Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทยน่าห่วง! หากขาดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองฉุด GDP โตต่ำ 

    ไทยน่าห่วง! หากขาดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองฉุด GDP โตต่ำ 

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงตลาดทุนไทยในภาวะปัจจุบันว่า ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในจุดที่มีการแข่งขันสูงกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในกลุ่ม Emerging Market ท่ามกลางความคาดหวังต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินทุนและความเชื่อมั่นนักลงทุน

    อย่างไรก็ตามหลังได้รัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์เตรียมเสนอแนวทางสำคัญเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและเพิ่มความสามารถแข่งขันของตลาดทุนไทย

    โดยประเด็นเร่งด่วน คือ แนวทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่ามีประเด็นสำคัญที่เตรียมผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม คือ การผลักดันร่างกฎหมาย Thailand Individual Savings Account หรือ TISA ซึ่งเป็นกลไกการออมที่ค้างมาตั้งแต่ช่วงก่อนการยุบสภา

    โดยมองว่า TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตลาดทุนและประชาชนในระยะยาว ช่วยให้การบริหารจัดการเงินออมมีความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของ TISA เมื่อเทียบกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในอดีตว่า ที่ผ่านมาว่า ตลาดทุนมักประสบปัญหาทุกครั้งเมื่อ LTF ครบกำหนดอายุการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จนนำไปสู่ความกังวลเรื่องแรงเทขายและการต้องพิจารณาต่ออายุสิทธิประโยชน์เป็นคราวๆ ไป แต่สำหรับ TISA ถูกออกแบบมาให้มีความต่อเนื่องและมีสถานะเป็นมาตรการถาวร (Permanent) ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของตลาดทุนอย่างมหาศาล

    ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นการผลักดันแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในตลาดทุน โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมให้หน่วยงานกำกับดูแลมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษผู้ที่มีพฤติกรรมอันเป็นผลเสียต่อตลาดทุนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการตัดสินใจและการลงโทษ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอแนวคิดดึงธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดทุน ผ่านโครงการ BOI to IPO เพื่อเน้นการดึงดูดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) และเซกเตอร์ที่อยู่ในความสนใจของตลาดโลก เข้ามาจดทะเบียนเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทยเพิ่มมากขึ้น

    นายอัสสเดชชี้ให้เห็นถึงจุดเปราะบาง ของตลาดหุ้นไทย ด้วยว่า หากพิจารณาย้อนหลังไป 30 ปี จะพบว่ารายชื่อบริษัทในดัชนี SET50 แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่มีการหมุนเวียนบริษัทใหม่ๆ เข้ามาแทนที่รายเดิมกว่า 90% โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI Technology

    และจากการที่ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงในปีที่ผ่านมา ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเล็งเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงธุรกิจเหล่านี้เข้าสู่ตลาดทุน โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) ธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุด

    เป้าหมายของ BOI to IPO คือการหาวิธีดึงดูดให้ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเหล่านี้ ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยในการระดมทุน เพื่อสร้างโอกาสให้นักลงทุนในประเทศสามารถเข้าถึงและร่วมลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

    ส่วนความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ทางการเมือง กรณีการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค นายอัสสเดช ระบุว่า  จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยคุ้นเคยกับการมีรัฐบาลในรูปแบบพรรคร่วมมาโดยตลอด ซึ่งในมุมมองของนักลงทุนต่างชาตินั้นมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้และไม่ได้เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน

    และจากการรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าส่วนใหญ่มองสถานการณ์การเมืองไทยในลักษณะ “Same same” หรือยังคงเหมือนเดิม โดยเชื่อมั่นว่าไม่ว่ารัฐบาลพรรคร่วมจะออกมาในรูปแบบใด ภาคธุรกิจจะยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นนโยบายจากรัฐบาลชุดใดที่มุ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือการขาดนโยบายที่ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม โดยระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น

    เราเห็นตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยคงอยู่ที่ประมาณ 2-3% มาอย่างยาวนาน ทั้งที่ในความเป็นจริง ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ชัยภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงศักยภาพของบุคลากรไทย เรามีความสามารถที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้สูงกว่านี้มาก หากได้รับแรงหนุนจากนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267883&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HtTY19ihoJHJ_r_HwLeCZ

  • ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน

    ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน

    ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน

    ภาคเอกชนส่งสัญญาณเตือนชัด หากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน อาจกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ราว 0.3–0.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5.5–9.5 หมื่นล้านบาท จากแรงกระทบต่อความเชื่อมั่น การชะลอการลงทุน และความล่าช้าในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลว่าใครจะเป็นรัฐบาล แต่กังวลว่าการเมืองจะนิ่งเร็วแค่ไหน ทุกวันที่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เศรษฐกิจก็รอไม่ได้เช่นกัน หากยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน ความเสียหายไม่ได้มีแค่ตัวเลข GDP แต่กระทบความเชื่อมั่นระยะยาวด้วย

    เขาระบุว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในภูมิภาค การปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางนโยบายจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ “ตอนนี้ไทยเหมือนคนป่วย ถ้าหมอยังเถียงกันว่าใครจะรักษา คนไข้ก็อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ”

    เปิด 3 ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

    ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์หลักหลังเลือกตั้ง โดยกรณีดีที่สุดคือพรรคใดพรรคหนึ่งชนะขาดหรือสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วภายใน 30 วัน “ความชัดเจนคือหัวใจ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต้องการเห็นทิศทางที่แน่นอนอย่างน้อย 4 ปี”

    สำหรับฉากทัศน์ที่สอง คือรัฐบาลผสมที่ตกลงกันได้เร็ว แม้ต้องเจรจาต่อรองแต่ยังถือว่าเป็นบวก หากมีโครงสร้างทีมเศรษฐกิจชัดเจนและนโยบายไม่ขัดแย้งกันมาก “รัฐบาลผสมไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุยกันจบเร็วและมีวินัยการคลังชัด ตลาดก็รับได้” นายวิศิษฐ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์ที่สาม ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าเสี่ยงที่สุด คือกรณีเสียงสูสีหรือเจรจายืดเยื้อจนตั้งรัฐบาลล่าช้า “ถ้าเกิน 60 วัน จะเริ่มเห็นผลกระทบชัด นักลงทุนชะลอ งบประมาณล่าช้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดทันที” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ความเสียหายอาจแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทในระยะสั้น

    เสถียรภาพ คือเงื่อนไขตั้งต้น

    ในมุมวิชาการ รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของนโยบายเศรษฐกิจ “ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหน หากรัฐบาลไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ก็ผลักดันได้ยาก ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะสะท้อนผ่านตลาดทุนทันที”

    ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง “ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเหมือนในอดีต ความเชื่อมั่นจะหายไปเร็ว และใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP มาก”

    จี้ปิดดีลใน 30 วัน

    ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองเร่งเจรจาจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมประกาศทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนทันทีหลังจัดตั้ง ทั้งมาตรการกระตุ้นระยะสั้น การดูแลหนี้ครัวเรือน และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

    “เราไม่ได้เลือกข้างพรรคการเมือง แต่เราเลือกความชัดเจนและเสถียรภาพ เพราะทุกวันที่การเมืองชะงัก คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศเสียไปจริง ๆ” นายเกรียงไกรกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10vTjMD8hu018kMZuGWqrQ

  • พิเชษฐ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย วิชชั่นใหม่ พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    พิเชษฐ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย วิชชั่นใหม่ พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    พิเชษฐ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย วิชชั่นใหม่ พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.53 น.

    “พิเชษฐ” ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย “วิชชั่นใหม่”พร้อมร่วมทุกพรรคแก้หนี้ประชาชน

    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ หมายเลข 24 กล่าวถึงการเดินสายปราศรัยขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนที่ผ่านมาตลอดว่า พรรคได้ลงพื้นที่พบประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้พรรคมีความมั่นใจว่าจะสามารถมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่สภาได้ตามเป้าหมาย และพร้อมมีบทบาทร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งลดภาระประชาชน โดยเฉพาะนโยบาย “การเงินไร้ดอกเบี้ย” ที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายเล็ก และกลุ่มอาชีพที่มีภาระหนี้สูงสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม

    นายพิเชษฐ กล่าวว่าการดำเนินนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมของพรรควิชั่นใหม่ โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมสวิสโฮเทล กรุงเทพฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสันนิบาตสหกรณ์และเครือข่ายสหกรณ์ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกสหกรณ์ครู และ กองทุน SADA Holding Asia ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา โดยกองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนลงทุนต่างประเทศในเครือบริษัทลงทุนจากตะวันออกกลางที่ดำเนินแนวทาง Interest-Free Finance (การเงินไร้ดอกเบี้ย) ใช้รูปแบบกองทุนเข้าซื้อพอร์ตหนี้จากเจ้าหนี้เดิม แล้วปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ในเงื่อนไขที่ช่วยลดภาระลูกหนี้ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายดำเนินโครงการ ปรับโครงสร้างหนี้ครูในระบบสหกรณ์จำนวนหลายแสนราย โดยกองทุนจะเข้าซื้อหนี้จากสถาบันเจ้าหนี้เดิมและจัดทำสัญญาใหม่ภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การลดภาระหนี้คงเหลือเฉลี่ยประมาณ 50% และปรับเป็นสัญญา ผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยจนหมดหนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเครดิตทางการเงินได้เร็วขึ้น

    “ปัญหาหนี้ครูถือเป็นหนึ่งในปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนสำคัญของประเทศ ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้มากกว่า 900,000 ราย คิดเป็นประมาณ 80% ของครูทั้งประเทศ และมีมูลค่าหนี้รวมราว 1.4 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 1.5–3 ล้านบาทต่อคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินของรัฐ หากผมมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะผลักดันนโยบายนี้เพื่อให้ครูซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกของนโยบายสามารถปลดภาระหนี้สินได้ในที่สุด” นายพิเชษฐกล่าว

    หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางความร่วมมือกับกองทุนการเงินไร้ดอกเบี้ยดังกล่าวสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจของพรรคที่ต้องการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงโครงสร้างด้วยกลไกการเงินรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงมาตรการพักหนี้ระยะสั้น โดยใช้ความร่วมมือระหว่างกองทุนต่างประเทศ ภาคสหกรณ์ และองค์กรทางการเงินทางเลือก เพื่อสร้างโมเดลแก้ปัญหาหนี้ที่สามารถขยายผลสู่กลุ่มอาชีพอื่นในอนาคต

    นายพิเชษฐ ย้ำว่าพรรควิชชั่นใหม่พร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังจับตาผลการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีผลต่อสมดุลการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไปอย่างใกล้ชิด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘วิชชั่นใหม่’มาแล้ว!‘พิเชษฐ สถิรชวาล’นำทัพตั้งพรรคน้องใหม่ ชูนโยบาย‘โปร่งใส’แก้ทุจริต

    จับตากลุ่มวิชชั่นใหม่! 'พิเชษฐ์ สถิรชวาล' เปิดตัวสู้ศึกเลือกตั้ง จัดเวทีใหญ่ประกาศ 3 ทางออกประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/945720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TW3XhoWqWkpTYmtMtpmJz

  • เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อประชาชนในปี 2026 ฟื้นตัวอย่างจำกัด

    เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อประชาชนในปี 2026 ฟื้นตัวอย่างจำกัด

    สำนักงานสถิติแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ (Statistics Netherlands: CBS) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ตลอดทั้งปี 2025 โดยตัวเลขการเติบโตประจำปีดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนจากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ที่ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3

    อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 1.9 สูงกว่าปี 2024 ซึ่ง GDP ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.1 แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตต่อปีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 2.0

    CBS ระบุว่า ในภาพรวมตลอดทั้งปี การส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ขณะที่การบริโภคภาครัฐเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันที่ร้อยละ 2.6 ส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบรายปี ด้านการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ซึ่งต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออก ส่งผลให้ดุลการค้ามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงบวก นอกจากนี้ การลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5

    สำหรับไตรมาสที่ 4 การส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.6 ทำให้ดุลการค้ามีบทบาทสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การบริโภคภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากการใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและค่าจ้างแรงงาน ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 โดยมีการใช้จ่ายด้านอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.1

    ธนาคารกลางยังระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากความผันผวนของการค้าโลกน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับช่วยลดแรงกดดันด้านภาษีและข้อจำกัดทางการค้า ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการผลิตและการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น

    ในช่วงปีถัดไป อัตราการเติบโตมีแนวโน้มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก โดยธนาคารกลางคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์จะขยายตัวร้อยละ 1.2 ในปี 2026 และร้อยละ 1.1 ในปี 2027 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ในส่วนของเงินเฟ้อ แนวโน้มระดับราคาของเนเธอร์แลนด์อยู่ในช่วงขาลง จากร้อยละ 3.0 ในปี 2025 เหลือร้อยละ 2.4 ในปี 2026 และร้อยละ 2.3 ในปี 2027 แม้ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเขตยูโรโซน โดยการชะลอตัวดังกล่าวช่วยให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าจ้างเฉลี่ยยังคงปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้าและบริการ

    ในด้านการใช้จ่ายของครัวเรือน ธนาคารกลางประเมินว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง แม้ว่าประชาชนจำนวนมากยังคงออมเงินในระดับสูงเพื่อชำระหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและเตรียมการซื้อบ้าน ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 ในปี 2025 ก่อนจะชะลอลงในช่วงถัดไป โดยราคาบ้านยังคงปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของครัวเรือน ทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนเพิ่มขึ้นในอัตราที่จำกัด

    ด้านการคลัง รัฐบาลเนเธอร์แลนด์คาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ของ GDP ในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.9 ในปี 2026 สะท้อนถึงการใช้จ่ายภาครัฐในระดับสูงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มจากร้อยละ 45.2 ในปี 2025 เป็นร้อยละ 48.2 ในปี 2027 แม้ยังอยู่ในระดับที่สหภาพยุโรปกำหนด แต่ก็สะท้อนแรงกดดันทางการคลังในระยะยาว

    Olaf Sleijpen ประธานธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการค้า ซึ่งช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดของระบบพลังงาน และประสิทธิภาพในการผลิต

    ขณะเดียวกัน รายงานของธนาคารกลางยังได้ประเมินสถานการณ์ทางเลือก หากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชนส่งผลให้การลงทุนและการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศในระยะยาว ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์อาจเติบโตได้ราวร้อยละ 1.6 ในปี 2026 และ 2027 ซึ่งสูงกว่าประมาณการปัจจุบัน

    ในอีกด้านหนึ่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์จะปรับตัวดีขึ้น แต่ข้อมูลจากสถาบันงบประมาณครัวเรือนเนเธอร์แลนด์ (Nibud) ชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของประชาชนในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยกำลังซื้อเฉลี่ยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.9 จากเดิมที่ประเมินไว้ร้อยละ 1.3 ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของค่าจ้างที่เริ่มชะลอลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง

    ปัจจุบันคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 3.7 ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า ที่ร้อยละ 4.2 แต่ยังสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนยังเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะช่วยพยุงกำลังซื้อได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายให้ขยายตัวอย่างชัดเจน โดย Nibud ระบุว่า ครัวเรือนจะมีเงินสำหรับใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 40 ยูโรต่อเดือน ซึ่งแม้จะช่วยให้สถานะทางการเงินดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังถือว่าเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด

    ทั้งนี้ ผลกระทบต่อกำลังซื้อแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มประชากร ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่า โดยกำลังซื้อคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ จากการปรับเพิ่มเครดิตภาษีแรงงาน กลุ่มดังกล่าวมักทำงานพาร์ทไทม์ที่มีค่าจ้างต่ำและมีความไม่มั่นคงสูง

    ในส่วนของผู้รับบำนาญ คาดการณ์ว่าจะได้รับประโยชน์เช่นกัน แม้ว่าผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบของระบบบำนาญ ผู้เกษียณอายุที่อยู่ในระบบบำนาญเดิมและมีเงินบำนาญเสริมคาดการณ์ว่ากำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 1.1 ขณะที่ผู้ที่เข้าสู่ระบบบำนาญใหม่ตั้งแต่ต้นปีมีแนวโน้มได้รับผลประโยชน์มากกว่า เนื่องจากกองทุนสามารถนำเงินสำรองบางส่วนมาจ่ายให้ผู้รับบำนาญได้

    ในทางกลับกัน ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีลูกจ้าง หรือกลุ่ม zzp’ers คาดการณ์ว่าจะไม่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับลดสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้รายได้สุทธิของบางรายทรงตัว

    Nibud เตือนว่า ตัวเลขกำลังซื้อเฉลี่ยอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ทางการเงินที่แท้จริงของครัวเรือนทั้งหมด เนื่องจากบางกลุ่มได้รับประโยชน์มากกว่าขณะที่บางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว

    ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลกอาจทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งหากเกิดการปรับขึ้นอย่างกะทันหันจะส่งผลให้กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแทบไม่เหลืออยู่ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้คงที่ซึ่งอาจเผชิญภาระมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว

    ด้วยเหตุนี้ Nibud จึงแนะนำให้ประชาชนวางแผนและประเมินสถานะทางการเงินของตนเองสำหรับปี 2026 อย่างรอบคอบ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

    เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ในปี 2025 ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ เป็นผลมาจากการขยายตัวของการค้าโลกและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้จะยังมีความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตในช่วงต่อไปมีทิศทางชะลอลง สะท้อนข้อจำกัดของเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และกำลังการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการขยายตัวในระยะกลาง

    แม้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่กำลังซื้อของประชาชนยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่จำกัด เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้างเริ่มชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย โดยให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายจำเป็นมากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศขยายตัวในอัตราปานกลางและยังไม่กลับสู่ระดับสูงเช่นในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

    ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเติบโตในระดับหนึ่งช่วยสนับสนุนการค้าและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับภาระค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจจำกัดการขยายตัวของตลาดผู้บริโภคในบางกลุ่ม ทำให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นมากขึ้น

    แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายภาครัฐในด้านสาธารณสุข สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปสู่ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น plant-based food, functional food

    สำหรับตลาดผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์ แนวโน้มการเลือกซื้อสินค้ายังคงเน้นความคุ้มค่า คุณภาพ และความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีที่มาชัดเจน ผลิตอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของตลาดยุโรปในปัจจุบัน

    ผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์เข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์ควรปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะสมกับราคา ตอบโจทย์การใช้งานจริง และมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและผู้บริโภค นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารจุดเด่นของสินค้า เช่น ความยั่งยืน ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดเนเธอร์แลนด์และยุโรปในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zdh7eeb88da7v72ddiyftirx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zbAUEZA2Hj7GOzqk3L-LO

  • SDG Policy Focus: เลือกตั้ง 69 นโยบายพรรคไหนตอบโจทย์ SDGs ที่สุด | SDG Move

    SDG Policy Focus: เลือกตั้ง 69 นโยบายพรรคไหนตอบโจทย์ SDGs ที่สุด | SDG Move


    ‘SDG16’ โดดเด่น ทุกพรรคการเมืองเสนอปราบโกง-เพิ่มธรรมาภิบาล
    ด้าน ‘ทรัพยากรทางทะเล’ น่าห่วง พบนโยบายที่เกี่ยวข้องเเค่ 7 จุด


    เมื่อ ‘นโยบาย’ ไม่ใช่เเค่โฆษณาขายฝัน เเต่คือคำมั่นสัญญา (commitment) ของการพัฒนาที่พรรคการเมืองใช้เป็นหลักประกันยืนยันให้ประชาชนวางใจว่าหากเลือกคนหรือพรรคตนเเล้ว จะได้ ‘สังคมที่ดี’ ‘เศรษฐกิจที่เติบโต’ เเละ ‘สิ่งเเวดล้อมที่สมบูรณ์’ อย่างไร ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนทุกท่านจะเข้าคูหากาคนที่ชอบเเละพรรคที่ใช่ SDG Move จึงอยากชวนทบทวนและร่วมสำรวจนโยบายของ 5 พรรคการเมืองยอดนิยมว่าคำมั่นสัญญาเหล่านั้นตอบโจทย์คิดประเด็นการพัฒนาที่ท่านต้องการมากน้อยเพียงใ

