้ในงาน Taste of Southern ที่กรุงเทพมหานคร

    ธิติวัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายทันที เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และผลักดันจังหวัดชายแดนใต้สู่การเป็นเขตการค้าพิเศษชายแดนที่มีศักยภาพในระดับประเทศและภูมิภาค

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thitiwat-pheu-thai-southern-border-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N7JRtEU2iRpVvpkn-xstC

  • กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    นายเกรียงไกร ระบุว่า กกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ นอกจากนี้ กกร. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง  
     

    กกร. ขอขอบคุณกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ดำเนินการเชิงรุกในการแก้ปัญหาธุรกรรมทองคำที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ผ่านการควบคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำในสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวสอบอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ เพื่อป้องกันและปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่พบว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มในไทยเป็น USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USDT กับเงินบาท เสมือนกับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USD กับเงินบาท เป็นต้น

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    กกร. แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    กกร. เห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับ spirit ของ Reinvent Thailand 

    ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    ด้านปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 2569 สะท้อนจาก Global Risks Report ของ World Economic Forum ที่ระบุว่าปัจจัยด้าน Geoeconomics เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกและสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว อีกทั้ง เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯในปีนี้มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กกร. ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 2% ชี้ประชานิยมกระทบวินัยการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B4615tXx0o5grn1uD44I8

  • ธรรมนัส ปราศรัยชูปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งระบบ กู้ชีวิตคนฐานราก

    ธรรมนัส ปราศรัยชูปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งระบบ กู้ชีวิตคนฐานราก

    วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมขอประกาศตัวยืนอยู่ข้างคนฐานราก ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยพรรคได้วางแนวทางเศรษฐกิจที่มุ่งทำให้ฐานของระบบเศรษฐกิจแข็งแรง เปรียบเสมือนการเสริมฐานพีรามิดให้มั่นคง เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าวคือเกษตรกร ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศ หากคนกลุ่มนี้มีรายได้มั่นคงและคุณภาพชีวิตดีขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมจะเดินหน้าได้อย่างแข็งแรง

    ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรคจะเน้นการดูแลราคาสินค้าเกษตรควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ โดยในส่วนของภาคเกษตร พรรคเสนอการยกระดับราคาสินค้าด้วยกลไกตลาด ผ่านการบริหารสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกรดคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า แทนการแข่งขันด้านปริมาณ

    พร้อมใช้แนวทางชะลอการขายในช่วงผลผลิตล้นตลาด โดยให้สถาบันเกษตรกรเป็นผู้เก็บสต็อกสินค้าในช่วงราคาตกต่ำ และให้รัฐสนับสนุนดอกเบี้ยเงินกู้ในการเก็บสต็อก วิธีนี้ถูกมองว่าจะใช้งบประมาณน้อยกว่านโยบายจำนำหรือประกันราคาที่ผ่านมา ซึ่งมักมีปัญหาช่องโหว่และข้อครหาด้านการทุจริต อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่านโยบายประกันกำไรทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะต้นทุนของเกษตรกรแต่ละรายไม่เท่ากัน



    “พรรคกล้าธรรมประกาศจุดยืนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยคัดค้านการเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตรที่อาจทำให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบ พร้อมผลักดันมาตรการเข้มงวดในการตรวจตราพื้นที่ชายแดน เพื่อสกัดสินค้าเกษตรเถื่อนที่กระทบราคาภายในประเทศ” ร.อ. ธรรมนัสระบุ

    นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างหนี้ผ่านการตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อบริหารจัดการหนี้ทั้งภาคเกษตรและหนี้ครู โดยเฉพาะกลุ่มครูที่มีภาระหนี้สูง พรรคตั้งเป้าให้ผู้กู้มีเงินเหลือใช้หลังชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 20-30% ของรายได้ต่อเดือน พร้อมเสนอให้ปฏิรูปอำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ให้เข้มงวดในการกำกับดูแลใกล้เคียงมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อป้องกันความเสียหายจากการบริหารผิดพลาด และยกระดับสหกรณ์ให้เป็นกลไกสำคัญในการแก้หนี้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

