เวียงหนองหล่ม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คือหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ และมีความหลากหลายของระบบนิเวศ ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ ของกรมชลประทาน และเป็นหนึ่งในโครงการที่กำลังพูดถึงอย่างมากในมุมมองของนักอนุรักษ์ ที่มองว่ามีผลกระทบกับระบบนิเวศ มากกว่าผลดี
สำหรับแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ปี พ.ศ. 2566 ถึง 2570 จังหวัดเชียงรายได้รับอนุมัติโครงการจำนวน 65 โครงการ วงเงิน 3,880.85 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นแผนพัฒนาเวียงหนองหล่ม 5 ด้าน ได้แก่ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยวและโบราณคดี และด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต
โดยหากโครงการแล้วเสร็จ เวียงหนองหล่ม จะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากภาคการเกษตรถึง 49,792 ไร่ สามารถเพิ่มความจุเก็บกักน้ำเพิ่มเป็น 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำที่ผันเข้าพื้นที่กว่า 35.00 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และประชาชนได้รับประโยชน์ 14,531 ครอบครัว สามารถลดความเสียหายจากพื้นที่น้ำท่วมได้ถึง 13,300 ไร่

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ มองว่า การขุดลอกเป็นความคิดที่มีมานาน ซึ่งปัจจุบันก็เห็นชัดเจนว่าแนวคิดในการพัฒนาเวียงหนองหล่ม ที่เกิดขึ้นจากงบประมาณกว่า 3,800 ล้านบาท มองว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญมากกว่าการพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีการศึกษาความสำคัญของพื้นที่อย่างจริงจัง เพราะหากมีการขุดลอกแล้วมีผลกระทบที่ตามมามากมายทั้งเรื่องระบบนิเวศเพราะพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของพืช สัตว์

“โดยส่วนตัวได้ติดตามการพัฒนาเวียงหนองหล่มมา 10 กว่าปี เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการพัฒนาเพื่อจะให้มีแหล่งน้ำใช้เพียงพอต่อการเกษตร หลายสิ่งหลายอย่างที่กรมชลประทานอ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น และน่ากลัวมาก คือทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความสำคัญในเรื่องของพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะเวียงหนองหล่ม”
“ล่าสุดโครงการคืบหน้าไปมากแล้ว และพื้นที่เวียงหนองหล่มก็ถูกทำลายหมดแล้วเช่นกัน ระบบนิเวศต่างๆ ที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นไม่เหลืออะไรแล้ว ยกตัวอย่างเรื่องการขุดลอกเห็นชัดเจนพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่เคยเลี้ยงควายมากหลายพันตัว แต่หนึ่งการพัฒนาขุดลอก ควายลงหากินไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านบริเวณนั้นต้องทยอยขายควาย เพราะไม่มีแหล่งหญ้าธรรมชาติ จะทำให้ควายมีสภาพผอมโซและขายไม่ได้ราคา”
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ พื้นที่ชุมน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยสัตว์ห่วงโซ่อาหารที่สำคัญก็หายไปหมด รวมถึงนกก็หายไปหมดสิ่งสำคัญการพัฒนาแบบนี้เป็นความคิดที่ไม่ได้แบ่งให้เห็นความสำคัญของพื้นที่นี้มีความสำคัญอย่างไร โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นเรื่องใหญ่มากแต่ชลประทานไม่เคยสนใจคิดว่าอยากได้น้ำ ใช้เป็นมีพื้นที่จัดเก็บน้ำมากขึ้นแค่นั้นแต่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่สำคัญมากกว่าพื้นที่กักเก็บน้ำ
ด้าน นพ.รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา นักอนุรักษ์และเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ส่วนตัวลงพื้นที่เวียงหนองหล่ม มาเกือบ 30 ปี ทำการสำรวจนกอย่างน้อยที่สุดปีละครั้งขึ้นไป เพื่อติดตามประชากรของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) และเวียงหนองหล่ม ที่เป็นพื้นที่ติดกัน มีต้นไม้คล้ายเป็นป่าโกงกางน้ำจืด เรียกว่า ‘ต้นอั้น’ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่ในน้ำได้ ช่วงน้ำท่วมอยู่ใต้น้ำไม่ตาย เป็นระบบนิเวศที่ไม่มีที่อื่น

