จากกรณี เกิดกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวอิสราเอลในประเทศไทย ในพื้นที่ท่องเที่ยว อ.เกาะพะงัน เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงลบ ทั้งในส่วนที่เข้ามาประกอบธุรกิจ และนักท่องเที่ยว โดยมีการระบุว่า มีชาวอิสราเอล เข้ามาถือครองที่ดินและทำธุรกิจโดยใช้นอมินีชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับนักท่องเที่ยวชาติอื่น และผู้ประกอบการชาวไทย โดยกระแสต่อต้านดังกล่าว ได้กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว จนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผวจ.สุราษฎร์ธานี เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือหาแนวทางแก้ปัญหา ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง บูรณาการการทำงานร่วมกับ ผวจ.สุราษฎร์ธานี กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานด้านความมั่นคง ตรวจสอบกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทุกสัญชาติใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยนิติบุคคลต่างด้าวและการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมาย 2.ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเอกสารประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์การถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ลงทุน 3.เข้มงวดการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อป้องกันการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย 4.ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อทั้งผู้กระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้อง
พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่าในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย (ศปชก.) รวมถึงสนับสนุนการทำงานของ กอ.รมน.ภาค 4 การทำงานตรวจสอบผู้กระทำผิดกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างและการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวบนเกาะสมุย และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งให้ ตำรวจภูธร เข้าดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับนอมินี และชาวต่างชาติที่เข้าประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย โดยในส่วนของตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.ภ.8 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ศรัญญู ชำนาญราช รอง ผบช.ภาค 8 มาขับเคลื่อนและประสานการทำงานร่วมกับคณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง หลายคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล บางคดีอยู่ระหว่างการืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม เมื่อมีการทำงานบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน เชื่อว่าการทำงานจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและเห็นผลมากขึ้น ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าว
ขณะที่ นายขนบ ยวนานนท์ ประธานยุติธรรม ต.เกาะพะงัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงของชาวเกาะพะงัน เปิดเผยกับเดลินิวส์ ว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของ อ.เกาะพะงัน อยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เกาะพะงันยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีหาดริ้น แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสถานที่จัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนเมื่อราวปี 63 หลังจากที่เราเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวหลังพ้นวิกฤติโควิด-19 ก็ได้มีชาวต่างชาติจำนวนมาก เดินทางเข้ามาพักอาศัยแบบถาวรบนเกาะ และส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล บางส่วนเข้ามาทำธุรกิจ ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น วิลล่า ที่พัก หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ในลักษณะบริการครบวงจรให้กันคนชาติเดียวกัน จนทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวประเทศอื่น รวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจท้องถิ่น
นายขนบ กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่ประกอบธุรกิจบนความถูกต้องของกฎหมายก็มีมาก พวกที่ทำผิดกฎหมายก็มีอยู่ไม่น้อย กลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย มักจะกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และข้าราชการท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตต่างๆ คอยอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีค่อนข้างเยอะ และทำกันอย่างท้าทายกฎหมาย สิ่งที่อยากให้รัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการในตอนนี้ คือให้เข้าตรวจสอบในเรื่องของการอนุญาตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งองค์กร การจัดตั้งนิติบุคคลหรือถือครองทรัพย์สินต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้ธุรกิจท้องถิ่น สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าว พบความผิดปกติของบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทยแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างกลุ่มอาคาร ลักษณะบริการท่องเที่ยวครบวงจร มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร สถานบันเทิง บริการนำเที่ยว เช่ารถ ซึ่งจากการตรวจสอบบริษัทนิติบุคคลดังกล่าว ก่อตั้งเมื่อปี 2563 มีหุ้นส่วน 3 ราย เป็น คนไทย 1 ราย ชาวต่างชาติสัญชาติอิสราเอล 2 ราย เงินลงทุน 33 ล้านบาท โดยรายงานงบดุลบัญชีปี 2567 ระบุมีทรัพย์สินรวม 618 ล้านบาท
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5195647/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l0ctbdp64JAlSzu3eAn_w