    ร.อ. ธรรมนัส ยังกล่าวถึงนโยบาย Set Zero เพื่อแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และขบวนการสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ด้วยการคัดกรองบุคคลที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ และปิดช่องทางธรรมชาติที่ถูกใช้ลักลอบเข้าออกประเทศ โดยมาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายใน และสร้างเสถียรภาพให้คนฐานรากสามารถยืนได้อย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจไทย

    “วันนี้ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ใช่แค่จีดีพีโตหรือไม่โต แต่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศยังลืมตาอ้าปากยาก เกษตรกรขายของไม่ได้ราคา ครูเป็นหนี้ทั้งชีวิต แบบนี้เศรษฐกิจจะเข้มแข็งได้อย่างไร เราจึงต้องเริ่มจากฐาน พรรคกล้าธรรมจึงขอเป็นตัวแทนของคนระดับล่าง เราจะเดินหน้าแก้หนี้ ยกระดับราคาพืชผล และปกป้องตลาดในประเทศ ผมเชื่อว่าคนฐานรากจะลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง และเมื่อฐานแข็งแรง ประเทศไทยจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่โตบนความเปราะบางเหมือนที่ผ่านมา” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thammanat-speech-economy-reform-debt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iYg-70CMFcEJEslNQeNym

  • ผ่าตัด ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ผ่าตัด ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย

    ภาพจำประเทศไทยในอดีต ที่เคยเป็น “เสือเศรษฐกิจ” เติบโตถึง 13% ในปี 2531 วันนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์ถูกแทนที่ด้วยฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) ตามรายงานของ Financial Times ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นวิกฤติเชิงประจักษ์ที่สะท้อนผ่านการเติบโตที่ระดับ 2% มาตลอด 5 ปี 

        “บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาวะนี้ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตกใจมาก” ที่ไทยเปลี่ยนสถานะจากพยัคฆ์สู่คนป่วยภายในเวลาเพียง 10 ปี ฉะนั้นการจะทำให้หายป่วยต้องอาศัยการผ่าตัดใหญ่เท่านั้นจึงจะรอดพ้นจากการล่มสลายเชิงโครงสร้าง
        หากจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ฐานรากทางเศรษฐกิจของไทย “ป่วย” ประเด็นแรกคือ วิกฤติหนี้ครัวเรือน ที่พุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย บั่นทอนกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศอย่างรุนแรง ต่อมาคือ วิกฤติประชากร โดยในปี 2568 อัตราการเกิดลดต่ำลงที่สุดในรอบ 75 ปี และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุดยอดนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นทางสังคม แต่คือข้อจำกัดทางชีวภาพที่ทำให้ภาคการผลิตไม่สามารถรักษารูปแบบเดิมไว้ได้ เมื่อคนวัยทำงานลดลงแต่ภาระหนี้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        นอกจากนี้ยังมีภาวะความเสื่อมถอยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมดั้งเดิม อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจในอดีตวันนี้กลับเห็นการปิดตัวของโรงงานและลดกำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอ่อนตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 คือหลักฐานยืนยันขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่สำคัญก็ไม่เป็นไปตามที่ตั้งความหวัง ปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเพียง 32.9 ล้านคน ลดลงถึง 7% จากปีก่อนหน้า จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 40 ล้านคน จากปัจจัยด้านความปลอดภัยและความน่าดึงดูดที่ลดลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้การท่องเที่ยวไม่สามารถแบกรับเศรษฐกิจทั้งประเทศได้อีกต่อไป ไม่นับตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีลดลงถึง 10% ในปี 2568

        ในขณะที่เครื่องยนต์เก่าดับลง แต่เราก็ไม่มีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ การปฏิรูปเพื่อสร้าง New Growth Engine จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อความอยู่รอด  รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยมาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูการบริโภคภายใน นโยบายรับมือสังคมสูงวัยและวิกฤติเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี ควบคู่กับการ Reskill แรงงานสู่ระบบดิจิทัล สร้างสิทธิประโยชน์และระบบนิเวศที่เอื้อการดึงดูดเม็ดเงินจากบิ๊กเทคโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ เป็นการผ่าตัดใหญ่เพื่อต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจไทยก่อนที่สถานะ “คนป่วย” จะกลายเป็น “คนไข้ระยะสุดท้าย” และหมดสัญญาณชีพไปในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1219781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eoHoehvWwpYBbVX2tDKEm