    ภายใต้คอลัมน์ ‘SDG Policy Focus’ ผู้อ่านจะได้เห็นภาพรวมของนโยบายทั้งหมดที่เชื่อมโยงเเละหนุนเสริมการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals:​ SDGs) พร้อมทั้งจะได้ส่องขยายว่าแต่ละพรรคการเมืองนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงสมดุลเเละความยั่งยืนเเค่ไหน หรือให้น้ำหนักของความสนใจที่ประเด็นใดเป็นพิเศษ 


    Disclaimer

    • “นโยบายที่ตอบโจทย์ SDGs” ในบทความฉบับนี้ หมายถึงการพิจารณาความครอบคลุมของนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอว่ามีการกล่าวถึงหรือเชื่อมโยงกับประเด็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นความท้าทายของสังคมไทยในระดับใด
    • ประเด็นความยั่งยืนที่นำมาใช้พิจารณา อ้างอิงตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งประกอบด้วย 17 เป้าหมาย (goals) และ 169 เป้าหมายย่อย (targets) โดยหนึ่งนโยบายสามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายย่อย ได้มากกว่าหนึ่งเป้าหมาย 
    • พรรคการเมืองที่นำมาวิเคราะห์นโยบาย คัดเลือกจากพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนความนิยมสูงสุดจากผลการสำรวจโดย “สวนดุสิตโพล” และ นิด้าโพล (อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 11 มกราคม 2569) ซึ่งเป็นโพลที่เผยแพร่ในช่วงเวลาที่เริ่มดำเนินการวิเคราะห์นโยบาย รวมทั้งสิ้น 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเศรษฐกิจ
    • เกณฑ์การนับจุด ใช้กระบวนการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของนโยบายกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนโยบายที่มีวิธีการหรือผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับ SDGs ในข้อใดข้อหนึ่งโดยตรงจะถูกนับเป็น 1 จุด หากนโยบายมีความคาบเกี่ยวหรือเชื่อมโยงกับ SDGs โดยอ้อม จะถูกนับเป็น 0.5 จุด 
    • ข้อพึงทราบ การนับจุดนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs ใช้กระบวนการพิจารณาจากหัวข้อเเละเนื้อหาของนโยบายประกอบดุลยพินิจของผู้จัดทำข้อมูล แม้มีการตรวจสอบโดยคณะทำงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ ขอเเนะนำให้ผู้อ่านตรวจสอบนโยบายจากเเหล่งข้อมูลต้นทางควบคู่กันไป เพื่อความเเม่นยำเเละความถูกต้องมากที่สุด  
    • การเข้าถึงข้อมูลนโยบายของพรรคการเมือง พิจารณาจากนโยบายที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการของแต่ละพรรคระหว่างวันที่ 15 – 27 มกราคม 2569

    01 – ภาพรวมนโยบายของแต่ละพรรคกับ SDGs แต่ละเป้าหมาย

    จากการสังเคราะห์พบว่านโยบายของพรรคการเมืองยอดนิยมทั้ง 5 พรรคที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีจำนวนทั้งสิ้น 714 จุด โดยพรรคที่เสนอนโยบายเชื่อมโยงกับ SDGs มากที่สุดคือ พรรคประชาชน คิดเป็นร้อยละ 55.6 หรือจำนวน 397 จุด รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์  คิดเป็นร้อยละ 23.4 หรือ 167 จุด อันดับที่ 3 คือ พรรคเพื่อไทย คิดเป็นร้อยละ 13.9 หรือ 99.5 จุด อันดับที่ 4 พรรคภูมิใจไทย คิดเป็นร้อยละ 5.3 หรือ 38 จุด และอันดับสุดท้ายคือ พรรคเศรษฐกิจ คิดเป็นร้อยละ 1.8 หรือ 12.5 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นระดับความเข้มข้นและลำดับความสำคัญในการบูรณาการนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละพรรคแตกต่างกันอย่างชัดเจน


    ‘รัฐโปร่งใส – เศรษฐกิจเติบโต – โครงสร้างพื้นฐานดี’ ลูกรักนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 69


    เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบจำนวนจุดของนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs รายเป้าหมาย พบว่านโยบายที่พรรคการเมืองเสนอในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับ SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม เเละสถาบันเข้มเเข็ง มากที่สุด กว่า 151 จุด โดยพบในนโยบายของพรรคประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง กว่า 97.5 จุด ขณะที่พบน้อยสุดในนโยบายของพรรคเศรษฐกิจ เพียง 4 จุด 

    ตามมาด้วย SDG8 งานที่มีคุณค่าเเละการเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่ามีมากถึง 80.5 จุด โดยปรากฏในนโยบายของพรรคประชาชนมากที่สุด จำนวน 38.5 จุด เเละพบน้อยสุดในนโยบายของพรรคเศรษฐกิจ เพียง 2 จุดเท่านั้น

    อีกหนึ่งเป้าหมายที่พรรคการเมืองให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม ซึ่งพบจุดที่เชื่อมโยงกับนโยบายมากถึง 64.5 จุด โดยปรากฏในนโยบายของพรรคประชาชนมากที่สุด จำนวน 38.5 จุด เเละพบน้อยสุดในนโยบายของพรรคภูมิใจไืทย เพียง 1 จุดเท่านั้น


    ‘ระบบนิเวศบก-ทรัพยากรทะเล-ความเท่าเทียมทางเพศ’ ประเด็นที่พบน้อยจนน่าห่วง


    เเม้นโยบายของพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับ SDGs จะมีมากถึง 714 จุด เเต่รู้หรือไม่ว่า นโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ มีเพียงเเค่ 9 จุดเท่านั้น โดยพบในนโยบายของพรรคประชาชนเเละพรรคประชาธิปัตย์พรรคละ 4.5 จุด ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย เเละพรรคเศรษฐกิจไม่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายนี้เลย

    เช่นเดียวกับ SDG14 ทรัพยากรทางทะเล ที่พบเพียง 7 จุด ซึ่งน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเป้าหมายอื่น ๆ โดยเเบ่งเป็นการพบในนโยบายของพรรคประชาชนจำนวน 5 จุด เเละนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เเละพรรคเศรษฐกิจอีกพรรคละ 1 จุด

    นอกจากนี้ ยังมี SDG15 ระบบนิเวศบนบก อีกเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับนโยบายไม่ถึงหลักสิบจุด โดยพบเพียง 9.5 จุด เเบ่งเป็นการพบในนโยบายของพรรคประชาชน 7 จุด เเละพรรคประชาธิปัตย์ 2.5 จุด 

    กล่าวโดยสรุปเบื้องต้นได้ว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองยอดนิยมในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบเเละโครงสร้างรัฐเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ ‘การทำให้สถาบันรัฐมีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต’ หรือ ‘ไม่เทา’ เป็นนโยบายตลาดที่ทุกพรรคต้องมี ขณะที่เรื่อง ‘ปากท้อง’ เเละ ‘คุณภาพชีวิต’ เป็นอีก 2 คำมั่นสัญญาที่ทุกพรรคเสนอทางออกเพื่อทำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณค่าเเละเปิดโอกาสธุรกิจรายย่อยให้เข้าถึงการช่วยเหลือเเละทรัพยากรจากรัฐมากขึ้น อย่างไรก็ดี น่าเป็นห่วงว่า ‘สิ่งเเวดล้อม’ เป็นมิติที่มีนโยบายน้อยมากเมื่อเทียบกับมิติอื่น ๆ เเม้ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาสิ่งเเวดล้อมโดยเฉพาะภัยพิบัติเเละผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ เเต่นโยบายที่การเสริมขีดความสามารถในการปรับตัวจากภัยพิบัติเเละผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีเพียง 13.5 จุด ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นนโยบายที่เสนอโดยพรรคประชาชน 7 จุด พรรคเพื่อไทย 2 จุด พรรคภูมิใจไทย 1 จุด เเละพรรคประชาธิปัตย์ 3.5 จุด

    ทั้งนี้ หากพิจารณารายพรรค กล่าวได้ว่าพรรคประชาชนเเละพรรคประชาธิปัตย์เป็นสองพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายครอบคลุมครบทุกเป้าหมายของ SDGs ขณะที่นโยบายของพรรคเพื่อไทยขาดความครอบคลุม SDG5 SDG14 เเละ SDG15 พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายที่ครอบคลุม SDG5 SDG6 SDG14 เเละ SDG15 ส่วนพรรคเศรษฐกิจขาดความครอบคลุม SDG1 SDG3 SDG4 SDG5 SDG5 SDG6 SDG7 SDG11 SDG12 SDG13 เเละ SDG15



    ดังนั้น เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ จึงจัดกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ (SDGs) ออกเป็น 5 มิติหลัก หรือกรอบ 5P เพื่อใช้ในการสำรวจและวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    02 – สำรวจนโยบายของพรรคประชาชน

    | นโยบายของ ‘พรรคประชาชน’ สอดคล้องกับ SDGs จำนวน 397 จุด

    เมื่อพิจารณาความเชื่อมโยงนโยบายกับ SDGs จำแนกตามรายเป้าหมาย พบว่าพรรคประชาชน มีนโยบายกระจุกตัวที่มิติด้านสันติภาพและความสงบสุขมากที่สุด รองลงมาคือ มิติด้านคนและสังคม มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านความร่วมมือ ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้


    | เป้าหมายย่อยที่ ‘พรรคประชาชน’ โฟกัสมากที่สุด 

    เมื่อพิจารณาเชิงลึกของนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs ข้างต้น ในระดับเป้าหมายย่อยพบว่า 7 เป้าหมายย่อยที่เชื่อมโยงกับนโยบายของพรรรคประชาชนสูงสุด ได้แก่