นพ.รังสฤษฏ์ กล่าวว่า เวียงหนองหล่ม ถ้ามองไกลๆ จะเป็นทุ่งหญ้า แต่เมื่อเดินไปสำรวจ จะกลายเป็นแผ่นดินที่ยุบลงไปได้ เหมือนเดินบนเยลลี่ ข้างล่างเป็นน้ำ แต่มีชั้นของพืชน้ำที่แน่นหนาที่ทับถมมาหลายปี ระบบนิเวศตรงนี้ไม่มีที่อื่น บริเวณนี้จะมีนกที่หายากมากหลายชนิด ‘นกแสกทุ่งหญ้า’ ค้นพบครั้งแรกที่นี่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ไม่เคยเจอที่อื่นมาก่อนในเมืองไทย เจอทำรังและวางไข่
นอกจากนั้นเวียงหนองหล่ม ยังเป็นจุดที่น่าตื่นเต้นมากเป็นที่รวมฝูง ‘นกเหยี่ยวทุ่ง’ ซึ่งเหยี่ยวทุ่งมีหลายชนิด เช่น เหยี่ยวด่างดำขาว ยูเรเซีย เหยี่ยวทุ่งตะวันออก เหยี่ยวทุ่งตะวันตก ซึ่งรวมฝูงหลายร้อยตัวเก็บข้อมูลมาเป็น 20 ปี บางปีก็เพิ่มขึ้นหรือบางปีก็ลดลง
“แค่การพลิกดินไม่มีแร่ธาตุขึ้นมากลบดินที่อุดมสมบูรณ์ แค่ไปถามเด็กนักเรียนที่ไหนระบบนิเวศเปลี่ยนหรือไม่ สร้างปัญหาหรือไม่ พืชหายหรือไม่ เด็กหรือใครไปดูไม่น่ายาก น่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนกระทบหรือไม่กระทบ ส่วนตัวมองว่าพูดมาได้อย่างไร”
นพ.รังสฤษฏ์ กล่าวต่อว่า การฟื้นตัวอาจมีการฟื้นตัวระดับหนึ่ง อาจต้องใช้เวลา 4-5 ปี แต่ระบบนิเวศจะไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ระบบนิเวศอันเดิม พืชน้ำบางชนิด เช่น ‘ต้นอั้น’ หรือหลายอย่างจะไม่ฟื้นแล้ว หรือ ควายในปางควายก็ลงไม่ได้ เพราะน้ำลึกไม่เหลือสภาพเดิม
‘เหยี่ยวทุ่ง’ เป็นสมบัติล้ำค่า เป็นนกน้ำอพยพไม่ได้อยู่ทั้งปีที่เคยมีหลายร้อยตัว เหลือไม่ถึง 10 ตัว บริเวณหนองบงคาย และเวียงหนองหล่ม เป็นจุดอพยพของนก ในช่วงฤดูหนาวเป็นจุดที่พบนกที่ไม่พบในที่อื่นของประเทศไทย หรือเป็นจุดที่พบนกชนิดใหม่ๆ ของประเทศไทย
“ก่อนจะทำการขุดลอกหรือพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา ซึ่งเป็นวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ การขุดลอกต้องมีวิศวกรเฉพาะทาง ระบบนิเวศก็มีความเฉพาะจะทำอะไรในพื้นที่ธรรมชาติ ต้องรับฟังด้วยไม่ได้มองเฉพาะในมุมวิศวกรรมอย่างเดียว
ถ้าสร้างผลกระทบ ถ้าไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่องน้อย และสร้างผลกระทบจะเสียหายร้ายแรงและถาวร หน่วยงานรัฐที่ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือประชาพิจารณ์ ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ศึกษาเพื่อให้โครงการผ่านมา เหมือนมีธงว่า จะทำอะไรก็แล้วแต่ หรือประชาพิจารณ์ที่ทำแบบลวกๆ หรือทำเพราะกฎหมายสั่งให้ทำและไม่ได้ทำเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจริงๆ ในการทำทุกอย่างให้กับสังคมหรือประชาชน
เพราะระบบนิเวศหลายอย่างไม่สามารถกลับคืนได้ และมีคุณค่ามหาศาล ซึ่งอาจสร้างผลกระทบมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งกรมชลประทานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ฟังเสียง ‘เวียงหนองหล่ม’ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของการพัฒนาโครงการต่างๆ” นพ.รังสฤษฏ์กล่าว

ล่าสุด กรมชลประทาน ได้เปิดเผยข้อมูลว่า โครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม พร้อมอาคารประกอบ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่หนองน้ำธรรมชาติที่มีสภาพตื้นเขินและมีวัชพืชปกคลุม ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชุมชน
วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบกรอบแผนพัฒนาอนุรักษ์ฟื้นฟูกว๊านพะเยา และเวียงหนองหล่ม โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้แก่ประชาชน มีการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น (Reconnaissance Study Report) จากการศึกษาได้ตรวจสอบระเบียบที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า โครงการนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองอื่นๆ ตามกฎหมาย ที่สำคัญมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ก่อนดำเนินการ มีการแบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็น 2 โซน ได้แก่
-โซนอนุรักษ์ : เป็นพื้นที่ที่ประชาชนในพื้นที่ขอให้มีการอนุรักษ์ เช่น ป่าโกงกางน้ำจืด ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
-โซนพัฒนาแหล่งน้ำ : จะมีการขุดลอกตะกอนดินและก่อสร้างอาคารระบายน้ำ ฝายทดน้ำ และระบบส่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกักน้ำ
กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าโครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม เป็นโครงการที่มีการพัฒนาและอนุรักษ์แหล่งน้ำ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้การเก็บกักน้ำและการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายหรือกระทบต่อระบบนิเวศ
ขณะที่พื้นที่เวียงหนองหล่ม นั้นมีลักษณะเป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ครอบคลุม 2 อำเภอ 4 ตำบล มีพื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ เดิมมีความจุเก็บกักประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร มีสภาพตื้นเขิน มีตะกอนตกจม และวัชพืชปกคลุมมาก ทำให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จังหวัดเชียงรายจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม
โครงการพัฒนาเวียงหนองหล่ม พร้อมอาคารประกอบ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและพื้นที่สีเขียว ดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน พร้อมก่อสร้างอาคารระบายน้ำ ฝายทดน้ำ และระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/dredging-of-wiang-nong-lom-in-chiang-rai-province-has-more-negative-impacts-on-nature-than-positive-effects&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jlDPImhBu9cqTvwqhCxOi
