‘ป.ป.ช.’ วางแผนทำงานเชิงรุก มั่นใจตอบคำถามสังคมได้

‘ปปช.’-วางแผนทำงานเชิงรุก-มั่นใจตอบคำถามสังคมได้

สุรพงษ์ อินทรถถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวในระหว่างพบปะสื่อมวลชนประจำสำนักงาน ป.ป.ช. ถึงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยุคใหม่ ปี 2569 ว่า บทบาทการทำงานในอนาคตข้างหน้าจะวางรูปแบบการทำงานเชิงรุกมากขึ้น

ภาคการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกมองว่าช้าหมดไป จะมีการติดตามและรายงานเป็นระยะๆ ที่จะมีการปรับปรุง ทั้งในเรื่องโครงสร้างมีหน่วยงานพิเศษทำหน้าที่เป็นม้าเร็ว ทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันใจ ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายและเฝ้าระวังโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินงบประมาณสูง และในเรื่องการไต่สวนจะต้องกำหนดกรอบการทำงาน โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 2-3 ปี ในช่วงที่ตนเองรับผิดชอบ จะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลง

ในอนาคตเราจะมุ่งเน้นคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทบกับประชาชนค่อนข้างจะสูง เป็นเรื่องของสาธารณะ สมบัติของแผ่นดิน สาธารณะประโยชน์ เราจะมีมาตรการทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวโยงกับ “การเมืองสีน้ำเงิน” สุรพงษ์ กล่าวว่า การทำงานของ ป.ป.ช. มีระบบถ่วงดุลกันเอง ซึ่งในขณะนี้มีคณะกรรมการจำนวน 1 คน และแต่ละคนมีอิสระในการที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีในส่วนของการตรวจสอบจากองค์กรภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสภาหรือวุฒิสภา เรามีการตรวจสอบจากภายนอกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องถือเป็นหลักก็คือ “ความเป็นกลาง”

ดังนั้นสิ่งที่มีข้อครหา จุดที่จะพิสูจน์ความเป็นกลาง ว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คือหลักการให้เหตุผลทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีแต่ละคดีที่ออกไป “ขอยืนยันว่า ข้อเท็จจริงจะพิสูจน์ตัวมันเองในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.”

ผมย้ำว่า ขอให้มั่นใจว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกท่านมีที่มาซึ่งปัจจุบันหลายๆ คนมีที่มามาจากตุลาการหรือผู้พิพากษา เพราะฉะนั้นท่านต้องมีคุณงามความดีเป็นที่ยอมรับจากคณะกรรมการสรรหา ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ ป.ป.ช. ให้เหตุผลออกไปจะไม่มีภาพในอดีตที่เปรียบเทียบ ถ้าเป็นชุดนี้ ผมยังเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของท่านจะพิสูจน์สิ่งที่สังคมตั้งคำถามได้

ชี้มูล ‘สุพล’ อดีตอธิบดีท่องเที่ยว ทุจริตโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 286 ล้าน

วันเดียวกันนี้ โฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า “ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด สุพล ศรีพันธุ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กับพวก ทุจริตในการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดหาอุปกรณ์เครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555”

เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 กรมการท่องเที่ยวได้รับจัดสรรงบประมาณงบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ค่าพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ จำนวน 200,000,000 บาท ซึ่งต่อมา สุพล ได้อนุมัติให้โอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณเป็นงบลงทุน ค่าครุภัณฑ์ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาท และอนุมัติให้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดำเนินการจัดซื้อเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย จำนวน 4 โครงการ เป็นเงิน 286,073,000 บาท

ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดหาอุปกรณ์เครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกาย จำนวน 8,000,000 บาท ตามที่สำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หน่วยงานผู้รับผิดชอบเสนอ ทั้งที่จังหวัดและพื้นที่ที่เป็นสถานที่ติดตั้งในจังหวัดนั้น ๆ ไม่ได้มีความประสงค์ในการขอรับการสนับสนุนเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายอย่างแท้จริง กับทั้งพื้นที่ที่ติดตั้งก็ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้มีการจัดซื้อเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายตามที่ได้มีการตระเตรียมมาตั้งแต่ต้น

โดยคณะกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานไม่ได้กำหนดรายละเอียดคุณลักษณะและราคาที่จะจัดซื้อ แต่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารขออนุมัติร่างขอบเขตของงานที่จัดทำขึ้นตามคำสั่งการของว่าที่ร้อยตรี อานุภาพ เกษรสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ตรงกับเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายของบริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด อันมีลักษณะเป็นการกีดกันมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ ได้เป็นคู่สัญญากับกรมการท่องเที่ยวตามที่ได้มีการตกลงร่วมกันมาตั้งแต่ต้น

ทั้งปรากฏว่าราคาที่จัดซื้อเครื่องเล่นนันทนาการและออกกำลังกายดังกล่าว มีราคาแพงกว่าท้องตลาดและมีราคาสูงกว่าราคานำเข้าหลายเท่าตัว เป็นเหตุให้กรมการท่องเที่ยวได้รับความเสียหาย

ป.ป.ช. จึงพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ สุพล ศรีพันธุ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, ว่าที่ร้อยตรี อานุภาพ เกษรสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว, พัชณีย์ ยงยอด ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ เจ้าหน้าที่พัสดุ และกรรมการกำหนดร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคา มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แล้วแต่กรณี

ส่วนการกระทำของบริษัท ยูไนเต็ด สปอร์ต ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และเอกชนที่เกี่ยวข้อง “มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด”

ฟัน ‘แสงจันทร์’ อธิบดีกรมพลศึกษา จัดซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายมิชอบ เสียหายกว่า 64 ล้าน

นอกจากนี้ ยังมีมติ “ชี้มูลความผิด แสงจันทร์ วรสุมันต์ อธิบดีกรมพลศึกษา กับพวก กรณีทุจริตการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและเครื่องเล่นนันทนาการกลางแจ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2556 และ 2557 จำนวน 2 สัญญา รวม 2 สำนวนคดี”

เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2556 และ 2557 แสงจันทร์ อธิบดีกรมพลศึกษา ได้อนุมัติจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายและเครื่องเล่นนันทนาการกลางแจ้ง จำนวน 14 รายการ จำนวน 2 สัญญา ได้แก่

  • สัญญาเลขที่ ซ.36/2556 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2556 วงเงิน 29,700,000 บาท
  • สัญญาเลขที่ ซ.48/2556 ลงวันที่ 7 มกราคม 2557 วงเงิน 34,650,000 บาท

โดยที่กรมพลศึกษาไม่ได้สำรวจความต้องการของหน่วยงานหรือชุมชนในพื้นที่ที่จะรับมอบครุภัณฑ์ดังกล่าว แต่ให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดต่าง ๆ เสนอขอรับการสนับสนุนครุภัณฑ์มายังกรมพลศึกษา และ นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา ได้ร่วมกับกลุ่มเอกชนนำข้อมูลครุภัณฑ์ที่ระบุชื่อทางการค้าที่บริษัทผู้ขายเป็นผู้กำหนด ซึ่งไม่ใช่ชื่อสามัญทั่วไป มาใช้ในการจัดทำร่างขอบเขตของงาน

โดยคณะกรรมการร่างขอบเขตของงานไม่ได้กำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะตามหน้าที่ และไม่ได้ทำการสืบราคาจากท้องตลาด แต่ได้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะและราคากลางตามข้อมูลที่ได้มาจาก นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทเอกชนที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ล่วงหน้า “โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม” เพื่อให้บริษัท ไทยเวิร์คฟิตเนส จำกัด เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับกรมพลศึกษาทั้ง 2 สัญญา และ “จัดซื้อในราคาแพงกว่าท้องตลาด เป็นเหตุให้กรมพลศึกษาได้รับความเสียหาย”

ป.ป.ช. พิจารณา จึงเห็นว่า การกระทำของ แสงจันทร์ วรสุมันต์ อธิบดีกรมพลศึกษา นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักการกีฬา และคณะกรรมการร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคาและกำหนดราคากลาง มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ส่วนการกระทำของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ไทยเวิร์คฟิตเนส จำกัด และเอกชนที่เกี่ยวข้อง “มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด”

โดยทั้งสองกรณี ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/nacc-assures-proactive-work-to-address-public-concerns&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NgemE7TRk9TwbGPWbRODH