    1. เป้าหมายย่อยที่16.6 การสร้างสถาบันของรัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ พบนโยบายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 25.5 จุด  และ 
    2. เป้าหมายย่อยที่ 16.7 การตัดสินใจที่รับผิดชอบ ครอบคลุม และประชาชนมีส่วนร่วม พบนโยบายที่เกี่ยวข้อง พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 23 จุด
    3. เป้าหมายย่อยที่ 16.10 การเข้าถึงข้อมูลของรัฐ (Open Data) และการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 13 จุด
    4. เป้าหมายย่อยที่ 16.3 การมีหลักนิติธรรมและส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 12.5 จุด
    5. เป้าหมายย่อยที่ 8.3 การส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและสนับสนุนธุรกิจรายย่อย (SMEs) พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 จุด
    6. เป้าหมายย่อยที่ 9.1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 จุด
    7. เป้าหมายย่อยที่ 10.2 การส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน  11 จุด

    การให้ความสำคัญกับประเด็นย่อยข้างต้น สะท้อนว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างรัฐควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นเด่นสำคัญ ได้แก่

    • การปฏิรูปสถาบันและระบบการเมือง โดยมีนโยบายที่ชัดเจนในการเสริมสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เช่น นโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
    • เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ นโยบายมุ่งยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI) ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์ม และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะผ่านนโยบายตั๋วร่วม
    • การจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษ โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านการออกกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ รวมถึงการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net-zero) ภายในปี 2050
    • สวัสดิการสังคมและการลดความเหลื่อมล้ำ มีนโยบายสวัสดิการที่ครอบคลุมหลายช่วงวัย เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็ก เบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได และการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนผ่านระบบ One Map เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ

    ในทางตรงกันข้ามหากพิจารณานโยบายที่ พรรคประชาชน เสนอ  พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ SDG 5 น้อยที่สุด เพียง 4.5  จุด รองลงมาคือ SDG 14 SDG 15 และ SDG 17 ตามลำดับ โดยสะท้อนการให้น้ำหนักเชิงนโยบายในบางมิติที่ยังจำกัด ได้แก่

    • ความเท่าเทียมทางเพศ แม้จะมีนโยบายสมรสเท่าเทียมและสวัสดิการผ้าอนามัย แต่ไม่ปรากฎนโยบายที่มุ่งเน้นการเพิ่มบทบาทสตรีในระดับการตัดสินใจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ การยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
    • การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ได้รับความสำคัญในระดับต่ำ มีคะแนนรวมเพียง 12 จุด นโยบายยังมีความจำกัดนประเด็นการจัดการมลพิษทางทะเลและการสนับสนุนประมงพื้นบ้านรายย่อยในการเข้าถึงตลาด แม้จะเน้นแนวคิดการประมงอย่างยั่งยืน ขณะที่นโยบายด้านทรัพยากรบนบก โดยเฉพาะการต่อต้านการกลายเป็นทะเลทรายและการอนุรักษ์ระบบนิเวศภูเขา ยังไม่ปรากฎอย่างชัดเจน
    • ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีคะแนนค่อนข้างต่ำเพียง 6.5 จุด นโยบายส่วนใหญ่เน้นความร่วมมือภายในประเทศและการจัดเก็บภาษี แต่ยังขาดนโยบายด้านความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) หรือการระดมทรัพยากรทางการเงินไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ 

    ดังนั้น สะท้อนว่าพรรคประชาชนมีแนวทางนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างระบบการเมืองและการคุ้มครองสิทธิพลเมือง โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาทของสถาบันรัฐและกลไกการตรวจสอบของประชาชน ภายใต้กรอบคิดว่าการพัฒนาด้านอื่นสามารถเชื่อมโยงและดำเนินไปได้ควบคู่กับความเข้มแข็งของสถาบันและการมีส่วนร่วมของประชาชน


    03 – สำรวจนโยบายของพรรคเพื่อไทย 

    | นโยบายของ ‘พรรคเพื่อไทย’ สอดคล้องกับ SDGs จำนวน 99.5 จุด

    เมื่อพิจารณาคะแนนการเชื่อมโยงนโยบายกับ SDGs จำแนกตามรายเป้าหมาย พบว่าพรรคเพื่อไทย มีนโยบายมีการกระจุกตัวที่มิติด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือ มิติด้านคนและสังคม มิติด้านสันติภาพและความสงบสุข มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านความร่วมมือ ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • มิติด้านคนและสังคม มีน้ำหนักรองลงมา เน้นประเด็น SDG1 ยุติความยากจน (12.5 จุด) SDG2 ยุติความหิวโหย (5 จุด) SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (6.5 จุด) SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ (28 จุด) และ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ (0 จุด)  โดยนโยบายที่พบ เช่น  นโยบายคนไทยไร้จนพักหนี้-คืนชีวิตเกษตรกร’ เเละ ‘30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ’ สะท้อนการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะความยากจน สุขภาพ และการศึกษา แต่ยังไม่ปรากฎนโยบายด้านความเท่าเทียมทางเพศที่ชัดเจน
    • มิติด้านเศรษฐกิจ  เป็นมิติที่โดดเด่นที่สุด เน้นประเด็น SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ (3 จุด) SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (15.5 จุด) SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม (13 จุด) SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ (8 จุด) และ SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน (7.5 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น ลดค่าไฟฟ้า 3.70 บาทรัฐเป็นลูกค้าของ SME’ เเละ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แสดงถึงการมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นแกนหลักของนโยบายพรรค
    • มิติด้านสิ่งแวดล้อม มีคะแนนรวมค่อนข้างต่ำ โดยพบการเชื่อมโยงนโยบายกับ  SDG6 การเข้าถึงน้ำสะอาด (1 จุด) SDG13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3.5 จุด) และ SDG12 การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (2 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น  นโยบาย e-commerce สัญชาติไทยแผนรับมือโลกรวน’ เเละจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง’ ขณะที่ SDG14 นิเวศทางทะเลและมหาสมุทร และ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ไม่ปรากฏการเชื่อมโยงเชิงนโยบายที่ชัดเจน
    • มิติด้านสันติภาพและความสงบสุข เน้นประเด็น SDG16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง  (15.5 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น ‘Smart City เมืองปลอดอาชญากรรม รื้อกฎหมาย ล้างระบบ ปลดล็อกรัฐและ ‘ส่งเสริมประชาธิปไตยเน้นการให้ความสำคัญกับนโยบายด้านธรรมาภิบาล ความยุติธรรม และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางการเมืองและสังคม
    • มิติด้านความร่วมมือ มีคะแนนต่ำที่สุด โดย SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (0.5 จุด) ซึ่งนโยบายที่พบ เช่น ยกระดับเกษตรกรด้วย AI แสดงให้เห็นว่าการเชื่อมโยงนโยบายกับความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคีเครือข่ายยังมีบทบาทจำกัด

    | เป้าหมายย่อยที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ โฟกัสมากที่สุด 

    เมื่อพิจารณาเชิงลึกของนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs ข้างต้น ในระดับเป้าหมายย่อยพบว่า 7 เป้าหมายย่อยที่เชื่อมโยงกับนโยบายขอพรรคเพื่อไทยสูงสุด ได้แก่

    1. เป้าหมายย่อยที่ 16.6 การสร้างสถาบันของรัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ พบนโยบายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7.5 จุด 
    2. เป้าหมายย่อยที่ 1.3 การทำให้ทุกคนเข้าถึงมาตรการคุ้มครองทางสังคม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 จุด
    3. เป้าหมายย่อยที่ 8.3 การส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและสนับสนุนธุรกิจรายย่อย พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 5  จุด
    4. เป้าหมายย่อยที่ 9.1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 จุด
    5. เป้าหมายย่อยที่ 2.3 การเพิ่มรายได้และผลผลิตทางการเกษตร พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 4  จุด
    6. เป้าหมายย่อยที่ 10.2 ความครอบคลุมทางสังคม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 3.5 จุด
    7. เป้าหมายย่อยที่ 10.4 นโยบายค่าจ้างและความคุ้มครองทางสังคม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 3.5 จุด

    การให้ความสำคัญกับประเด็นย่อยข้างต้น สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนวัตกรรมดิจิทัล โดยมีประเด็นเด่นสำคัญ ได้แก่ 

    • การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลเพื่อความคล่องตัว โดยมีนโยบายอย่าง AI Government และการรื้อกฎหมายปลดล็อกรัฐ สะท้อนว่าพรรคให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ลดขั้นตอนราชการที่ล่าช้า และใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน (Facilitator) ภาคเศรษฐกิจมากกว่าเป็นอุปสรรค
    • เศรษฐกิจเน้นการแก้หนี้ เติมเงิน ลดค่าครองชีพ นโยบายมุ่งเน้นให้ทุกคนเข้าถึงมาตรการคุ้มครองทางสังคม ผ่านนโยบายล้างหนี้ หวยเกษียณ และรถไฟฟ้า 20 บาท สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่จับต้องได้ เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนการใช้ชีวิตของประชาชนกลุ่มฐานรากและคนทำงาน
    • การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับกลางและรายย่อย  ผ่านนโยบายมาตรการประกันกำไร 30% และคูปองปัจจัยการผลิต สะท้อนความพยายามของพรรคในการสร้างรายได้ที่มีความแน่นอนให้แก่เกษตรกร โดยเน้นผลสัมฤทธิ์เชิงรายได้ที่จับต้องได้มากกว่าการอุดหนุนในรูปแบบเดิม 
    • การใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนทุกมิติ มีนโยบายด้าน “AI” และ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” สอดแทรกอยู่ในแทบทุกเป้าหมายย่อย เช่น   AI SME, AI Health และ AI Agriculture สะท้อนความเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำ

    ในทางตรงกันข้ามหากพิจารณานโยบายที่ พรรคเพื่อไทย  พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ SDG 5 น้อยที่สุดไม่ปรากฎคะแนน รองลงมาคือ SDG 14 SDG 15 และ SDG 17 ตามลำดับ โดยสะท้อนการให้น้ำหนักเชิงนโยบายในบางมิติที่ยังจำกัด ดังนี้

    • ความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ปรากฏการเชื่อมโยงเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการยุติการเลือกปฏิบัติทางเพศ การป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก หรือการส่งเสริมบทบาทของสตรีในการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจในระดับการเมืองและเศรษฐกิจ
    • การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ไม่ปรากฏการเชื่อมโยงโดยตรง ทั้งในประเด็นการจัดการมลพิษทางทะเล การคุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่ง และการหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพบนบก
    • ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีคะแนนค่อนข้างต่ำเพียง 0.5  จุด พบความเชื่อมโยงเพียงในด้านหุ้นส่วนความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านนโยบาย “ยกระดับเกษตรกรด้วย AI” ขณะที่ยังไม่ปรากฏนโยบายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ การระดมทุนเพื่อการพัฒนา หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศกำลังพัฒนา

    ดังนั้น สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยมีการเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคและการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยปรากฏนโยบายที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการสนับสนุนการเพิ่มรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจ (SDG 8, SDG 9) รวมถึงนโยบายด้านการปรับปรุงระบบรัฐเพื่อความโปร่งใสและธรรมาภิบาล (SDG 16) ในขณะที่การเชื่อมโยงกับประเด็นด้านความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิความเท่าเทียมเฉพาะกลุ่มยังมีอยู่ในระดับจำกัด


    04 – สำรวจนโยบายของพรรคภูมิใจไทย 

    | นโยบายของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ สอดคล้องกับ SDGs จำนวน 38 จุด

    เมื่อพิจารณาคะแนนการเชื่อมโยงนโยบายกับ SDGs จำแนกตามรายเป้าหมาย พบว่าพรรคภูมิใจไทย มีนโยบายมีการกระจุกตัวที่มิติด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือ มิติด้านคนและสังคม มิติด้านสันติภาพและความสงบสุข มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านความร่วมมือ ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • มิติด้านคนและสังคม มีคะแนนในระดับปานกลาง โดยปรากฏการเชื่อมโยงกับ  SDG1 ยุติความยากจน (4 จุด) และ SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (4.5 จุด) เป็นหลัก รองลงมาคือ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ (2 จุด) และ SDG2 ยุติความหิวโหย (1 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น  ‘คนละครึ่งพลัสบาร์เตอร์เทรด Barter trading’ เเละ พยาบาลอาสา (ทำงาน ดูแลผู้สูงวัยถึงที่)’ ขณะที่ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ (0 จุด) ไม่ปรากฏการเชื่อมโยงเชิงนโยบาย เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นฐาน โดยเฉพาะประเด็นความยากจนและสุขภาพเป็นหลัก
    • มิติด้านเศรษฐกิจ  เป็นมิติที่มีคะแนนสูงที่สุดโดยเฉพาะ SDG8 การเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ดี (8.5 จุด) สะท้อนการเชื่อมโยงกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ ตามด้วย SDG7 พลังงานสะอาดและเข้าถึงได้ (3 จุด) SDG11 เมืองและชุมชนยั่งยืน (2 จุด) SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ (1.5 จุด) และ SDG9 อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรม (1 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น  จีดีพีโต 3% พลัส ติดปีก SMEs’ เเละ ‘บัตรสวัสดิการ พลัส (ทำบัตรคนจนใหม่)’ แสดงถึงการมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ขณะที่นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานปรากฏในระดับจำกัด
    • มิติด้านสิ่งแวดล้อม มีคะแนนรวมค่อนข้างต่ำ โดยพบการเชื่อมโยงกับ SDG13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2.5 จุด) และ SDG12 การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (1 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น  ‘เศรษฐกิจสีเขียว ’ เเละ ‘กองทุนภัยพิบัติ’ ขณะที่ SDG6 การเข้าถึงน้ำสะอาด SDG14 นิเวศทางทะเล และ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ไม่ปรากฏการเชื่อมโยงเชิงนโยบาย
    • มิติด้านสันติภาพและความสงบสุข เน้นประเด็น SDG16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง  (5 จุด) โดยนโยบายที่พบ เช่น ‘ศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ และ สร้างกำแพง ป้องกัน’ สะท้อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภาครัฐและกลไกของสถาบันทางการเมือง
    • มิติด้านความร่วมมือ มีคะแนนต่ำที่สุด โดย SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (2 จุด) ซึ่งนโยบายที่พบ เช่น ‘ไทยเป็นไท ในเวทีโลก’  ซึ่งอยู่ในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับมิติอื่น

    | เป้าหมายย่อยที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ โฟกัสมากที่สุด 

    เมื่อพิจารณาเชิงลึกของนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs ข้างต้น ในระดับเป้าหมายย่อยพบว่า 7 เป้าหมายย่อยที่เชื่อมโยงกับนโยบายขอพรรคภูมิใจไทยสูงสุด ได้แก่

    1. เป้าหมายย่อยที่ 1.2 การลดจำนวนคนจน พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด 
    2. เป้าหมายย่อยที่ 7.2 การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน  พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด 
    3. เป้าหมายย่อยที่ 8.1 การทำให้ GDP เติบโต พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด 
    4. เป้าหมายย่อยที่ 8.2  การยกระดับเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ GDP เติบโต พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด 
    5. เป้าหมายย่อยที่ 8.3 การส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและสนับสนุนธุรกิจรายย่อย พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด 
    6. เป้าหมายย่อยที่ 16.1 การยุติความรุนแรงและการลดอัตราการตาย พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด
    7. เป้าหมายย่อยที่ 16.4 การลดการค้าอาวุธ การฟอกเงิน และการต่อต้านอาชญากรรม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน  2 จุด 

    การให้ความสำคัญกับประเด็นย่อยข้างต้น สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนที่มุ่งเน้นปากท้องและการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมีประเด็นเด่นสำคัญ ได้แก่ 

    • การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการลดภาระค่าครองชีพ ปรากฏผ่านนโยบาย เช่น “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และนโยบาย “จักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด
    • การสนับสนุนธุรกิจรายย่อยและ SMEs ผ่านนโยบายติดปีก SMEs เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนและการสนับสนุนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน
    • การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การเสนอระบบ บาร์เตอร์เทรด (Barter trading)  และการกำหนดเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจผ่านนโยบาย จีดีพีโต 3% พลัส 
    • การจัดการประเด็นด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตในสังคม โดยมีนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด เช่น การจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดในระดับอำเภอ และมาตรการด้านความปลอดภัยในสังคม

    ในทางตรงกันข้ามหากพิจารณานโยบายที่ พรรคภูมิใจไทย  พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ SDG 5 น้อยที่สุดไม่ปรากฎคะแนน รองลงมาคือ SDG 6 SDG 14  และ SDG 15 ตามลำดับ โดยสะท้อนการให้น้ำหนักเชิงนโยบายในบางมิติที่ยังจำกัด ได้แก่

    • ความเท่าเทียมทางเพศ ยังไม่ปรากฏนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการยุติการเลือกปฏิบัติทางเพศ การขจัดความรุนแรงต่อสตรี หรือการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในระดับการตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจ
    • การจัดการทรัพยากรน้ำและสุขาภิบาล  ยังไม่ปรากฏนโยบายหลักที่เชื่อมโยงกับการเพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัย หรือการพัฒนาและยกระดับระบบสุขาภิบาลและคุณภาพน้ำในระดับนโยบายประเทศ
    • การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ยังไม่ปรากฏนโยบายที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล ป่าไม้ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงระบบและเชิงลึก

    ดังนั้น สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยมีการเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและมาตรการที่มุ่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน นโยบายยังสะท้อนการให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนและการจัดการปัญหาสังคมที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหายาเสพติด มากกว่าการเชื่อมโยงกับประเด็นเชิงโครงสร้างด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม


    05 – สำรวจนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ 

    | นโยบายของ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ สอดคล้องกับ SDGs จำนวน 167 จุด

    เมื่อพิจารณาคะแนนการเชื่อมโยงนโยบายกับ SDGs จำแนกตามรายเป้าหมาย พบว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายที่กระจุกตัวที่มิติด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือ มิติด้านคนและสังคม  มิติด้านสันติภาพเเละความสงบสุข มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านความร่วมมือ ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้


    | เป้าหมายย่อยที่ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ โฟกัสมากที่สุด

    เมื่อพิจารณาเชิงลึกของนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs ข้างต้น พบว่า 7 เป้าหมายย่อยที่เชื่อมโยงกับนโยบายของพรรรคประชาธิปัตย์สูงสุด ได้แก่

    1. เป้าหมายย่อยที่ 16.6 การสร้างสถาบันของรัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 11 จุด 
    2. เป้าหมายย่อยที่ 10.2 การส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 จุด
    3. เป้าหมายย่อยที่ 9.1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 7.5 จุด
    4. เป้าหมายย่อยที่ 1.3 ทุกคนเข้าถึงมาตรการคุ้มครองทางสังคม พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 จุด
    5. เป้าหมายย่อยที่ 3.d เเจ้งเตือนเเละจัดการความเสี่ยงด้านสาธารณสุข พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 5.5 จุด
    6. เป้าหมายย่อยที่ 16.5 ลดการทุจริตเเละการรับสินบนทุกรูปแบบ พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 จุด
    7. เป้าหมายย่อยที่ 8.6 ลดสัดส่วนเยาวชนที่ไม่มีงานทำ/หลุดจากการศึกษา พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 4.5 จุด

    การให้ความสำคัญกับประเด็นย่อยข้างต้น สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสถาบันและระบบการเมือง ได้แก่ 

    • การเสริมปรับรื้อโครงสร้างองค์กรตรวจสอบการทุจริต และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วนด 
    • การสร้างความครอบคลุมทางสังคมและระบบสวัสดิการ โดยเฉพาะการจัดสรรสวัสดิการเเละทรัพยากรเเก่กลุ่มผู้เปราะบางทั้งในการใช้ชีวิต การศึกษา เเละเศรษฐกิจ
    • การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพเเต่คนทุกคนทุกคนเข้าถึงได้นับว่าเป็นโจทย์เสนอที่พบในหลายนโยบาย

    ในทางตรงกันข้าม พบว่าเป้าหมายที่นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์มีความเชื่อมโยงเเละเกี่ยวข้องน้อยมาก คือ SDG14 โดยพบเป้าหมายย่อยที่เกี่ยวข้องเเค่ 1 จุด คือเป้าหมายย่อยที่ 14.7 การใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทะเล เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากทะเล ประมงผิดกฎหมาย การจับสัตว์น้ำเกินปริมาณ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เสนอนโยบาย ยกระดับกิจการอวกาศของไทย  โดยมีข้อเสนอเชิงประเด็นส่วนหนึ่งที่ระบุถึงทะเลและเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยจะบูรณาการ AIS ผ่านดาวเทียม เพื่อการจัดการประมง การเดินเรือ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ดังนั้น สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการเชื่อมโยงกับการปฏิรูปกลไกการบริหารรัฐและสวัสดิการสังคมแบบเฉพาะกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับสถาบันรัฐที่โปร่งใสและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานปรากฏในระดับรอง


    06 – สำรวจนโยบายของพรรคเศรษฐกิจ

    | นโยบายของ ‘พรรคเศรษฐกิจ’ สอดคล้องกับ SDGs จำนวน 12.5 จุด

    เมื่อพิจารณาคะแนนการเชื่อมโยงนโยบายกับ SDGs จำแนกตามรายเป้าหมาย พบว่าพรรคเศรษฐกิจมีนโยบายที่สอดคล้องกับ SDGs จำนวน 12.5 จุด โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวที่มิติด้านเศรษฐกิจ  รองลงมาคือ มิติด้านสันติภาพเเละความสงบสุข มิติด้านคนและสังคม มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านความร่วมมือ ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้


    | เป้าหมายย่อยที่ ‘พรรคเศรษฐกิจ’ โฟกัสมากที่สุด 

    เมื่อพิจารณาเชิงลึกของนโยบายที่เชื่อมโยงกับ SDGs ข้างต้น พบว่า 3 เป้าหมายย่อยที่เชื่อมโยงกับนโยบายของพรรคเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น ได้แก่

    1. เป้าหมายย่อยที่ 8.2 ยกระดับเทคโนโลยีช่วย GDP เติบโต พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด
    2. เป้าหมายย่อยที่ 9.1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด
    3. เป้าหมายย่อยที่ 16.6 การสร้างสถาบันของรัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ พบนโยบายที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 จุด

    การให้น้ำหนักกับประเด็นย่อยข้างต้น สะท้อนว่าพรรคเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนเเละพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโต ขณะเดียวกันก็เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายของเศรษฐกิจทั้งทางบกเเละทางทะเล อย่างไรก็ดี ‘สิ่งเเวดล้อม’ เเละ ‘สังคม’ ยังคงเป็นประเด็นที่พรรคเศรษฐกิจมองข้ามโดยพบว่าไม่มีนโยบายที่เสนอเกี่ยวกับเป้าหมายย่อยของ SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ  SDG15 ระบบนิเวศบนบก SDG1 ยุติความยากจน SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี เเละ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ เลยเเม้เเต่จุดเดียว 

    ดังนั้น การเชื่อมโยงกับมิติการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาพรวมยังอยู่ในระดับจำกัด และมุ่งเน้นเฉพาะบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ


    07 – บทสรุป

    714 จุด ที่พบความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับนโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้เเม้ยังไม่ครอบคลุมทุกประเด็นเเละมีความเหลื่อมกันอยู่ระหว่างมิติต่าง ๆ เเต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นหมุดหมายที่สะท้อนว่าพรรคการเมืองคิดรอบด้านมากขึ้นในการออกเเบบนโยบาย

    การตัดสินใจเลือกคนเเละพรรคผ่านการกลั่นกรองด้วยเเว่นของ SDGs จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่เพียงเเต่จะช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีตัวเเทนที่ดีเเละนโยบายการพัฒนาที่ตอบโจทย์ตนเท่านั้น เเต่ยังหมายถึงการเลือก ‘ความยั่งยืน’ ระยะยาว เเละ ‘สมดุล’ ของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกด้วย เเน่นอนว่าหากรัฐบาลใหม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้อย่างครอบคลุม ครบถ้วน เเละจริงใจ อย่างน้อยที่สุดก็จะช่วยให้ ‘ระบบการบริหารภาครัฐ’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกเสนอมากที่สุด มีความโปร่งใส เเละตรวจสอบได้มากขึ้น เเละการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อม ก็อาจก้าวหน้ามากขึ้น 


    ● เข้าถึงเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง: 
     พรรคประชาชน 
    พรรคเพื่อไทย 
    พรรคภูมิใจไทย 
    พรรคประชาธิปัตย์ 
    พรรคเศรษฐกิจ

    หมายเหตุ: ก่อนหน้านี้ SDG Move ได้จัดทำแบบSDG Policy Survey นำเสนอความต้องการของประชาชนต่อ “นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน” สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 อ่านสรุปผลการสำรวจเพิ่มเติมได้ที่นี่

    ดาวน์โหลดข้อมูลจำแนกนโยบายตามประเด็นความยั่งยืนที่ใช้ในการประมวลผล

    แพรวพรรณ ศิริเลิศ และอติรุจ ดือเระ  – เรื่อง
    วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ

    Last Updated on กุมภาพันธ์ 7, 2026

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 4,833

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/02/06/sdg-policy-focus-thailand-election-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mt-_GHvULRobfHu9imImC

  • ‘อนุทิน’ ประกาศชัดเลือกภูมิใจไทย ประเทศไม่ต้องเสี่ยง

    ‘อนุทิน’ ประกาศชัดเลือกภูมิใจไทย ประเทศไม่ต้องเสี่ยง


    ‘อนุทิน’ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่สุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง ย้ำประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงาน ชูทีมมืออาชีพ–นโยบายสร้างรายได้ ประกาศจุดยืนปกป้องอธิปไตย ยกเลิก MOU 44

    บรรยากาศการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ท่ามกลางประชาชนและผู้สนับสนุนที่หลั่งไหลร่วมฟังอย่างคึกคัก โดยนายอนุทิน กล่าวสรุปทิศทางการทำงาน วิสัยทัศน์ และจุดยืนทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยอย่างเข้มข้น ย้ำชัดว่า ประเทศไทยไม่ใช่ที่ฝึกงานหรือทดลองงานของมือใหม่ และเลือกภูมิใจไทย ประเทศไทย ไม่ต้องเสี่ยง ชูประเด็นความมั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจ

    นายอนุทิน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้ทำงานรับใช้ประเทศและประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าพรรคไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ทั้งด้านนโยบาย วิธีคิด วิธีทำงาน และการจัดวางบุคลากร เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นพรรคการเมืองหลักที่ประชาชนพึ่งพาได้ พร้อมยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยในวันนี้ไม่เหมือนเดิม จากพรรคบ้านใหญ่ สู่การเป็นพรรคที่พร้อมรับใช้คนทั้งประเทศ เพราะเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิดและวิธีทำงานอย่างเป็นระบบ

    การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคได้นำเสนอทีมบริหารประเทศที่เป็นมืออาชีพในสายงานหลัก ทั้งด้านการต่างประเทศ การเงินการคลัง และการค้า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายบน 4 แกนสำคัญ คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง การรับมือภัยพิบัติ และคุณภาพชีวิต โดยมั่นใจว่าเฟืองจักรทุกด้านจะทำงานไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคจะนำพาประเทศไทยออกจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ออกจากความขัดแย้ง ออกจากภัยทางเศรษฐกิจ และออกจากภัยความมั่นคง ที่รุมเร้าประเทศ

    นายอนุทิน กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูแลประชาชนในพื้นที่เหมือนที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคบ้านใหญ่” แต่ได้ยกระดับแนวคิดด้วยนโยบายแบบ “พลัส” อาทิ 10 Plus, Trade Plus และ Thailand Plus เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสใหม่ให้ประชาชน เน้นอุตสาหกรรม New S-Curve เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในทุกเวทีโลก

    .พร้อมกันนี้ ยังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฝ่าด่านกำแพงภาษีและการค้า รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภค และเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและยั่งยืน ควบคู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงานทุกช่วงวัย ไปจนถึงนโยบายทหารอาสา เพื่อเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

    ด้านสังคมสูงวัย พรรคเตรียมแผนครบวงจร ทั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ พยาบาลอาสาในชุมชน และโครงการ “สูงวัยพลัส” เพื่อให้ผู้สูงอายุยังมีงาน มีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดี

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงเวทีเศรษฐกิจโลก โดยระบุถึงการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ซึ่งทีมไทยแลนด์ได้ไปประกาศความพร้อมของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ยืนยันว่าประเทศไทยต้องยืนในสถานะ “ผู้กำหนด” ไม่ใช่ “ผู้ถูกกำหนด” บนเวทีโลก พร้อมย้ำว่า หากประเทศขาดผู้นำที่รู้ทิศทางโลก ไทยจะตกขบวนการแข่งขันและกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

    สำหรับประเด็นเศรษฐกิจในประเทศ นายอนุทินวิจารณ์นโยบายประชานิยมในอดีตว่า ไม่ตอบโจทย์ระยะยาวและสร้างภาระการคลัง พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยเน้นการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และความมั่นคงทางอาชีพให้ประชาชน มากกว่าการแจกจ่ายระยะสั้น โดยเปรียบเทียบว่า หาเบ็ดให้คนตกปลา ไม่ใช่แจกปลา

    ในช่วงท้าย นายอนุทินเน้นย้ำประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ โดยกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ยืนยันว่าหากไม่มีการรุกราน ไทยจะไม่เป็นฝ่ายเริ่ม แต่หากถูกรุกล้ำ รัฐบาลต้องสนับสนุนกองทัพให้ปฏิบัติภารกิจจนบรรลุเป้าหมาย พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนด และรัฐบาลได้เตรียมรับมือทุกสถานการณ์แล้ว

    .นายอนุทิน ยังประกาศจุดยืนชัดเจน หากได้รับความไว้วางใจให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะยกเลิก MOU 44 ทันที และเร่งพิจารณา MOU 43 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีวันยอมให้ประเทศเสียเปรียบหรือสูญเสียดินแดนภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

    ก่อนปิดเวที นายอนุทินกล่าวขอคะแนนเสียงจากประชาชน โดยย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดและอนาคตของประเทศ พร้อมเชิญชวนให้เลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 และผู้สมัคร สส.เขตของพรรค เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้ทันที ไม่เสียเวลา ไม่เสียโอกาส และไม่ต้องเสี่ยง พร้อมย้ำว่า เลือกภูมิใจไทย ประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง

    “เลือกพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีใครคิดรุกรานประเทศไทยได้อีก ขอประกาศนโยบายของพรรคภูมิใจไทยว่า หาก ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลจะยกเลิก MOU44 ทันที เพื่อจะได้ตัดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ 50/50 จากการแบ่งทรัพยากรในทะเล ตามที่เคยมีผู้นำเสนอไว้ในรัฐบาลก่อนหน้านี้

    ส่วน MOU43 จะเร่งดำเนินการให้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพ นำเสนอแนวทางมาเพื่อพิจารณา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทยต่อไป ประเทศไทยจะไม่มีวันเสียเปรียบ และเสียดินแดน ภายใต้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ให้กับใคร

    “อย่างไรก็ตามเลือกพรรคภูมิใจไทย ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้ทันที ไม่เสียเวลา และไม่เสียโอกาส เลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อเอามืออาชีพ ที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านการเมือง และการบริหาร กลับเข้าไปทำงาน เราจะนำพาประเทศไทยออกจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ออกจากความขัดแย้ง ออกจากภัยทางเศรษฐกิจ และออกจากภัยความมั่นคง ที่รุมเร้าประเทศของเรา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/40058&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Lal6zqKdOUM-qiSuvWRv

  • ‘อนุทิน’ ปราศรัยใหญ่สุดท้าย ย้ำประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงาน ชูทีมมืออาชีพ

    ‘อนุทิน’ ปราศรัยใหญ่สุดท้าย ย้ำประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงาน ชูทีมมืออาชีพ

    นายอนุทิน กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูแลประชาชนในพื้นที่เหมือนที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคบ้านใหญ่” แต่ได้ยกระดับแนวคิดด้วยนโยบายแบบ “พลัส” อาทิ 10 Plus, Trade Plus และ Thailand Plus เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสใหม่ให้ประชาชน เน้นอุตสาหกรรม New S-Curve เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในทุกเวทีโลก

    พร้อมกันนี้ ยังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฝ่าด่านกำแพงภาษีและการค้า รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภค และเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงและยั่งยืน ควบคู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงานทุกช่วงวัย ไปจนถึงนโยบายทหารอาสา เพื่อเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ

    ในด้านสังคมสูงวัย นายอนุทิน ระบุว่า พรรคเตรียมแผนครบวงจร ทั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ พยาบาลอาสาในชุมชน และโครงการ “สูงวัยพลัส” เพื่อให้ผู้สูงอายุยังมีงาน มีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดี

    'อนุทิน' ปราศรัยใหญ่สุดท้าย ย้ำประเทศไม่ใช่ที่ทดลองงาน ชูทีมมืออาชีพ

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงเวทีเศรษฐกิจโลก โดยระบุถึงการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ซึ่งทีมไทยแลนด์ได้ไปประกาศความพร้อมของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ยืนยันว่าประเทศไทยต้องยืนในสถานะ “ผู้กำหนด” ไม่ใช่ “ผู้ถูกกำหนด” บนเวทีโลก พร้อมย้ำว่า หากประเทศขาดผู้นำที่รู้ทิศทางโลก ไทยจะตกขบวนการแข่งขันและกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

    สำหรับประเด็นเศรษฐกิจในประเทศ นายอนุทินวิจารณ์นโยบายประชานิยมในอดีตว่า ไม่ตอบโจทย์ระยะยาวและสร้างภาระการคลัง พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยเน้นการสร้างโอกาส สร้างรายได้ และความมั่นคงทางอาชีพให้ประชาชน มากกว่าการแจกจ่ายระยะสั้น โดยเปรียบเทียบว่า หาเบ็ดให้คนตกปลา ไม่ใช่แจกปลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eNbuaWXgQPF4kodLcDgV1

  • ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

    ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

    “มิน อ่อง หล่าย”เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากม.ย่างกุ้ง ท่ามกลางเสียงค้านจากปชช. นักวิชาการ-ศิษย์เก่าที่มองว่าทำลายเกียรติภูมิสถาบันการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ให้แก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งครองอำนาจหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

    การมอบปริญญาครั้งนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในสังคมเมียนมา ตั้งแต่ความไม่เชื่อ ไปจนถึงความไม่พอใจต่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้อย่างเปิดเผย โดยประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยอาจสับสนระหว่าง “การบริหารรัฐกิจ” กับ “การทำลายล้างประเทศ”

    ด้าน นพ.จ่อ จ่อ เซ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลทหาร ออกโรงปกป้องการตัดสินใจนี้โดยยืนยันว่าเป็นการยกย่องภาวะผู้นำ ของมิน อ่อง หล่าย ในการนำประเทศผ่านความปั่นป่วนทางการเมือง พร้อมกล่าวสดุดีผลงานของผู้นำรัฐบาลทหาร ตั้งแต่การรับมือมาตรการคว่ำบาตร การจัดการเลือกตั้ง ไปจนถึงการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ในกรุงเนปิดอว์ รวมถึงยกย่อง การเสียสละส่วนตัว และ ความสำเร็จอันโดดเด่น 

    แถลงการณ์ร่วมของสภามหาวิทยาลัยชั่วคราว สมาคมคณาจารย์ และสหพันธ์นักศึกษาทั่วเมียนมาระบุว่า การกระทำนี้ไม่ต่างจากการสวมครุยวิชาการให้กับเครื่องมือของความรุนแรง และเป็นสัญลักษณ์ของการทหารเข้าครอบงำระบบการศึกษาอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันชี้ว่าการมอบปริญญาให้ผู้นำรัฐประหารเป็น ตราบาปต่อมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2463 และเคยเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชและการต่อสู้ต่อต้านเผด็จการของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหาร มีชาวเมียนมากว่า 3.6 ล้านคนต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ และมากกว่า 15 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในการสดุดี.

    ที่มา Irrawaddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2912657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U7fadanSWQ9LRmYJLXoeK

  • ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป

    ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป

    ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป TikTok

    รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้นักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้เข้าร่วมประกวดจัดทำคลิป TikTok Contest “Campaign On Campus Season 2” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผลปรากฏว่านักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ สามารถคว้ามาได้หลายรางวัล โดยนายชโนทัย ศรีคร้าม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ได้รองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษา 5,000 บาท ด้วยผลงาน https://vt.tiktok.com/ZS5cRB1oM/ ส่วนรางวัลชมเชย 1 รางวัล ทุนการศึกษา 1,000 บาท โดยนาย อัครวิทย์ เนินยอด ด้วยผลงาน https://vt.tiktok.com/ZS5Gt2eSq/

    รศ.ดร.พิชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับคลิปวิดีโอเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแคมเปญแคมปัส สร้าง DNA ทุกเรื่องการเงิน จัดโดยสำนักงาน ก.ล.ต. โดยนำเนื้อหาที่ได้จากการเรียนรู้ในด้านการเงินการลงทุน มาออกแบบผลิตเป็นคลิปสั้น ส่งต่อความรู้ในสไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ตนเชื่อในศักยภาพของนักศึกษาทุกคน เพียงแต่เขาจะได้มีโอกาสได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงหรือไม่ และจากผลงานในครั้งนี้แสดงว่า เด็ก มทร.กรุงเทพเก่งไม่แพ้ใคร


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12787527&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-oi9msX8iY5XychBnDJJ2

  • ‘ไทยหายจน’ ด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ประชาธิปัตย์ ทำเป็น

    ‘ไทยหายจน’ ด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ประชาธิปัตย์ ทำเป็น

    ไทยหายจน ด้วยผู้สมัครสส.กทม.ประชาธิปัตย์ ทำเป็น

    เขต 1 : พีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี (ฟลุ๊ค) – เบอร์ 9

    นักวิจัยนโยบายสาธารณะ

    จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

    อดีตทีมตรวจสอบงบประมาณภาครัฐ

    นโยบายที่ผลักดัน

    ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

    ราชการในมือถือ Digital Government

    บทเรียนจากหาดใหญ่

    ยกระดับหน่วยงาน

    บริหารภัยพิบัติ

    Open Data ข้อมูลภาครัฐ

    ประหารคอร์รัปชันด้วยข้อมูล

    เขต 2 : ดร.เจษฎา เลิศธนสาร (จั๊ม) – เบอร์ 11

    ดร. นักวิจัยการพิมพ์โลหะ 3 มิติ

    และผู้บริหารทีมฟุตบอลไทยลีก 1

    นโยบายที่ผลักดัน

    บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน

    เรียนฟรีต้องฟรีจริง

    แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ

    ราชการในมือถือ Digital Government

    ยกระดับกิจการอวกาศของไทย

    ASEAN Space Agency

    เขต 3 : อภิมุข ฉันทวานิช (ออม) – เบอร์ 3

    อดีตสมาชิกสภา

    ผู้บริหารงานพัฒนาชุมชน

    และนายกสโมสรกีฬาในพื้นที่

    นโยบายที่ผลักดัน

    สลากออมทรัพย์รายจังหวัด

    เบี้ยคนชุราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

    ทำฟันสูงวัย Fast Track

    เขต 4 : พงศกร ขวัญเมือง (เอิร์ธ) – เบอร์1

    Oxford MPP โฆษกพรรค อดีตนายตำรวจ

    และผู้เชี่ยวชาญความมั่นคง

    นโยบายที่ผลักดัน

    ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

    บทเรียนจากหาดใหญ่

    ยกระดับหน่วยงาน

    บริหารภัยพิบัติ

    บำบัด ปราบ ป้องกันยาเสพติด

    ทหารอาสา 4 ปี เรียนฟรีอนุปริญญาขึ้นไป ปลดประจำการ มีงานให้

    เขต 5 : นนธนัตถ์ บุนนาค (นัท) – เบอร์ 12

    ผู้บริหารนโยบาย

    จากสำนักนายกรัฐมนตรี

    และผู้กำกับโครงการระดับชาติ

    นโยบายที่ผลักดัน

    พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน

    สลากออมทรัพย์รายจังหวัด

    บทเรียนจากหาดใหญ่ ยกระดับหน่วยงาน บริหารภัยพิบัติ

    เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

    เขต 6 : ศิริภา อินทวิเชียร (แนน) – เบอร์ 5

    นักสิทธิมนุษยชน ปริญญาโทจุฬาฯ – Regent’s London

    นักศึกษาปริญญาเอกอาชญาวิทยา

    นโยบายที่ผลักดัน

    ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

    ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

    บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

    เขต 7 : พงศ์พล เตมีย์ (เกม) – เบอร์ 1

    ผู้ประกอบการรีสอร์ตและ

    โครงการพัฒน อสังหาริมทรัพย์

    นโยบายที่ผลักดัน

    ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

    ดูแลสัตว์เลี้ยง และสัตว์ไร้บ้าน

    เขต 8 : ระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา (เนย) -เบอร์ 14

    เนติบัณฑิตไทย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายพลังงานสะอาด และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล

     นโยบายที่ผลักดัน

         ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

        แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ

        ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

        *ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 9 : วิเวียน จุลมนต์ (อีฟ) – เบอร์ 1

     นักวิจัยวิศวกรรมเคมี-พลังงานสะอาด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต

     นโยบายที่ผลักดัน

        ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

         แก้ปัญหา PM 2.5 เร่งกฎหมาย 3 ฉบับ

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

    เขต 10 : ดร.ชัยพร แก้ววาดะ (แบงค์เกอร์) – เบอร์ 2

     ดร. พลังงานทดแทน ผู้เชี่ยวชาญระบบบริหารจัดการพลังงาน

     นโยบายที่ผลักดัน

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

        ค่าไฟ 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี

        ไม่เสียภาษีคนมีเงินได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        ทหารอาสา 4 ปี เรียนฟรี อนุปริญญาขึ้นไป ปลดประจำการ มีงานให้

    เขต 11 : รมิดา อินทะแพทย์ (เก๋) – เบอร์ 14

     กรรมการผู้จัดการบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้แรงงาน

        มอเตอร์เวย์สี่ทิศ รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมไทย เชื่อมโลก

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

       เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

    เขต 12 : พิมชนก เก่าเจริญ (พิม) – เบอร์ 6

     ผู้เชี่ยวชาญการเงินการลงทุน บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ และผู้ประกอบการเกษตรส่งออก

    นโยบายที่ผลักดัน

         ประกันรายได้ข้าวทันที สำหรับเกษตรกรชาว 10,000 บาท/คืน

        ไม่เสียภาษีคนมีเงินได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน

        มอเตอร์เวย์สี่ทิศ รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมไทย เชื่อมโลก

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

    เขต 13 : ภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ (ก๊อด) – เบอร์ 8

     ทนายความ และคณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

    นโยบายที่ผลักดัน

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

        ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 14 : รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ (อุ้ย) – เบอร์ 1

     ศัลยแพทย์ตกแต่ง อาจารย์แพทย์ และกรรมการสมาคมวิชาชีพระดับเอเชีย

    นโยบายที่ผลักดัน

         เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

         เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

         เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

        ทำฟันสูงวัย Fast Track

    เขต 15 : ฐิติยากร พรโรจนางกูร (ดาว) – เบอร์ 9

     ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ และนักวิชาการยุทธศาสตร์การบริหาร

    นโยบายที่ผลักดัน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

        ไม่เสียภาษีคนมีเงินได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน

    เขต 16 : สุนันท์ มีนมณี (นันท์) – เบอร์ 8

     นักบริหารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาระบบการเรียนรู้

    นโยบายที่ผลักดัน

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

    เขต 17 : ฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์ (ตี๊) – เบอร์ 1

     นักการเมืองมากประสบการณ์ ทำงานด้านนิติบัญญัติกว่า 20 ปี

     นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้จ่ายทันที สำหรับเกษตรกรชาว 10,000 บาท/คืน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        ราชการในมือถือ Digital Government

        สตาร์ทอัพออมทรัพย์รายจังหวัด

    เขต 18 : เชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ (พันธุ์) – เบอร์ 7

     ผู้นำชุมชนเขตหนองจอก-ลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชุมชน

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้จ่ายทันที สำหรับเกษตรกรชาว 10,000 บาท/คืน

        ประกันรายได้แรงงาน

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

        ช่วยหางานให้หนี้ กยศ.

    เขต 19 : กานต์ วนาดรวรวิศาล (กานต์) – เบอร์ 11

     นักออกแบบองค์กรชั้นนำ เชี่ยวชาญการออกแบบภายใน

    และนักศึกษาปริญญาโท ผู้นำเศรษฐกิจการเมือง

    นโยบายที่ผลักดัน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

        เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

    เขต 20 : รัฐศักดิ์ สุขยิ่ง (ศักดิ์) – เบอร์ 13

     ผู้บริหารองค์กรเอกชน ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต

    และอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชน

    นโยบายที่ผลักดัน

         ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

         ประกันรายได้แรงงาน

        Talent Economy

    เขต 21 : ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล (กิม) – เบอร์ 14

     อดีตประธานสภากรุงเทพฯ อดีต ส.ก.เขตประเวศ 4 สมัย

     ผู้เชี่ยวชาญงานนิติบัญญัติและการตรวจสอบภาครัฐ

    นโยบายที่ผลักดัน

        ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

        Open Data ข้อมูลภาครัฐ ปราบคอร์รัปชันด้วยข้อมูล

        เน็ต 100 บาท

    เขต 22 : ปรินต์ ทองปุสสะ (ปรินต์) เบอร์ 5

     นักธุรกิจ Modern Trade เชี่ยวชาญ Key Account และ Supply Chain FMCG

    นโยบายที่ผลักดัน

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        เน็ต 100 บาท

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 23 :  วีร์ ศรีวราธนบูลย์ (วี)  – เบอร์ 17

     ศิลปิน อาจารย์ พิธีกร

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้แรงงาน / ช่วยหางาน ใช้หนี้ กยศ.

         English For All / Learn to Earn

        Talent Economy

        แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงิน ไว้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

    เขต 24 : มารีญา ฤกษ์ดี (ดาหวัน) – เบอร์ 7

     อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี และนักพัฒนานโยบายคุณภาพชีวิต

    นโยบายที่ผลักดัน

        ประกันรายได้แรงงาน

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

    เขต 25 :ชยิน พึ่งสาย (โอ๋) – เบอร์ 2

     อดีตสมาชิกสภาเขตทุ่งครุ และผู้นำงานพัฒนาชุมชน

     นโยบายที่ผลักดัน

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน

        เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

        แปลงบ้านสูงวัยเป็นเงิน ไว้เลี้ยงชีพ อยู่ฟรีตลอดชีวิต

    เขต 26 :สาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล (โต้ง) – เบอร์ 6

     นักพัฒนาเครื่องจักรสกลการเกษตร

     เจ้าของนวัตกรรมการเผา 100%

    นโยบายที่ผลักดัน

         ประกันรายได้ทันที สำหรับเกษตรกรข้าว 10,000 บาท/ตัน

        พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน

        รถไฟฟ้า + รถเมล์ สูงสุด 30 บาท

        ให้โอกาส STARTUP – SME ไทย Made-in-Thailand First

    เขต 27 : มลฑาทิพย์ ทิพยธนาพัฒน์ (เบนซ์) – เบอร์ 2

     MBA นักพัฒนาสวัสดิการสังคม และอดีตผู้ช่วย ส.ส. 2 สมัย

    นโยบายที่ผลักดัน

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

        ปราบแก๊งเมมเมอร์ 360 องศา

        ดูแลสัตว์เลี้ยง และสัตว์ไร้บ้าน

    เขต 28 :พร้อมพล ธรรมจินดา (แก๊งค์) – เบอร์ 10

     นักลงทุนธุรกิจนานาชาติ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีสาธารณสุข-มหาดไทย

    นโยบายที่ผลักดัน

        พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน / เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย / ทำดีสูงวัย Fast Track

        เบี้ยคนชราถ้วนหน้า เริ่มต้นที่ 1,000 บาท/เดือน / เบี้ยคนพิการ x 2 เพิ่มเป็น 1,600 บาท

    เขต 29 : ศิริขวัญ นิลกรรณ์ (เปิ้ล) – เบอร์ 8

     นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อดีตนิติกรกระทรวงการคลัง

    และผู้จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิองค์กรทำดี

    นโยบายที่ผลักดัน

        ตัดตอนกฎหมายล้าสมัย

        โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

    เขต 30 : คณพล พงศ์พิทยา (โทนี่)  – เบอร์ 12

     นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กว่า 30 ปี และผู้ผลักดันแก้ปัญหาถนนเอกชน-ผังเมือง

    นโยบายที่ผลักดัน

        ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

        แปลงบ้านสูงวัย เป็นเงิน ใช้เลี้ยงชีพอยู่ฟรีตลอดชีวิต

        ปกป้องสิทธิผู้บริโภคยุคใหม่

        บทเรียนจากหาดใหญ่ ยกระดับหน่วยงานบริหารภัยพิบัติ

    เขต 31: พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ (หนุ่ย)  -เบอร์ 13

     อดีตข้าราชการตำรวจ 20 ปี และทนายความด้านกฎหมายมหาชน

    นโยบายที่ผลักดัน

        ปราบสแกมเมอร์ 360 องศา

        บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด

        พัฒนา แอปพลิเคชัน My Police

    เขต 32 : ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ (ปาล์ม) – เบอร์ 14

     อดีตอาจารย์ศิลปากร นักวิชาการเมือง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นโยบายที่ผลักดัน

        เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ GDP ไทย โตได้ 5%

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        English For All / Learn to Earn

    เขต 33 : เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร (โจ) -เบอร์ 8

     อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงโควิด

    ผู้บริหารระยอง เอฟซี จบ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ MBA

    นโยบายที่ผลักดัน

        บุฟเฟต์การศึกษา อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน

        เรียนฟรี ต้องฟรีจริง

        บทเรียนจากหาดใหญ่ ยกระดับหน่วยงานบริหารภัยพิบัติ

        บำบัด ปราบ ป้องกัน ยาเสพติด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/943606/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1veKkFIhVjT_Lmp9akMV0D